52 1-2
ตอนที่ 83 ข้าหาใช่คนจำพวกทำดีหวังผลตอบแทน
หยดพลังวิญญาณธาตุหยางที่ถูกกลั่นขัดเกลาจนบริสุทธิ์ ไหลลงสู่จุดตันเถียนทีละเล็กทีละน้อย เนื่องจากความล้มเหลวในการเลื่อนขั้นถึงสามครั้งสามคราติดต่อกัน ส่งผลให้จุดตันเถียนของเหลิงหยุนเจียวยามนี้แห้งเหือดราวกับผืนดินที่แตกระแหง
มิรู้เลยว่าเวลาผ่านไปเนิ่นนานเพียงใดแล้ว กว่าที่จุดตันเถียนของนางจะฟื้นสู่ความชุ่มชื้น
บุปผาดอกตูมแทรกผืนดินงอกขึ้นท่ามกลางห้วงจิตสำนึกของเหลิงหยุนเจียว สิ่งนี้เพียงดอกเดียวได้แปรเปลี่ยนบรรยากาศภายใน จากเหี่ยวเฉาไร้ชีวิตวีวา ให้กลับกลายมาเป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์
ต้นอ่อนบุปผาอีกหน่อผุดขึ้นจากผืนดินเป็นคำรบสอง พวกมันทั้งคู่งอกขึ้นท่ามกลางบุปผาอีกสี่ต้นที่มีอยู่เดิมแล้ว
เวลานั้น เหลิงหยุนเจียวเปิดเปลือกตาตื่นขึ้น แต่สิ่งเดียวที่สัมผัสรู้สึกได้ก็คือ จุดตันเถียนของนางยามนี้แทบจะกลายเป็นทะเลเพลิงบรรลัยกันต์อยู่แล้ว สองมือที่ผสานวางบนตักเริ่มมีอาการชักเกร็งเบาๆ
ขณะเดียวกัน โม่เฉินหยวนในชุดคลุมสีม่วงหรูหราก็เริ่มเหงื่อแตกพลั่กไม่แพ้กัน เขากำลังนั่งขัดสมาธิระดมพลังลมปราณขุมใหญ่ช่วยปกป้องนาง เป็นปราการสร้างความเสถียรอีกชั้นหนึ่งให้ แลสัมผัสได้ถึงห้วงจิตของบุคคลตรงหน้าเริ่มกระเพื่อมรวนเร เขาจึงรีบกล่าวเตือนด้วยสีหน้าสงบนิ่งว่า
“ตั้งสมาธิ”
หนึ่งวาจาขานเตือน ห้วงจิตสมาธิของนางกลับมาตั้งมั่นได้อีกครั้ง รัศมีความเข้มข้นของพลังรอบตัวมีกำลังสภาวะสูงขึ้น เหลิงหยุนเจียวหลับตาและเริ่มกระบวนการดูดซับพลังวิญญาณธาตุหยางอีกครั้งอย่างตั้งอกตั้งใจ
คล้อยหลังจากที่เสริมพลังความแข็งแกร่งให้ต้นอ่อนทั้งสองหน่อจนเติบโตแล้ว เหลิงหยุนเจียวก็เริ่มเปลี่ยนไปดูดซับพลังวิญญาณฟ้าดินตามปกติ ภายใต้คำแนะนำของโม่เฉินหยวนที่คอยกำกับชี้นำอยู่ด้านหลัง
และในที่สุด การทะลวงขึ้นสู่ขอบเขตปราณจิตขั้นกลางครั้งนี้ ก็ประสบความสำเร็จด้วยดี!
แต่ที่ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ เหลิงหยุนเจียวค้นพบว่า ความเร็วในการบำเพ็ญตบะของนางยังเพิ่มสูงขึ้นจากเดิมมาก เนื่องจากอัตลักษณ์วิญญาณทั้งหกธาตุกลับมาครบครันอีกครั้ง
นางลืมตาโพล่งตื่น สูดหายใจเข้าลึกอยู่หลายเฮือกใหญ่ จิตใจดวงนี้รู้สึกมีความสุขอย่างมากเกินกว่าจะพรรณนาได้ ร่างกายเบาหวิวประหนึ่งขนนกที่ลอยล่องไปทั่วเวหาทุกสารทิศ
“ขอแสดงความยินดีด้วยนายหญิง! ยามนี้ท่านได้ก้าวขึ้นสู่ขอบเขตปราณจิตขั้นกลางแล้ว! อีกทั้งกายาสวรรค์คลั่งยังได้รับการซ่อมแซมจนสมบูรณ์!”
เหลิงหยุนเจียวคลี่ยิ้มกว้างและเตรียมจะทำสมาธิเข้าญาณต่อทันที แต่ทันใดนั้น จู่ๆภาพฉากโดยรอบก็แปรเปลี่ยนกลับเป็นจวนพิรุณจรัส
ยามนี้ สายฝนกำลังโปรยปรายอยู่ด้านนอกเรือน พินิจจากร่องรอยความเปียกแฉะตามพื้นดินและแผ่นหินประดับประดับในบริเวณนั้น ดูเหมือนว่า เพิ่งจะมีห่าพิรุณตกหนักตั้งแต่ก่อนหน้าไม่นานนัก
“อย่าโลภให้มาก การเลื่อนขั้นเร็วเกินไปหาใช่เรื่องดี สภาพร่างกายอาจทนรับไม่ไหว”
“อีกทั้งก่อนหน้านี้ ร่างกายของเจ้าก็ทนรับพิษมาเป็นเวลานาน ส่งผลให้อัตลักษณ์วิญญาณอีกสองธาตุที่เหลือเหี่ยวเฉา เพิ่งจะฟื้นฟูกลับมาเป็นปกติได้ ก็อย่าด่วนหักโหมให้มากนักเลย”
น้ำเสียงวาจาของโม่เฉินหยวนฟังดูเบาหวิว ปราศจากคลื่นอารมณ์ใดเจือปน
กล่าวจบเช่นนั้น เขาก็นอนตะแคงหันข้างอยู่บนเตียง ยกมือขวาขึ้นค้ำศีรษะทำทีเป็นนอนหลับตาปิดสนิท และหากมิใช่เพราะเมื่อครู่เขาเปล่งเสียงพูดออกมาแล้วล่ะก็ เหลิงหยุนเจียวคงจะหลงผิดคิดไปว่า อีกฝ่ายกำลังหลับอยู่จริงๆ
“ครั้งนี้ต้องขอบคุณเจ้ายิ่งนัก หากไม่มีเจ้า เกรงว่าข้าคงจะมิสามารถทะลวงขึ้นสู่ขอบเขตปราณจิตขั้นกลางได้อีกนานแน่”
เหลิงหยุนเจียวยิ้มขอบคุณจากใจจริง ทว่าโม่เฉินหยวนกลับยังคงนอนนิ่งอยู่บนเตียงไม่มีท่าทีว่าจะขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวใดๆ มองดูแล้วแน่นิ่งไม่ต่างจากซากศพ
เหลิงหยุนเจียวพูดไม่ออกไปชั่วขณะ “...” เจ้าหมอนี่จะนอนหลับไวเกินไปไหม? หรือเป็นเพราะไม่ต้องการจะเสวนากับนางจึงแสร้งทำเป็นนอนหลับ?
นางค่อยๆย่างเท้าตรงเข้าไปใกล้ แต่จู่ๆโม่เฉินหยวนก็ส่งเสียงพึมพำออกมา
“ข้าสบายดี แค่อยากนอนพักผ่อนสักงีบ”
ไฉนจู่ๆจึงได้บอกว่าสบายดี? มิยักจำได้ว่า ข้าเอ่ยถามไปตั้งแต่เมื่อใด?
ด้วยความรู้สึกเป็นห่วงเล็กน้อย เหลิงหยุนเจียวจึงรีบคว้าข้อมือซ้ายของเขาขึ้นมา แล้วรีบตรวจจับชีพจรดูทันที
โม่เฉินหยวนลืมตาโพล่งตื่นขึ้นในทันใดพร้อมเสียง‘ฟรึบ’ เผยให้เห็นประกายตาสีทองอร่ามที่กำลังสาดใส่ รัศมีแรงกดดันเย็นยะเยือกเคลื่อนเข้าครอบคลุมร่างของเหลิงหยุนเจียวอย่างรวดเร็ว
“ข้าหาใช่คนจำพวกทำดีเพื่อหวังผลตอบแทน!”
เหลิงหยุนเจียวสบปะทะกับแววตาเย็นเฉียบคู่ลึกล้ำ ชั่วอึดใจหนึ่ง เสมือนกับว่านางกำลังจะถูกเขากลืนกินทั้งเป็นก็มิปาน
นางเร่งสงบจิตใจให้นิ่ง ปล่อยคลายข้อมือซ้ายของอีกฝ่ายออก แล้วกล่าวตอบด้วยน้ำเสียงและท่าทีสงบนิ่งว่า
“เจ้าใช้พลังลมปราณมากจนเกินไป ข้ายังมีโสมคุณภาพดีอยู่ต้นหนึ่ง เดี๋ยวข้าจะต้มมาให้เจ้าดื่มเสียหน่อย”
สิ้นเสียงกล่าวจบ เหลิงหยุนเจียวก็ลุกขึ้นเดินออกไปที่ลานหน้าเรือน จับแม่ไก่หนึ่งตัวมาเชือดทิ้ง ตั้งใจว่าจะทำน้ำแกงไก่ผสมกับโสมให้โม่เฉินหยวนเพื่อเป็นการตอบแทนบุญคุณ
แทบไม่ต้องให้อีกฝ่ายเอ่ยบอก สาเหตุที่โม่เฉินหยวนสูญเสียพลังลมปราณไปมากโขจนอ่อนเพลียถึงเพียงนั้น ทั้งหมดย่อมเกิดจากที่เขาเข้าช่วยเหลือนางตลอดทุกขั้นตอนนั่นเอง
เหลิงหยุนเจียวเข้าโรงครัวลงมือปรุงอาหารด้วยตนเอง จัดการนำส่วนผสมต่างๆลงไปในหม้อ แล้วเคี่ยวจนง่วน ก่อนจะปิดฝาตั้งไฟอ่อนๆเพื่อตุ๋นต่อไปอีกระยะ
“แม่จ๋า!”
ทันใดนั้นเอง เหลิงเจียวเหนียงก็โผวิ่งเข้ามากอดพร้อมกับกระบี่ไม้เล่มหนึ่ง
“ดูนี่สิ! กระบี่ไม้นี้ท่านพี่ไป๋เป็นคนทำให้ข้า!”
เหลิงเจียวเหนียงในยามนี้เนื้อตัวเปียกชุ่มราวกับเพิ่งไปตกน้ำตกท่าที่ไหนมา ไป๋ซือหมิงที่เดินตามหลังมาติดๆ ก็ตัวเปียกปอนไม่ต่างก้น
“นี่เจ้าสองคนไปเล่นอะไรกันมา?”
ไป๋ซือหมิงเกาหัวแกรกๆ ยิ้มแห้งตอบไปว่า
“ข้าบังเอิญตกแม่น้ำเฉยๆน่ะ”
ในห้วงมิติพื้นที่ของโม่เฉินหยวน ไม่มีการเปลี่ยนแปลงระหว่างกลางวันและกลางคืน และกระแสเวลาเองก็ยังไหลเวียนช้ากว่าโลกภายนอกเล็กน้อย ดังนั้น เหลิงหยุนเจียวจึงไม่ทราบเลยว่า ออกมาครานี้โลกภายนอกได้ผ่านไปกี่วันแล้ว
เหลิงหยุนเจียวกวาดตามองไป๋ซือหมิงตั้งแต่หัวจรดเท้าอยู่หลายครา จึงค่อยรู้สึกโล่งใจขึ้นเล็กน้อยที่ไม่พบเห็นอะไรผิดปกติ
“แล้วตอนนี้เจ้ารู้สึกเยี่ยงไรบ้าง?”
“รู้สึกดีมากเลย อาหารก็อร่อย ร่างกายก็แข็งแรง มิหนำซ้ำยังรู้สึกว่าตนเองหล่อเหลาขึ้นมากด้วย!”
“ข้าหมายถึงพิษของเถาวัลย์ไม้อสรพิษ...”
เหลิงหยุนเจียวถึงกับยกมือกุมขมับ พลันรู้สึกปวดหัวขึ้นทันควัน