ตอนที่ 47
เพลิงโทสะของหานเฟิง (ปลาย)
“ หืม!!!!....”
“ นี่มันเกิดอะไรขึ้น? หายหัวไปไหนกันหมด...”
เสียงดังกังวานขึ้นอีกครั้ง จากอสูรเสือดำที่กำลังบินมา มันกวาดสัมผัสไปโดยรอบ กลับมิพบเจอสหายกองโจรที่ควรจะเป็น กระทั่งที่สังเกตเห็นหานเฟิงที่ยืนอยู่ ณ ใจกลางของพื้นที่ที่โล่งกว้าง ชมดูจึงทราบรู้ ว่าย่อมต้องเกิดเรื่องราวมิรวบรัดธรรมดาขึ้นแล้ว
อสูรเสือดำพลันหยุดนิ่งกลางอากาศ ทอดสายตามองหานเฟิง พร้อมกับกล่าวคำด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยอำนาจสะกดข่ม
“ เจ้าเป็นใคร?”
“ เจ้าใช่มียาถอนพิษหรือไม่?”
หากคำตอบกลับของหานเฟิงก็เป็นคำถามด้วยเช่นกัน อสูรเสือดำที่ได้ยินเช่นนั้นก็หลี่ตามองมัน ตรวจสัมผัสได้ว่า บุรุษหนุ่มตรงหน้ามีความสำเร็จเพียงแค่ปราณปฐพีขั้นกลาง จึงทวีความสงสัยยิ่ง ว่าสมุนกองโจรของตนไปมุดหัวอยู่ที่ใดกันหมด
“ เจ้า คงเป็นคนที่สังหารสมุนของข้าไปตั้งสิบกว่าคนกระมัง?”
อสูรเสือดำกล่าวต่อ มันที่ได้ยินหานเฟิงถามหายาถอนพิษก็คล้ายจะเข้าใจได้ เพราะจากรายงานของอสูรกระสาเมื่อรุ่งเช้า เป็นหน่วยไล่ล่าที่ตกตายไปจนหมด สามารถแพร่พิษใส่คนผู้หนึ่งได้สำเร็จ หากกลับไม่คาดคิดอยู่บ้าง ว่าไอ้คนบัดซบที่บังอาจสังหารสมุนของมันไปตั้งสิบกว่าคน กลับเลือกที่จะเดินเข้าหามันด้วยตัวเองเช่นนี้ ทว่า คำกล่าวต่อมาของบุรุษหนุ่มที่ตรงหน้า กลับส่งผลให้มันต้องกลายเป็นนิ่งงันไป
“ สิบกว่า?... ผิดแล้ว ข้ากลับนับได้ร่วมเจ็ดแปดสิบ”
“ เจ็ดแปดสิบอันใด!!!...”
อสูรเสือดำตวาดกร้าว มันหรือจะฟังไม่เข้าใจในคำกล่าวของหานเฟิง
หานเฟิงเห็นท่าทีแตกตื่นของมัน ก็ไม่กล่าวคำ เพียงถามย้ำกลับไปว่า
“ เจ้าใช่มียาแก้พิษติดตัวอยู่หรือไม่?”
“ บัดซบ!!!!...” คำตอบกลับของอสูรเสือดำก็ยังมิใช่สิ่งที่หานเฟิงต้องการจะได้ยิน
สิ้นคำ อสูรเสือดำก็ยกชูสองมือขึ้นฟ้า เห็นเป็นลมปราณรั้งรวมกัน ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นก้อนดินหนาหนัก ก้อนดินสีดำน้ำตาลที่ยิ่งมายิ่งขยายใหญ่ เพียงพริบตา ก็ใหญ่กว่าตัวอสูรเสือดำกว่าสามเท่า
“ ผู้ใช้ปราณปฐพี?”
หานเฟิงกล่าวขึ้น หากมิได้มีท่าทีแตกตื่นตกใจแต่อย่างไร ครู่ต่อมา ก็เห็นเห็นว่าอสูรเสือดำทุ่มปาก้อนดินนั้นออก ก้อนดินลอยคว้างเข้าใส่หานเฟิง หากเพียงแค่ครึ่งทางก็ปริแตก กระจายกลายเป็นเศษดินเศษศิลานับพัน
เศษดินเศษศิลาร่วงล่นราวกับห่าฝน เรียกเป็นเสียง “ ตูมม…” ให้ดังขึ้นถี่ยิบ ฝุ่นดินฟุ้งตลบอบอวล เศษดินเศษหินปลิวว่อนกระจัดกระจาย กระทั่งครู่ต่อมา การจู่โจมระลอกนี้ก็สิ้นสุด อสูรเสือดำกวาดสัมผัสไปทั่วในกลุ่มควัน ก่อนจะพบว่า ล้วนว่างเปล่า ชายหนุ่มที่มันพยายามมองหากลับยืนอยู่จนไกลห่างออกไป
“ หืม!!... หนีไวนักรึ?”
กล่าวจบ อสูรเสือดำก็พุ่งทะยานฝ่าความว่างเปล่าเข้าใส่หานเฟิง ระยะทางจากที่ไกลห่างถูกร่นให้กระชั้นเข้าใกล้ในพริบตา
“ ตูมมมม…”
เสียงระเบิดดังกึกก้อง ฝุ่นดินฟุ้งตลบ หากฝุ่นดินมิทันเลือนหาย ร่างหนึ่งก็พุ่งทะยานออกมา เป็นเงาร่างที่ดำสนิทของอสูรเสือดำ มันพุ่งฝ่าเข้าใส่หานเฟิง ที่เมื่อครู่ร่ายใช้ดาราวาบวับหลบหนีไปอย่างฉิวเฉียด
“ เป็นแต่หนีหรือไง?”
อสูรเสือดำตะโกนกร้าว สภาวะไม่หยุดชะงัก ยามเมื่อพุ่งเข้าไกล้หานเฟิงก็พลันทำมุทราชี้มาทางหานเฟิง ก่อนที่วงอักขระปรากฏขึ้นมาที่ใต้ฝ่าเท้า
“ กรงดำ”
เงาดำนับสิบยืดยาวสูงขึ้นปิดล้อมหานเฟิงที่อยู่ใจกลางอักขระ หากมิทันบรรจบกันเป็นกรงขัน หานเฟิงก็ร่ายดาราวาบวับหนีไปอีกครา เรียกเสียงคำรามอย่างแค้นเคืองให้ดังออกมาจากปากของอสูรเสือดำ
“ บัดซบ!!!!...”
ยามเมื่อสัมผัสวิญญาณตรวจจับได้ว่าหานเฟิงเลี่ยงหลบไปปรากฏอยู่ตรงตำแหน่งใด ก็พลันเหลียวหน้ามองพร้อมกับยกเท้ากระทืบพื้นหนึ่งครา
ฉับพลันนั้น หานเฟิงก็สัมผัสได้ถึงการจู่โจมที่มาจากใต้ฝ่าเท้า จึงกระโจนหลบ เห็นเป็นหลาวศีลาสามแท่งผุดแทงขึ้นมา หลาวศิลาคมกริบใหญ่โต หากยังมิอาจแตะสัมผัสหานเฟิงที่รวดเร็วดุจสายลม
หลบเลี่ยงหลาวศิลามาได้อย่างฉิวเฉียด หากเท้าพึ่งจะหยั่งลงถึงพื้น ผืนดินก็กลับกลายเป็นบ่อโคลนเหนียวข้น ลำแสงกระพริบวาบ หานเฟิงไม่รอช้าร่ายใช้ดาราวาบวับออกมาโดยเร็ว
“ ช่างเป็นวิชาตัดข้ามมิติที่ยอดเยี่ยมนัก” อสูรเสือดำกล่าวขึ้น หันมองหานเฟิงที่ปรากฏขึ้นในตำแหน่งถัดมา
“ หากเจ้าคิดใช้ทักษะตัดข้ามมิติอันพิศดารของเจ้าหลบลี้หนีไป นั่นพอกระทำได้อยู่ แต่ถ้าเจ้าคิดจะช่วงชิงยาถอนพิษไปจากข้า...” กล่าวจบก็เรียกเอาขวดเคลือบเล็กๆใบหนึ่งขึ้นมาคีบจับไว้ด้วยสองนิ้ว
“ ...เจ้ายังมิอาจกระทำ”
สิ้นคำ ผืนดินใต้ฝ่าเท้าของหานเฟิงก็ปริแตก รอยแยกปรากฏขึ้น หานเฟิงร่ายใช้ดาราวาบวับเลี่ยงหลบอีกครา ก่อนจะเห็นว่า บนพื้นดินได้ปรากฏรอยแตกขึ้นมาสี่สายรอบทิศทาง
“ แล้วก็อีกอย่าง...” เสียงของอสูรเสือดำดังขึ้นสืบต่อ
“ ...ข้าเองก็มิคิดปล่อยเจ้าให้หลบหนีไปโดยง่ายเช่นกัน”
สิ้นเสียงของอสูรเสือดำ รอยแยกพลันปรากฏหัตถ์ศิลาโผล่ขึ้นมา ก่อนจะตามมาด้วยศีรษะ ลำตัว และขา กลับกลายเป็นยักษ์ศิลาตัวเขื่องสี่ตน
หานเฟิงชมมอง ยักษ์ศิลาสี่ตนนี้ใหญ่โตกว่ามนุษย์ไม่มากนัก หากแลดูเชื้องช้าอืดอาด จึงมิได้รู้สึกหวาดเกรงแต่อย่างใด ก่อนจะละสายตา หันไปจับจ้องมองยาถอนพิษที่อยู่ในมือของอสูรเสือดำ
อสูรเสือดำที่เรียกเอายาถอนพิษออกมาถือไว้ก็มิคิดเก็บ คล้ายดั่งต้องการที่จะสร้างแรงจูงใจให้กับหานเฟิง เพื่อมิให้หานเฟิงคิดตัดสินใจละทิ้งเป้าหมายหลบหนี
“ โฮกกก…”
สี่เสียงคำรามดังประสานกันจากรอบทิศทาง เป็นเสียงคำรามจากยักษ์ศิลา หากไม่อาจเรียกความสนใจของหานเฟิงให้หันมอง ก่อนที่แรงสั่นสะเทือนบนพื้นดินจะบังเกิดขึ้น พลันให้หานเฟิงต้องละความสนใจจากขวดเคลือบบนมือของอสูรเสือดำ
“ มารู้ตัวเอาตอนนี้ก็ช้าไปแล้ว”
อสูรเสือดำกล่าวขึ้นอย่างเย้ยหยัน แววตาจับจ้องมองหานเฟิงราวกับคนที่ได้ตายไปแล้ว หานเฟิงเหลียวหน้าชมมองรอบทิศ จึงเห็นว่า ยักษ์ศิลาทั้งสี่ ต่างประกบฝ่ามือทำท่ามุทรา ก่อนที่เสาศิลาเรียงรายจะผุดขึ้นมาร้อมรอบจากทุกทิศทาง ห้อมล้อมเป็นวงกลม จนดูราวกับกำแพงหนาใหญ่ที่มิอาจข้ามฝ่าออกไป
ฉับพลันนั้น หานเฟิงก็สัมผัสได้ถึงกฏเกณฑ์อันแปลกประหลาดบางประการ ก่อนที่เสียงกล่าวของอสูรเสือดำจะดังขึ้นสืบมา
“ เขตแดนลานประลองดินเหลืองของข้านี้ จะสร้างกฏเกณฑ์เงื่อนไขที่ผู้ใดก็ไม่อาจขัดขืน”
“ หนึ่งคือไม่อาจเหินบิน…”
“ และสอง ไม่อาจฝ่าออกไปได้ ไม่ว่าจะด้วยวิธีการใดๆก็ตาม นอกเสียจากว่า จะมีผู้ใดผู้หนึ่งสามารถสังหารอีกฝ่ายลงได้...”
กล่าวขึ้นจบก็ตามมาด้วยเสียงหัวร่อของอสูรเสือดำที่ดังกังวานกึกก้อง “ ฮา ๆ ๆ ๆ ๆ…”
“ แล้วทีนี้ ไอ้เจ้าเคล็ดวิชาพิศดารที่สามารถตัดข้ามมิติของเจ้า ก็ไม่สามารถพาเจ้าให้หลบลี้หนีออกไปจากที่แห่งนี้ได้อีกแล้ว ฮา ๆ ๆ ๆ…”
หานเฟิงชมมองอสูรเสือดำหัวเราะร่า หากสีหน้าของมันกลับไม่แม้แต่จะตื่นตระหนก กระทั่งสายตายังจับจ้องเพียงขวดเคลือบที่อยู่ในมือของมัน ขบคิดเพียงว่า จะช่วงชิงมาได้อย่างไรโดยไม่ทำให้เจ้าขวดที่ทั้งเล็กทั้งบอบบางนั่นถูกทำลายลง
“ เตรียมตัวตาย!!!”
อสูรเสือดำคำรามกร้าว หานเฟิงพลันสัมผัสได้ถึงการจู่โจมใต้ฝ่าเท้า จึงกระโจนเลี่ยงหลบ ก่อนจะปรากฏเห็นเป็นหลาวศิลาจะผุดแทงขึ้นมา ทว่า กระโจนหลบออกมาแล้ว ทั้งเท้าเพียงพึ่งจะสัมผัสพื้น แต่หานเฟิงกลับสัมผัสได้ถึงการจู่โจมระลอกต่อไปที่ติดตามมาอย่างรวดเร็ว จึงจำต้องสืบเท้าเลี่ยงหลบไปอีกครา ก็ยังเห็นเป็นหลาวศิลาที่ผุดแทงขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ทั้งไม่จบเพียงแค่เท่านั้น เพราะทันทีที่หานเฟิงย่างเท้าออกไป การโจมตีในขั้นถัดๆไปก็คล้ายจะรอยคอยมันอยู่ก่อนแล้ว
ภาพที่เห็น จึงกลายเป็นหานเฟิงสืบเท้าเหลี่ยงหลบหลาวศิลาอย่างฉิวเฉียด ครั้งแล้วครั้งเล่า อสูรเสือดำกอดอกชมดูก็ยิ้มเยาะ ก่อนจะกล่าวความขึ้นมา
“ เอาแต่หนีอยู่เช่นนั้นมันจะดีหรือ?”
สิ้นคำ เบื้องหน้าของหานเฟิงพลันบังเกิดกำแพงศิลาใหญ่โต ผุดขึ้นมาขวางกั้น
“ ตูมมม!!!....”
เสียงระเบิดดังกึกก้อง กลับเป็นหานเฟิงร่ายใช้อัคคีดาวหางพุ่งฝ่าทำลายกำแพงศิลานี้ผ่านไป
“ โอ้!!!... ผู้ใช้ปราณอัคคี? ไม่เลวๆ พลังโจมตีรุนแรงสมกับเป็นอัคคีธาตุ แต่ก็ทำได้เพียงแค่เท่านั้น...”
สิ้นคำ ผืนดินก็สั่นสะเทือนเลือนลั่น หานเฟิงที่ยังคงสืบเท้าเลี่ยงหลบหลาวศิลา จึงทำได้อย่างยากลำบาก
“ ฮา ๆ ๆ ๆ ๆ…”
เสียงหัวร่อของอสูรเสือดำดังกังวานด้วยความสะใจ
“ หลบหนี หลบหนีเข้าไป แล้วข้าจะดูว่าท้ายที่สุดเจ้าจะมีสภาพเป็นเช่นไร”
หานเฟิงได้ยินคำยั่วเย้า หากมันก็จนใจยิ่ง มันไม่อาจรุกจู่โจมเพราะเกรงว่าจะทำให้ขวดเคลือบที่แลดูบอบบ้างใบนั้นแตก ทั้งยังระแวงอีกว่า พอเหตุการณ์เข้าตาจน แล้วเจ้าอสูรเสือดำผู้นั้นจะทุบทำลายขวดเคลือบนั้นทิ้งเสีย แม้มันจะไม่มั่นใจว่าสิ่งใดที่อยู่ในขวดเคลือบ หากมันก็ไม่กล้าประมาทปล่อยให้ขวบใบนั้นต้องถูกทำลาย
ยามนี้มันจึงชั่งใจยิ่ง ระหว่างบุกเข้าใส่ซึ่งๆหน้า หรือจะหลบหนีต่อไปเช่นนี้ รอคอยจังหวะเวลาที่เหมาะสมในโอกาสต่อไป
แต่แล้ว เท้าที่ย่างเหยียบไปบนพื้นที่เต็มไปด้วยฝุ่นดินพลันอ่อนนุ่ม หานเฟิงไม่รอช้าร่ายดาราวาบวับออกไปในทันที ลำแสงกระพริบวาบ หานเฟิงหายไป ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งยังอยู่เขตแดนของศัตรู ทว่า ผืนดินที่ย่างเหยียบยังคงอ่อนนุ่ม กลับกลายเป็นดินโคลนที่ฉุดรั้งสองเท้ามันให้จมลงไป
“ ฮา ๆ ๆ ๆ ๆ…”
เสียงหัวร่อของอสูรเสือดำเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน หานเฟิงที่บัดนี้สองเท้าจมลึกลงไปในเลนโคลนมิได้ร่ายใช้ดาราวาบวับเคลื่อนหนีอีก เป็นเพราะว่า ผืนดินทั่วทั้งอาณาเขตพื้นที่ กลับกลายเป็นเลนโคลนเหนียวหนืดไป
“ ทีนี้ ก็ไม่มีที่ให้เจ้าหยั่งเท้าได้อีกแล้ว แต่มิต้องกังวน ข้า ยังไม่คิดสังหารเจ้าตอนนี้หรอก…”
กล่าวไป เท้าก็ย่างเดินตรงมาทางหานเฟิง
“ นั่นเพราะ เจ้าสังหารคนของข้าไปจนสิ้น ดังนั้น เจ้าจำต้องไปอธิบายต่อท่านหัวหน้าของข้าด้วยตัวเอง”
กล่าวจบสองมือก็ประสานกันเป็นท่ามุทรา ก่อนที่หานเฟิงจะสัมผัสได้ว่าเลนโคลนที่เบื้องล่างกำลังขยับไหว จากนั้นจึงเห็นเป็นดินเหนียวที่อยู่ในลักษณ์ของอสรพิษ พากันเลื้อยพันขึ้นมาบนขาของมัน มันไม่ขัดขืน กระทั่งแววตายังมิแสดงออกถึงความวิตกกังวน
“ ถูกอสรพิษดินเหนียวของข้าจับไว้ เจ้าไม่มีทางขยับไหวได้อีก” แต่แล้ว ร่างของอสูรเสือดำที่กำลังก้าวเท้าตรงมาพลันต้องชะงักงัน
“ หืม!!!...”
อสูรเสือดำส่งเสียงออกมาด้วยความตกใจ ขณะที่มันสัมผัสได้ถึงบางสิ่งที่ใต้เท้า บางสิ่งที่ว่าพุ่งขึ้นมาจากเลนโคลนอย่างรวดเร็ว
รวดเร็วยิ่ง อสูรเสือดำ ที่ผ่อนคลายความระวังลง เพราะสามารถจับเป้าหมายที่ตรงหน้าได้สำเร็จ จึงมิอาจเลี่ยงหลบ ถูกบางสิ่งที่เป็นเส้นสายสีแดง ที่ส่วนปลายตูมแหลม คล้ายดอกบัวที่ยังมิเบ่งบาน รัดพันสองแขนสองขา กระทั่งเห็นชัดถนัดตา จึงเห็นว่า มันเป็นสายบัวสีแดง สายบัวที่แลดูบอบบางสี่เส้น ผุดขึ้นมาจากเลนโคลน รัดพันข้อมือข้อเท้าของมัน
“ นึกว่าอะไร…” อสูรเสือดำส่ายหน้าอย่างดูแคลน แต่แล้ว…
“ บ บ้านะ!!!…”
มันกลับพบว่า ตนอาจขยับไหวร่างกายแม้เพียงส่วน ร่างของมันคล้ายถูกผนึกการเคลื่อนไหว มันจึงรีดเค้นพลัง ปลอดปล่อยลมปราณอย่างสุดกำลังเพื่อหวังจะทำลายสายบัวแดงทั้งสี่เส้น แต่แล้ว มันกลับพบว่า มิอาจกระทำ ลมปราณที่อยู่ภายในกายถูกตัดขาด มิอาจปลดปล่อยออกมาสู่ภายนอก
“ น นี่มันอะไร!!!...”
อสูรเสือดำกล่าวขึ้นอย่างแตกตื่น ก่อนจะเห็นว่า เบื้องหน้า ชายหนุ่มในชุดสีดำทอดเดินตรงมาอย่างผ่อนคลาย อสรพิษดินเหนียวหายไปแล้ว กระทั่งผืนดินที่เคยเป็นเลนโคลนเหนียวหนืด ก็คล้ายจะกลับกลายเป็นปกติไปแล้วเช่นกัน
“ ป เป็นไปไม่ได้!!!...”
อสูรเสือดำกล่าวขึ้นด้วยแววตาที่สั่นสะท้าน มันไม่เชื่อ ว่าตนที่มีความสำเร็จในขอบเขตปราณนภา จะถูกคนผู้หนึ่ง ที่ความสำเร็จเพียงแค่ปราณปฐพีขั้นกลางพิชิตชัย
หานเฟิงมิกล่าวคำ ใบหน้าของมันสงบนิ่ง เพียงทอดเดินตรงมาที่อสูรเสือดำก่อนจะคว้าเอาขวดเคลือบในมือไป ที่หานเฟิงใช้ออกมา คือเคล็ด ทัณฑ์สายบัวแดง ดอกที่ห้า จากกระบวนวิชา เจ็ดบงกชเพลิงอเวจี เคล็ดวิชานี้ สามารถพันธนาการเป้าหมายจนไม่สามารถขยับเยื่อนเคลื่อนไหว ทั้งยังปิดกั้นลมปราณ มิอาจปลดปล่อยออกมา
หานเฟิงพลิกดูขวดเคลือบในมือ หากยังมิทันได้เปิดออกดู คำกล่าว ของอสูรเสือดำเบื้องหน้าก็พลันกังวานขึ้น
“ พิษ ที่พวกข้าใช้ เรียกว่า สองอรุณดับ จะตกตายภายในรุ่งเช้าของวันที่สอง แต่เจ้าที่ตอนนี้ยังติดอยู่ในเขตแดนของข้า คิดจะกลับออกไป จำต้องสังหารข้าลง แต่...”
“ ...เจ้าทำได้หรือ?”
สิ้นคำ ร่างที่ถูกพันธนาการก็กลับกลายเป็นศิลา ไม่เว้นแม้กระทั่งเส้นขนและลูกนัยน์ตา ซึ่งจะมีก็แต่อุปกรณ์สวมใส่ของมันที่มิได้เปลี่ยนแปลง จนดูไปคล้ายรูปสลักจากศิลาที่สวมใส่ชุดผ้าของมนุษย์
“ เคล็ดวิชาของเจ้ายอดเยี่ยมยิ่ง สามารถปิดกั้นลมปราณไม่อาจปล่อยออก ทว่า ข้าเองก็มีเคล็ดวิชาที่ไม่จำต้องปลดปล่อยลมปราณออกไปอยู่บ้างเช่นกัน ซึ่งเคล็ดกายศิลากายาเหล็กของข้านี้ จะทำให้ทุกส่วนของร่างข้ากลายเป็นหิน แม้จะมีข้อเสียตรงที่มิอาจขยับเยื่อนเคลื่อนไหว แต่รับรองได้ ว่าร่างศิลาของข้านี้แข็งแกร่งเสียยิ่งกว่าเหล็กกล้า ต่อให้อัคคีของเจ้าจะร้อนแรงสักเพียงใด ก็มิอาจทุบทำลายสังขารของข้าได้แม้แต่เศษเสี้ยวเดียว...”
เสียงกล่าวของอสูรเสือดำที่กลายเป็นหินดังขึ้นมาโดยที่ปากมิได้ขยับ หานเฟิงที่ได้ยินคำก็ชมมองด้วยใบหน้าเรียบเฉย ก่อนที่ปากจะกล่าวออกไปว่า “ ทำลายมิได้ก็ไม่ต้องทำลาย”
“ เช่นนั้นเจ้าก็มิอาจกลับออกไปช่วยสหายของเจ้าแล้ว ฮา ๆ ๆ... เพราะเขตแดนลานประลองดินเหลืองของข้า จะคงอยู่ต่อไป จนกว่าผู้ใดผู้หนึ่งในที่นี้จะตกตาย...”
หานเฟิงพยักหน้ารับ “ ข้าทราบ”
อสูรเสือดำเห็นหานเฟิงกล่าวคำโดยไม่มีท่าทีตระหนกก็รู้สึกตื่นตัวขึ้นมา “ บัดซบ!!! เจ้ายังมีลูกไม้ใดเก็บซ่อนอยู่กันแน่?”
“ ย่อมมี สายตาเจ้าคงมองเห็นได้อยู่กระมัง?”
“ ย่อมเห็น...” อสูรเสือดำกล่าวตอบอย่างงุนงง แม้นัยน์ตาของมันจะกลายเป็นหิน หากยังคงมองเห็นภาพเบื้องหน้าอย่างชัดเจน
“ เช่นนั้น เจ้าคงมองเห็นแล้ว ว่าบนพื้นมีดอกบัวอัคคีผลิบานอยู่มากมาย” หานเฟิงกล่าวขึ้น ทว่า ไม่มีดอกบัวอัคคีอันใดผลิบานตามที่มันบอกกล่าว ทุกสิ่งอย่างยังคงเดิม มีเพียงพื้นดินที่เต็มไปด้วยฝุ่นและเศษหินกระจัดกระจาย
หากแต่คำกล่าวของอสูรเสือดำกลับกลายเป็นว่า “ ข้ามิได้ตาบอด ไหนเลยจึงจะมองไม่เห็นดอกบัวอัคคีสีทองของเจ้า แต่ข้าก็บอกแล้ว ว่าต่อให้อัคคีของเจ้าร้อนแรงเพียงใด ก็...”
หากอสูรเสือดำกล่าวได้เพียงคำว่า “ ก็” ก็ไม่มีเสียงใดหลุดออกมาอีก ก่อนที่เสียง “ ครืนนนน….” พร้อมกับแรงสั่นสะเทือนจะดังขึ้นจากรอบทิศทาง
เป็นเสาศิลาที่ลายล้อมราวกับกำแพงกำลังทะลายลง เป็นเขตแดนลานประลองดินเหลืองแห่งนี้สิ้นสุดลงแล้ว เพราะหานเฟิงสามารถบรรลุผลลัพธ์ตามกฏเกณฑ์ของเขตแดนแห่งนี้ สับสังหารฝ่าตรงข้ามได้เป็นผลสำเร็จ
ซึ่งอสูรเสือดำที่พึ่งจะตกตายไป มันนั้นตกตายไปอย่างไม่ทันรู้ตัว เพราะในขณะที่มันกำลังกล่าวคำ ดวงวิญญาณของมัน ก็ถูกเปลวอัคคีเผาผลาญจนตกตาย เปลวอัคคีอันเกิดจากบัวอัคคีที่มันกล่าวว่ามองเห็น เพราะที่มันได้เห็น คือเคล็ด บัวอัคคีผลาญวิญญาณ เป็นดอกที่หกจากกระบวนวิชา เจ็ดบงกชเพลิงอเวจีที่หานเฟิงเรียกใช้ออกมา
หานเฟิงเหลียวหน้ามองกำแพงศิลาที่ทะลายลง มองดูอสูรเสือดำที่ยังคงเป็นหินที่เบื้องหน้า ก่อนจะหันความสนใจไปที่ขวบเคลือบที่อยู่ในมือ มันดึงจุกขวดออก ก่อนที่กลุ่นฉุนน่าสะอิดสะเอียนจะพลันให้มันต้องคว้างขวดเคลือบใบนั้นทิ้งไป
เสียง “ เพล้งงง…” ดังขึ้น ขวดเคลือบแตกละเอียด น้ำสีเหลืองใสแตกกระจายออกมา กรัดกร่อนพื้นดินจนบังเกิดเป็นไอควันสีเหลือง
หานเฟิงที่เห็นเช่นนั้นก็ขมวดคิ้วมุ่น ตวาดคำ “ บัดซบ!!!…” ออกมา
ไกลห่างจากที่ที่หานเฟิงคงอยู่ เป็นตำหนักอาคารหลังหนึ่งที่ตั้งอยู่อย่างโดยเดี่ยวภายในป่า ภายในตำหนักมีห้องหนึ่งที่มืดมิด ก่อนจะบังเกิดเป็นเสียงคำรามกร้าวดังขึ้นว่า “ บัดซบ!!!...” จนพาให้เหล่าสกุณาที่กำลังหลับไหล ต้องพากันตกใจโผบิน