เซียนอมตะหวนคืน

    บทที่ 55 : ให้ความช่วยเหลือ

    ให้ความช่วยเหลือ
    ในพื้นที่บนท้องฟ้าไม่ห่างไกลมากจากการต่อสู้ของหวังเฉินกับเจี้ยนติงเทียน หานเสี่ยวกับอี้จงเถียนยืนมองดูอยู่ด้วยใบหน้าเปลี่ยนแปลงไม่หยุดยั้ง
    นับตั้งแต่วินาทีที่พวกเขามาถึงและได้เห็นหวังเฉิน ต่อสู้กับเจี้ยนติงเทียน พวกเขาก็คิดเห็นเช่นเดียวกันกับเจี้ยนติงเทียน คือคิดว่าหวังเฉินเป็นผู้ฝึกตนระดับราชันย์เทวะที่ใช้วิธีการบางอย่างเพื่อให้ตัวเองยังเยาว์วัยอยู่แน่นอน
    ส่วนเป็นผู้ฝึกตนราชันย์เทวะขั้นไหนนั้น พวกเขาคาดเดาว่าไม่ขั้นต้นก็ขั้นกลาง ไม่มีทางเป็นขั้นปลายโดยเด็ดขาด
    ถ้าจะถามว่าเหตุใดพวกเขาถึงได้คิดเห็นอย่างนี้นั้น คำตอบมีเพียงคำตอบเดียว นั่นก็คือหวังเฉินใช้อาวุธระดับหกในการต่อสู้ด้วย สิ่งนี้เป็นตัวบ่งชี้ให้พวกเขาคิดว่าหวังเฉินไม่ใช่ผู้ฝึกตนระดับราชันย์เทวะขั้นปลาย
    เพราะถ้าหวังเฉินเป็นราชันย์เทวะขั้นปลายจริง เขาคงสู้กับเจี้ยนติงเทียนโดยไม่ใช้อาวุธระดับหกได้
    ในเรื่องที่หวังเฉินเป็นผู้ฝึกตนระดับราชันย์เทวะ พร้อมกับมีอาวุธระดับหกอยู่ในมือ ไม่ใช่ว่าหานเสี่ยวกับอี้จงเถียนไม่ตกใจ พวกเขาได้ตกใจไปอย่างหนักแล้วในเวลาที่มาถึง
    พวกเขาต่างก็คิดไม่ถึงว่าจะมีผู้ฝึกตนระดับราชันย์เทวะคนที่สิบเอ็ดอยู่ภายในประเทศจีนด้วย นอกจากนี้ยังครอบครองอาวุธระดับหกด้วย อาวุธระดับหกซึ่งมีอยู่น้อยนิด เท่าที่พวกเขารู้มีเพียงแค่สองชิ้นเท่านั้น
    ถ้ารวมกับที่เห็นจากหวังเฉินก็เป็นสาม แต่พวกเขาคงไม่รู้ว่าหวังเฉินไม่ได้มีอาวุธระดับหกแค่ชิ้นเดียว ยังมีอีกสองชิ้นอยู่กับเขา ถ้าพวกเขารู้คงได้ตกใจมากแน่
    “ผู้ใดจะเป็นผู้ชนะกัน?” หานเสี่ยวหรี่ตาลง จ้องมองไปยังม่านควันสีขาวที่ปรากฏออกมาปกคลุม เขาไม่อาจมองเห็นชัดได้ว่าเป็นผู้ใดกันแน่ที่ชนะการต่อสู้ครั้งนี้
    “ข้าคิดว่าเป็นเทพกระบี่เจี้ยน” อี้จงเถียนแสดงความคิดเห็นของตน เหตุผลที่เขาคิดว่าเจี้ยนติงเทียนจะเป็นผู้ชนะนั้น เป็นเพราะว่าเจี้ยนติงเทียนเป็นคนที่แข็งแกร่งกว่าเขา
    “นั่นก็ไม่แน่” หานเสี่ยวแสดงความเห็นบ้าง
    เป็นเวลาเดียวกันกับม่านควันเริ่มจางไป เผยให้เห็นร่างของคนทั้งสองยืนอยู่ คนหนึ่งทั่วร่างอาบชโลมด้วยเลือด ส่วนอีกคนยังปกติดี ซึ่งคนที่ร่างอาบชโลมด้วยเลือดก็คือเจี้ยนติงเทียน ทั่วร่างของเขามีบาดแผลหลายแห่งอย่างน่าหวาดกลัว
    ใบหน้าบิดเบี้ยวซีดขาวด้วยความเจ็บปวด แต่เห็นได้ชัดเลยว่าถึงแม้เขาจะเจ็บปวดแค่ไหน เขาก็ไม่ได้ร้องออกมาเลยแม้แต่คำเดียว สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าเขาเป็นคนที่ทรหดคนหนึ่ง
    หวังเฉินที่ยืนอยู่ตรงหน้าของเจี้ยนติงเทียน พลันขยับเคลื่อนไหว เขาพุ่งเข้าไปเพื่อที่จะจบการต่อสู้ครั้งนี้ พุ่งเข้าไปเพื่อที่จะฆ่าเจี้ยนติงเทียน
    เจี้ยนติงเทียนที่เห็นดังนี้ ก็คำรามออกมาด้วยความโกรธแค้น “บ้าที่สุด!”
    หลังคำราม เขาก็กัดฟันทนต่อความเจ็บปวด ล่าถอย ทะยานร่างหลบหนีไปยังทิศทางหนึ่ง ซึ่งทิศทางที่เขาพุ่งหลบหนีก็คือทิศทางที่พวกหานเสี่ยวสองคนอยู่
    จากการปะทะต่อสู้กัน เจี้ยนติงเทียนก็รู้แล้วว่า เขาไม่อาจสู้หวังเฉินได้ ถ้าฝืนสู้ต่อไป เขาก็คงมีแต่ต้องถูกฆ่าตายเท่านั้น
    เมื่อเป็นอย่างนี้ จะไม่ให้เขาหนีได้ยังไง เขาคงไม่โง่พอที่จะถูกฆ่าตายอย่างแน่นอน ถ้าเทียบเรื่องแก้แค้นให้กับเจี้ยนเติ้งลูกชายของเขากับชีวิตของเขา เจี้ยนติงเทียนย่อมเลือกชีวิตของเขามากกว่า
    เพราะถึงลูกชายของเขาจะตายไป เขายังสามารถมีใหม่ได้ แต่ถ้าหากว่าเขาตายไปทุกอย่างก็จบ
    ‘ถ้ามันไม่มีอาวุธระดับหกล่ะก็ มันไม่มีทางแข็งแกร่งกว่าข้าไปได้!’ เจี้ยนติงเทียนคิดในใจขณะใช้ออกด้วยความเร็วทั้งหมด ทะยานร่างไปหาหานเสี่ยวและอี้จงเถียน เขารับรู้ตั้งนานแล้วว่าสองคนนี้มาถึง
    “ราชันย์เพลิงหานเสี่ยว ราชาหมัดอี้จงเถียนช่วยข้าด้วย!” เสียงตะโกนของเจี้ยนติงเทียนดังก้องออกไป เขาร้องขอให้คนอื่นชีวิตอย่างไม่สนใจศักดิ์ศรี
    หานเสี่ยวกับอี้จงเถียนตกใจกับผลลัพธ์ที่ออกมาว่าเจี้ยนติงเทียนพ่ายแพ้ และกระทั่งในตอนนี้อีกฝ่ายยังมาขอความช่วยเหลือจากพวกเขาอีก
    ทั้งสองคนพลันสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อระงับอารมณ์ของตัวเองลง ก่อนที่จะสบตามองหน้ากัน จากนั้นส่งเสียงผ่ายจิตหากันเพื่อปรึกษา
    ‘เอาไงดี พวกเราจะช่วยเทพกระบี่เจี้ยนติงเทียนหรือไม่?’ อี้จงเถียนถาม
    ‘ข้าคิดว่าช่วยก็ไม่เสียหาย เทพกระบี่เจี้ยนต้องตอบแทนพวกเรามากแน่ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าถ้าหากว่าเราสามารถฆ่าเจ้าคนผู้นั้นได้ อาวุธระดับหกก็จะตกเป็นของพวกเรา’ หานเสี่ยวตอบ
    ‘ความคิดดี เรื่องอาวุธระดับหก ถ้าได้มาค่อยว่ากันทีหลัง ว่าใครจะได้ไป’ อี้จงเถียนเผยรอยยิ้มออกมา
    ‘ตามนั้น’ หานเสี่ยวเห็นดีด้วยในเรื่องนี้
    ทันใดนั้นพวกเขาสองคนก็ทะยานร่างผ่านร่างของเจี้ยนติงเทียนที่พุ่งเข้ามาไป พวกเขาพุ่งเข้าไปหาหวังเฉินที่ยังไม่ได้เคลื่อนไหวใด เขายังคงยืนอยู่กับที่
    เมื่อเห็นว่าทั้งหานเสี่ยวและอี้จงเถียนเต็มใจให้ความช่วยเหลือ เจี้ยนติงเทียนก็หยุดทะยานร่างลง เขาไม่ได้มีความคิดที่จะหนีอีกต่อไป
    ด้วยที่มีหานเสี่ยวกับอี้จงเถียนอยู่ เขาก็ไม่จำเป็นที่จะต้องหนี เนื่องจากในความคิดของเขา หวังเฉินไม่มีทางสู้กับผู้ฝึกตนระดับราชันย์เทวะขั้นปลายสองคนพร้อมกันได้แน่ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าอีกฝ่ายเพิ่งจะผ่านการต่อสู้กับเขามา
    หวังเฉินพลันหันหน้ามามองหานเสี่ยวกับอี้จงเถียน เขารู้อยู่ก่อนแล้วว่ามีผู้ฝึกตนระดับราชันย์เทวะขั้นปลายสองคนกำลังชมดูการต่อสู้ปะทะกันของเขากับเจี้ยนติงเทียนอยู่
    แต่ก็คิดไม่ถึงว่าพวกมันสองคน จะเสนอหน้ามาให้ความช่วยเหลือเจี้ยนติงเทียน
    “พวกเจ้าต้องการยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้?” หวังเฉินถามเสียงเรียบ ใบหน้าของเขาไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ
    “แน่นอน” หานเสี่ยวพยักหน้า พลางแสะยิ้ม “ทางที่ดีให้ยอมแพ้ซะ ไม่แน่ว่าพวกข้าอาจจะไว้ชีวิต!”
    “อย่างที่ราชันย์เพลิงหานเสี่ยวพูด ให้รีบยอมแพ้ อย่าให้พวกข้าเสียแรงโดยเปล่าประโยชน์เลย เพราะผลลัพธ์ที่ออกมา เจ้าก็ไม่มีทางที่จะเอาชนะพวกข้าได้!” อี้จงเถียนเสริมเสียงเย็น ความต้องการสังหารล้วนสะท้อนอยู่ภายในแววตาของเขา
    หวังเฉินเงียบไปชั่วครู่ ก่อนจะส่ายหน้าไปมา ในเมื่อสองคนนี้ต้องการหาเรื่องตายกับเขา เขาก็ไม่มีทางเลือกนอกจากมอบให้
    “เช่นนั้นพวกเจ้าก็จะได้ตายไปพร้อมเจี้ยนติงเทียน!” หวังเฉินพลันระเบิดพลังทั้งหมดออกมาจากร่าง กระบี่เทวะในมือเปล่งแสงน่าหวาดกลัว ทันใดนั้นมันก็พุ่งตรงไปยังร่างของหานเสี่ยว
    หวังเฉินพลิกมือวูบหนึ่ง ดาบและหอก ซึ่งเป็นอาวุธระดับหกภายในแหวนมิติของเขาก็พุ่งออกมา มันเปล่งแสงน่าหวาดกลัวเช่นเดียวกันกับกระบี่เทวะ
    ทันทีที่อาวุธระดับหกทั้งสองปรากฏออกมา พวกมันก็พุ่งเข้าไปหาอี้จงเถียนและเจี้ยนติงเทียน
    สิ่งที่หวังเฉินกำลังทำอยู่นี้คือการระเบิดอาวุธสังหาร อาวุธระดับหกทั้งสามที่เขาส่งออกไป มันจะพุ่งตามไล่ล่าสังหารเป้าหมายจนกว่าจะตาย ซึ่งการสังหารของมันก็คือการระเบิดตัวเอง
    อาวุธระดับหกชิ้นหนึ่ง หากว่าระเบิดตัวเอง ย่อมเป็นเรื่องที่น่ากลัวเกินกว่าที่จะหยั่งถึง หากผู้ฝึกตนระดับราชันย์เทวะ ซึ่งอยู่ระดับเดียวกันกับอาวุธถูกระเบิดใส่แล้วล่ะก็ ย่อมไม่มีทางที่จะรอดชีวิตไปได้!
    จบบทที่ 55

    คล้ายกับเรื่องเซียนอมตะหวนคืน ที่คุณอ่าน