หยุนฮวาถูกปลดออกจากตำแหน่งฮองเฮาและได้เปลี่ยนเครื่องแต่งกายเป็นชุดนักโทษนางถูกพันธนาการด้วยโซ่ตรวนแน่นหนาก่อนที่จะถูกนำตัวไปไว้บนเกวียนที่มีกรงไม้ขนาดใหญ่ซึ่งมีไว้สำหรับคุมตัวนักโทษแห่ประจาน ทหารได้ประกาศให้ชาวบ้านทั่วไปรับรู้ว่าฮองเฮาพระองค์นี้ได้ใช้วิชามนตร์ดำทำร้ายทั้งฝ่าบาทและคนในวังมากมายจึงต้องโทษประหารชีวิตด้วยการนำตัวไปขังในถ้ำที่เต็มไปด้วยสัตว์ร้ายมีพิษนานาชนิดนั่นก็คือ ถ้ำอสรพิษนั่นเอง
ส่วนเหวยเหนียงนั้นไม่ได้กระทำความผิดใดๆนางเพียงแต่เป็นศิษย์น้องของฮองเฮาเท่านั้นดังนั้นฝ่าบาททรงมีรับสั่งให้ทหารใช้เชือกมัดมือมัดเท้าและใช้ผ้ารัดปากเหวยเหนียงเอาไว้ก่อนที่จะนำไปไว้บนรถม้าที่มีม่านปิดบังมิดชิดการประหารเหวยเหนียงจึงเป็นความลับไม่ให้ใครล่วงรู้
ชาวบ้านในเมืองหลวงผู้ซึ่งไม่ได้รู้ต้นสายปลายเหตุใดๆได้นำก้อนหินและผักผลไม้ขว้างปาใส่นักโทษหยุนฮวาพวกเขาพากันรุมสาปแข่งนางที่นางกล้าใช้วิชามนตร์ดำทำร้ายผู้อื่นจนหยุนฮวาได้รับบาดเจ็บที่หน้าผากและตามร่างกายนางมีน้ำตาไหลพรากและคิดว่าชีวิตคนเรานั้นช่างผันเปลี่ยนได้ตลอดเวลาจากหญิงสูงศักดิ์ที่มีคนนับหน้าถือตาก็กลายเป็นนักโทษปิศาจที่มีแต่ผู้คนรังเกียจรังงอน
เหวยเหนียงที่นั่งอยู่บนรถม้ารู้สึกสงสารศิษย์พี่จับใจนางคิดในใจว่า “อาจารย์ได้เตือนท่านแล้วนะเจ้าคะ ศิษย์พี่หยุนฮวาแต่ท่านกลับเชื่อฟังมารจันทน์ผาโดยฝึกวิชาแขนงต่างๆที่สามารถเอาชนะและทำลายผู้อื่นได้ ศิษย์พี่ควรจะตรองว่าหากเรากระทำอะไรลงไปแล้วสิ่งเหล่านั้นย่อมสะท้อนกลับมาเสมอ เรียกสั้นๆ ว่า กฎแห่งกรรม นั่นเอง”
ซูเยี่ยนเห็นว่าตอนนี้มีฝูงชนต่างมารุมล้อมดูนักโทษหยุนฮวาดังนั้นเขาจึงถือโอกาสช่วงนี้ไปสอบถามชาวบ้านเหล่านั้น
“ท่านเคยเห็นผู้หญิงคนนี้หรือไม่”ซูเยี่ยนแสดงภาพของเหวยเหนียงให้ชาวบ้านดู
ชายหนุ่มคนหนึ่งส่ายหน้า “ข้าไม่เคยเห็นแม่นางเลยขอรับ”
ซูเยี่ยนก็เลยเดินไปถามผู้อื่นต่อแต่กลับได้คำตอบเดียวกันว่าไม่เคยเห็นเหวยเหนียงเลย
จนกระทั่งซูเยี่ยนเดินไปหาแม่เฒ่าที่ยืนอยู่ใกล้กับรถม้าที่ขังเหวยเหนียงไว้พอดี
“ท่านยายขอรับ ท่านเคยเห็นผู้หญิงคนนี้หรือไม่”ซูเยี่ยนรีบถาม
“อ้าว นี่หมอดูเหวยเหนียงนี่”แม่เฒ่ารู้จัก
“ท่านเห็นนางงั้นหรือขอรับ”ซูเยี่ยนรู้สึกมีความหวัง
“ข้าไม่เห็นนางเปิดซุ้มดูดวงมาหลายวันแล้วนะ”แม่เฒ่าเพียงแต่รู้จัก แต่ไม่เห็นหมอดูสาวมาหลายวันแล้ว
เหวยเหนียงจดจำเสียงของสามีได้นางก็เลยพยายามทุบไปที่ผนังรถม้าโดยแรง
ซูเยี่ยนหันไปตามเสียงแต่สักพักรถม้าที่มีเสียงปริศนาก็เคลื่อนตามขบวนแห่นักโทษไป
ซูเยี่ยนไม่สนใจเพราะต้องการตามหาฮูหยินเขาก็เลยสอบถามชาวบ้านต่อ
เหวยเหนียงแอบเสียดาย นางคิดในใจว่า “ท่านพี่ช่วยข้าด้วยเจ้าค่ะ”
*****************************
ขบวนแห่นักโทษได้เคลื่อนออกจากเมืองหลวงไปไม่ไกลมากแต่นั่นก็เป็นเวลาเที่ยงตรงพอดีดังนั้นทหารจึงพักทานอาหารที่โรงเตี๊ยมโดยปล่อยให้นักโทษสาวถูกคุมตัวอยู่อย่างนั้น
บัณฑิตผู้ใจบุญมองเห็นเข้าพอดีเขาก็รู้สึกสงสาร ดังนั้นเขาก็เลยเดินไปพูดกับเหล่าทหาร
“ท่านควรให้นักโทษได้ทานอาหารบ้างนะขอรับ”บัณฑิตกล่าว
“นั่นเป็นนักโทษประหารนะอีกหน่อย นางก็ตายแล้ว ไม่เห็นต้องทานอะไรเลย” ทหารเห็นว่าไม่มีประโยชน์
“ท่านควรมีจิตเมตตาบ้างท่านจะใจร้ายปล่อยให้นักโทษหิวโหยก่อนตายอย่างนั้นหรือ” บัณฑิตกล่าว
“พวกเจ้าไปนำตัวนักโทษทั้งสองมาทานอาหารซิ”หัวหน้าทหารก็เลยใจอ่อน
“ขอรับ” ทหารลูกน้องรับคำ
“เอาล่ะข้าได้ให้นักโทษมาทานอาหารแล้ว คงไม่มีอะไรแล้วนะ” หัวหน้าทหารยอมทำตามคำแนะนำของบัณฑิตเพื่อตัดความรำคาญ
“นักโทษมีสองคนอย่างนั้นหรือ”บัณฑิตแปลกใจ
“มีอะไรอีก” หัวหน้าทหารขึ้นเสียงเพื่อแสดงทีท่าไม่พอใจ
“เอ่อ ไม่มีอะไรขอรับ” บัณฑิตก็เลยกลับไปนั่งที่โต๊ะของตัวเอง
บัณฑิตมองไปก็เห็นทหารประคองตัวนักโทษสาวตาบอดทั้งสองคนที่ปลดพันธนาการออกชั่วคราวมาที่โต๊ะอาหารเพื่อให้นักโทษตาบอดสามารถทานอาหารด้วยตัวเองได้ ทหารจึงสั่งเป็นซาลาเปากับน้ำชาให้พวกนางทาน
หยุนฮวายังไม่เคยชินกับสภาพตาบอดนางจึงเผลอทำซาลาเป่าหลุดมือ และกลิ้งตกลงพื้น ทหารมองไปก็นิ่งเฉยพวกเขาปล่อยให้อดีตฮองเฮาค่อยๆ ย่อตัวคลำหาซาลาเปาอยู่อย่างนั้น
บัณฑิตทนไม่ไหวเขาก็เลยยื่นซาลาเปาส่วนของตัวเองที่ยังไม่ทานให้กับนักโทษตาบอดผู้นั้น
“ท่านทานอันใหม่เถิดซาลาเปาอันนั้นตกพื้นเปื้อนดินไปแล้ว” บัณฑิตยื่นซาลาเปาใส่มือของนาง
“ขอบคุณมาก ท่านคือ” หยุนฮวารู้สึกซึ้งใจ
“ข้าคือบัณฑิตมีชื่อว่า ซุนอี้ข้าบังเอิญผ่านมาแถวนี้เท่านั้น เมื่อไม่มีอะไรแล้ว ข้าขอตัวนะ” บัณฑิตกล่าวเพราะเกรงกลัวสายตาของทหารที่กำลังจ้องมองมาที่เขาอย่างไม่พอใจเนื่องจากเขากล้าเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับนักโทษประหาร
“ช้าก่อนท่านบัณฑิต ไหนๆข้าก็ต้องโทษประหารชีวิตอยู่แล้วท่านช่วยชดใช้หนี้ที่ร้านขายผ้าให้ข้าหน่อยได้มั้ยเจ้าคะ” เหวยเหนียงกล่าวอ้าง
“มีอะไรกันน่ะ!” หัวหน้าทหารเดินเข้ามาสอบถาม
“ท่านอย่าได้กังวลไปแม่นางตาบอดท่านนี้แค่จะฝากให้ข้าชดใช้หนี้ให้กับนางเท่านั้น” บัณฑิตอธิบาย
“เป็นนักโทษแล้วจะเอาทรัพย์สินที่ไหนไปชดใช้หนี้ ห๊า” หัวหน้าทหารขึ้นเสียง
“ข้าไม่อยากจากไปโดยที่ใจยังคงมีห่วงไม่เช่นนั้นวิญญาณของข้าคงไม่ได้ไปสู่สุคติเป็นแน่ได้โปรดให้ข้าฝากทรัพย์สินสุดท้ายไปให้เจ้าหนี้ด้วยเถอะนะเจ้าคะ” เหวยเหนียงพยายามขอร้อง
“ข้าจะอาสานำทรัพย์สินของนักโทษสาวผู้นี้ไปชดใช้เจ้าหนี้ของนางให้เองท่านอย่าได้ห่วงไปเลยนะ” บัณฑิตขันอาสาด้วยความสงสาร
“นี่เจ้าค่ะ นี่คือกำไลหยกฝากนำไปมอบให้กับท่านซูหลางซึ่งเป็นเจ้าของร้านขายผ้าท้ายตลาดที่อยู่ในเมืองหลวงด้วยนะเจ้าคะ” เหวยเหนียงยื่นกำไลหยกที่ถูกห่อด้วยผ้าเช็ดหน้าสีขาวให้
“แม่นางสบายใจได้ข้าจะมอบสิ่งมีค่าชิ้นนี้ให้เจ้าหนี้ของเจ้ากับมือเอง” บัณฑิตรับปาก
“ขอบคุณผู้มีคุณเจ้าค่ะชาตินี้ข้าไม่มีโอกาสตอบแทนบุญคุณท่าน ไว้ตอบแทนชาติหน้าเถอะนะเจ้าคะ” เหวยเหนียงกล่าวเสียงเศร้า
“พวกเราเกิดมาเป็นคนเหมือนกันต่างต้องมีน้ำใจไมตรีต่อกันอยู่แล้ว อย่ากังวลไปเลย” บัณฑิตกล่าว
“ขอบคุณมากเจ้าค่ะ” เหวยเหนียงรู้สึกดีใจที่หนุ่มบัณฑิตผู้นี้ยอมช่วยเหลือนาง
“ข้าต้องเดินทางเข้าเมืองหลวงแล้วลาก่อนแม่นาง” บัณฑิตต้องรีบออกเดินทางเพื่อไปสมัครสอบจอหงวน
“ลาก่อนเจ้าค่ะ” เหวยเหนียงคิดในใจว่า “หวังว่าเขาจะส่งกำไลของหมั้นถึงมือท่านแม่นะ”
*****************************
กว่าที่ซุนอี้จะไปสมัครสอบจอหงวนที่สำนักบัณฑิตเสร็จก็ค่ำพอดี เขานึกขึ้นได้ว่าจะต้องไปชดใช้หนี้ที่ร้านขายผ้าก็เลยรีบเดินมุ่งหน้าไปที่ร้านที่ตั้งอยู่ท้ายตลาดแต่ทว่า
“อ้าว! ร้านปิดจะทำอย่างไรดี ข้าคงต้องมาใหม่วันพรุ่งนี้สินะ” บัณฑิตแอบรู้สึกผิด
ดังนั้นซุนอี้จึงไปเช่าห้องที่โรงเตี๊ยมก่อนค่อยนำกำไลหยกไปชดใช้หนี้ให้นักโทษสาวผู้นั้นในวันพรุ่งนี้
ซุนอี้นั่งทานอาหารเย็นอย่างใจเย็นสักพักซูเยี่ยนก็เดินมาถาม
“ท่านเคยเห็นแม่นางคนนี้หรือไม่”ซูเยี่ยนคลี่ม้วนภาพวาดให้ดู
“อ้าว!นี่คือนักโทษหญิงตาบอดคนนั้นนี่ขอรับ”บัณฑิตจำได้
“อะไรนะ! เหวยเหนียงเป็นนักโทษอย่างนั้นหรือ”ซูเยี่ยนตกใจ
“ทหารคุมนักโทษว่าอย่างนั้นนี่ขอรับ”บัณฑิตยืนยัน
“แล้วตอนนี้ทหารคุมนักโทษพานางไปที่ไหน”ซูเยี่ยนอยากไปช่วย
“เอ่อ ข้าขอโทษด้วย ข้าไม่ได้ถามเลยไม่รู้ขอรับ” บัณฑิตไม่กล้าถามอะไรมากเพราะกลัวเหล่าทหารพวกนั้นจะไม่พอใจ
“ข้าต้องรีบไปแล้ว” ซูเยี่ยนต้องรีบตามหาเหวยเหนียงให้เร็วที่สุดก่อนที่นางจะถูกลงอาญา
“ช้าก่อนขอรับ! ท่านรู้จักท่านซูหลางหรือไม่นักโทษสาวผู้นั้นฝากกำไลหยกให้นางเพื่อชดใช้หนี้” บัณฑิตคิดว่าชายผู้นี้รู้จักเหวยเหนียงเขาก็น่าจะรู้สึกท่านซูหลาง
“ซูหลางคือแม่ของข้าเองและกำไลหยกนั่นก็น่าจะเป็นของหมั้นที่ข้ามอบให้กับเหวยเหนียง” ซูเยี่ยนพอจะเดาออก
“ข้าสัญญากับเหวยเหนียงไว้แล้วว่าจะมอบกำไลหยกให้ท่านซูหลางกับมือ”บัณฑิตยังเชื่อใจใครไม่ได้ เขาต้องทำตามที่รับปากกับนางไว้
“งั้นข้าจะพาเจ้าไปพบท่านแม่ของข้าก็แล้วกัน”ซูเยี่ยนรีบนำทางไปที่บ้านของเขา
“ก็ดีเหมือนกัน” บัณฑิตหนุ่มยอมเดินตามชายฉกรรจ์ไป
ดังนั้นหลังทานอาหารที่โรงเตี๊ยมเสร็จซุนอี้จึงติดตามซูเยี่ยนไปที่บ้านของเขา
*****************************
ณ บ้านของซูเยี่ยน
“นี่คือกำไลหยกที่เหวยเหนียงฝากมาชดใช้หนี้ให้กับท่านขอรับท่านซูหลาง” บัณฑิตยื่นห่อกำไลหยกให้กับนาง
“ข้ากับนางไม่เคยติดค้างกันนี่และนี่ก็คือกำไลหยกประจำตระกูลของข้าเองลูกชายข้าได้มอบของหมั้นให้กับเจ้าสาวของเขาหรือเหวยเหนียงนี่” ท่านซูหลางกล่าวทั้งๆ ที่ยังไม่เปิดดูห่อกำไลหยกเพราะนางรู้ว่าลูกสะใภ้ไม่ค่อยใส่เครื่องประดับ ดังนั้นในวันแต่งงาน เหวยเหนียงจึงสวมเพียงกำไลหยกชิ้นเดียวเท่านั้น
“ที่แท้นักโทษคนนั้นก็เป็นลูกสะใภ้ของท่านนี่เองข้าเข้าใจแล้วขอรับ” บัณฑิตพอจะเข้าใจ
“อะไรนะ! เหวยเหนียงเป็นนักโทษอย่างนั้นหรือนางทำผิดอะไร นางเป็นคนจิตใจดี ไม่มีทางคิดร้ายใครหรอก” ซูหลางไม่เชื่อ
“ข้าไม่ได้รู้ต้นสายปลายเหตุใดๆทั้งนั้น เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจแล้ว ข้าขอตัวก่อนนะขอรับ” บัณฑิตคงช่วยอะไรไม่ได้
“ขอบคุณมาก เอ่อเพื่อเป็นการตอบแทน ข้าจะมอบชุดบัณฑิตให้ก็แล้วกันชุดนี้ลูกสะใภ้ของข้าเคยตัดเย็บเก็บไว้เพื่อนำมาขาย” ซูหลางมองเห็นว่าบัณฑิตผู้นี้สวมชุดบัณฑิตเก่าๆก็เลยจะมอบชุดใหม่ให้
“ของซื้อของขายนะท่านให้ข้าซื้อต่อดีมั้ยขอรับ” บัณฑิตเกรงใจ
“รับไว้เถิด ถือเป็นการตอบแทนนะ”ซูหลางยืนกรานจะมอบให้
“ขอบคุณมากขอรับ” เมื่อบัณฑิตซุนอี้ที่สวมเสื้อผ้าเก่าๆฉีกขาดเล็กน้อยรับชุดบัณฑิตชุดใหม่จากมือท่านซูหลาง เขาก็รีบขอตัวกลับโรงเตี๊ยมทันที
ซูเยี่ยนไม่รู้จริงๆว่าทหารคุมตัวเหวยเหนียงไปไว้ที่ไหน แล้วนางไปทำอะไรผิดและต้องโทษรุนแรงแค่ไหนกันนะ ดังนั้นเขาก็เลยไม่รู้ว่าจะไปช่วยเหวยเหนียงที่ไหนดี
ท่านแม่ยื่นกำไลหยกให้ลูกชายเก็บไว้และกล่าวว่า “แม่เชื่อว่าเหวยเหนียงต้องรอดกลับมา แม่ไม่เชื่อว่านางจะกระทำความผิดนางต้องโดนปรักปรำแน่ๆ ดังนั้นลูกเก็บกำไลหยกนี้ไว้ เพื่อมอบให้กับนางใหม่เถิด”
“ขอรับท่านแม่” ซูเยี่ยนรับกำไลหยกอย่างอาลัย เขาเพิ่งจะแต่งงานกับเหวยเหนียงแท้ๆแต่กลับถูกพรากฮูหยินไปซะได้ เขาจึงค่อยๆ เปิดผ้าเช็ดหน้าสีขาวที่ห่อกำไลหยกออกจนเห็นว่ากำไลหยกนั้นเป็นของเหวยเหนียงจริงๆ และเมื่อสังเกตดีๆก็จะเห็นว่าที่ผ้าเช็ดหน้ามีอักษรเลือดเขียนไว้ด้วย โดยเหวยเหนียงได้เขียนไว้ว่า“อยู่กับอดีตฮองเฮา”
“เหวยเหนียงเขียนว่าอะไรงั้นหรือลูก”ซูหลางเห็นเพียงอักษรเลือดแต่ยังไม่อ่าน
“นางอยู่กับอดีตฮองเฮาขอรับ”ซูเยี่ยนแอบตกใจเพราะนั่นหมายความว่าเหวยเหนียงนั้นต้องโทษประหารเช่นเดียวกับอดีตฮองเฮา
“ฮองเฮาที่ตอนนี้กลายเป็นนักโทษสาวตาบอดที่ทหารแห่ประจานอย่างนั้นหรือ”ซูหลางตกใจ
“ใช่ขอรับ” ซูเยี่ยนรู้สึกกังวลมาก
“แม่ได้ข่าวว่าฮ่องเต้พระองค์นี้ทรงมีรับสั่งให้ประหารอดีตฮองเฮาด้วยการขังที่ถ้ำอสรพิษในเมืองผิงอู่นี่”ซูหลางเล่า
“ที่ถ้ำนั่นมีแต่สัตว์มีพิษนานาชนิดไม่ได้การแล้ว ลูกจะรีบไปช่วยเหวยเหนียงเดี๋ยวนี้ขอรับ” ซูเยี่ยนไม่อยากรอช้าอีก
“ลูกต้องช่วยนางให้ได้นะแม่ต้องการลูกสะใภ้อย่างนางคนเดียวเท่านั้น” ซูหลางกล่าวกำชับ
“ขอรับท่านแม่” ซูเยี่ยนมุ่งมั่นที่จะไปช่วยฮูหยินของตน
ซูเยี่ยนไม่รอช้าเขารีบไปขอความช่วยเหลือจากท่านหยางสือเพื่อเตรียมอุปกรณ์สำหรับไล่สัตว์ร้ายมีพิษครบมือเสร็จแล้วก็รีบออกเดินทางไปที่เมืองผิงอู่โดยด่วน
*****************************
ณ ถ้ำอสรพิษ
“เอายังไงดีหากพวกเราพาพวกนางเข้าไป พวกเราก็จะต้องถูกสัตว์ร้ายมีพิษกัดน่ะสิขอรับ” ทหารกลัว
“ให้พวกนางคลำผนังถ้ำเดินเข้าไปเองดีกว่า”หัวหน้าทหารกล่าว
“งั้นพวกเราก็จะต้องปลดโซ่ตรวนและแก้เชือกให้พวกนางน่ะสิขอรับ”ทหารคิดว่าถ้ายังคงพันธนาการพวกนางไว้ พวกนางก็จะไม่สามารถเดินเข้าไปในถ้ำเองได้
“พวกนางตาบอดยังไงก็คงหนีไปไหนไม่รอดหรอก รีบปลดพันธนาการให้พวกนางเดี๋ยวนี้” หัวหน้าทหารสั่ง
“ขอรับ” ทหารรับคำ
เหล่าทหารพากันกลัวสัตว์มีพิษที่อยู่ในถ้ำเขาก็เลยปล่อยให้หญิงสาวทั้งสองค่อยๆ คลำผนังถ้ำและเดินเข้าไปเองจากนั้นก็ช่วยกันผลักก้อนหินขนาดใหญ่เพื่อปิดปากถ้ำอย่างมิดชิดเป็นการกักขังพวกนางให้อยู่ในนั้นกับสัตว์ร้ายมีพิษ
ภายใต้ถ้ำอันมืดมิดนั้นไม่อาจเป็นอุปสรรคให้กับหญิงสาวตาบอดทั้งสองคนได้
หยุนฮวารู้สึกเจ็บช้ำทั้งกายและใจนางไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อไปแล้ว นางก็เลยเดินมุ่งหน้าไปหาสัตว์มีพิษเพื่อที่จะได้ตายๆไปเสียที
“ศิษย์พี่เจ้าคะ! ท่านจะทำอะไรน่ะ ท่านจะฆ่าตัวตายอย่างนั้นหรือ” เหวยเหนียงรีบคว้าตัวศิษย์พี่ได้ทันเวลาพอดี
“ปล่อยข้า! ในเมื่อฝ่าบาททรงไม่อยากให้ข้ามีชีวิตอยู่ ข้าก็รีบตายๆ ไปก็สิ้นเรื่อง”หยุนฮวารู้สึกน้อยใจ
“ท่านอย่าน้อยใจไปเลยนะเจ้าคะนี่คือธาตุแท้ของฝ่าบาท และอาจารย์ก็พยายามเตือนท่านแล้ว” เหวยเหนียงกล่าว
“นี่เจ้ากำลังเยาะเย้ยข้าอยู่นะ”หยุนฮวาโมโห
“ข้าเปล่านะเจ้าคะศิษย์พี่ข้าไม่อยากให้ท่านฆ่าตัวตายเพื่อประชดชายที่ไม่เห็นคุณค่าในตัวท่านก็เท่านั้นเอง ท่านยังมีลูกอีกคนท่านอย่าลืมสิเจ้าคะ” เหวยเหนียงเตือน
“เด็กก็เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของชายไร้ใจคนนั้น”หยุนฮวารู้สึกแค้นใจ
“ถึงพ่อเด็กจะเป็นคนทำร้ายจิตใจท่านแต่ท่านไม่ควรนำความแค้นทุกอย่างมาลงที่เด็กบริสุทธิ์นะเจ้าคะ” เหวยเหนียงเตือนอีก
“ถึงข้าไม่ฆ่าตัวตายพวกเราก็ต้องตายอยู่ดี พวกเราตาบอดแบบนี้จะหนีได้ยังไง” หยุนฮวามองไม่เห็นหนทางรอดชีวิต
“เดี๋ยวนะเจ้าคะ ขอข้าจุดไฟก่อน”เหวยเหนียงกล่าว
“พวกเราตาบอดเจ้าจะจุดไฟเพื่ออะไร” หยุนฮวาไม่เข้าใจ
“นี่ก็ครบสิบวันพอดีข้าหายตาบอดแล้วเจ้าค่ะ” เหวยเหนียงเฉลย
“หมายความว่ายังไง! เจ้าไม่ได้รับพิษมืดมิดอย่างนั้นหรือ” หยุนฮวาแปลกใจ
“มีคนช่วยสับเปลี่ยนยาพิษให้เจ้าค่ะ”เหวยเหนียงยอมเผย
“ข้ามอบหมายให้กงกงฟูต้าเป็นผู้จัดการทุกอย่างหรือว่าเขาทรยศข้า” หยุนฮวารำลึกได้
“เขาก็แค่ไม่อยากเห็นท่านทำร้ายใครอีกต่างหากเจ้าค่ะ”เหวยเหนียงแก้ตัวแทน
“ยังดีที่ข้าไม่ได้มอบหมายให้เขาจัดการเรื่องบูชายัญเด็กน้อยคนนั้น”หยุนฮวาได้ลงมือสังเวยชีวิตเด็กด้วยตัวเอง
“ท่านน่าจะให้เขาจัดการเพื่อที่ว่าความผิดบาปของท่านจะได้น้อยลงกว่านี้นะเจ้าคะ” เหวยเหนียงแอบเสียดาย
“นี่เจ้ากล้าว่าข้าอย่างนั้นหรือ”หยุนฮวาไม่พอใจ
“อย่าเพิ่งโกรธไปเลยเจ้าค่ะศิษย์พี่ข้าจุดไฟทำคบเพลิงเรียบร้อยแล้ว ภายในถ้ำนั้นมีทั้งงูพิษ ตะขาบ แมงป่องและแมงมุมอยู่เต็มไปหมดทุกอาณาบริเวณ พวกเราไม่สามารถหลบไปไหนได้เลยจะทำยังไงดีเจ้าคะ” เหวยเหนียงรู้สึกจนปัญญา
“ภายในถ้ำมีใบไม้หรือไม่”หยุนฮวาคิดออก
“ขอข้าหาก่อนนะเจ้าคะ” เหวยเหนียงมองไปก็เห็นเถาวัลย์ที่มีใบไม้แทรกเข้ามาตามช่องเล็กๆของถ้ำก็เลยกล่าวว่า “นั่นไงข้าเจอแล้วเจ้าค่ะ”
“เด็ดมาให้ข้าสักใบซิ” หยุนฮวาสั่ง
“ท่านจะทำอะไรอย่างนั้นหรือเจ้าคะ”เหวยเหนียงสงสัย
“ข้าจะเป่าใบไม้เป็นเพลงกลับคืนสู่รังตามที่ท่านอาจารย์จันทน์ผาได้สอนข้าไว้”หยุนฮวาอธิบาย
“เป่าแล้วจะช่วยไล่พวกมันกลับรังอย่างนั้นหรือเจ้าคะ”เหวยเหนียงคิดว่าเป็นเรื่องเหลือเชื่อ
“ใช่แล้วล่ะแต่มันคงกลับไปที่อื่นชั่วคราวเท่านั้น อีกสามชั่วยามพวกมันก็จะกลับมาในถ้ำใหม่ดังนั้นพวกเราจะต้องหนีให้ทัน ไม่เช่นนั้นก็ตายลูกเดียว” หยุนฮวากล่าว
“ท่านเป่าเรื่อยๆไม่ได้หรือเจ้าคะ” เหวยเหนียงคิดว่าถ้าเป่าเรื่อยๆพวกมันคงไม่ย้อนกลับมา
“ข้าคงไม่มีเรี่ยวแรงมากขนาดนั้นหรอกอย่าลืมสิว่าข้าตั้งครรภ์อยู่นะ” หยุนฮวาไร้ซึ่งเรี่ยวแรง
“นี่เจ้าค่ะ ใบไม้” เหวยเหนียงวางใบไม้ใส่มือศิษย์พี่
หยุนฮวาเป่าใบไม้ด้วยบทเพลงกลับคืนสู่รังอย่างไพเราะเพราะพริ้งผ่านไปไม่นานเหล่าสัตว์ร้ายก็พากันค่อยๆ ทยอยเดิน เลื้อยไต่หนีออกจากถ้ำอย่างน่าอัศจรรย์
“ได้ผลจริงๆ ด้วยเจ้าค่ะพวกมันพากันหนีหายไปหมดแล้ว” เหวยเหนียงทึ่ง
“เจ้าอย่ามัวยืนทึ่งรีบหาทางออกเร็วเข้า” หยุนฮวาเตือน
“เจ้าค่ะศิษย์พี่” เหวยเหนียงพยายามเดินหาจนทั่วอาณาบริเวณในถ้ำ แต่ทว่ากลับไร้ซึ่งทางออกมีเพียงปากถ้ำที่ปิดด้วยก้อนหินยักษ์เท่านั้นคงต้องใช้แรงมหาศาลเท่านั้นถึงจะเลื่อนก้อนหินขนาดใหญ่ออกไปได้
“เป็นอย่างไรบ้างเจ้าพบทางออกหรือไม่” หยุนฮวาสอบถามอย่างมีความหวัง
“ไม่เจอเจ้าค่ะ” เหวยเหนียงกล่าวเสียงเศร้า
“เห็นมั้ยล่ะ! หากพวกเราถึงที่ตาย ยังไงพวกเราก็จะต้องตายอยู่ดี” หยุนฮวารู้สึกหมดหวัง
“ชะตาของเด็กในครรภ์ของท่านต้องมีอายุยืนเขาจะต้องเป็นผู้สืบทอดพระพุทธศาสนานิกายมหายานต่อไปและศาสนาจะรุ่งเรืองมากในยุคของเขานะเจ้าคะ” เหวยเหนียงทำนาย
“เจ้าช่างเก่งกาจนักทำนายได้แม้กระทั่งเด็กที่ยังอยู่ในครรภ์” หยุนฮวาไม่อยากจะเชื่อ
“ข้าทำนายจากโหงวเฮ้งของท่านต่างหากดวงท่านมีลูกเป็นอภิชาตบุตรนะเจ้าคะ” เหวยเหนียงอธิบาย
“แต่ข้าคงไม่ได้เห็นความสำเร็จของลูกสินะ”หยุนฮวาได้แลกอายุขัยของตัวเองในครั้งที่ประกอบพิธีบูชายัญเด็กหญิงวัย8 ขวบที่เกิดในคืนเดือนหงาย ดังนั้นนางจึงมีอายุสั้น
“ถือว่าเป็นการชดใช้กรรมเถอะนะเจ้าคะ”เหวยเหนียงรู้ แต่ช่วยอะไรไม่ได้ นางไม่อาจฝืนชะตาฟ้าลิขิตได้
“ทำไมเจ้าถึงเหนือข้าทุกอย่างเลยล่ะเหวยเหนียง”หยุนฮวารู้สึกอิจฉาศิษย์น้อง
“ข้ามีอะไรเหนือท่านหรือเจ้าคะวิชาโหราศาสตร์ ท่านก็เหนือกว่าข้า แถมท่านยังได้อยู่สุขสบายในวังหลวงอีกส่วนข้านั้นก็เป็นเพียงหมอดูจนๆ คนนึงเท่านั้น” เหวยเหนียงกล่าว
“แต่เจ้ากลับมีแต่คนรักและห่วงใยเจ้ามากเจ้าจึงมีความสุขแม้ได้อยู่กับครอบครัวจนๆที่สำคัญเจ้าไม่ต้องมาทนอยู่ในวังอย่างหวาดระแวงเหมือนข้านี่” หยุนฮวารู้สึกทุกข์ใจเมื่ออยู่ในวัง
“ทุกคนต่างได้อย่างเสียอย่างเสมอไม่มีใครสมบูรณ์พูนพร้อมไปซะทุกอย่างหรอกนะเจ้าคะ” เหวยเหนียงกล่าว
“ช่างเถอะ! ยังไงพวกเราก็ต้องนั่งรอความตายอยู่ในถ้ำอสรพิษอยู่ดีนี่ก็เหลือเวลาแค่หนึ่งชั่วยามเท่านั้นก่อนที่เหล่าสัตว์ร้ายมีพิษจะกลับเข้ามาในถ้ำใหม่” หยุนฮวารู้สึกปลง
“ท่านหิวอะไรมั้ยเจ้าคะ” เหวยเหนียงรีบถาม
“สถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้ข้ากินไม่ลงหรอก” หยุนฮวาไม่อยากกินอะไรอีก
“งั้นนอนพักก่อนเถอะเจ้าค่ะตอนนี้พวกเรายังคงคิดอะไรไม่ออก หากนอนพักสักหน่อยก็คงคิดออกเอง” เหวยเหนียงแนะนำ
“พวกเราจะนอนรอให้สัตว์มีพิษมารุมกัดอย่างนั้นหรือ”หยุนฮวากล่าวอย่างโมโห
“ก็แค่นอนผ่อนคลายชั่วคราวเท่านั้นเองเจ้าค่ะ”เหวยเหนียงคิดว่าเป็นการนอนพักประหยัดพลังงาน
“นอนก็นอน” หยุนฮวาไม่มีทางเลือก
สองสาวจึงนอนอยู่บนแท่นหินขนาดใหญ่ผ่านไปไม่นาน ทั้งสองก็เผลอนิทราไปด้วยกัน
“เหวยเหนียง! เหวยเหนียง! เหวยเหนียง! เจ้าอยู่ในถ้ำหรือเปล่านี่ข้า ซูเยี่ยนเองนะ” ซูเยี่ยนรีบตะโกนเมื่อมาถึงหน้าถ้ำ
เหวยเหนียงสะดุ้งตื่น นางได้ยินเสียงสามีนางก็เลยรีบตะโกนกลับไป “ข้าอยู่ในนี้เจ้าค่ะท่านพี่”
“รอก่อนนะ! ข้ากับพรรคพวกของท่านหยางสือกำลังจะผลักก้อนหินออกให้” ซูเยี่ยนตะโกนอีก
“เจ้าค่ะท่านพี่” เหวยเหนียงรู้สึกดีใจมากที่สามีมาช่วยนางได้ทันเวลาพอดี
หยุนฮวาตื่นตามเสียงเรียกเหวยเหนียงนางได้ยินเสียงสามีของเหวยเหนียงที่ดั้นด้นจากเมืองหลวงมาถึงเมืองผิงอู่เพื่อช่วยฮูหยินของเขานั่นยิ่งทำให้นางรู้สึกอิจฉาศิษย์น้องยิ่งนัก ในใจของนางคิดว่า “ทำไมเจ้าถึงโชคดีที่ได้สามีที่รักและห่วงเจ้ามากถึงเพียงนี้ผิดกันกับข้า ชายไร้ใจคนนั้นรักใครเป็นหรือเปล่าก็ไม่รู้”