พอหลวงปู่เค็มได้ยินคำขอเรื่องของวิเศษท่านก็ทำหน้าเหมือนคนโดนยาถ่าย แกพยายามส่ายหน้าจนหมวกเบี้ยวๆแทบจะหลุดพลางแบมือสองข้างออก “โถ่... เจ้าหนูเอ๊ย เจ้ามาขอผิดคนแล้วอาตมาเนี่ยขึ้นชื่อเรื่องความจนเลยนะ จนระดับมหากาพย์จนชนิดที่ว่ามดเดินผ่านยังต้องปาดน้ำตาให้เลย”
จ้อยหรี่ตามองอย่างไม่ไว้วางใจ“จริงเหรอหลวงปู่? พระระดับตำนานที่กล้าลุยกองไฟยาว8 เมตรเนี่ยนะจะไม่มีของดีติดตัว?”
“จริง!จริงยิ่งกว่าน้ำมันก๊าดในกองไฟวันนั้นอีก!” หลวงปู่เค็มรีบยืนยัน “ถ้าอาตมาโกหกนะขอให้อาตมาไม่ได้ชื่อเค็ม!”
จ้อยถลึงตาใส่ “หลวงปู่ อย่ามาเนียนผมรู้หรอกว่าหลวงปู่ชื่อเดิมชื่ออะไร อย่าให้ผมต้องป่าวประกาศออกอากาศนะ!”
หลวงปู่เค็มหน้าแดงซ่าน รีบไอแห้งๆกลบเกลื่อน “เอ่อ... คืออาตมาไม่มีของอะไรเหลือเฟือจะยกให้เจ้าจริงๆ”
“ผมไม่เชื่อหรอกหลวงปู่น่ะซุกของไว้แน่ๆ ขอผมตรวจดูหน่อยเถอะ!” พูดจบ เจ้าจ้อยก็ไม่รอช้ามันกระโดดผลุงเข้าไปเกาะบนตัวหลวงปู่เค็มทันที แล้วเริ่มปฏิบัติการ"รื้อ" ทุกซอกทุกมุมของจีวรเก่าๆ นั้น จ้อยมุดเข้าไปในแขนเสื้อเข้าไปในสบง รื้อจนหลวงปู่เค็มตัวบิดเป็นเกลียว
แต่แล้วเมื่อจ้อยคลำไปถึงส่วน"กระเป๋าลับ" ที่ซ่อนอยู่ในกางเกงชั้นใน (ซึ่งตามปกติพระไทยไม่น่าจะมีกระเป๋าตรงนั้น!)จ้อยก็ถึงกับชะงัก เพราะมันไม่ใช่กระเป๋าธรรมดา แต่มันมีรังสีของเวทมนตร์แผ่ออกมาจ้อยลองเอื้อมอุ้งเท้าเล็กๆ เข้าไปควานดู...
“เฮ้ย! เจ้าหนูจะทำอะไรน่ะ? อย่ามาเล่นของสูงนะโว้ย!”หลวงปู่เค็มสะดุ้งสุดตัว รีบหนีบขาไว้แน่นแล้วเอามือกดอุ้งเท้าของเจ้าจ้อยไว้พลางโวยวายเสียงหลง“นั่นมันของส่วนตัวนะ เสียกิริยาสมณะหมด!”
จ้อยแสยะยิ้มกริ่ม ไม่พูดพร่ำทำเพลงมันลองควานไปอีกด้านหนึ่งแล้วนิ้วเท้าก็ไปสะกิดเข้ากับอะไรบางอย่างที่มีรูโหว่สองรู...รูหนึ่งเหมือนจะนำไปสู่ "ลูกประคำลับ" ของหลวงปู่ส่วนอีกรูนั้นนำออกไปข้างนอกจีวร!
พอนึกถึงท่าทางแปลกๆของหลวงปู่เค็มก่อนหน้านี้ และวีรกรรมที่ชอบแอบฉันเนื้อไก่เนื้อเป็ดจ้อยก็ดวงตาเป็นประกายวับทันที แต่มันยังไม่พูดออกมาจ้อยดึงเท้ากลับแล้วปีนกลับไปนั่งขัดสมาธิบนโต๊ะเหมือนเดิม จ้องหน้าหลวงปู่ด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์
“หลวงปู่ครับ... ผมมี 'ความลับ' จะบอก”
“ความลับอะไรของเจ้า?”หลวงปู่เค็มถามอย่างระแวง
“นอกจากผมจะฟันคมเคี้ยวจานแตกแล้วเนี่ยผมยังเป็นพวกเสียงดังฟังชัดด้วยนะ หลวงปู่เชื่อไหมว่าถ้าผมตะโกนออกไปแค่คำเดียวทุกคนในที่นี้จะรู้ทันทีว่าหลวงปู่น่ะแอบหมายตา 'ราชสีห์ขนคำ'สัตว์ทรงของ ท่านพระพาย เอาไว้กะจะเอาไปทำสิงห์หัน!” จ้อยขู่ฟ่อ
“หุบปากเดี๋ยวนี้!”หลวงปู่เค็มรีบตะครุบปากจ้อยไว้แทบไม่ทัน
จ้อยสะบัดหน้าออกมาแล้วชูอุ้งเท้าขึ้นมาถูนิ้วไปมาเป็นเชิงเรียกค่าปิดปาก...'หึๆเมื่อกี้ทำผมเกือบตายเพราะคิดว่าจะโดนจับตุ๋นพร้อมขาไก่คราวนี้ผมไม่ขูดรีดให้เกลี้ยงก็อย่ามาเรียกผมว่าจ้อยเลย!'
“อาตมาไม่มีของอะไรจะให้จริงๆนะเจ้าหนู...” หลวงปู่เค็มยังคงปากแข็ง
จ้อยทำท่าจะลุกขึ้น “งั้นผมกลับละหลวงปู่ก็ค่อยๆ คิดไปนะ ถ้าผมเดินลงจากแท่นนี้ไปเมื่อไหร่แล้วหลวงปู่ยังคิดไม่ออกผมจะไม่กลับมาอีกเลย อ้อ... ผมเกือบลืมไปแน่ะ ว่าจะไปกราบขอบคุณ ท่านพระพายเสียหน่อยที่บันดาลลมเย็นๆ ให้ผมเดี๋ยวจะลองคุยเรื่องราชสีห์ขนคำที่ดูน่าอร่อยของท่านดูด้วย...”
“หยุดเดี๋ยวนี้!”หลวงปู่เค็มตาเหลือก ท่านรู้ดีว่าท่านพระพายนั้นทรงฤทธิ์และรักราชสีห์ขนคำยิ่งกว่าอะไรถ้าพระพายรู้ว่าหลวงปู่เค็มแอบเล็งสัตว์ทรงไปทำกับข้าวมีหวังโดนพายุหอบลอยไปตกนรกขุมที่ลึกที่สุดแน่ๆ!
จ้อยหรี่ตามองพลางถามต่ออย่างสงสัย“แต่ผมข้องใจจริงๆ หลวงปู่... วีรกรรมโลกมนุษย์หลวงปู่ออกจะ 'รั่ว' ขนาดนั้นจับพลัดจับผลูมาอยู่บนสวรรค์ได้ไงเนี่ย?”
หลวงปู่เค็มถอนใจยาว โบกพัดขาดๆไล่ความหลัง “โธ่เจ้าหนู... เขาเรียกว่า 'บุญหลงเดิน' วันนั้นหลังจากที่อาตมาลุยกองไฟ 8เมตรนั่นเสร็จ อาตมาก็ละสังขารในห้องฉุกเฉินนั่นแหละแต่ก็น่าแปลก... แทนที่จะเห็นนรกหรือยมบาลอาตมากลับเห็นเหล่านางฟ้ามารอรับกันเพียบ! เทวดาบอกว่า ตอนอาตมาอยู่บนโลกอาตมาทำให้คนหัวเราะจนน้ำตาไหลไปค่อนประเทศ บุญจากรอยยิ้มมันส่งผลแรงปานสายฟ้าแลบท่านเทวราชเลยบอกว่า 'พระกะล่อนแบบนี้แหละที่สวรรค์ต้องการ'เอาไว้ลดความตึงเครียดในงานเลี้ยงอาตมาเลยได้มานั่งแทะขาไก่ทิพย์อยู่ตรงนี้ไงล่ะ!”
“เออว่ะ... ขนาดสวรรค์ยังต้องการตลกคาเฟ่เลย”จ้อยพยักหน้าเข้าใจ “งั้น... คิดเรื่องของวิเศษออกแล้วใช่ไหมครับ?”
หลวงปู่เค็มถอนใจเฮือกใหญ่ก่อนจะควักกล่องใบจิ๋วขนาดเท่าหัวแม่มือออกมาจากอกเสื้อ “ไอ้ลูกกระรอกตัวแสบเจ้ามันร้ายนัก... เอ้า! เดี๋ยวอาตมาจะหาของข้างในส่งให้เจ้าชิ้นหนึ่งละกัน”
พูดยังไม่ทันขาดคำกล่องจิ๋วในมือหลวงปู่ก็เปิดออก จ้อยเห็นโอกาสรีบพุ่งอุ้งเท้าเข้าไปตะปบทันที!หลวงปู่เค็มชักมือหลบวูบ “เฮ้ย! จะทำอะไรน่ะเจ้าหนู?”
จ้อยชี้ไปที่กล่องใบนั้น“ของข้างในผมไม่เอาหรอกหลวงปู่ แต่ไอ้กล่องใบเนี้ยมันดูเท่ดีเหมาะกับบารมีของผมมาก ผมขอไอ้กล่องนี่แหละ!”
“อะไรนะ?!” หลวงปู่เค็มแทบจะกระโดดตัวลอย “อย่าหวังเลยเจ้าหนู! กล่องนี้มัน...”
“ผมจำได้ว่ากองไฟมันยาวแปดเมตร...”จ้อยเริ่มลากเสียงยาว
“เอ้า! ให้ก็ได้โว้ย!”หลวงปู่เค็มจำใจตอบอย่างสุดเซ็ง ท่านรีบเทของข้างในกล่องย้ายไปไว้ในย่ามใบอื่นแล้วส่งให้จ้อย “จำคำที่เจ้าพูดไว้ด้วยนะ! กล่องนี้มีชื่อว่า 'หีบเทวมารทมิฬ' อาตมาลบชื่ออาตมาออกแล้วเจ้าจงตั้งจิตส่งพลังเข้าไปเพื่อเป็นเจ้าของซะ พอมันยอมรับเจ้าแล้วมันจะเปิดปิดตามความนึกคิด ภายในหีบนี้มีพื้นที่กว้างขวางใหญ่โตมหาศาล...”
จ้อยรีบคว้าหีบมาไว้ในมือ“วางใจเถอะหลวงปู่ ผมน่ะปากแข็งยิ่งกว่าหินผา ความลับไม่มีวันรั่วไหลแน่นอน!”
จ้อยลองทำตามที่หลวงปู่บอกมันรวบรวมสมาธิแล้วส่งพลังจิตเข้าไปในหีบ ทันใดนั้น จ้อยรู้สึกเหมือนจิตของตัวเองถูกกระชากเข้าไปในห้องน้ำแข็งที่หนาวเหน็บจนสั่นสะท้านไปทั้งตัว!ภาพตรงหน้าเปลี่ยนไปกลายเป็นโลกสีดำทมิฬที่มีท้องฟ้ามืดมิดและทะเลเลือดแดงฉาน...และที่เท้าของจ้อย คือยอดเขาหินสีดำที่ดูเหมือนราชบัลลังก์อันยิ่งใหญ่!
ทว่าในช่วงเวลาที่กำลังจะหมดสติ...เสียงสวดมนต์ “สัมมาอะระหัง!” ของหลวงปู่เค็มก็ดังขึ้นราวกับฟ้าผ่าแสงสีทองเจิดจ้าพุ่งลงมาอาบร่างของจ้อยไว้จนมันสะดุ้งสุดตัวกลับคืนสู่โลกความเป็นจริง
“เมื่อกี้มัน...”จ้อยหอบหายใจถี่
หลวงปู่เค็มส่ายหน้า“นั่นแหละคือสิ่งที่เจ้าจะเห็นเมื่อเข้าไปในหีบเทวมารทมิฬ ถึงมันจะดูใหญ่โตแต่ที่ที่เจ้าจะวางของได้จริงๆ มีเพียงบนยอดเขาบัลลังก์นั่นเท่านั้นส่วนที่เหลือมันก็แค่ภาพลวงตาไว้หลอกเด็กนั่นแหละ”