The Legend of Altea: โลกเวทมนตร์แห่งเทพธิดา

    ตอนที่84 ความจริงที่น่าตกใจ

                7:00 น. (1วันก่อนสำรวจดันเจี้ยน)

                ผมใช้แอเรียลบินมาเรื่อยๆมุ่งหน้าไปยังคฤหาสน์ขุนนางตระกูลโฮเอนไฮม์ 

                ตามหลักวันนี้ควรเป็นวันที่ผมไปเรียน..แต่ว่าผมไม่อยากไปเท่าไหร่เนื่องจากต้องการมาพิสูจน์ความจริงในเรื่องนี้เนี่ยแหละ

                “ตรงนั้นไง!?”

                ในที่สุดก็เจอสักที..

                “เอ๊ะ!?…เดี๋ยวแถวนี้มัน”

                ผมร่อนลงเหยียบที่พื้นทันที

                ‘ฟรึบ..ตุบ’

                เดิมทีแถวนี้ควรเต็มไปด้วยคฤหาสน์ตระกูลขุนนางหรูจำนวนมาก..แต่ว่าบรรยากาศตรงหน้ากลับเต็มไปด้วยคฤหาสน์ร้างหลายหลัง

                เศษไม้และเศษอิฐกองเกลื่อนกลาดไปทั่ว

                บรรยากาศอึมครึมไปด้วยเงาขุ่นมัวแม้เป็นช่วงเวลาเช้า

                ไม่มีวี่แววของผู้คนเลยแม้แต่น้อย

                “ถะ..แถวนี้มันเกิดอะไรขึ้นกัน”

                ตัวผมเดินสำรวจรอบๆไปเรื่อยๆ

                ‘กรอบ’ เสียงเหยียบกิ่งไม้ดังขึ้น

                “อ้ะ!?”

                "กาาาาา…กาาาาา"

                อีกาที่มีขนสีดำรีบบินหนีไปด้วยความตกใจ

                “เมื่อ10ปีก่อน..แถวนี้มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่นะ…ไม่สิ..ตั้งแต่เราออกจากคฤหาสถ์ไปในตอนนั้น…”

                ช่างมันเถอะ..คิดไปก็ไม่มีประโยชน์ 

                ตัวผมรีบวิ่งไปยังคฤหาสถ์เอลิเซ่ทันที…

                “นี่ไง..ตรงนี้แหละ”

                คฤหาสถ์ร้างขนาดใหญ่หลังหนึ่ง..มีซากประตูรั้วแตกหัก..และหลังคารั่ว

                ดอกไม้และพืชพรรณหน้าสวนเหี่ยวแห้ง..เป็นสีน้ำตาล

                ‘ไฟเยอร์โบลต์’

                ‘ตู้มม’

                ตัวผมยิงกระสุนสายฟ้าเพลิงเพื่อทำลายกองอิฐมหึมากองหนึ่ง..แล้วพยายามค้นหาของบางอย่างในนั้น..จนพบกับแผ่นโลหะแผ่นหนึ่งที่มีตัวอักษรบางอย่างเขียนไว้อยู่

                ***************

                ตระกูลโฮเอนไฮม์

                ตำแหน่งวิสเคาน์

                หมายเลขคฤหาสต์ 43/992

                *****************

                “นี่แหละ..หลักฐานสำคัญเลย..”

                ตัวผมเก็บแผ่นป้ายลงไปในกระเป๋าเวทย์มนต์ทันที

                "ถ้าที่นี่ไม่มีใครอยู่…แล้วคนที่เคยอยู่ที่นี่ไปอยู่ที่ไหนกันหมดล่ะ?”

                “…”

                ปรากฎเสียงเงียบอึมครึม…ไม่มีใครตอบคำถามนี้ของเรเวลแม้แต่น้อย

                “เห้ออ..ช่างเถอะ..ถามไปก็ไม่ได้คำตอบหรอกนะ..เพราะตรงนี้มันไม่มีใครไงล่ะ…งั้นคงต้องลองเข้าไปดูหน่อยแล้วกันเพราะบางทีคนที่เคยอยู่ที่นี่อาจจะย้ายไปอยู่ที่อื่นกันหมดแล้วก็ได้..และบางทีพวกเขาอาจทิ้งเบาะแสอะไรไว้บ้าง”

                ตัวผมเดินเข้าไปในสวนคฤหาสถ์..จนไปถึงหน้าประตูไม้ขนาดใหญ่ที่ใกล้พัง

                ‘เอี้ยดด..’

                ผมเปิดประตูนั้นเข้าไปในคฤหาสน์ร้างนั้นทันที

                 ………………………………

                ห้องS โรงเรียนอัศวินเวทย์มนต์เวลา 7:30 

                “หืม?…วันนี้เรเวลไม่มาแหะ” รูอันมองไปยังโต๊ะข้างๆตัวเองแล้วกล่าวแบบนั้น

                “นี่รูอัน..เจ้ากระต่ายยังไม่มาอีกหรอ…ปกติหมอนั่นจะมาเช้านี่นา” ลูน่าเดินเข้ามาถามรูอัน

                “ผมเองไม่รู้เหมือนกันครับ..” 

                “อ่าว..แล้วนายไม่ได้นอนห้องเดียวกับเขารึไง?”

                “ไม่ครับ..เรเวลติดภารกิจล้างคำสาป..ตัวเขาจึงต้องไปนอนที่ประสาทราชวงศ์ชั่วคราว..ทำให้ตอนนี้ผมนอนในห้องคนเดียวมา2อาทิตย์แล้ว”

                “งั้นหรอ”

                ตอนนั้นเองมีเสียงเปิดประตูดังเข้ามา

                เด็กสาวแสนสวยผมสีเหลืองตาสีฟ้าเดินเข้ามาจากประตูนั้น

                “นั่นไงท่านเซซิเลียมาแล้ว..ถ้าเธออยากรู้ก็เกี่ยวกับเรเวลก็ไปถามเธอสิ” รูอันชี้ไปทางเซซิเลีย

                “ชิ..ฉันไม่ได้อยากรู้สักหน่อย” ลูน่ากล่าวจบแล้วเดินกลับไปนั่งที่ตัวเองทันที

                “โย่ว..ว่าไงเซซิเลีย”

                เซเลน่านั่งไขว่ห้างแล้วเอาขาวางพาดบนโต๊ะพร้อมกับยกมือทักทายเธอ

                “อืม..สวัสดีค่ะ”

                เนื่องจากที่นั่งของพวกเธอทั้งคู่อยู่แถวหน้าสุดจึงไม่ต้องกลัวว่าจะมีใครเห็นใต้กระโปรง และแน่นอนว่าไม่มีใครกล้าด้วยแหละ

                เซเลน่าเองจริงๆแล้วก็เป็นเด็กผู้หญิงที่หน้าตาดีมากๆสมกับเป็นเด็กสาวเชื้อพระวงศ์..แต่ด้วยบุคคลิกและนิสัยของเธอ..จึงทำให้ผู้ชายส่วนใหญ่ไม่กล้าเข้าใกล้เธอเท่าไหร่..แน่นอนว่ารวมถึงผู้หญิงด้วยเช่นกัน…ยกเว้นเด็กสาวผมสีเหลืองคนหนึ่ง

               “นี่เซซิเลีย..วันนี้เธอดูไม่ค่อยสบายเลยนะ..เป็นอะไรงั้นหรอ?”

               “ป่าว..ไม่มีอะไรหรอกค่ะ..อย่าใส่ใจเลยนะเซเลน่า”

               เซซิเลียหันมายิ้มให้เซเลน่าเล็กน้อย

                “..”

                เซเลน่าเห็นเซซิเลียเป็นแบบนั้นก็รู้สึกปวดใจเหมือนกัน  เพราะสำหรับเซเลน่าแล้ว..เซซิเลียคือเพื่อนเพียงคนเดียวที่สำคัญที่สุดของเธอ…เพราะมีเพียงเซซิเลียเท่านั้นที่ยอมเป็นเพื่อนเธอและยอมเข้าหาเธอที่ไม่มีใครอยากยุ่งด้วย

                “ตั้งแต่เด็กแล้วล่ะนะ..” เซเลน่าพึมพัมออกมา

                “..” เซซิเลียไม่ได้ตอบอะไร..แต่นั่งด้วยใบหน้าท้อแท้และห่อเหี่ยว

                “ตั้งแต่เด็กแล้วล่ะนะ..ไม่ว่าจะเธอหรือฉันเวลามีเรื่องไม่สบายใจ..ต่างคนก็จะเป็นที่ปรึกษาคอยระบายความทุกข์ของกันและกันให้อีกคนฟัง”

                “..” เซซิเลียนื่งเงียบ..แต่ปากเธอเริ่มขยับเล็กน้อย

                “ถึงแม้ว่าคนส่วนใหญ่ที่ระบายความในใจ..จะเป็นฉันซะมากกว่าก็เถอะ..แต่ถ้าคราวนี้ถ้าหากเธอมีเรื่องไม่สบายใจตัวเธอจะเป็นฝ่ายระบายให้ฉันฟังบ้างก็ได้นะเซซิเลีย…ตัวฉันจะได้เป็นฝ่ายแบกรับความทุกข์จากเธอบ้าง…เพราะไม่ว่ายังไงเธอก็คือเพื่อนที่สำคัญที่สุดของฉันนะ”

                เซเลน่ากล่าวพร้อมกับเอามือลูบหลังเซซิเลีย

                เซซิเลียเอามือซ้ายปาดขอบตาตัวเองเล็กน้อย

                “กรณีของเธอ..ฝ่ายที่ผิดคือท่านพ่อของเธอต่างหากล่ะเซเลน่า…แต่กรณีของฉัน..ฝ่ายที่ผิดก็คือฉันเองนี่แหละ”

                 เซซิเลียกอดแล้วซบหน้าลงบนบ่าของเซเลน่าทันทีราวกับไม่อยากให้เธอเห็นน้ำตาของตัวเอง

                “ไอเรื่องนั้นมันก็ใช่แหละนะ…ก็บ้านฉันมันมีปัญหาจริงๆนี่นา …แต่ว่าที่เธอพูดว่าเธอเป็นฝ่ายผิดนี่คือเรื่องอะไรงั้นหรอ?” เซเลน่าถามพร้อมกับลูบหลังเพื่อนของเธอไปด้วย

                ……………………………………

                “รบกวนด้วยนะครับ”

                ตัวผมเปิดประตูเข้ามาในคฤหาสน์

                “..”

                บรรยากาศภายในมืดสนิท..ไม่มีใครอยู่แม้แต่คนเดียว

                ผมเดินไปข้างหน้าเรื่อยๆท่ามกลางบรรยากาศที่อบอวนไปด้วยใยแมมมุงและกลิ่นไอเย็นเฉียบ

                เนื่องจากสเตตัสของผมอยู่ระดับเลเวล30 ทำให้ความสามารถการมองเห็นในที่มืด ก็ดีขึ้นตามระดับเลเวลไปด้วย จึงไม่จำเป็นต้องพึ่งโคมไฟหรือแสงไฟแม้แต่น้อย

                “มีใครอยู่มั้ยครับ?”

                 “…”

                “ท่านฟอร์จูน่าครับบ”

                 “…”

                “มีใครอยู่มั้ยครับบบบบบ…ช่วยตอบผมที”

                “..”

                'เอี้ยด!..แกร็ก' เสียงเปิดประตูดังขึ้นจากด้านหลัง

                “ใครน่ะ!!!”  

                ผมตกใจรีบหันไปด้วยความรวดเร็ว..

                “อ่าว..ลมพัดประตูเองงั้นหรอ..”

                เห้ออ…ไอบรรยากาศเหมือนบ้านผีสิงนี่มันอะไรกันเนี่ย

                ผมหันกลับไปเหมือนเดิมแล้วพยายามเดินไปข้างหน้าต่อ

                ตอนนั้นเองขาผมไปสะดุดอะไรบางอย่างเข้า

                “อ้ะ!.."

                ‘โครมมม..’

                ตัวผมหน้าคว่ำคะมำพื้นทันที

                "แอร็ก…”

                ผมพยายามดันตัวขึ้นแล้วหันกลับไปมองด้านหลังตัวเอง

                “เราไปสะดุดอะไรเข้าล่ะเนี่ยย….”

                ตอนนั้นเองผมได้เห็นบางสิ่งที่น่าตกใจเข้า

                “อะ..อะ…อะ..คะ..คะ..”

                เหงื่อไหล่ท่วมตัว..ชีพจรเต้นแรงถึงขีดสุด..ต่อบางสิ่งบางอย่างที่น่าหวาดกลัวและเพิ่งเคยเห็นครั้งแรกในชีวิต

                “โครงกระดูกมนุษย์!!!?”

                ……………………………………..

                “สรุปก็คือเธอมีปัญหากับไอผมขาวนั่นสินะ”

                “อืม..แต่เรื่องนี้ฉันน่ะผิดเอง…เพราะตัวฉันไม่น่าไปโวยวายใส่เขาเมื่อคืนเลยค่ะ…และตอนนี้เรเวลคงต้องโกรธฉันแน่เลย” 

                หางตาของเซซิเลียตกลง..เซซิเลียทำหน้าเศร้าหนักกว่าเดิม

                “แล้วทำไมเธอถึงคิดว่าหมอนั่นโกรธเธอล่ะ?”

                “ก็เพราะตอนฉันตื่นเช้ามา..ตัวฉันไม่เจอเขาแล้วน่ะสิ”

                ตอนนั้นเองอาจารย์เข้ามาพอดี

               “ตอนนี้ 8:00 น.แล้วนะ..ถึงเวลาเช็คชื่อแล้ว”

                ……………………………….

                มีโครงกระดูกมนุษย์สภาพสมบูรณ์วางอยู่ตำแหน่งใจกลางคฤหาสน์ร้างที่เต็มไปด้วยความมืดสีดำ

               “โครงกระดูกมนุษย์งั้นหรอ…ทำไมถึงมีโครงกระดูกอยู่ตรงนี้ได้..นี่มันคฤหาสน์ใจกลางเมืองเลยนะ…”

                ตัวผมรีบเข้าไปตรวจสอบโครงกระดูกนั้นทันที

                โครงกระดูกสภาพสมบูรณ์ไม่มีส่วนแตกหัก...ส่วนสาเหตุการตายคืออะไรกันแน่นะ?

                แต่ดูจากสภาพน่าจะตายมาหลายปีแล้ว..เพราะไม่มีแม้กระทั่งเศษเนื้อติดอยู่เลย 

                ผมพยายามสังเกตเสื้อผ้าที่โครงกระดูกใส่อยู่...สภาพเสื้อผ้าเปื่อยเเละฉีกขาดไปหมดแล้วจนดูแทบไม่ออกเลยว่าเป็นเสื้อของผู้ชายหรือผู้หญิง

                แต่ดูจากสรีระที่กระดูกหัวไหล่กว้างแบบนี้น่าจะเป็นโครงกระดูกผู้ชายมากกว่า

                ผมลุกขึ้นแล้วเดินค้นหาตรงอื่นต่อจนทั่วคฤหาสน์ร้าง...และก็ต้องตกใจเมื่อพบโครงกระดูกจำนวนมากอีกหลายศพ

                “บ้าน่า…ที่นี่มีคนตายเยอะขนาดนี้..ทำไมเรื่องนี้ไม่มีใครรู้เลยล่ะ..แล้วพวกเจ้าหน้าที่สภาเวทย์มนต์ทำอะไรอยู่กันแน่” 

                ตัวผมพยายามรีบวิ่งออกไปนอกคฤหาสน์ทันที…..

                แต่ตอนนั้นเองมีแสงสะท้อนเล็กๆออกมาจากโครงกระดูกโครงหนึ่ง

                “แสงเมื่อกี้?” 

                ตัวผมรีบเดินไปยังโครงกระดูกโครงนั้นทันที 

                และก็พบว่าโครงกระดูกโครงนั้น..สวมกำไลข้อมือสีเงินที่มีอัญมณีสีแดงประดับไว้หลายเม็ดอยู่ตรงข้อมือข้างซ้าย

                “กำไลข้อมือนี้มัน?” 

                คุ้นๆนะ..เหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อนแหะ

                ตัวผมพยายามนึกถึงความทรงจำที่เคยมีร่วมกันกับกำไลข้อมืออันนี้

                เสียงพูดของหญิงสาวปริศนาผู้หนึ่งดังก้องขึ้นในหัว

                “เอลิเซ่..เรเวล..วันนี้อย่าลืมกินข้าวเช้าก่อนออกไปเรียนเวทย์มนต์นะ”

                หญิงสาวปริศนาคนนั้นกวักมือเรียกเด็กน้อยทั้งสอง

                ที่มือของเธอนั้นสวมกำไลสีเงินที่มีอัญมณีสีแดงประดับอยู่

                “เห้ย…ยะ..ยะ..ยะ..อย่าบอกนะว่า…”

                เรเวลตกใจผงะ..ถอยหลังไปหลายก้าว…จนสะดุดล้มลงกับพื้น

                “กำไลนี้มัน…โครงกระดูกนี้มัน….เป็นของท่านฟอร์จูน่า…แม่ของเอลิเซ่..งั้นหรอ!!!!!”

                “เห้ยยย…บ้าน่าาาา….นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแแแแแน่….ใครเป็นคนทำเรื่องเลวร้ายแบบนี้”

                เรเวลพยายามขยับปลายเท้าของตัวเองที่สั่น..รีบวิ่งไปยังโครงกระดูกนั้นทันที

                “ท่านฟอร์จูน่าครับบบบบ…”

                ตัวเขาหยิบโครงกระดูกนั้นขึ้นมากอดเอาไว้..แล้วนั่งร้องไห้

                ถึงแม้ว่าชีวิตในวัยเด็กตัวผมจะโดนเด็กคนอื่นแกล้ง..แต่ก็มีทางบ้านของเอลิเซ่นี่แหละที่เก็บผมซึ่งเป็นเด็กกำพร้ามาเลี้ยงและดูแลเป็นอย่างดี…

                ตั้งแต่จำความได้..ท่านฟอร์จูน่าเป็นคนเก็บผมมา..เธอเป็นคนให้ที่อยู่..คอยป้อนข้าว…ป้อนน้ำ และป้อนนมให้ผมตั้งแต่ตอนที่ผมยังเล็ก…บุญคุณของเธอนี้ไม่ต่างจากแม่ของผมคนหนึ่งเลย และหากจะมีใครสักคนที่ผมควรจะเรียกเขาว่าแม่ละก็..ควรจะมีแค่เธอคนนี้นี่แหละ

                “ไม่นะ..ไม่นะ…ฮึก..ฮือๆๆๆ”

                เด็กหนุ่มร้องไห้กอดโครงกระดูกของผู้เปรียบเสมือนเป็นแม่บุญธรรมของเขาไว้แน่น

                ยกโทษให้ไม่ได้…ยกโทษให้ไม่ได้…ยกโทษให้ไม่ได้....ใครกันแน่นะที่เป็นคนฆ่าท่าน...ไม่ว่ายังไง..ผมจะต้องลากคอฆาตกรตัวจริงออกมาเพื่อรับกรรมที่มันทำไว้แล้วชำระแค้นนี้ให้ได้เลยคอยดูเถอะะะ...

                …………………………….

               “นี่มันจะจบคาบเรียนแล้วนะ..สรุปไอหมอนั่นมันโดดจริงๆสินะ..เห้อ..ทั้งที่เรียนแค่2ชม.ก็ได้ไปพักทั้งวันแล้วแท้ๆ” เซเลน่าเท้าคางมองกระดานหน้าห้องแล้วถอนหายใจ

                “คงเป็นเพราะฉันนั่นแหละค่ะ” เซซิเลียกล่าวด้วยน้ำเสียงหดหู่

                “เธอน่ะเลิกโทษตัวเองได้แล้วววว..” เซเลน่าตะโกนเสียงดังจนอาจารย์หันมาทันที

                “เบาๆหน่อยสิคะ..หนูน้อยเชื้อพระวงศ์..เดี๋ยวก็เลิกเรียนแล้วนะ”

                “ขะ..ขอโทษค่ะ” เซเลน่ากล่าวขอโทษ..แล้วหันไปมองทางเซซิเลีย

                ความจริงเหตุผลที่เซเลน่าไม่ชอบเรเวลนั้นมีอยู่สองเรื่อง…เรื่องแรกเลยคือรู้สึกหมั่นไส้ที่เขาเคยเอาชนะเธอได้..ส่วนเรื่องที่สองคือกลัวเขาจะมาแย่งเซซิเลียไปจากเธอ…แต่พอได้มาเห็นเซซิเลียหดหู่แบบนี้แล้วตัวเธอกลับรู้สึกไม่ค่อยสบายใจขึ้นมาอย่างน่าประหลาด..ทั้งที่ตัวเธอเองก็เป็นหนึ่งในคนที่อยากให้เซซิเลียกับเรเวลเลิกกันแท้ๆ

                ‘เห้ออ..ตัวเรานี่แปลกจังเลยนะ..’ เซเลน่าคิดในใจแบบนั้น

                “นี่เซซิเลีย”

                “คะ?”

                “ไม่ต้องห่วงหรอกนะเรื่องหมอนั่นอะ..เพราะฉันจะช่วยเธอเอง..ฉะนั้นเลิกทำหน้าหดหู่แบบนี้แล้วอารมณ์ดีขึ้นไวๆเถอะนะ”

                เซซิเลียรู้สึกตกใจต่อคำพูดของเซเลน่าเล็กน้อย..แต่เธอก็กล่าวขอบคุณ

                “อืม..ขอบคุณนะ..เซเลน่า”

                ………………………………….

                เวลาผ่านไปเกือบสองชั่วโมง..จนเรเวลเริ่มสงบสติอารมณ์ได้

               ตัวเขาพยายามมองไปรอบๆคฤหาสน์ และเพิ่งสังเกตเห็นบางอย่าง..ที่ตัวเขาได้ละเลยไป

               สภาพของคฤหาสน์นี้ดูเหมือนจะผุพังตามธรรมชาติ…แต่จริงๆแล้วไม่ใช่ 

               เพราะเมื่อสังเกตดีๆจะเห็นว่ามีหลายจุดที่เคยเป็นร่องรอยการต่อสู้มาก่อน..แถมเป็นการต่อสู้ที่หนักหน่วงมากๆอีกด้วย

                แสดงว่าเมื่อ10ปีก่อนต้องมีใครบางคนเข้ามาที่คฤหาสน์แห่งนี้..แล้วก่อเหตุโศกนาฎกรรมสังหารหมู่นี้ขึ้นแน่นอน

                ส่วนศพอื่นๆคงจะเป็นของคนใช้ประจำคฤหาสน์แน่…

                “เอลิเซ่เป็นคนเดียวที่หนีรอดมาได้จากเหตุการณ์ในตอนนั้นงั้นหรอ?”

                เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากที่เราหนีออกไปจากคฤหาสน์…แต่ว่านานแค่ไหนนะถึงจะเกิดโศกนาฎกรรมนี้ล่ะ? และตอนนั้นที่เราหนีออกมา เอลิเซ่ยังจำเราได้อยู่เลย…ถ้างั้นเอลิเซ่สูญเสียความทรงจำหลังจากเหตุการณ์นี้งั้นหรอ?

                ไม่สิ..ไม่ใช่แค่นั้น...

                ตัวผมรีบเดินออกไปมองข้างนอกหน้าต่าง

                ด้านนอกก็เต็มไปด้วยคฤหาสน์ร้างหลายหลังเหมือนกัน

                แสดงว่าคนที่เคยอยู่แถวนี้..จริงๆแล้วพวกเขาอาจไม่ได้ย้ายออกไป...แต่พวกเขาถูกฆ่าตายหมดงั้นหรอ??...และนอกจากถูกฆ่าแล้วบางทีความทรงจำเกี่ยวกับตัวตนพวกเขาอาจถูกลบหายไปจากผู้คนด้วย...แต่ถ้าเป็นแบบนั้นแล้วทำไมถึงมีแค่เราคนเดียวที่ไม่ถูกลบความทรงจำในส่วนนี้ล่ะ??

                “ชิ..โถ่เว้ยย..ปริศนามันเยอะเกินไปมั้ย..”

                ตอนนั้นเองมีหอกหลาวสีดำปรากฎขึ้นกลางอากาศแทงเข้าไปที่จุดตายของเรเวลจากด้านหลังทันที

                'เคร้งงง’

                สะเก็ดไฟกระจุยกระจาย..หอกศักดิ์สิทธิ์สีขาวถูกอัญเชิญอัตโนมัติ..เพื่อปกป้องชีวิตของผู้ถือครองได้แบบฉิวเฉียด

                “ใครกัน!!..” 

                เรเวลรีบหันหน้าไปด้านหลังด้วยปฎิกิริยาจวนเจียน..แต่ก็ต้องตกใจเมื่อพบแค่อาร์ติเฟกซ์หอกศักดิ์สิทธิ์ของตัวเองลอยอยู่กลางอากาศ… 

                “อัญเชิญอัตโนมัติได้..โดยไม่ต้องเรียกงั้นหรอ!?”

                ตัวหอกเปล่งแสงสีขาวเป็นจังหวะราวกับพยายามบอกอะไรบางอย่าง

                ตอนนั้นเองมีหอกหลาวสีดำหลายชุดพุ่งเข้ามาทางเรเวลทันที

                “!!”

                เรเวลรีบคว้าหอกของตัวเองแล้วกลิ้งหลบไปด้านข้าง

                แต่ว่าตัวหอกหลาวสีดำยังคงถูกยิงออกมาไม่หยุดจากตำแหน่งปริศนาที่ระบุไม่ได้

                โดยตำแหน่งของหอกที่พุ่งมาล้วนเล็งมาที่จุดตายของเด็กหนุ่มทั้งสิ้น

                ‘เวทย์ไฟ-สเปียร์โพรเทคชั่น’

                เกิดโล่แห่งเปลวเพลิงคลุมป้องกันรอบตัว

                ‘เพล้งง..เปรี๊ยะ’

                โล่ถูกทำลายแหลกในพริบตา

                หอกแหลมสีดำแทงทะลุหน้าอกและหัวไหล่จนเรเวลลอยกระเด็นติดกำแพง

                “อึกกก…แอร่กก”

                เลือดสดๆกระเด็นออกมาจากปาก

                การเบี่ยงตัวหลบเล็กน้อยของเรเวลเมื่อกี้นี้ทำให้เลี่ยงจุดตายได้แบบฉิวเฉียด แต่ถึงอย่างนั้นหอกหลาวสีดำก็แทงทะลุเครื่องแบบนักเรียนโรงเรียนอัศวินเวทย์มนต์ได้แบบสบายๆและสร้างความเสียหายให้ปอดกับหัวไหล่อย่างรุนแรงจนเรเวลบาดเจ็บหนัก

                ‘เวทย์ไฟ-เบิร์สแลนซ์’

                เกิดระเบิดแห่งเปลวเพลิงทำลายหอกที่ปักอยู่บริเวณตัวเรเวลทันที 

                “..!"             

                แต่ว่าหอกหลาวสีดำยังคงไร้รอยขีดข่วนใดๆและปักอยู่ที่ตัวเขาเหมือนเดิม

                เรเวลกัดฟันแน่นตัดสินใจรีบดึงหอกอันนั้นออกจากหน้าอกด้านซ้ายของตัวเองและหัวไหล่ทันที

                “อึก…อั๊ก..ย้าากกก..”         

                ‘ฝรึด....ฉู้ดดดดด’

                เลือดสดๆกระเด็นออกมาบาดแผลจำนวนมาก

                หอกหลาวสีดำทิ่มทะลุปอดและหัวไหล่ข้างซ้าย..สร้างความทรมานให้เด็กหนุ่มอย่างแสนสาหัส..แต่ถึงอย่างนั้นตัวเขาพยายามกัดฟันแน่นแล้วลุกขึ้นมาตั้งท่าต่อสู้เหมือนเดิม

                “ใครกันออกมานะ!!!!!”

                ผมโยนหอกสีดำทิ้งพร้อมกับพยายามกดบริเวณหน้าอกตัวเองเพื่อห้ามเลือด

                “โทษฐานของการเป็นปฎิปักษ์ต่อท่านผู้นั้น..คือความตายเท่านั้น….

                ความตายเท่านั้น… ความตายเท่านั้น…. ความตายเท่านั้น…"

                มีเสียงชวนสยดสยองคล้ายเสียงผู้ชายดังกังวาลสะท้อนไปทั่ว..ราวกับพยายามหลอกหลอนเด็กหนุ่มท่ามกลางความมืดในคฤหาสน์ร้าง

                ‘ไฟเยอร์โบลต์’

                ‘ไฟเยอร์โบลต์’

                เรเวลปล่อยกระสุนสายฟ้าเพลิง2นัดระดับเบาใส่หน้าอกและหัวไหล่ตัวเองเพื่อห้ามเลือดทันที

                “ใครกันนนนน…ออกมาเดี๋ยวนี้นะะะะะะะะะะ!!!!!!….แกเป็นคนฆ่าคนทั้งหมดในคฤหาสน์นี้งั้นหรอออออ”

                ตอนนั้นเองมีบุคคลปริศนาคลุมฮู้ดสีดำโผล่ขึ้นจากพื้น…

                “เวทย์เงา!?” 

                เรเวลรีบกระโดดถอยเพื่อเว้นระยะห่างทันที

                ตัวตนบื้องหน้าไม่มีอาร์ติเฟกซ์หรืออาวุธใดๆ..มีแต่เพียงฮู้ดและออร่าสีดำเท่านั้น

                “มนุษย์เงา..ไม่สินักรบเงางั้นหรอ!?”

                “ฉันคือยมฑูต..ที่จะมานำความตายมาสู่พวกแกไงล่ะ”

                นักรบเงายื่นมือมาข้างหน้า..ตอนนั้นเองมีหอกสีดำหลายชุดความยาวกว่า1.5เมตรพุ่งเข้ามาหาเรเวลด้วยความเร็วที่สูงมากๆ

                ‘เวทย์ไฟ-ไลน์นิ่งไดร์ฟ’

                แสงสีน้ำเงินคลุมรอบตัวเข้าสู่สถานะ <ไลน์นิ่งโหมด> ทำให้ความเร็วและกำลังเพิ่มขึ้นมหาศาลในชั่วพริบตา

                เรเวลถีบพื้นแล้วกระโดดหลบไปด้านข้างทันที

                'เพล้งง...ปัก..ปึก..ปึก...ปึก....ปักๆๆๆ' 

                หอกหลาวจำนวนมากที่พลาดเป้าพุ่งผ่านทะลุหน้าต่างๆจนกระจกแตก...แล้วไปปักทำลายหลังคาคฤหาสน์ฝั่งตรงข้าม..จนถล่มลงมา

                'โครมมม'

                “ฝีมือของแกก็ไม่เท่าไหรนี่หว่า…ติดแค่ชอบเล่นทีเผลอเท่านั้นเอง…ไอกระจอกเอ้ยยย”

               ‘คัตเตอร์สเปียร์’ 

               คลื่นดาบรูปครีบฉลามสีแดงพุ่งใส่นักรบเงา..แต่นักรบเงาอัญเชิญหอกขึ้นมาแล้วปล่อยใส่คลื่นดาบนั้นทันที

                “อา..มันไม่เป็นแบบนั้นหรอก"

                ตอนนั้นเองคลื่นดาบสีแดงเบี่ยงตัวหลบหอกสีดำแล้วพุ่งเข้าไปตัดนักรบเงาแบบผ่ากลางลำตัวในพริบตา

                ‘วืดดด’

                คลื่นดาบลากผ่านไปเฉยๆราวกับลากผ่านอากาศโดยไม่เกิดความเสียหายใดๆ

                นักรบเงายื่นมือมาข้างหน้าต่อโดยไม่ปล่อยให้เรเวลได้มีโอกาสตกใจแม้แต่น้อย

                “ชิ..สถานะ<อมตะ>งั้นหรอ”

                เรเวลถีบพื้นหลบหอกสีดำจำนวนมากอีกครั้ง

                เนื่องจากหอกถูกปล่อยออกมาจำนวนมหาศาลในแนวตรง..ทำให้ไม่สามารถปัดการโจมตีนี้ได้เพราะมีจำนวนมากเกินไป..และแน่นอนว่าไม่สามารถป้องกันได้เช่นกันเพราะดาเมจมันมหาศาลเกินกว่าสกิลป้องกันของตัวเองจะรับไหว...ทางเลือกของเรเวลจึงมีเพียงแค่อย่างเดียวคือ..หลบมันไปเรื่อยๆเท่านั้น

                “ตู้มม…ตุ้มมม…ตุ้มม....ปัก..ปักๆๆๆๆ”

                กำแพงแตกหัก

                เฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้แหลกละเอียด

                โครงกระดูกบริเวณโดยรอบแหลกกระจุยจนไม่เหลือซาก…ไม่เว้นแม้แต่โครงกระดูกของมนุษย์คนหนึ่งเช่นกัน

                “ไม่นะ…ท่านฟอร์จูน่า..”

                โครงกระดูกของฟอร์จูน่า..ถูกหอกจำนวนมากเสียบจนแหลกละเอียดแล้วแตกกระจายในพริบตา…

                กำไลข้อมือสีเงินลอยกระเด็นขึ้นมากลางอากาศ

                “โถ่เอ้ยยยย…”

                <ไลน์นิ่งโหมด>เหลือเวลาอีก1วินาที..เรเวลอาศัยจังหวะถีบพื้นแล้วกระโดดขึ้นไปเพื่อคว้ากำไลนั้นไว้ทันที

                ‘ฉึก..ฉึก..’            

                หอกสีดำเฉี่ยวบริเวณลำตัวและต้นขาของเรเวลเล็กน้อย

                เรเวลรีบเก็บกำไลข้อมือใส่ถุงเวทย์มนต์ขนาดเล็ก..แล้วหมุนตัวตีลังกากลางอากาศหลบการโจมตีที่เหลือ

                ‘เวทย์ไฟ-สเปียร์เจวาลิน’ 

                แสงเลเซอร์เปลวเพลิงถูกยิงใส่นักรบเงา…แต่ว่าการโจมตีนั้นก็ลากผ่านลำตัวไปราวกับลากผ่านอากาศ

                “ชิ…การโจมตีไม่ได้ผลเลย..จะทำยังไงดี”

                เหงื่อหลายสายเริ่มปรากฎขึ้นมาบนหน้าเรเวลอย่างเห็นได้ชัด

                “แกได้ลุกล้ำเข้ามาในอาณาเขตแห่งนี้ และได้รู้ในสิ่งที่ไม่ควรรู้...ฉะนั้นไม่ว่ายังไงก็ปล่อยให้แกรอดไปไม่ได้”