การจ้างคนให้ช่วยงานแล้วต้องจ่ายค่าตอบแทน มันก็เป็เื่ธรรมดา แต่เงินสองหมื่นผมจะไปเอามาจากไหนกัน
ผมพูดด้วยความลำบากใจว่า “ลุงอวี๋ ผมไม่มีเงินมากขนาดนั้นฐานะทางบ้านก็ไม่ดี ลุงพอจะลดให้ได้ไหมครับ”
จากนั้นผมก็อธิบายสถานการณ์ของตัวเองให้ลุงฟังอย่างคร่าวๆบอกว่าผมไม่มีทางหาเงินสองหมื่นได้เลย
ในตอนแรก ผมคิดว่าลุงอวี๋คงจะต่อรองราคากับผมสักหน่อยหรือไม่ก็อาจจะให้ผมไปกู้เงินออนไลน์มา แต่ใครจะรู้ ลุงอวี๋แค่ยิ้มแล้วพูดอย่างสบายๆพร้อมโบกมือเบาๆ ว่า “ไม่ต้องรีบร้อน ถ้าลุงอยากหาเงินอย่างเดียว คงไม่มานั่งขายหมึกอยู่หน้ามหาวิทยาลัยแบบนี้หรอกลุงให้ผ่อนจ่ายได้ ค่อยๆ ใช้คืนเมื่อไหร่ก็ได้หรือจะรอจนกว่านายทำงานมีเงินแล้วค่อยจ่ายก็ยังได้ ลุงไม่้าให้เขียนใบยืนยันหนี้อะไรทั้งนั้น
“แต่สองหมื่นนี่ ลดให้ไม่ได้นายแค่พยักหน้าตอบตกลงกับลุงก็พอ”
เมื่อได้ยินคำพูดของลุง ผมก็ถึงกับงงไปพักใหญ่ ทำธุรกิจแบบนี้ก็มีด้วยเหรอ ให้ติดหนี้ได้แล้วยังไม่ต้องเขียนใบยืนยันหนี้อีกขอแค่พูดตกลงปากเปล่า?
‘ต่อให้ขึ้นศาลก็แพ้อยู่ดีแบบนี้มันต่างอะไรกับการให้ฟรี’
ผมคิดอย่างแปลกใจ ลุงอวี๋เห็นสีหน้าผมก็ยิ้มออกมาเล็กน้อยก่อนจะพูดว่า “บางคนทำเพื่อเงิน แต่บางคนทำเพื่ออย่างอื่น ราคาที่ลุงบอกไปมันเป็กฎของสายงานนี้ จะลดให้ไม่ได้แม้แต่หยวนเดียว นายแค่ต้องตอบตกลงให้ชัดๆตรงนี้ก็พอ
“แล้วลองคิดดูสิ คนเยอะแยะในโลกนี้แต่นายกลับมาเจอลุง มันก็คงเป็วาสนาของเราทั้งคู่
“เอาแบบนี้ก็แล้วกัน นายแค่จ่ายเงินมัดจำลุงมาสามร้อยหยวนก็พอลุงถือว่าช่วยนายสั่งสมบุญ และได้ใช้วิชาเก่าของลุงบ้าง”
ลุงอวี๋พูดตรงไปตรงมาไม่อ้อมค้อม ผมฟังแล้วก็เข้าใจทุกอย่าง สองหมื่นน่ะเป็ราคามาตรฐานของเขาและเป็กฎในสายงานนี้แต่สำหรับผม ลุงอวี๋เรียกเก็บเพียงสามร้อยหยวนเท่านั้น ในตอนนั้นผมรู้สึกประทับใจมากลุงอวี๋เป็คนที่ใจดีจริงๆ
ผมพยักหน้าแล้วตอบตกลงว่า “ได้เลยครับลุงอวี๋ ผมตกลง”
พูดจบ ผมรีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาสแกนจ่ายเงินให้ลุงอวี๋ทันที เมื่อเงินเข้าลุงอวี๋ก็ “อืม” สั้นๆ จากนั้นเขาก็เริ่มเก็บของที่แผงขายหมึกและยังขอให้ผมช่วยเก็บด้วย ระหว่างนั้นผมก็ถามลุงว่า “คืนนี้ผมควรทำยังไงดีครับ มีวิธีไหนที่ช่วยไม่ให้พวกสิ่งสกปรกตามติดอีกไหม”
ลุงอวี๋ตอบอย่างเรียบๆ ด้วยท่าทีสงบว่า“คนยังรู้จักมารยาทและความสัมพันธ์ในสังคม ผีก็รู้จักความอ่อนโยนและความเ็าด้วยเหมือนกัน
“อย่าดูถูกลุงว่าเป็แค่คนขายหมึกย่างนะความจริงแล้วลุงเคยเป็ ‘พ่อครัวคนตาย’ มาก่อน”
“พ่อครัวคนตาย?” ผมมองหน้าลุงอวี๋ด้วยความแปลกใจ
พ่อครัวธรรมดาน่ะ ผมรู้จัก แต่ ‘พ่อครัวคนตาย’ นี่สิ เพิ่งเคยได้ยินเป็ครั้งแรก
ลุงอวี๋เห็นสีหน้าสงสัยของผมก็ยิ้มก่อนจะอธิบายว่า “พวกที่ทำอาหารให้คนกินเรียกว่าพ่อครัวธรรมดาหรือ ‘พ่อครัวคนเป็’ เหมือนพวกเชฟในร้านอาหารทั่วไป แต่ลุงนี่สิ เป็พวกที่ทำอาหารให้คนตายเลยเรียกว่า ‘พ่อครัวคนตาย’ “
ผมเองไม่เคยได้ยินหรือเจออาชีพแบบนี้มาก่อน แต่เมื่อคิดว่ามีการแบ่งระหว่าง ‘คนเป็’ กับ ‘คนตาย’ แบบนี้ ก็คงมีความแตกต่างหรือเงื่อนไขบางอย่างที่สำคัญ
มันอาจจะเหมือนการผ่าตัดทั่วไปกับการชำแหละศพ ความต่างคืออันหนึ่งช่วยชีวิตอีกอันใช้กับความตาย
ผมไม่ได้ถามอะไรต่อ เพราะอยากฟังสิ่งที่ลุงเล่าต่อไป ลุงอวี๋เริ่มอธิบายให้ผมฟังเกี่ยวกับความสามารถของเขาและวิธีที่เขาจะช่วยผมในคืนนี้
เขาเล่าว่า ‘พ่อครัวคนตาย’ นั้นแตกต่างจาก ‘พ่อครัวคนเป็’
พ่อครัวคนเป็ทำอาหารให้คนกิน ต้องคำนึงถึง ‘สี กลิ่น และรสชาติที่ครบถ้วน’ เพื่อทำให้คนกินมีความสุข
แต่พ่อครัวคนตายทำอาหารให้พวกสิ่งสกปรกหรือผี กฎเกณฑ์จึงต่างออกไปพวกเขาคำนึงถึง ‘ความจริง ความดี และความงาม’ เพื่อทำให้ผีได้รับผลในเชิงบวก
ในสมัยโบราณอาหารเซ่นไหว้ เช่น ‘สามเซ่น’ หรือ ‘แปดเซ่น’ ล้วนแต่เป็ฝีมือของพ่อครัวคนตายทั้งสิ้น
พ่อครัวคนเป็ทำงานตอนกลางวัน จุดไฟหุงหาอาหารให้คน แต่พ่อครัวคนตายจะเปิดเตาทำอาหารในตอนกลางคืนคนที่กินอาหารคนเป็จะมีสุขภาพแข็งแรงและจิตใจแจ่มใสส่วนพวกสิ่งสกปรกที่ได้กินอาหารคนตายก็จะสามารถสลายความคับแค้น ขจัดความชั่วร้ายและส่งผลให้ิญญานั้นเข้าสู่การเวียนว่ายตายเกิดได้
ลุงบอกว่า ถึงแม้เขาจะเป็แค่พ่อครัวคนตาย ไม่ได้เป็ปรมาจารย์ที่ใช้ ‘ยันต์สีเหลือง’ หรือถือ ‘กระบี่ไม้’ แบบคนอื่นๆ แต่พวกพ่อครัวคนตายก็มีวิธีช่วยให้พ้นภัยเหมือนกัน
คืนนี้ ลุงจะใช้วิธีของพ่อครัวคนตายทำ ‘อาหารส่งิญญา’ หกจานให้ผม โดยอาหารเหล่านี้จะเป็เครื่องเซ่นที่ช่วยปลอบโยนิญญาให้พวกเขาระลึกถึง ‘ความจริง ความดี และความงาม’ ขจัดความแค้นและพลังชั่วร้ายในตัวพวกเขา และส่งพวกเขาเข้าสู่การเวียนว่ายตายเกิดตราบใดที่ส่งิญญาที่ตามติดผมไปแล้ว เื่ของผมก็จะถือว่าแก้ไขได้เรียบร้อย
ในสายงานนี้ วิธีของลุงเรียกว่า ‘การส่งแบบนุ่มนวล’ หรือที่เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ‘เชิญผีมากินข้าว’
เมื่อผีที่ตามติดผมจากไปแล้ว ผมเพียงแค่ต้องออกไปตากแดดบ่อยๆและหลีกเลี่ยงสถานที่ที่เต็มไปด้วยพลังลบ ชีวิตผมก็จะกลับสู่ปกติได้เอง
ลุงอวี๋เล่าให้ฟังว่า เมื่อวานแม้เขาอยากจะช่วยแต่ด้วยเวลาที่กระชั้นชิดและพลังของเขาในตอนนั้น ก็ไม่สามารถทำ ‘อาหารส่งิญญา’ หกจานได้ทันในเวลาอันสั้น ผมเลยต้องพึ่งโชคช่วยเอาเอง แต่ใครจะไปคิดว่าผมจะรอดมาได้ซึ่งแสดงว่าผมกับเขาคงมีวาสนาต่อกันนั่นจึงเป็เหตุผลที่วันนี้เมื่อเขาเห็นผมที่ถนน ลุงอวี๋ถึงเดินเข้ามาทักและเกิดเหตุการณ์ที่ตามมาทั้งหมดนี้
ผมรู้สึกขอบคุณลุงอวี๋อย่างมากที่ยอมยื่นมือเข้าช่วยโดยไม่ได้ติดใจกับเื่เมื่อวานหรือวันนี้เลยพร้อมกันนั้นผมก็ได้รู้ว่าบนโลกนี้มีอาชีพที่แปลกประหลาดแบบนี้อยู่จริงๆอาชีพที่สามารถทำอาหารเพื่อส่งิญญาให้ไปสู่สุคติ ลุงอวี๋ทำให้ผมเริ่มรู้สึกเคารพในตัวเขามากขึ้น
เราสองคนช่วยกันเข็นรถเข็นผ่านตลาดสด ตอนนั้นลุงอวี๋บอกให้ผมรออยู่ข้างนอกแล้วเขาก็เดินเข้าไปในตลาดเพียงลำพัง เพื่อซื้อวัตถุดิบที่ต้องใช้ในคืนนี้
ผมรออยู่ประมาณยี่สิบนาทีได้ ลุงอวี๋ถึงกลับออกมาพร้อมกับวัตถุดิบสองถุงใหญ่ในนั้นมีทั้งไก่ ปลา และเนื้อ
ตอนนั้นผมถึงกับงงเพราะเงินสามร้อยที่ผมจ่ายไปไม่น่าจะพอสำหรับค่าวัตถุดิบพวกนี้เลยยังไม่นับรวมค่าแรงของลุง หรือเวลาที่เขาเสียไปเพื่อช่วยผม
แต่ลุงอวี๋ไม่ได้พูดอะไรเกี่ยวกับเื่นี้ และยังเต็มใจช่วยผมอย่างจริงใจ นอกจากความรู้สึกขอบคุณแล้วผมก็ไม่รู้จะใช้คำไหนมาบรรยายความรู้สึกที่มีต่อลุงอวี๋ได้อีก ในกระเป๋าของผมแทบไม่มีเงินเหลือจึงไม่สามารถตอบแทนเขาได้มากไปกว่านี้ สิ่งที่ทำได้ก็มีเพียงจดจำบุญคุณนี้ไว้ในใจ
ผมคิดในใจว่า หากผ่านคืนนี้ไปได้ วันหน้าผมจะต้องหาทางตอบแทนลุงอวี๋อย่างยิ่งใหญ่
แต่ดูเหมือนลุงอวี๋จะมองออก เขาเพียงยิ้มเล็กน้อยและพูดว่า “ลุงช่วยเพราะวาสนาไม่ได้ช่วยเพราะหวังเงิน”
ลุงพาผมเดินต่อไปอีกประมาณครึ่งชั่วโมง จนมาถึงตรอกเล็กๆด้านหลังถนนมหาวิทยาลัย
ห้องเช่าของลุงอยู่ที่นี่ เป็ห้องเล็กๆ ชั้นล่างที่มีห้องนอนและห้องนั่งเล่นในตัวสภาพค่อนข้างเก่าและทรุดโทรม
หลังจากเข็นรถเข็นไปเก็บเข้าที่ ลุงอวี๋ดูนาฬิกาแล้วพูดว่า
“ตอนนี้ห้าโมงสิบนาทีเวลาอาจจะกระชั้นชิดไปหน่อย แต่ยังทันอยู่
“เสี่ยวเจียง มาช่วยหน่อย ฆ่าไก่แล้วเอาเืมันใส่ถ้วยมาตอนนี้ลุงจะเริ่มทำ‘อาหารส่งิญญา’ แล้ว”
“ได้เลยครับลุงอวี๋!” ผมตอบรับทันทีก่อนจะยกไก่ตัวใหญ่ที่ถูกมัดไว้อย่างดี เดินไปหยิบมีดกับชามจากนั้นก็ออกไปที่หน้าประตูเพื่อฆ่าไก่ สำหรับนักศึกษาแพทย์อย่างผมการฆ่าไก่ไม่ใช่เื่ยากเลย แค่ระบุตำแหน่งเส้นเืกับหลอดลมให้ถูก ถอนขนแล้วใช้มีดเฉือนทีเดียวก็เสร็จ ไก่ดิ้นพล่านอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่เือุ่นๆจะไหลออกมาจนเกือบเต็มชาม
ผมยื่นชามเืไก่ให้ลุงอวี๋ที่กำลังนวดแป้งอยู่ ลุงรับไปแล้วเทลงในแป้งที่เพิ่งผสมเสร็จแป้งสีขาวสะอาดตาถูกย้อมให้กลายเป็สีแดงสดด้วยเืไก่ทันที กลิ่นคาวของเืไก่ลอยอบอวลไปทั่วแต่ลุงอวี๋พูดด้วยท่าทีสงบนิ่งว่า
“อย่าดูถูกแป้งผสมเืไก่นี่ถึงมันจะคาวและน่าขยะแขยง แต่ ‘อาหารส่งิญญา’ จานแรก ต้องทำจากแป้งนี้แหละ มันจะกลายเป็ ‘ขนมกุ้ยฮวาเืไก่’...”