ตอนที่101 ตายผิดธรรมชาติ
ชายสามคนต่างพยักหน้าแสดงความพึงพอใจจ้าวลี่หงเรียกให้เธอเข้ามาใกล้เพื่อสอนอย่างเป็นกันเองว่า
“โอเคงั้นเข้ามานี่อิงเอ๋อร์ ผมจะบอกว่าการผ่าชันสูตรศพมีอะไรบ้าง?หากเข้าใจเรื่องกายวิภาคศาสตร์มาแล้ว ก็จะง่ายมากขึ้นในการทำความเข้าใจ”
“ค่ะรุ่นพี่จ้าว”เสิ่นลี่อิงเดินเข้าไปหาจ้าวลี่หงอย่างยินดี
ชายหนุ่มตั้งใจสอนให้ความรู้ทักษะเกี่ยวกับการผ่าชันสูตรศพพร้อมวิธีการใช้เครื่องมือบนเตียงผ่าชันสูตรที่มีสายระโยงระยางมากมายและอุปกรณ์ทันสมัยหลายชิ้น
เสิ่นลี่อิงตั้งใจเรียนรู้และสอบถามจ้าวลี่หงเป็นระยะด้วยความสามารถในการจดจำและเทคนิคเล็กน้อยที่เรียนรู้ได้อย่างรวดเร็วจากจ้าวลี่หง ชายหนุ่มจึงปล่อยให้เธอมีโอกาสลงมือผ่าชันสูตรเองในศพที่สาม
เธอประหลาดใจเป็นอย่างมากในตัวศพที่รุ่นพี่ทั้งสามคนกำลังชันสูตรอยู่เนื่องจากอวัยวะภายนอกและภายในศพมีลักษณะเหมือนกัน นั่นคือไม่มีเลือดหลงเหลืออยู่เลยสักหยด ในขณะที่สภาพศพไม่ได้แห้งกรัง
ตั้งแต่ที่จ้าวลี่หงหวางจ้าน และซุนอี้ลงมีดกรีดผ่าศพ ไม่มีเลือดไหลออกมาจากรอยกรีดแม้แต่น้อย อวัยวะภายในมีเลือดแค่พอมองเห็นเป็นสีแดงเล็กน้อยเท่านั้นพอเธอได้ผ่าเองก็พบลักษณะผิดปกติเช่นกัน
“แสดงว่าพวกเขาตายผิดธรรมชาติเหมือนกันหมดอาจตายในสถานที่เดียวกันด้วยใช่ไหมคะ?”
เสิ่นลี่อิงสอบถามจ้าวลี่หงด้วยความอยากรู้เธอพบความผิดปกติหลายอย่างในตัวศพ ทว่ามีบางสิ่งที่เหมือนกันซึ่งเธอสัมผัสได้เองจากพลังจิตที่แข็งแกร่งมากขึ้นแล้ว
เธอพบว่ามีพลังลึกลับวนเวียนอยู่ในหัวใจศพพอเธอหยิบหัวใจขึ้นมาเพื่อตรวจสอบ พลังลึกลับนั้นกลับสูญสลายหายไปอย่างไร้ร่องรอย
ชายหนุ่มทั้งสามคนเงยหน้าขึ้นจ้องมองเด็กสาวด้วยความประหลาดใจเนื่องจากพวกเขายังไม่มีใครแจ้งข้อมูลของคนตายเหล่านี้ให้เธอรับรู้สักคน
จ้าวลี่หงไม่คิดว่าเด็กสาวจะสามารถวิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้นได้แม่นยำจึงพยักหน้ายืนยันพร้อมสอบถามด้วยความอยากรู้เกี่ยวกับการวิเคราะห์ของเธอว่า
“ใช่.....พวกเขาตายในสถานที่เดียวกันแต่ร่างกายไม่มีบาดแผลเลย อิงเอ๋อร์พอจะบอกได้ไหม ว่าพวกเขาตายด้วยสาเหตุอะไร?”
เสิ่นลี่อิงตอบตามจริงโดยไม่ได้คิดอะไรมากเพราะต้องการช่วยเหลือทุกคนให้ค้นพบสาเหตุการตายโดยเร็วเพื่อที่จะได้ปิดงานและค้นหาคนร้ายตัวจริงรับการลงโทษได้ทันท่วงทีว่า
“ฉันบอกได้แค่ตามหลักฐานการตรวจพบว่าพวกเขาถูกพลังบางอย่างดึงดูดเลือดออกไปจนหมดตัวแต่พลังนั่นยังมีหลงเหลืออยู่บ้างในหัวใจ พอฉันจะตรวจสอบหัวใจพลังนั่นก็หายไปแล้ว”
หวางจ้านขมวดคิ้วด้วยความหนักใจเขาเอ่ยขึ้นมาโดยไม่ต้องการคำตอบว่า
“แล้วอะไรที่จะดูดเลือดไปหมดตัวได้ขนาดนี้? แวมไพร์ยังต้องมีรอยกัดให้เลือดออกมาเลยน่าแปลกเสียจริง”
เขาไม่ได้โต้แย้งว่าการตรวจสอบของเสิ่นลี่อิงผิดปกติแต่เขาสงสัยสาเหตุที่ทำให้เลือดคนตายหมดจากตัวต่างหากซึ่งทุกคนล้วนอยากรู้ว่าคนร้ายใช้วิธีการใดกันแน่
เสิ่นลี่อิงนิ่งเงียบไปเพราะไม่รู้จะตอบอย่างไรเช่นกันเธอเพิ่งเคยพบคนตายผิดธรรมชาติที่แปลกประหลาดแบบนี้เป็นครั้งแรก
“อย่าเพิ่งคิดอะไรมากเลยไปกินข้าวก่อนดีกว่าไหม? บ่ายค่อยกลับมาค้นหาคำตอบอีก”
จ้าวลี่หงเดินไปถอดถุงมือและล้างมือหน้าห้องแต่งตัวเขาเอ่ยชวนเสิ่นลี่อิงและทุกคนโดยไม่ได้เอ่ยชื่อ
“ดีเหมือนกันผมคิดอะไรไม่ออก ไปเติมพลังด้วยอาหารอร่อยก่อนดีกว่า” ซุนอี้พยักหน้าเห็นด้วย
เขาเดินมาถอดถุงมือและทิ้งหน้ากากก่อนล้างมือในอ่างล้างมือใกล้เคียงกับจ้าวลี่หงทันที
“อ้าว! ไปกันหมดแบบนี้ผมจะทำงานอยู่คนเดียวได้ไง?ทำงานคนเดียวมันไม่สนุกเลย”
หวานจ้านเอ่ยขึ้นมาด้วยความน้อยใจเขาเดินไปถอดถุงมือและล้างมือตามเพื่อนเช่นกัน
เสิ่นลี่อิงจึงจำเป็นต้องปฏิบัติตามรุ่นพี่เพราะเธอต้องกลับมาฝึกฝนกับพวกเขาต่อเธอไม่ต้องการค้นหาคำตอบอยู่คนเดียวท่ามกลางบรรยากาศที่ไม่คุ้นเคย
ถึงแม้ว่าชาตินี้เธอไม่ได้หวาดกลัวศพคนตายแล้วทว่าเธอก็ไม่ได้ชื่นชอบที่จะทำงานหนักโดยขาดการพักผ่อนหรือกินข้าวให้เหมาะสม
..........
ชายสามคนในเครื่องแบบของกองกำลังพิเศษที่มีบุคลิกไม่แตกต่างกันจากห้องชันสูตรรูปร่างและหน้าตายังใกล้เคียงกันอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นการใส่แว่นตาบุคลิกเหมือนเด็กเนิร์ด ทำให้เสิ่นลี่อิงที่เดินมาด้วยมีความโดดเด่นขึ้นทันที
อีกทั้งเด็กสาวยังอยู่ในชุดเสื้อยืดกางเกงยีนที่แตกต่างส่วนเครื่องแบบเหมือนคนอื่นนั้น เธอจะได้รับในเย็นนี้
“รู้สึกว่าจะมีคนสนใจพวกเรามากกว่าปกตินะ”ซุนอี้เอ่ยขึ้นมาขณะเดินไปโรงอาหารด้วยความแปลกใจ
“ก็พวกเรามีอิงเอ๋อร์มาด้วยนี่ไง”หวางจ้านเอ่ยขึ้นมาอย่างเข้าใจ
เขาเข้าใจในความสวยน่ารักของเสิ่นลี่อิงเป็นอย่างดีที่สามารถดึงดูดสายตาจากชายหนุ่มทั้งหลายและสายตาอิจฉาจาก
เจ้าหน้าที่หญิงที่มีอยู่น้อยนิดจึงรู้สึกภาคภูมิใจที่มีเด็กสาวเดินมาด้วย
“คงงั้นมั้ง”จ้าวลี่หงตอบอย่างไม่แน่ใจ
เสิ่นลี่อิงพบว่าโรงอาหารมีผู้คนมากหน้าหลายตาทยอยกันเข้ามาเลือกกินอาหารมากกว่าคราวก่อนแต่เธอเข้าใจได้ว่าคราว
ก่อนนั้น เธอและอีกหลายคนมากินอาหารตอนที่โรงอาหารเกือบปิดทำการไปแล้ว
ทว่าคราวนี้เป็นช่วงเวลาพักกินอาหารกลางวันพอดีจึงมีผู้คนจากหลายแผนกมากินพร้อมกันทำให้บรรยากาศภายในโรงอาหารคึกคักมีชีวิตชีวาเป็นอย่างมาก
เด็กสาวกวาดสายตาสำรวจผู้คนในโรงอาหารแล้วสะดุดเมื่อมองเห็นชายหนุ่มหล่อเหลารูปร่างสูงใหญ่เดินมาพร้อมกับหลีอี้เฉินและหานหลางแต่ละคนมีสีหน้าเคร่งเครียดเป็นอย่างมาก
พอหยางจุ้นเหลือบมองเห็นการจับจ้องจากใครบางคนเขาหันหน้าไปสบตาพร้อมส่งแววตาแห่งความรักใคร่ออกมา ทำให้แววตาเขาเต็มไปด้วยประกายแวววาวที่แตกต่างไปจากเดิม
พลันมีเสียงวี้ดว้ายของบรรดาเจ้าหน้าที่หญิงซึ่งไม่ค่อยได้พบเห็นหยางจุ้น ต่างเอ่ยแสดงความรู้สึกออกมาว่า
“กรี๊ด! นั่นกัปตันทีมมังกรดำใช่ไหม? เขาหล่อเหมือนคำเล่าลือจริง ๆ”
“ว้าว! วันนี้ฉันกินข้าวอร่อยแน่ได้เห็นหนุ่มหล่อแห่งยุคอยู่ที่นี่”
“เอ๋! ทีมมังกรดำปลดประจำการไปแล้วไม่ใช่หรือ? พวกเขามาที่นี่ทำไมอีกละ?”
“แหม! เธอนี่ไม่รู้อะไร คำว่าปลดประจำการเป็นแค่ข้ออ้างเท่านั้นแหละเวลาประเทศมีงานสำคัญ ยังไงพวกเขาก็ต้องมาช่วยเหมือนเดิมไม่ใช่ว่าตัดขาดจนไม่เหลืออะไรสักหน่อย”
“เอ๊! แสดงว่าตอนนี้มีงานสำคัญแล้วหรือ?พวกเขาถึงได้มากันครบทีมเลย ดูนั่นสิ.....ฉันนับได้เจ็ดคน ครบทีมจริง ๆ นะเนี่ย”
“ใครบอกว่าเจ็ดคนตอนนี้พวกเขามีเก้าคนแล้ว โน่นไง!.....สาวน้อยคนสวยก็อยู่ในทีมมังกรดำด้วย”
“จริงหรือ? ฉันอิจฉาน้องสาวคนสวยจังเลยได้อยู่ใกล้ชิดกัปตันหยางด้วย”
เสิ่นลี่อิงไม่ได้สนใจเสียงวิจารณ์จากผู้คนเธอละความสนใจจากหยางจุ้นไปก่อนเพราะต้องให้ความสนใจกับน้องชายที่วิ่งเข้ามาหาเธอด้วยท่าทางที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มแห่งความสุข
“เจี่ยเจียอยากกินอะไรครับ? เดี๋ยวผมจะเอามาให้”เสิ่นลี่หยางสอบถามพี่สาวอย่างอารมณ์ดี
“เอ! เสี่ยวหยางเจออะไรถูกใจหรือ? ถึงได้ยิ้มแก้มฉีกมาแบบนี้”
เสิ่นลี่อิงสอบถามน้องชายด้วยความสงสัยใคร่รู้เธออยากรู้ว่าอะไรที่ทำให้น้องชายยิ้มมีความสุขได้มากขนาดนี้
“กินข้าวก่อนแล้วผมถึงจะบอกครับ” เสิ่นลี่หยางตอบพี่สาวด้วยน้ำเสียงลึกลับ
เขาไม่ต้องการเฉลยที่มาของความสุขและความภาคภูมิใจแต่ต้องการกระตุ้นความสนใจจากพี่สาวให้ถึงขีดสุดก่อน
ประการสำคัญเขาหิวข้าวจนตาลายเพราะการฝึกฝนเคร่งเครียดมากโดยไม่คิดว่าการฝึกฝนวาดภาพพิเศษจะต้องใช้พลังงานมากขนาดนี้
“โอเคแต่พี่จะกินข้าวนะ เสี่ยวหยางอยากกินอะไรละ?”
เสิ่นลี่อิงยอมรับเงื่อนไขจากน้องชายแต่โดยดีพลางสอบถามน้องชายด้วยความห่วงใย
“ผมอยากกินบะหมี่ครับคราวก่อนเจ้านั้นอร่อยมากทีเดียว เลยอยากกินซ้ำอีก”
เสิ่นลี่หยางชี้นิ้วตรงไปยังตำแหน่งที่ตั้งของร้านบะหมี่ที่เคยกินเมื่อคราวมารับการทดสอบกับพี่สาวหากเขาชื่นชอบอาหารใดจะกินแต่อาหารนั้นตลอด จนกว่าจะเบื่อซึ่งใช้เวลานานหลายเดือน
เสิ่นลี่อิงพยักหน้าหน้าเข้าใจเพราะพฤติกรรมของน้องชายเป็นอย่างนี้มาตั้งแต่เด็กแล้วเธอเดินเลือกหาอาหารถูกใจโดยไม่รู้ว่ามีหยางจุ้นแอบเดินตามมาอย่างเงียบเชียบ
สุดท้ายเด็กสาวตัดสินใจกินข้าวร้านเดิมเธอติดใจมะเขือเทศผัดไข่ที่มีรสชาติกลมกล่อมพอดี จึงต้องการกินอีกครั้ง
พอเธอหยิบถาดอาหารไปยื่นให้แม่ครัวพร้อมกับชี้นิ้วเลือกรายการอาหารที่ต้องการ
แม่ครัวคนเดิมยิ้มให้เธออย่างเป็นกันเองแล้วถามด้วยความใส่ใจว่า “เอาเยอะแบบคราวก่อนไหมคะ?”
เสิ่นลี่อิงเลิกคิ้วด้วยความแปลกใจที่แม่ครัวจดจำเธอได้จึงพยักหน้าตอบกลับโดยไม่ได้คิดสงสัยสิ่งใดเป็นพิเศษ
“ได้ค่ะแต่ซี่โครงหมูเปรี้ยวหวานไม่ต้องให้มากก็ได้นะคะ”
แม่ครัวยิ้มแล้วตักข้าวและอาหารให้เธอตามคำสั่งพอเธอจะเดินหันหลังถือถาดอาหารออกไปจากร้านเธอต้องหยุดชะงักเพราะถาดอาหารเกือบชนเข้ากับร่างของใครบางคน
พอเด็กสาวเงยหน้าขึ้นมองพลันอึ้งตะลึงเล็กน้อยเมื่อพบกับสายตาวิบวับจากหยางจุ้น