หลินเสวี่ยจู๋ค่อยๆวางก้อนหินลงตรงปากถ้ำ ปิดกั้นเส้นทางหลบหนีของเป็ดป่าไปกว่าครึ่ง ส่วนลู่โม่เหยียนต้า และสามพี่น้องสกุลหูยืนจับตาข่ายอยู่สองฝั่งด้วยท่าทีเตรียมพร้อมเต็มที่จากนั้นหลินเสวี่ยจู๋ก็หยิบก้อนหินขนาดเล็กขึ้นมา แล้วขว้างเข้าไปในถ้ำอย่างรวดเร็ว
เป็ดป่าที่กำลังเพลิดเพลินกับอาหารต่างตกใจร้องเสียงดังก้าบๆแล้ววิ่งหนีออกมาจากถ้ำทันที
แต่ปากถ้ำมีหินปิดกั้นไปครึ่งหนึ่งทำให้ฝูงเป็ดป่าออกมาได้ทีละตัวเท่านั้น
หลังจากบินวนไปมาอย่างอลหม่านก็มีเป็ดป่าร่างกำยำตัวหนึ่งพุ่งออกมาเป็นตัวแรก
ลู่โม่คว้าคอมันเอาไว้แล้วบิดด้วยสองมือปลิดชีพของมันลงโดยไม่ทำให้เจ็บปวด
ตัวที่สองถูกเหยียนต้าจับได้เขาถอยหลังไปก้าวหนึ่ง ก่อนจะเลียนแบบลู่โม่ด้วยการบิดคอเป็ดจนหัก
ตามมาด้วยตัวที่สามตัวที่สี่ และตัวที่ห้า...
ทั้งห้าคนยืนดักรออยู่หน้าถ้ำเมื่อจับเป็ดได้ก็จะถอยไปด้านหลังเพื่อฆ่ามัน จากนั้นก็กลับมายืนที่เดิมเพื่อรอจับตัวถัดไป
การเคลื่อนไหวของพวกเขาดูพริ้วไหวงดงามนัก
หลินเสวี่ยจู๋ถึงกับมองจนตาค้างในช่วงเวลาสั้นๆ พวกเขาปรับตัวเข้าหากันจนทำงานร่วมกันได้ดีขนาดนี้เชียวหรือ? ดูแล้วก่อนหน้านี้นางคงกังวลเกี่ยวกับพวกเขามากเกินไป
หลังจากทำเช่นนี้ครู่หนึ่งเป็ดป่ากว่ายี่สิบตัวก็ถูกจับจนหมด ภายในถ้ำยังมีไข่เป็ดอีกจำนวนหนึ่งหลินเสวี่ยจู๋จึงเก็บรวบรวมไว้
บุรุษทั้งห้าคนถือเป็ดไว้ในมือคนละสี่ตัวทว่ายังเหลืออีกหนึ่งตัว หลินอวี่เซวียนจึงวิ่งไปหิ้วคอเป็ดตัวที่เหลืออยู่ขึ้นมาอย่างร่าเริง
หลินเสวี่ยจู๋มองยิ้มๆ
นางตั้งใจพาหลินอวี่เซวียนมาด้วยก็เพราะคิดว่าการฝึกฝนทักษะการเอาตัวรอดควรเริ่มปลูกฝังตั้งแต่เด็กเช่นนี้เมื่อไปถึงชายแดนเหนือ เด็กน้อยจะสามารถปรับตัวได้เร็วขึ้น
เดิมทีนางคิดว่าฉากการฆ่าเป็ดจะทำให้เด็กน้อยยากที่จะยอมรับไม่คาดคิดว่าเขาจะดูสนุกสนานเช่นนี้ เมื่อเป็นเช่นนี้นางก็หมดห่วง รอให้เด็กน้อยโตกว่านี้หน่อยก็ให้ลู่โม่พาเขาออกไปล่าสัตว์ได้แล้ว
ลู่โม่เดินนำหน้าตามมาด้วยสหายน้อยหลินอวี่เซวียนที่เดินตามหลังอย่างองอาจ ถัดมาคือหลินเสวี่ยจู๋เหยียนต้า และสามพี่น้องสกุลหูตามลำดับ
พวกเขาเดินประมาณเกือบครึ่งชั่วยามกว่าจะถึงค่ายพักแรม
ตอนนี้ก็ดึกมากแล้วผู้คนส่วนใหญ่ต่างเข้านอนกันหมด
เมื่อได้ยินเสียงการเคลื่อนไหวแม่นมหม่าก็ลุกขึ้นมาเมื่อเห็นเป็ดป่ากว่ายี่สิบตัว นางก็อ้าปากค้าง จากนั้นก็รีบปลุกเหยียนชุ่ยเอ๋อร์กับกู้เจินเหนียงพร้อมกระซิบให้เหยียนต้ากับสามพี่น้องสกุลหูย่องไปที่ริมลำธาร
หลินเสวี่ยจู๋อุ้มหลินอวี่เซวียนขึ้นไปบนรถม้าเมื่อเห็นเด็กน้อยคลานเข้าไปซุกตัวในอ้อมกอดของเจี่ยงฉีซวงก่อนจะขยี้ตาด้วยท่าทีง่วงงุนนางก็ออกจากรถม้าแล้วเดินไปที่ริมลำธารเช่นกัน
เหยียนต้ากับสามพี่น้องสกุลหูกำลังช่วยกันผ่าท้องเป็ด
หลินเสวี่ยจู๋เดินเข้าไปหา “เก็บขนเป็ดไว้ หากล้างทำความสะอาดเล็กน้อยก็นำไปยัดใส่เสื้อกันหนาวได้ส่วนเครื่องใน คอ ปีก หัว ลิ้น และอุ้งเท้าของมันแยกไว้ต่างหาก พรุ่งนี้ข้าจะนำมาทำเป็นกับแกล้มส่วนเนื้อเป็ดที่เหลือโรยเกลือแล้วตากแห้งนะเจ้าคะ”
“ทราบแล้วเจ้าค่ะคุณหนูเสวี่ยจู๋ไปพักผ่อนก่อนเถิด ปล่อยให้พวกเราจัดการเอง” แม่นมหม่ากล่าว
หลินเสวี่ยจู๋พยักหน้า “เช่นนั้นวันนี้พวกท่านก็เหนื่อยกันหน่อยนะเจ้าคะพรุ่งนี้ตอนกลางวันหากเหนื่อยล้าก็ขึ้นไปพักผ่อนบนรถม้าได้”
อย่างไรเสียครอบครัวของนางก็มีรถม้าจะปล่อยให้คนอดหลับอดนอนย่อมไม่ใช่เรื่องดี
หลังจากกำชับเรียบร้อยแล้วหลินเสวี่ยจู๋ก็เดินกลับไปที่ข้างกองไฟ
เสื่อฟางของนางถูกยกระดับจนคล้ายกับเสื่อทาทามิ ด้านล่างมีแผ่นไม้ปูรองไว้เพื่อป้องกันไอเย็นจากพื้นดินเพียงแต่นอนแล้วรู้สึกแข็งไปหน่อย
โชคดีที่อีกไม่กี่วันหนังสัตว์ที่เหยียนต้าฟอกไว้ก็จะเสร็จแล้วถึงตอนนั้นนำหนังสัตว์ไปปูทับบนแผ่นไม้ก็น่าจะทำให้นอนสบายขึ้น
หลินเสวี่ยจู๋ล้มตัวลงนอน นางเหม่อมองดวงจันทร์อยู่ครู่หนึ่งจึงหลับตาลง
เมื่อจิตสำนึกเข้าสู่มิตินางก็จัดระเบียบสิ่งของที่ได้มาในวันนี้ จากนั้นก็ผล็อยหลับไป ค่ำคืนนี้นางหลับสนิทพอรุ่งสางหลินเสวี่ยจู๋ก็ตื่นขึ้น
นางเห็นหยวนซิวกำลังเอนตัวพิงต้นไม้ใหญ่งีบหลับจึงเดินเข้าไปหาแล้วตบบ่าเขา
หยวนซิวลืมตาขึ้นได้ยินหลินเสวี่ยจู๋พูด “ท่านพักผ่อนสักครู่เถิดข้าจะเฝ้ายามเอง” พูดจบนางก็ยกแผ่นไม้ของตนเองไปวางไว้ข้างกายเขา
หยวนซิวไม่พูดมาก เขาใช้สองแขนยันตัวนอนลงบนแผ่นไม้แล้วหนุนหมอนของนางอย่างพอดิบพอดี การนอนบนแผ่นไม้ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรสำหรับเขาและไม่ได้รู้สึกอึดอัดแต่อย่างใด ในที่สุดเขาก็ผล็อยหลับไปอย่างรวดเร็ว
หลินเสวี่ยจู๋เห็นลมหายใจของเขาสม่ำเสมอก็อดรู้สึกเห็นใจไม่ได้แม้ว่าเขาจะนอนหลับบนรถม้าในตอนกลางวันได้ แต่เรื่องการนอนตอนกลางวันตื่นตอนกลางคืนเช่นนี้ไม่ว่าผู้ใดก็คงรู้สึกทรมาน
กว่าครึ่งเดือนแล้วที่เขาคอยเฝ้ายามให้ทุกคนอย่างเงียบๆตลอดเวลาโดยไม่ปริปากบ่นแม้แต่คำเดียว แตกต่างจากขุนนางบางคนที่ตำแหน่งไม่สูงนักแต่กลับวางท่าโอ้อวดเขาเป็นถึงผู้สูงศักดิ์ชัดๆ แต่กลับไม่ได้วางท่าอย่างผู้สูงศักดิ์หรือทำตัวมีปัญหาเลยแม้แต่น้อย
เมื่อคิดถึงตรงนี้ หลินเสวี่ยจู๋ก็ยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว
นางนำหม้อเหล็กใบใหญ่ตั้งบนกองไฟแล้วใส่มันหมูลงไปก้อนใหญ่ รอจนน้ำมันร้อนได้ที่ก็ใส่เครื่องเทศตามลงไป เครื่องเทศเหล่านี้บางส่วนเป็นของที่หลินเฉิงเหยาให้ไว้บางส่วนเป็นของที่นางแอบหยิบออกมาจากในมิติ
อย่างไรเสียตอนนี้ทุกคนก็นอนหลับกันหมดไม่มีผู้ใดสังเกตเห็นหรอกว่านางใส่เครื่องเทศลงไปเท่าไร
เมื่อเครื่องเทศส่งกลิ่นหอมนางก็เติมน้ำพุจิตวิญญาณลงไปครึ่งหม้อ เมื่อต้มจนเดือดก็ใส่เครื่องในเป็ดป่าและซีอิ๊วจากนั้นก็เคี่ยวจนได้ที่
กลิ่นหอมกรุ่นปลุกให้ผู้คนบางส่วนตื่นขึ้นพวกเขามองตามกลิ่นไปจนกระทั่งพบกับหลินเสวี่ยจู๋ ในใจนึกคร่ำครวญขึ้นมาทันที
ดูหลินเหนียงจื่อสิตื่นเช้ามาก็เริ่มทำอาหารอีกแล้ว กลิ่นหอมเช่นนี้ไม่รู้ว่าจะทำให้ผู้ใดหิวตายกัน?
รอจนน้ำพะโล้ในหม้อเดือดหลินเสวี่ยจู๋จึงเขี่ยฟืนในกองไฟออกเล็กน้อยเพื่อให้ไฟเบาลง น้ำพะโล้ที่เดือดปุดๆซึมเข้าไปในเครื่องในเป็ดอย่างช้าๆ
หลินเสวี่ยจู๋ตักไข่เป็ดที่ต้มสุกแล้วขึ้นมาแช่ในน้ำเย็นที่ตักมาจากลำธารก่อนจะปอกเปลือกไข่แล้วใส่ลงไปในหม้อ รอจนกระทั่งผู้คุมมาเรียกให้ทุกคนเตรียมตัวออกเดินทางเครื่องในเป็ดก็สุกพอดี
ไอร้อนพวยพุ่งกลิ่นหอมกรุ่นเข้มข้นโชยไปทั่ว
“คุณหนูเสวี่ยจู่เหตุใดท่านถึงไม่ปลุกพวกเราเล่าเจ้าคะ?” แม่นมหม่าเห็นหลินเสวี่ยจู๋ต้มเครื่องในเป็ดอยู่คนเดียวก็อดรู้สึกปวดใจไม่ได้
เมื่อคืนนางเข้านอนดึกทำให้หลับลึกเช้านี้จึงตื่นสาย ทำให้นางไม่ได้ยินเสียงหลินเสวี่ยจู๋เคลื่อนไหวเลยแม้แต่น้อย
“ในเมื่อตื่นแล้วก็มาช่วยกันเถิดเจ้าค่ะ” หลินเสวี่ยจู๋กล่าว “ท่านช่วยเทน้ำพะโล้ทิ้งส่วนที่เหลือใส่ไว้ในหม้อ แล้วนำไปเก็บไว้บนรถม้า”
แม่นมหม่ามองน้ำพะโล้ที่มีอยู่เต็มหม้อแล้วพูดอย่างปวดใจ “น้ำแกงนี้เป็นของดี หากเก็บไว้นานๆก็จะกลายเป็นน้ำแกงเคี่ยวซ้ำ เททิ้งไปน่าเสียดายยิ่งนักเจ้าค่ะ”
หลินเสวี่ยจู๋รู้ดีว่าน้ำแกงเคี่ยวซ้ำเป็นของดีแต่ข้าวของของครอบครัวก็มากพอแล้ว จะให้ขนน้ำแกงไปด้วยอีกหม้อก็คงไม่ไหวกระมัง? หากหกกลางทางจนทำให้ของสิ่งอื่นมีกลิ่นติดไปด้วยจะทำอย่างไร? จะยอมให้ปัจจัยสี่ของทุกคนกลายเป็นกลิ่นพะโล้กันหมดอย่างนั้นหรือ?
แม่นมหม่าเองก็เข้าใจเหตุผลนี้แม้ว่าจะเสียดายแต่ก็บอกให้สามพี่น้องสกุลหูเตรียมช่วยกันเทน้ำพะโล้ทิ้ง
ผู้คนที่อยู่โดยรอบเห็นเข้าต่างรีบเอ่ยปาก “ป้าหม่าพวกท่านไม่เอาน้ำพะโล้จริงๆ หรือ ให้พวกเราจะได้หรือไม่?”
นี่มันน้ำพะโล้เชียวนะข้างในมีเครื่องเทศมากมาย เก็บไว้ตุ๋นเนื้อหรือต้มน้ำแกงก็ย่อมได้ เรียกได้ว่าทำอะไรก็อร่อยทั้งนั้น!
หลินเหนียงจื่อช่างกล้าหาญเสียจริงของดีเช่นนี้บอกจะเททิ้งก็เททิ้งทันทีเลยหรือ?
เมื่อแม่นมหม่าได้ยินว่าน้ำพะโล้จะไม่เสียเปล่าย่อมรู้สึกยินดีจึงเอ่ยถาม “ให้พวกเจ้าก็ได้แต่พวกเจ้าจะเอาอันใดมาใส่เล่า?”
.............................