เช้าวันรุ่งขึ้น เมื่อหนิงเทียนกลับมาถึงตำหนักภูตสิ่งแรกที่มันทำคือการเข้าไปในตำหนักภูตเหมันต์ เพื่อที่จะลงแช่ในไข่มุกเหมันต์หมื่นปี
“เย็นสบายดีจริงๆ ข้าไม่ได้ลงแช่ในนี้มาหกเดือนแล้วใช่ไหม แม่น้ำในป่านรกดำ เหมือนเช่นน้ำร้อนหาได้มีความเย็นเหมือนน้ำในตำหนักภูตเหมันต์ของท่านแม่เลย”
“เทียนเอ๋อ เ้ากลับมาแล้ว ทำไมยังไม่มาหาแม่อีก หรือเ้าลืมไปแล้วว่ายังมีแม่คนนี้อยู่” น้ำเสียงบางเบาดังขึ้นมาจากทางด้านหลังหนิงเทียน สำหรับมันแล้ว เสียงของแม่ห้า เย็นเยียบยิ่งกว่าไข่มุกเหมันต์หมื่นปีซะอีก
“ท่านแม่ข้า ลูกกลับมาแล้ว” หนิงเทียนยิ้มแห้งๆ พยามทำตัวเป็ปกติเหมือนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“เทียนเอ๋อ เ้ากินอะไรมาหรือยัง?” เสียงของแม่ห้า แม้จะเ็าแต่ก็เต็มไปด้วยความอ่อนโยน
“ยังเลยขอรับ” หนิงเทียนรู้สึกแปลกใจ ทุกๆครั้งที่มันออกไปเที่ยวเล่นนานๆ เมื่อกลับมาแล้วมักจะถูกตำหนิ แต่เวลานี้กลับไม่เป็เหมือนเช่นทุกครั้ง
ภายในป่านรกดำเต็มไปด้วยอันตรายมากมาย แม้จะมีพ่อบ้านมู่คอยเฝ้าดูแลไม่ห่าง แต่แม่ห้าก็ยังเป็ห่วงในความปลอดภัยมันมาก หนิงเทียนรู้ในเหตุผลข้อนี้ดี
“เช่นนั้นแม่จะไปเตรียมอาหารมาให้เ้า” สิ้นเสียง มารดาห้าของมันก็เดินจากไป
“แปลกแฮะ เหตุใดท่านแม่ถึงไม่ดุข้าหรือว่าท่านจะโกรธข้ามาก” หนิงเทียนพึมพำพร้อมกับใช้มือเกาไปที่ศีรษะ
บนโต๊ะอาหารของตำหนักภูตเหมันต์ หนึ่งบุตรหนึ่งมารดา นั่งทานอาหารกันอยู่ในความเงียบ
เสียงของเด็กหนุ่มดังออกมาทำลายความเงียบ “ท่านแม่ ท่านโกรธลูกใช่หรือไม่ ลูกขอโทษที่ออกไปเที่ยวเล่นโดยมิได้บอกท่านก่อน”
หนิงเทียนกล่าวด้วยความรู้สึกผิด มันยอมให้แม่ห้าของมันดุว่า ยังจะดีเสียกว่าทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“แม่ไม่ได้โกรธ เทียนเอ๋อเ้ากินอีกสิ วันนี้กินให้เยอะหน่อย” ใบหน้าของหญิงสาวเต็มไปด้วยความอ่อนโยน มันเป็ความอบอุ่นที่หนิงเทียนคุ้นเคยตลอดเวลาที่เติบโตมา
“อาหารฝีมือท่านแม่อร่อยที่สุด” หนิงเทียนยิ้มกว้างและกินอย่างรวดเร็ว หกเดือนมาแล้วที่เขามั่วแต่ต่อสู้กับสัตว์ป่า จนไม่ได้กินอาหารฝีมือของแม่
“ค่อยๆกินก็ได้ ไม่มีผู้ใดมาแย่งเ้าหรอก” แม้ว่าตอนนี้หนิงเทียนจะอายุ15ปีแล้ว แต่ในสายตาของนาง หนิงเทียนไม่ต่างอะไรกับทารกน้อยที่ นางคอยป้อนข้าวเวลาหิวและเช็ดตัวในยามที่ไม่สบาย
“เทียนเอ๋อ เมื่อเ้ากินเสร็จแล้ว แม่มีเื่สำคัญจะพูดกับเ้า”
“ท่านแม่ มีเื่สำคัญอันใดจะพูดกับข้า?” หนิงเทียนยกศีรษะที่กำลังวุ่นอยู่กับอาหารในจานขึ้นมา มองไปยังใบหน้าที่สละสวยของมารดาห้า
เวลานี้น้ำเสียงของชางเยว่จริงจังและเคร่งเครียด “ท่านพ่อทั้งสี่และแม่ ตัดสินใจกันแล้ว อีกหนึ่งปีให้หลัง พวกเราจะส่งเ้าไปฝึกตนในพื้นที่ราบภาคกลาง”
“พื้นที่ราบภาคกลาง!!” หนิงเทียนร้องะโด้วยความดีใจ โลกภายนอกเป็สิ่งที่เขาหวังอย่างมากในการออกไปพบเห็นสิ่งต่างๆในโลกที่แปลกพิสดารใบนี้
“แต่มีข้อแม้ว่า ภายในหนึ่งปีนี้ เ้าจะต้องทำให้แม่เห็นว่า เ้าแข็งแกร่งมากพอที่จะดูแลตัวเองได้ มิเช่นนั้นต่อให้พ่อทั้งสี่ของเ้าคิดเช่นไร แม่จะค้านให้ถึงที่สุด”
“ขอรับ ลูกจะตั้งใจฝึกฝนบ่มเพาะพลัง ไม่ทำให้ท่านแม่ต้องผิดหวังแน่นอน” ในเวลานี้ดวงตาของหนิงเทียนเปล่งประกายอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน
มารดาห้ามองไปยังแววตาเป็เปล่งประกายของหนิงเทียน นางกล่าวออกมาอย่างช่วยไม่ได้ “เช่นนั้น เพื่อไม่ให้เป็การเสียเวลา พรุ่งนี้เ้าจะต้องเริ่มเรียนสุดยอดวิชาเหมันต์”
“ท่านแม่โปรดสอนสั่ง” ตอนนี้หนิงเทียนมีความกระตือรือร้นเป็อย่างมาก
มารดาห้าแปรเปลี่ยนน้ำเสียงเป็แข็งกร้าวในทันที แทบจะเป็ครั้งแรกที่หนิงเทียนได้ยินน้ำเสียงที่ทำให้ขนในกายของมันลุกซู่ด้วยความหวาดกลัว ร่างกายหนาวเย็นในทันตา “ทักษะต่อสู้ที่สร้างชื่อให้กับแม่มีชื่อว่าวิชา ‘เหมันต์ไร้ใจ’ ทักษะนี้ผู้ใช้จะต้องมี
พลังหยินในร่างที่สูงมาก ถึงจะสามารถแปรเปลี่ยนลมปราณในร่างให้กลายน้ำแข็งได้
สำหรับตัวเ้าซึ่งอาบไข่มุกเหมันต์หมื่นปีมาั้แ่แรกเกิดจึงไม่เป็ปัญหาใดที่จะฝึกฝน”
มารดาห้ายกนิ้วขึ้นมาแตะหน้าผากของหนิงเทียน มวลความรู้ต่างๆของทักษะวิชาเหมันต์ไร้ใจแผ่พุ่งเข้าสู่จิติญญาแห่งการรับรู้ มันคล้ายกับตอนที่หนิงเทียนได้รับทักษะม้วนภาพเทพยุทธ์
“ท่านแม่นี้คือ???” หนิงเทียนกล่าวด้วยความรู้สึกตกตะลึง เคล็ดวิชาและกระบวนท่าหลั่งไหลเข้ามาภายในหัวของมันอย่างบ้าคลั่ง
“เหมันต์ไร้ใจคือทักษะโบราณ ที่สืบทอดมาจากยุคสมัยา ตระกูลของแม่สืบเชื้อสายมาจากจักรพรรดิแห่งน้ำแข็ง ทักษะนี้จึงสามารถส่งต่อกันผ่านทางจิติญญาได้เช่นเดียวกับทักษะวิชาม้วนภาพเทพยุทธ์ของเ้า ตอนนี้ แม่ได้บอกถึงหลักการและวิธีใช้ออกของเหมันต์ไร้ใจแก่เ้าแล้ว ที่เหลือล้วนอยู่ที่ตัวเ้าแล้วว่าจะสามารถเรียนรู้มันได้ถึงเพียงไหน”
หนิงเทียนเต็มไปด้วยความประหลาดใจ เพราะภายในหัวของมันไม่ได้มีเพียงทักษะวิชาเหมันต์ไร้ใจเพียงทักษะเดียว แต่มันมีด้วยกันถึงสองกระบวนท่า
“ท่านแม่ เหตุใดถึงไม่ได้มีแค่เหมันต์ไร้ใจเท่านั้น อีกหนึ่งทักษะคือ??” หนิงเทียนมองไปยังใบหน้าของแม่ห้าราวกับ้าคำตอบจากปากนาง
“กระบวนท่าที่สองคือ ‘เหมันต์นิรันดร์’ เป็ทักษะที่จะถ่ายทอดเฉพาะผู้สืบทอดเท่านั้น เนื่องจากเหมันต์นิรันดร์เป็ทักษะที่ใช้โลหิตของตนเองเปลี่ยนสภาพสร้างเป็ปราณน้ำแข็งสีเื ยิ่งเ้าใช้กระบวนท่าเหมันต์นิรันดร์มากเพียงใด อายุไขของเ้าก็จะถูกมันบั่นทอนลงไปมากเท่านั้น”
เทียนไห่ชางเยว่ยังกล่าวต่อ “อีกเื่ที่เ้าต้องรับปากแม่ ทักษะเหมันต์นิรันดร์เป็วิชาที่ให้ผลร้ายแก่ผู้ใช้ตราบใดที่ไม่มีอันตรายถึงแก่ชีวิต เ้าห้ามใช้มันออกมาเด็ดขาด”
“ลูกทราบแล้วท่านแม่” หนิงเทียนผงกศีรษะรับคำ ภายในใจของมันตื่นเต้นไปกับสิ่งที่แม่ห้ากล่าวออก ‘น้ำแข็งสีเื...เหมันต์นิรันดร์สมควรเป็สุดยอดวิชาสายจู่โจมอย่างแท้จริง’
หกเดือนต่อมาภายในป่านรกดำ
ไอหนาวของฤดูเหมันต์เริ่มผ่านพ้นไป ฤดูร้อนเข้ามาแทนที่ อากาศตอนกลางวันร้อนอบอ้าวอย่างที่สุด ใบไม้และยอดหญ้าพลั่นแห้งเหี่ยว
ใน่เวลานั้น ด้วยแรงสั่นะเืของพื้นดินทำให้สัตว์ป่าน้อยใหญ่ วิ่งเตลิดแตกตื่นกันไปคนละทิศทาง
ทิศทางตรงกันข้าม ปรากฏร่างวานรสีน้ำตาลตัวใหญ่ มีความสูงถึงหนึ่งจั้ง เ้าตัวนี้ไม่ได้แปลกหน้า เพราะมันคือเ้าพญาวานรูเา เ้าถิ่นในบริเวณนี้
ไม่มีสัตว์อสูรขั้นที่1ตัวใดกล้าที่จะรุกล้ำเข้ามาในเขตแดนของมัน จะมีเพียงอย่างเดียวที่สามารถกวนโทสะของมันได้เป็ประจำก็คืุ์ตัวเล็กผู้หนึ่ง
ทันใดนั้นเหยื่ออันโอชะปรากฎขึ้นในสายตาของพญาวานรูเา ร่างของเด็กหนุ่มสวมชุดหนังสัตว์สีดำ เผยกลิ่นอายลมปราณที่ห่อหุ้มร่าง อัดแน่นด้วยความบริสุทธิ์ เด็กหนุ่มเปล่งพลังของดินแดนองครักษ์ขั้นเก้าออกมาอย่างร้อนแรง
หนิงเทียนก้าวเท้าเข้าหาพญาวานรูเาอย่างมิได้เกรงกลัว คล้ายกับว่ามันไม่หวั่นเกรงสายตาอำมหิตที่จับจ้องมาเลย
“เ้าลิงน้อยเจอกันอีกแล้ว ตอนนี้ข้าไม่เหมือนเช่นปีก่อนแล้วนะ”
วูบบ ฟิ้วววว!!!! เงาร่างของหนิงเทียนพุ่งทะยานออกไปข้างหน้าดุจสายฟ้าฟาด
แรงะเิจากกระบี่ที่มันกุมแน่นอยู่ในมือช่างน่าหวาดหวั่นอย่างแท้จริง
พญาวานรูเาเคลื่อนตัวใกล้เข้ามา อุ้งมือของมันฟาดปะทะเข้ากับกระบี่พิรุณโปรย
หมายที่จะตบมนุษย์ตัวจ้อยให้บี้แบนอย่างไร้ปราณี
สิ่งที่เหนือความคาดหมายของพญาวานรูเา ก็คือหนิงเทียนไม่ได้แหลกเละไปกับพื้นปฐี กลับกันพลังกระบี่ของมนุษย์ตัวจ้อยสามารถต้านทานพละกำลังจากอุ้งมือของมันได้ เป็ครั้งแรกที่หนิงเทียนเผชิญหน้าโดยตรงกับพญาวานรูเาด้วยกำลัง
ด้วยทักษะกายาเทพอสูรที่ฝึกฝนจนเชี่ยวชาญ ส่งผลให้หนิงเทียนมีความแข็งแกร่งของร่างกายเกือบจะเทียบเท่าสัตว์อสูรระดับ2ไปแล้ว
“เ้าลิงน้อย มีแรงเพียงเท่านี้เองหรือ ไม่สมกับขนาดตัวที่ใหญ่โตของเ้าเลย”
หนิงเทียนทะยานไปด้านหลังของพญาวานรูเาและใช้ออกด้วยท่วงท่า เงากระบี่ใต้อักษร เงากระบี่หลายสายพุ่งตรงไปที่ตัวของพญาวานรูเา
ฉับ ฉับ ฉับบ!!! กระบ่วนท่า เงากระบี่ใต้อักษรเต็มกำลังไม่ได้สร้างเพียงรอยแดงๆให้กับพญาวานรูเาเหมือนเช่นแต่ก่อนแล้ว ทุกๆกระบี่ที่ฟาดฟันออกไป จะสร้างรอยาแขนาดเล็กไว้บนิัของพญาวานรูเา
แต่ถึงอย่างไร แผลนั้นก็มิได้เรียกโลหิตสีแดงของพญาวานรภูผาได้มากอย่างที่หนิงเทียนตั้งใจไว้
“เ้าลิงน้อย เหตุใดหนังของเ้ามันถึงหนานักนะ!!” แม้หนิงเทียนจะสร้างาแให้พญาวานรูเาได้มาก แต่ด้วยความแข็งแกร่งของร่างกายมันที่เป็ถึงอสูรลมปราณระดับ2 เทียบเท่า ดินแดนปราชญ์ขั้น9 ส่งผลให้าแไม่สามารถทำหยุดการเคลื่อนไหวของมันได้
“เข้ามาเ้าลิงน้อย ข้าอยากรู้ว่าเืของลิงหน้าโง่เช่นเ้าจะเป็สีแดงหรือไม่ ฮาฮาฮ่าๆ”
โฮกกก!!!!!! พญาวานรูเาขู่คำรามด้วยโทสะ ก่อนจะพุ่งร่างเข้าหาหนิงเทียนอย่างบ้าคลั่ง บัดนี้มันถูกยั่วยุ จนความโกรธครอบงำสติไปเสียแล้ว
การต่อสู้ครั้งนี้หนิงเทียนได้ใช้โอสถฟื้นลมปราณของพ่อรอง เฉกเช่นมันเป็เพียงโอสถธรรมดาทั่วๆไป ถ้ามีผู้ใดมาพบเห็นมันคงจะก่นด่าในความโง่ของหนิงเทียนเป็แน่ ที่ไม่เห็นค่าของโอสถ์แบบนี้
หนึ่งคน หนึ่งอสูร ต่อสู้กันอย่างบ้าคลั่ง จากพื้นดินที่เต็มไปด้วยต้นไม้นาๆพันธุ์
บัดนี้รอบๆรัศมีสองลี้ ผืนป่าที่เคยอุดมสมบูรณ์ กลับกลายเป็พื้นที่โล่งกว้างไร้ซึ่งสิ่งมีชีวิตใดๆหลงเหลืออยู่ในบริเวณนั้น
าแเริ่มที่จะปรากฏขึ้นบนตัวทั้งสองฝ่ายมากขึ้นและมากยิ่งขึ้น เวลานี้สภาพหนิงเทียนเต็มไปด้วยโลหิตทั่วร่างกาย แขนซ้ายของมันหักห้อยลง เหลือเพียงมือขวาที่ประครองกระบี่พิรุณโปรยไว้ในมือ
ส่วนร่างของพญาวานรูเาก็เต็มไปด้วยาแนับสิบๆแห่ง แต่กลับไม่มีาแไหนเลยที่ จะทำให้โลหิตในกายหลั่งไหลลงสู่พื้น ร่างกายของมันแข็งแกร่งจนเกินไป
การต่อสู้ของหนึ่งคน หนึ่งอสูรล่วงเลยเวลามาถึง่เย็น
“วันนี้ข้าเหนื่อยแล้วพอแค่นี้ก่อน ข้าไปละ” หนิงเทียนใช้ออกด้วยท่าเท้าอย่างก้าวิญญาไร้เงา หนีหายไปอย่างไร้ร่องรอย ทิ้งให้พญาวานรภูผายืนคำรามร้องด้วยความโกรธ
ในวันต่อๆมาก็ปรากฏภาพเช่นนี้อยู่สม่ำเสมอๆ หนึ่งคนหนึ่งอสูรต่อยตีกันอย่างบ้าคลั่ง แม้ว่าหนิงเทียนจะาเ็หนักเพียงใดก็ตาม แต่เช้าวันต่อมามันจะกลับมายั่วยุพญาวานรูเาเหมือนเช่นเคย โดยไม่มีเว้นวันหยุดแม้แต่วันเดียว ราวกับว่ามันทั้งคู่เป็ดั่งคู่ฝึกซ้อมของกันและกัน
.....
เวลาได้ผ่านไปอย่างรวดเร็ว ในวันพรุ่งนี้เป็วันที่หนิงเทียนจะมีอายุครบ16ปีและก็ถึงกำหนดที่จะออกเดินทางไปยังพื้นที่ราบภาคกลาง
หนิงเทียนก็นั่งลงบนก้อนหินใหญ่ ทอดสายตาไปยังธารน้ำตกั์ที่เป็เหมือนประตูระหว่างป่านรกดำและแดนภูติเร้นลับ
ตามปกติแล้วจิตของมนุษย์มักจะสับสนวุ่นวายกับเื่ราวต่างๆที่กำลังจะเข้ามา สำหรับหนิงเทียนเองก็ไม่ต่างกัน มันเหม่อมองไปที่ธารน้ำตกอย่างไร้จุดหมาย
‘ใกล้จะออกเดินทางแล้ว แต่เหตุใดข้าถึงยังไม่สามารถเพ่งพินิจภาพที่2ของม้วนภาพเทพยุทธ์ได้เลย’
หนิงเทียนสามารถทำความเข้าใจ ในภาพพยัคฆ์ทมิฬกลืนจันทรา ได้อย่างสมบูรณ์มาเป็เวลาร่วมปีแล้ว พลังลมปราณในร่างกายบริสุทธิ์กว่าคนทั่วไปจนเทียบกันไม่ได้
ขณะที่หนิงเทียนอยู่ภวังค์ของจิต ก็มีแว่วเสียงใสดังเข้ามาในหู
“หากตั้งใจมากเพียงใด ยากนักที่จะจับจุดสำคัญได้ ถ้าไม่สามารถมองลึกผ่านสายตาได้ ให้ใช้จิตในการพินิจดู”
“ท่านแม่” หนิงเทียนหันไปยังต้นตอของเสียงนั้น
“เทียนเอ๋อ พรุ่งนี้ลูกจะต้องออกเดินทางไปยังพื้นที่ราบภาคกลางแล้ว ลูกวางแผนจะเดินทางอย่างไรบ้าง??”
“ท่านแม่ ตัวข้านั้นมีความรู้เพียงเล็กน้อยเกี่ยวกับพื้นที่ราบภาคกลาง ท่านแม่โปรดชี้แนะด้วย”
เทียนไห่ชางเยว่มองไปที่หนิงเทียนด้วยสีหน้าอ่อนโยน รอยยิ้มเล็กๆปรากฏบนริมฝีปาก หากแต่ประกายตากลับมีความเศร้าให้เห็น
“เทียนเอ๋อ เื่ในพื้นที่ราบภาคกลาง ลูกจะต้องเผชิญหน้าด้วยตนเอง แม่ไม่สามารถอยู่เคียงข้างเ้าได้ เวลาประสบพบเจออันตรายใด ลูกต้องใช้ไหวพริบปฏิภาณในการเอาตัวรอด หากสู้ไม่ชนะก็จงหนีให้เร็ว และจำเอาไว้ให้ดี จงอย่าไว้วางใจใครโดยง่าย”
“ลูกจะจดจำคำสั่งสอนของท่านแม่ให้ขึ้นใจ”
จิตใจของมนุษย์นั้นเต็มไปด้วยความโหดร้าย เล่ห์กลมากมาย ความร้ายกาจของมนุษย์มีมากกว่าพวกสัตว์อสูรในป่านรกดำราวฟ้ากับเหว นางเกรงว่าบุตรชายจะไม่เท่าทันผู้คนมากเล่ห์เ่าั้ แต่หารู้ไม่ว่า เื่ราวที่หนิงเทียนเคยพบเจอตอนที่ได้ชื่อว่าเป็ ‘แม่ทัพ์’ นั้นมากเล่ห์ กลิ้งกลอกและโหดร้ายกว่าแดน์นี้หลายเท่านัก
ทันใดนั้นเทียนไห่ชางเยว่ก็ได้ชี้นิ้วอันเรียวงามของนางไปที่หน้าผากของหนิงเทียน
บรรยากาศรอบๆกลายเป็หนาวเหน็บขึ้นมาทันตา สายน้ำใหญ่ที่ล่วงหล่นมาจากเบื้องบนธารน้ำตกพลันแข็งค้าง ชะงักไปราวกับถูกหยุดเวลา จากนั้นได้ปรากฏจุดประกายสีแดงขึ้นจากความว่างเปล่า พุ่งตรงสู่หว่างคิ้วของหนิงเทียน และจมลึกหายไป
“หลับตาและปล่อยให้มันซึมซับเข้าสู่ชีพจรลมปราณของเ้า”
ห้วงเวลาผ่านไปชั่วน้ำในกาเดือด หนิงเทียนค่อยๆเปิดตาขึ้นและถามด้วยความสงสัย “ท่านแม่ เมื่อครู่คือ??”
“ตอนนี้มันยังไม่สำคัญกับเ้า แต่ในอนาคตจะสามารถช่วยเหลือในยามวิกฤตได้ เราไปกันเถอะ บิดาของเ้ากำลังรออยู่” ชางเยว่ไม่ได้ตอบคำถามของบุตรชายโดยตรง
ยามค่ำคืน ภายในห้องโถงใหญ่ของตำนักภูตกระบี่ หนิงเทียนและบิดามารดาทั้งห้าคน รวมตัวกันอยู่อย่างพร้อมหน้า แม้กระทั่งพ่อบ้านมู่ก็ยังมายืนคอยอยู่ด้านหน้าประตูด้วย
“เทียนเอ๋อพรุ่งนี้ เ้าจะต้องออกเดินทาง นี่อาจจะเป็การเดินทางที่อันตรายแต่มันจะให้ประสบการณ์มากมายแก่เ้า และจงจำคำของพ่อใหญ่ไว้ให้ดี เ้ามีเวลาฝึกตนในพื้นที่ราบภาคกลางเพียงแค่10ปีเท่านั้น จากนั้นให้รีบกลับมาที่แดนภูตเร้นลับโดยทันที”
ครั้งนี้มิใช่เพียงคำกล่าวทั่วไปของบิดาใหญ่ทว่ามันเป็คำสั่งที่หนิงเทียนต้องปฎิบัติตาม
“ลูกทราบแล้วขอรับท่านพ่อใหญ่”
บิดาสามได้กล่าวขึ้น “จงจำเอาไว้อยู่ในพื้นที่ราบภาคกลางนั้น อย่าได้เอ่ยชื่อหรือ อะไรที่เกี่ยวกับแดนภูตเร้นลับนี้เด็ดขาด มันจะส่งผลร้ายแก่ตัวเ้าเอง”
“อย่างที่พ่อสามของเ้ากล่าว ศัตรูของบิดามารดามีอยู่ทั่วทั้งแผ่นดิน ไม่เพียงแค่ในพื้นที่แดนเหนือ กระทั่งดินแดนรอบนอก ออกตกใต้ ยังมีศัตรูอยู่มากมาย คนเหล่านี้ไม่มีความสามารถที่จะแก้แค้นพวกเราได้ แต่ถ้ามันรู้ว่าลูกเป็ผู้สืบทอดของเราห้าคนแล้วละก็ มันจะต้องพลิกแผ่นดินตามล่าลูกอย่างแน่นอน” จูซ่งกล่าวย้ำด้วยความเป็ห่วง
“ข้าจะจำไว้ให้ขึ้นใจขอรับท่านพ่อสาม ท่านพ่อสี่”
“เทียนเอ๋อ เข้ามาหาพ่อใหญ่” ขณะเดียวกันมันก็ได้ส่งสิ่งของขนาดปลายนิ้วไปให้บุตรชายและกล่าว “สิ่งนี้คือกระดิ่งเร้นลอย จงพกมันติดตัวไว้ตลอดเวลา”
หนิงเทียนมองไปที่กระดิ่งเร้นลอยในมือด้วยความงุนงง “ท่านพ่อใหญ่ สิ่งนี้คือ??”
บิดาใหญ่ได้เริ่มอธิบาย “กระดิ่งเร้นลอยเป็อุปกรณ์ธาตุมิติระดับสูง เพียงลูกทำลายมันจะสามารถเรียกบุคคลที่ทำสัญญาเืกับกระดิ่งเร้นลอยให้มาปรากฎตัวตรงหน้าได้”
“พ่อใหญ่จะให้ มู่เฉิน หยดเืทำสัญญากับกระดิ่งเร้นลอยเอาไว้ แต่จงจำไว้ให้ดี ของวิเศษธาตุมิติสามารถใช้ได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น ถ้าไม่มีวิกฤตใดๆถึงชีวิตอย่าได้ใช้มันเด็ดขาด”
จากนั้นบิดาใหญ่ก็ได้ให้พ่อบ้านมู่หยดเืลงทำพันธะสัญญากับกระดิ่งเร้นลอย ลำแสงสีขาวพุ่งเข้าสู่หว่างคิ้ว ของพ่อบ้านมู่เป็ประกาย
จากนั้นก็ได้ส่งหยกจิติญญาของหนิงเทียนให้แก่ มู่เฉินเก็บเอาไว้ พร้อมกำชับว่า
“หากสิ่งนี้อ่อนแสงลง หมายความว่าบุตรชายของข้ากำลังมีอันตราย เวลานั้นข้าอนุญาตให้เ้าออกจากแดนภูตเร้นลับโดยพละการ เพื่อช่วยเหลือนายน้อยของเ้าโดยมิต้องสนใจคำสาบานใดๆที่เ้าได้ให้ไว้”
“ขอรับนายท่าน” พ่อบ้านมู่โค้งศีรษะรับคำ ด้วยความเคารพ
“จิ๊จิ๊ พี่ใหญ่ ตัวท่านให้กระดิ่งเร้นลอยแก่เทียนเอ๋อ แล้วข้าจะกล้าน้อยหน้าได้อย่างไร” สิ้นเสียงเกาฉางกงโบกมือส่งวัตถุสามชิ้นให้กับหน้าหนิงเทียน”
“พ่อรองแหวนมิติ ป้ายเหล็กและกล่องหยกนี้คือ?” หนิงเทียนรับของทั้งสามพร้อมถามไปยังพ่อรองอย่างรวดเร็ว
“แหวนมิติสีทอง ไม่ใช่ของวิเศษอันใด หากแต่ภายในได้บรรจุโอสถพิษที่พ่อรองปรุงขึ้น เ้าจงนำมันติดตัวไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน” และได้กล่าวต่อไป “ในอดีตพ่อรองได้ทำการค้าโอสถพิษจำนวนมากกับร้านค้าแห่งหนึ่ง ทำให้ป้ายเหล็ก เป็ตัวแทนของเงินทองที่พ่อเก็บสะสมเอาไว้ เ้าสามารถนำมันไปขึ้นเงินได้ที่สมาคมการค้าจ้าวสมุทรได้ตาม้า สุดท้ายภายในกล่องหยกนั้นคือ โอสถทิพย์เก้าทิวา”
เมื่อได้ยินคำว่าโอสถทิพย์เก้าทิวา บิดามารดาทั้งสี่คน จ้องมองไปที่กล่องยกในมือของหนิงเทียนด้วยสีหน้าและแววตาตกตะลึง
“พี่รองท่านช่างมีน้ำใจมากเหลือเกิน ข้านับถือ นับถือ” น้องสี่ของมันกล่าวออก
“น้องสี่ เทียนเอ๋อจะออกเดินทางเป็ครั้งแรก ของขวัญจากข้าก็ต้องวิเศษที่สุดอยู่แล้ว” มันเน้นคำว่าวิเศษที่สุด ราวกับ้าอวดอ้างความมั่งคั่งของตนเอง
ได้ยินเช่นนั้นหว่างคิ้วของหวงหลงและจูซ่ง ขมวดเข้าหากันทันที
“ท่านพ่อรอง โอสถทิพย์เก้าทิวา มีสรรพคุณอย่างไร” ถึงแม้หนิงเทียนจะเป็ถึงเ้าโอสถปฐีและร่ำเรียนวิชาแพทย์มามาก แต่หนิงเทียนกลับไม่เคยได้ยินชื่อโอสถชนิดนี้ในตำราเล่มใดเลย
“โอสถทิพย์เก้าทิวา มิใช่โอสถที่เกิดจากฝีมือของมนุษย์ แต่เป็โอสถที่กำเนิดจากธรรมชาติ ด้วยน้ำค้างหมื่นปีที่ไม่ล่วงหล่นลงพื้นเป็เวลาเก้าวันก่อเกิดเป็โอสถทิพย์เก้าทิวา เล่ากันว่านับั้แ่โบราณมันมีเพียงเจ็ดเม็ดเท่านั้น ผู้ที่ได้รับไม่ช่วยส่งเสริมเพิ่มพูนลมปราณแต่อย่างใด ความสามารถของมันคือการต่อชีพจรชีวิตคนได้ ตราบใดที่อวัยวะภายในของมนุษย์ผู้นั้นไม่แหลกสลายไป เมื่อได้รับโอสถเก้าทิวา ภายในระยะเวลา เก้าวัน มันผู้นั้นจะฟื้นจากความตาย และหากใช้โดยคนที่ไม่ได้าเ็ จะช่วยต่อเส้นชีวิตเพิ่มอายุขัยได้อีก3ปี” บิดารองอธิบายความวิเศษอย่างภาคภูมิใจ
“มีเพียงเจ็ดเม็ดเท่านั้น?” หนิงเทียนอุทานออก มันซึ่งเป็ผู้ปรุงโอสถ ทราบดีว่าโอสถที่ในโลกมีเพียงเจ็ดเม็ดบนโลก หายากถึงเพียงใด
“เมื่อหนึ่งพันปีก่อน สี่ในเจ็ด ถูกใช้ในาระหว่างจักรพรรดิ สามเม็ดที่เหลือ หนึ่งในนั้นอยู่กับพ่อรองเ้า ส่วนอีกสองคาดว่าคงอยู่ในสมาคมการค้าเ้าสมุทรหรือไม่ก็ถูกใช้ไปแล้ว”
ชางเยว่ห้า มองไปที่โอสถทิพย์เก้าทิวา “พี่รองถ้าคนจากแดนเทวะเห็นโอสถเม็ดนี้เข้า ข้าเกรงว่า นักพรตะ และ อ๋องสยบสี่ทิศ จะต้องมาเยี่ยมเยือนพวกเราเพื่อโอสถที่ใช้ต่อชีวิตของกษัตริย์์เป็แน่”
“เพราะแบบนี้ถึงไม่มีใครรู้ว่าข้าอยู่ยังไงละ ฮาฮ่าๆ”
“พี่รองถ้าท่าน้าแบบนี้ก็ย่อมได้ ย่อมได้....เทียนเอ๋อ นี้เป็ของขวัญจากพ่อสาม รีบมาดูว่าเ้าชอบมันหรือไม่” หวงหลงวางกล่องเหล็กสีดำลงบนโต๊ะพลางหัวเราะเสียงดัง
“ขอบคุณ ท่านพ่อสาม” ภายในกล่องมีขนาดใหญ่ประมาณหนึ่งฝ่ามือ และเมื่อหนิงเทียนเปิดออกดู พบว่าข้างในเก็บซ่อน ผนึกแก้วสีน้ำตาลเข้มเอาไว้ ขนาดของผนึกเทียบเท่ากับหินลมปราณทั่วไป จากมุมมองของหนิงเทียนมันแทบไม่ต่างอะไรกับหินลมปราณสีน้ำตาลเข้มเลย
“พ่อสามหรือ สิ่งนี้จะเป็หินลมปราณระดับสูง??” หนิงเทียนถามด้วยความสงสัย
ยามที่สามพี่น้องได้เห็นผนึกแก้วชิ้นนี้เต็มๆ ดวงตาของทั้งสามคนใหญ่โตขึ้นมาทันที
“นั้นคือ โล่ปราการ์!!”
แม้ผนึกจะดูคล้ายหินลมปราณทั่วไป แต่ปฎิกิริยาของคนทั้งสามบอกได้ถึงความวิเศษของโล่ปราการ์
หวงหลงไม่ได้สนใจปฎิกิริยาของพี่น้องคนอื่น มันกล่าวกับหนิงเทียนไปว่า “นี้คือโล่ปราการ์ เป็สมบัติประจำตัวของพ่อ แม้ว่าลักษณะจะดูทั่วๆไป แต่ยามที่เ้าเผชิญพบกับอันตรายที่ใหญ่หลวง จงทุบมันให้แตกสลาย อาคมภายในจะปลดปล่อยม่านพลังคุ้มกันเ้าเป็เวลา12ชั่วยาม เมื่อม่านคุ้มกันถูกเปิดออก ต่อให้บิดาใหญ่ของเ้าลงมือด้วยตัวเอง พ่อสามเกรงว่าจะเขาจะต้องนั่งรอจนกว่าม่านพลังนี้จะสลายไปเองเท่านั้น”
“ในอดีตพ่อได้ใช้ โล่ปราการ์ท่องแดน์รอบนอก มันช่วยให้พ่อพ้นจากความตายมานับครั้งไม่ถ้วน บัดนี้มันหลงเหลืออยู่เพียงหนึ่งชิ้นเท่านั้น นี้จึงเป็ของวิเศษป้องกันและรักษาชีวิตอย่างแท้จริง”
หวงหลงเน้นย้ำคำว่า แท้จริง พร้อมกับปลายสายตามองไปที่พี่รองอย่างภาคภูมิใจ
“น้องสามเ้ากำลังจะบอกว่า โอสถทิพย์เก้าทิวาของข้าต้องตายก่อนถึงจะได้ใช้ แต่ของเ้าไม่ต้องอย่างนั้นรึ?” ฉางกงหรี่สายตามองกลับ
“ฮาฮ่าๆ ข้าไม่ได้คิดเช่นนั้นเลยนะ พี่รอง” เสียงหัวเราะอันน่าเกลียดของหวงหลงดังทั่วห้อง หนิงเทียนมองไปยังของวิเศษในมืออย่างลิงโลด เพราะนี้หาใช่การให้ของขวัญในการออกเดินทางครั้งแรกของบุตรชายอีกแล้ว แต่เป็การแสดงออก ประชันกันด้วยของวิเศษในหมู่พี่น้องมากกว่า...
ลดราคาพิเศษสุด ติดต่อ Facebook ภพทนันท์ นักเขียน ข้ามกำแพง เพิ่มเพื่อนแล้ว ทักมาหาผมได้เลย