สองพี่น้องย่อตัวแล้วผ่านช่องว่างเข้าไปด้านในถ้ำ สำหรับฮั่วหมิงจูที่ตัวเล็ก นางเดินผ่านเข้าไปในถ้ำได้อย่างสบาย ผิดกับโอวหยางเพ่ยเพ่ยที่ต้องย่อตัวจนเกือบคลาน
ด้านในถ้ำทั้งมืดและอับชื้น ต้าเสวี่ยจุดคบเพลิงที่นำมาทิ้งเอาไว้ด้านในถ้ำ จนแสงไฟช่วยขับไล่ความมืดมิดให้หายไป
“ถ้ำแห่งนี้ยาวเกินไป พวกข้าเข้ามาไม่ลึกมาก ไกลสุดเข้ามาถึงเพียงโถงตรงนี้”
ต้าเสวี่ยบอกกับโอวหยางเพ่ยเพ่ยและฮั่วหมิงจู พวกตนสองพี่น้องมิได้ใจกล้าขนาดเดินสำรวจถ้ำ กลัวว่าจะหลงทางจนหาทางออกจากถ้ำไม่ได้จึงไม่เดินเข้าไปลึก ถ้าพวกตนเป็นอันใดไปท่านแม่คงต้องตรอมใจตายตาม
“ท่านอาจารย์เจ้าคะ พวกเราเดินลึกเข้าไปอีกได้หรือไม่”
“เจ้าจะเข้าไปทำไม มันเป็นเพียงถ้ำ น่าจะมีนกและค้างคาวอยู่ด้านในมาก ยิ่งพวกมันอยู่มากยิ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพ”
โอวหยางเพ่ยเพ่ยเคยตรวจรักษาผู้ป่วยที่เข้าไปในถ้ำที่ค้างคาวอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก พอออกมาก็ไข้ขึ้น ปวดศีรษะ ชักอย่างรุนแรง ไม่เกินสองวันชายคนนั้นก็เสียชีวิตโดยที่นางไม่อาจยื้อเอาไว้ได้
[เถียนเถียน ในถ้ำมีรังของนกนางแอ่นหรือไม่]
ฮั่วหมิงจูเลือกที่จะถามเถียนเถียนแทนการเข้าไปสำรวจในถ้ำ
[นายท่าน มีรังของนกนางแอ่นเกาะอยู่ตามผนังถ้ำ]
เถียนเถียนถอดกายละเอียดไปสำรวจถ้ำจนครบทุกซอกทุกมุม ภายในระยะเวลาไม่กี่อึดใจ
ฮั่วหมิงจู [รังนกมีสีใด]
เถียนเถียน [สีเหลืองทอง สีแดง สีดำ แต่สีที่มีมากคือสีเหลืองทอง]
ฮั่วหมิงจู [ไม่มีสีขาวเลยหรือ]
เถียนเถียน [ไม่มี]
“เช่นนั้นพวกเราออกไปกันเถิดเจ้าค่ะ” ฮั่วหมิงจูหันไปยิ้มให้กับทุกคน นางค้นพบถ้ำสมบัติเสียแล้ว
โอวหยางเพ่ยเพ่ยขมวดคิ้ว เมื่อสักครู่เด็กคนนี้เงียบไป นางนึกว่าเจ้าเด็กนี่โกรธที่ถูกห้ามเสียอีก
“พวกเรากลับกันเถิดเจ้าค่ะ ป่านนี้ทุกคนคงเป็นห่วงข้ามากแล้ว”
ฮั่วหมิงจูเดินแกว่งแขนออกจากถ้ำ เพียงรับรู้ว่าในถ้ำแห่งนี้มีรังนกก็ทำให้นางสุขใจมากพอแล้ว การมาอยู่ในชนบทไม่ได้มีแต่ข้อเสีย กลับกลายเป็นว่ามีข้อดีอยู่มาก ถ้าตอนนี้นางอยู่แต่ในเมืองหลวง คงไม่ได้สัมผัสกับธรรมชาติแปลกใหม่ที่หาไม่ได้ในเมืองหลวง
“หมิงจู! เจ้ากลับมาแล้ว” เสี่ยวหม่านและเด็กในหมู่บ้านวิ่งไปหาฮั่วหมิงจูด้วยความตื่นเต้น
ฮั่วหมิงจูกำลังเดินทางใกล้จะถึงบ้าน ก็พบเจอเข้ากับเด็กกลุ่มหนึ่ง พวกเขาเรียกนางและวิ่งเข้ามาหาด้วยใบหน้าตื่นเต้น
“หมิงจู ญาติเจ้าซื้อม้ามาให้” เสี่ยวหม่านรีบบอกสหายด้วยความอิจฉา เพียงแค่เห็นวัวพวกตนยังตื่นเต้น นับประสาอันใดกับม้า
“ญาติข้า?”
ชี้นิ้วเข้าหาตนเองด้วยความฉงน คงไม่ใช่ญาตินางกระมัง สกุลฮั่วล้วนทำตามคำสั่งของท่านปู่จะมีผู้ใดกล้าฝ่าฝืน ฮั่วหมิงจูนึกถึงท่านอาสามเฉินขึ้นมา ต้องเป็นเขาแน่ๆ
“หมิงจู รีบกลับเร็วเข้า เจ้าขี่ม้าเป็นหรือไม่” ไฉ่หงจับมือของสหายด้วยความตื่นเต้น แล้วลากนางกลับบ้าน
เด็กน้อยในหมู่บ้านวิ่งล้อมรอบฮั่วหมิงจู เท้าเล็กๆ ของฮั่วหมิงจูวิ่งตามแรงดึง นางพยายามหันหน้ากลับมามองอาจารย์ของนาง
โอวหยางเพ่ยเพ่ยโบกมือให้ลูกศิษย์ไปกับสหายในหมู่บ้าน “พวกเจ้าไม่ไปดูม้ากับเด็กในหมู่บ้านหรือ” หันไปถามสองพี่น้องบ้านเสวี่ย
“ไม่ขอรับ พวกเราโตแล้ว”
ต้าเสวี่ยชักชวนน้องสาวกลับบ้าน พวกตนสองพี่น้องเข้ากับเด็กในหมู่บ้านไม่ได้อยู่แล้ว
“เจ้าสองคนอาจคิดว่าคนในหมู่บ้านไม่ต้องการเข้าใกล้ เคยหันมองตนเองหรือไม่ว่าเป็นพวกเจ้าเองที่พยายามทำตัวห่างเหินจากพวกเขา อยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน จะทำตัวห่างเหินไปไย ผูกมิตรกับผู้อื่นเอาไว้ก็ไม่เสียหาย ยามเดือดร้อนจะได้มีคนยื่นมือมาช่วยเหลือ”
บ้านเสวี่ยเหลือเพียงหญิงม่ายกับบุตรที่ยังไม่โตเต็มวัย พวกเขาต้องผูกมิตรกับคนในหมู่บ้านเอาไว้ ยามเดือดร้อนจะได้ไม่ต้องโดดเดี่ยว
ต้าเสวี่ย “แต่ก่อนท่านหมอยังอยู่อย่างสันโดษได้”
“แต่ก่อนข้าคิดแบบเจ้า พอเกิดเรื่องเลวร้ายขึ้น เจ้าเห็นหรือไม่ว่าการกลมเกลียวกันของคนในหมู่บ้าน ช่วยให้ทุกคนรอดพ้นจากภัยอันตราย ท่านแม่ของเจ้าทำงานหนักอยู่ในโรงงานเพื่อหาเลี้ยงพวกเจ้าสองคน พวกเจ้าจะมัวแต่ออกตามล่าชันสูตรซากสัตว์อยู่ตลอดเวลาไม่ได้ ต้องรู้จักแบ่งเวลาตรึกตรองว่าสิ่งใดสำคัญกว่า”
สองพี่น้องเสวี่ยพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง พวกเขาสองคนต้องการเป็นนักชันสูตรศพเพื่อหาสาเหตุการตายของบิดา ความดันทุรังเพื่อไปให้ถึงเป้าหมายทำให้มองข้ามมารดาที่คอยทำงานหนักเพื่อพวกตนสองพี่น้อง
“เอาล่ะ พวกเจ้าอยากไปที่ใดก็ไป ส่วนข้าต้องกลับบ้านแล้ว”
โอวหยางเพ่ยเพ่ยโบกมือให้กับทั้งสอง ก่อนนางจะมุ่งตรงไปยังบ้านของตนเอง แต่ก่อนจะถึงบ้านของตนเอง นางต้องผ่านหน้าบ้านฮั่วเสียก่อน
ภาพของลูกศิษย์นั่งอยู่บนหลังลูกม้า มีสหายในหมู่บ้านคอยยืนมอง สร้างความแปลกใจให้กับนางไม่น้อย
“ลูกศิษย์คนนี้ของข้า แม้จะร่างกายอ่อนแอไปสักหน่อย แต่นางกลับทำได้ทุกอย่าง กระทั่งควบคุมม้ายังทำได้”
โอวหยางเพ่ยเพ่ยไม่สนใจว่าคนบ้านฮั่วเป็นใครมาจากที่ใด ถ้านางสนใจคงคาดเดาได้ไม่ยาก กองทัพทหารม้าเกราะแดงปรากฏตัวขึ้นมาอย่างกะทันหันเสียขนาดนั้น ผู้ที่ควบคุมกองทัพทหารม้าเกราะแดงคือผู้ใด คนเกินครึ่งต้าฉีนั้นทราบกันดี
สองพี่น้องบ้านเสวี่ยมายืนรวมกลุ่มกับเด็กคนอื่น มองฮั่วหมิงจูกับพี่สาวของนางนั่งอยู่บนหลังม้าคนละตัว
เด็กทุกคนปรบมือให้กับสองพี่น้องที่สามารถควบคุมม้าได้ ไม่เว้นแม้กระทั่งคนที่นำม้ามามอบให้
“หลานสาวของข้ายอดเยี่ยมนัก” เฉินซินปลื้มปริ่ม ยืนปรบมือให้กำลังใจ ลูกม้าสองตัวเชื่องนัก ถึงหลานสาวจะตัวเล็กกลับไม่เป็นอุปสรรคในการควบคุมม้า
เสี่ยวเฟิงกับฮั่วหนานอันคอยระวังไม่ให้ลูกม้าทั้งสองตัวตื่นตระหนกผู้คนที่มายืนรุมล้อม กลัวว่าพวกมันจะสะบัดเด็กทั้งสองตกจากหลังม้า
ฮั่วหมิงจูกับฮั่วเจินจูขี่ลูกม้าเข้าไปในหมู่บ้าน ตามที่สหายทั้งหลายร้องขอ ถึงแม้จะอับอายที่มีผู้คนวิ่งตามหลัง แต่พวกนางก็ไม่สามารถปฏิเสธคำร้องขอของพวกเขาได้
ชาวบ้านธรรมดาเพียงแค่มีเกวียนวัวก็ถือว่าฐานะดีกว่าบ้านหลังอื่น นับประสาอันใดกับม้าที่มีราคาแพง
กว่าจะทำให้สหายทั้งหลายพึงพอใจ สองพี่น้องสกุลฮั่วขี่ม้าไปรอบหมู่บ้านถึงสอบรอบ
ฮั่วหนานอันวิ่งตามหลังบุตรสาวทั้งสองจนหมดแรง กลับมาถึงบ้านจึงทิ้งตัวลงนอนบนพื้นโดยไม่อายสายตาผู้ใด
“พวกเจ้ากลับไปได้แล้ว พรุ่งนี้ค่อยมาใหม่” ฮั่วหนานอันไล่เด็กเล็กและเล็กโตในหมู่บ้านที่มายืนมุงดูม้าตัวใหม่
“ท่านอาฮั่ว พวกข้าขอดูต่ออีกสักหน่อยไม่ได้หรือ ข้าอยากป้อนหญ้ามันด้วย” เด็กชายตัวน้อยผู้หนึ่งไม่อยากออกห่างลูกม้า หากได้ลองขี่คงดีไม่น้อย
“วันนี้ข้ามีแขก พวกเจ้าค่อยมาวันหลัง”
ฮั่วหนานอันไม่ยอมใจอ่อน เจ้าเด็กพวกนี้ทำให้เขาเหนื่อยจนเกือบหายใจไม่ทัน ไม่รู้ไปเอาเรี่ยวแรงจากที่ใดมาวิ่งตามหลังม้า แต่ละคนตัวผอมแห้งอย่างกับต้นหลิวกลับมีเรี่ยวแรงยิ่งกว่าม้าศึกเสียอีก