จอมเวทนักล่าแห่งเบลลาทอร์

    บทที่ 50 หน่วยเฉพาะกิจ

    ยามราตรีของเมืองหลวงยังคงคึกคักดังเดิม

    ผู้คนยังหลั่งไหลเข้าออกสถานบันเทิงไม่ขาดสาย โดยไม่มีใครล่วงรู้ว่า ภัยร้ายกำลังคืบคลานเข้ามาอย่างเงียบงัน

     

    ณ ห้องทำงานของผู้บัญชาการกองกำลังพิทักษ์เมือง

    ชายชราหกคนกระจายกันอยู่ภายใน บ้างนั่งที่โต๊ะรับแขก บ้างยืนถือแก้วเหล้าอยู่ใกล้หน้าต่าง

    หนึ่งในนั้น ชายชราผมขาวโพลน ยืนพิงริมหน้าต่าง สายตาเหม่อมองฟ้ายามค่ำด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ก่อนเอ่ยเสียงหนัก

    “พวกเจ้ายังจำลักษณะการเคลื่อนไหวของรอยเท้าแบบนั้นได้หรือไม่?”

     

    ทันทีที่ได้ยินคำถาม บรรยากาศในห้องพลันเงียบงัน สีหน้าทุกคนกลับกลายเป็นจริงจังในพริบตา

    แม้ผ่านมาเกินสี่สิบปี... แต่ไม่มีผู้ใดลืมมันได้

    “เจ้าพบมันที่ไหน?”

    เสียงของเอลดริก บรูคไชร์ ผู้บัญชาการกองกำลังพิทักษ์เมืองดังขึ้น

    “ในป่าลึก ห่างจากเมืองราวสิบกิโลเมตร พบร่องรอยการล่าสัตว์จำนวนมากด้วย”

    รอยตอบโดยที่สายตายังจับจ้องท้องฟ้ายามค่ำ

    “พวกมันกำลังเตรียมพิธีอัญเชิญปีศาจระดับสูงใช่หรือไม่?”

    จูเลียน ดาโรเวล จอมเวทอาวุโสในชุดคลุม สอบถามด้วยเสียงนิ่ง แม้เขาพอจะเดาได้อยู่แล้วก็ตาม

    “ข้าคิดว่าใช่”

    รอยตอบสั้น ๆ แต่น้ำเสียงหนักแน่น

    “ในกรณีนี้ เราควรจัดตั้งหน่วยพิเศษเพื่อกำจัดพวกมันโดยเร็ว”

    ธีโอดอร์ ราวินดาล แม่ทัพใหญ่ ร่างสูงใหญ่ ศีรษะล้าน กล่าวขึ้นเสียงเข้ม

    “แต่หากจะเสนอเรื่องนี้อย่างเป็นทางการ... พวกเจ้าคิดว่าเบื้องบนจะอนุมัติไหม?”

    “อาจต้องลองเสนอดูก่อน”

     

    ชายชราในชุดนักวิชาการ เจ้ากรมอาวุธและสิ่งประดิษฐ์ กล่าว

    “แต่หากพวกเขากังวลเรื่องการตื่นตระหนกของประชาชน เราอาจต้องเปลี่ยนชื่อหน่วยให้ดูคลุมเครือขึ้น เช่น ‘หน่วยเฉพาะกิจป้องกันภัยพิบัติ’ แล้วระบุภารกิจเป็นความลับ”

    “ไม่ว่าจะใช้ชื่อใด สุดท้ายก็ต้องแจ้งภารกิจแก่ผู้ร่วมปฏิบัติอยู่ดี”

    เอสมอนด์ โวลการ์ด เจ้ากรมสัตว์อสูร กล่าวเสริม

    “แต่ถ้าเป็นคำสั่งจากหน่วยงานโดยตรง ก็ง่ายกว่า ไม่ต้องขอความสมัครใจ”

     

    “คนของพวกเจ้าได้รับการฝึกปราบปีศาจไว้บ้างหรือไม่?”

    รอยถามตรง ๆ

    ทุกคนมองหน้ากัน ก่อนเอลดริกจะตอบ

    “ก่อนหน้านี้เรามีหลักสูตรฝึกปราบปีศาจเข้มข้น แต่สองทศวรรษที่ผ่านมา... ก็สอนเพียงเรื่องพื้นฐาน”

    “เพราะปีศาจไม่ปรากฏตัวมานาน เบื้องบนจึงให้ความสำคัญกับสัตว์อสูรมากกว่า”

    น้ำเสียงของเอลดริกแฝงความรู้สึกผิดชัดเจน การผ่อนปรนเป็นเวลายาวนาน ทำให้พวกเขาอ่อนแอโดยไม่รู้ตัว

    “แล้ว... อย่าบอกนะว่า งบประมาณสำหรับอาวุธปราบปีศาจก็ถูกตัดไปด้วย?”

    รอยหันไปถามคอนราด เจ้ากรมอาวุธ

    “ใช่ กว่าสิบปีแล้วที่เราเลิกผลิตอาวุธแบบนั้น ตอนนี้ที่เหลืออยู่ก็แต่อาวุธเก่าในคลังเท่านั้น”

    รอยถอนหายใจ มือกุมขมับอย่างไม่อาจปิดบังความกังวล

     

    เขาเข้าใจดี... หากเขาอยู่ในฐานะเดียวกัน เขาอาจตัดสินใจเช่นเดียวกันก็ได้

    ในเมื่อทรัพยากรมีจำกัด ทุกอย่างย่อมต้องจัดลำดับความสำคัญ

     

    “แปลว่า ตอนนี้มีเพียงพวกเทียร์สามขั้นกลางขึ้นไปเท่านั้น ที่ยังพอมีความรู้ในการต่อกรกับปีศาจใช่หรือไม่?”

    “ใช่ ส่วนใหญ่ก็เป็นระดับหัวหน้ากองร้อย”

    ธีโอดอร์ตอบ

    “จำนวนมีไม่มากนัก ถ้าเราจะดึงตัวพวกเขามาร่วม ก็อาจกระทบต่อโครงสร้างของกองทัพได้”

    “จากร่องรอยที่ข้าเห็น ทาสปีศาจแต่ละตัวน่าจะอยู่ระดับเทียร์สามขั้นกลางขึ้นไป...”

    “และเราไม่รู้ว่ามีพวกมันกี่ตัว หากส่งกำลังน้อยเกินไป มีแต่จะสูญเปล่า”

    รอยยังคงกล่าวเสียงหนัก

    “พวกเจ้าควรส่งเรื่องให้เบื้องบนทันที ยิ่งช้า พวกมันก็ยิ่งมีโอกาสอัญเชิญปีศาจได้สำเร็จ”

     

    เขานิ่งคิดไปชั่วครู่ ก่อนจะเอ่ยต่อ

    “แล้ว... พวกเจ้าเคยลองขอความร่วมมือจากกิลด์ใหญ่ ๆ ดูบ้างหรือ? อย่างน้อยพวกเขาก็มีคนมาก และฝีมือไม่ธรรมดา”

    เอลดริกถอนหายใจ ยิ้มบาง ๆ อย่างอ่อนแรง

    “เจ้าก็รู้ กิลด์เหล่านั้นทำงานแลกผลประโยชน์”

    “ถ้าเป็นภารกิจล่าสัตว์อสูร เรายังพอให้วัตถุดิบเป็นรางวัลได้... แต่ปีศาจ ไม่มีอะไรใช้ประโยชน์ได้เลย”

    “ส่วนเรื่องเงิน เราก็ไม่มีมากพอจะจ้างพวกเขาได้อย่างเป็นทางการ”

    รอยแค่นเสียง ก่อนพูดด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ

    “หลายปีมานี้ เขาทำอะไรอยู่? ทำไมไม่หาทางเพิ่มรายได้คลังแผ่นดิน”

    “ไม่แปลกใจเลยที่ปล่อยให้พวกซินเดรสเทรลเหิมเกริมถึงเพียงนี้!”

     

    ในที่สุด คอนราดก็เป็นฝ่ายเปิดปากขึ้นก่อน

    “ฝ่าบาทพยายามเพิ่มรายได้ตลอดนั่นล่ะ แต่รายได้หลักของเราก็มาจากการจัดเก็บภาษีเท่านั้นเอง หากจะขึ้นภาษีก็มีแต่จะกระทบชาวบ้าน เพราะแค่ตอนนี้ก็เรียกว่าสูงมากแล้ว”

    จอมเวทรอยพยักหน้าเบา ๆ ขณะครุ่นคิด ก่อนจะถามกลับ

    “แล้วเขายังไม่ยอมผูกขาดสินค้าจำเป็นบางอย่างหรือ? เช่น... เกลือ หรือเหมืองหินมานา?”

    คำถามนี้ทำให้บรรยากาศในห้องเงียบงันอีกครั้ง ไม่มีใครตอบ

     

    รอยเห็นปฏิกิริยาของทุกคนแล้วก็เข้าใจได้ทันที เขารู้จักเพื่อนเก่าของตนดี จักรพรรดิองค์ปัจจุบันไม่ใช่คนที่จะเปลี่ยนแปลงสิ่งใดง่าย ๆ หากสิ่งนั้นยังคงเป็นระบบที่สืบทอดมาตั้งแต่ยุคของจักรพรรดิองค์ก่อน เว้นเสียแต่ว่าจะมีเหตุการณ์ใหญ่ที่บีบบังคับให้เขาต้องเปลี่ยน

     

    “ช่างเรื่องนั้นก่อน”

    รอยเอ่ยเสียงขรึม

    “ตอนนี้สิ่งที่เราต้องเร่งทำคือจัดการปีศาจให้ได้ก่อน หากพวกนั้นไม่ยอมอนุมัติให้จัดตั้ง ‘หน่วยปราบปีศาจ’ โดยตรง ก็ขอเปลี่ยนเป็น ‘หน่วยเฉพาะกิจป้องกันภัยพิบัติ’ แทน”

    เขาเว้นจังหวะครู่หนึ่ง

    “ชื่ออาจเปลี่ยน แต่หน้าที่เหมือนเดิม ที่สำคัญคือจะสามารถระดมกำลังพลได้มากขึ้น อีกทั้งตอนนี้ก็มีหลักฐานว่ามีสัตว์ร้ายและสัตว์อสูรถูกล่าจำนวนมาก บางทีอาจจะมีสัตว์อสูรระดับสูงปรากฏตัว พวกเราจะใช้เหตุนี้เป็นเหตุผลในการเปิดภารกิจเร่งด่วนก็ยังได้”

     

    ธีโอดอร์หัวเราะขึ้นมาเสียงดัง

    “เยี่ยม! ตกลงตามนี้ ข้าจะทูลฝ่าบาทอย่างลับ และจะบอกว่าแนวคิดนี้มาจากเจ้า คาดว่าน่าจะผ่านโดยง่าย ฮ่าฮ่าฮ่า!”

    รอยปรายตามองเพื่อนด้วยแววเหนื่อยใจ

    “มีอะไรก็โยนให้ข้าตลอด ทำไมไม่มีใครกล้าพูดกับเขาตรง ๆ สักที? ตั้งแต่ตอนเรียนแล้ว กลัวอะไรกันนักหนา แค่รัชทายาทคนหนึ่ง…”

    “ใครจะบ้าดีเดือดเหมือนเจ้าได้ล่ะ”

    จูเลียนแทรกขึ้นหัวเราะ

    “แม้แต่อาจารย์ใหญ่ยังต้องปวดหัวกับเจ้าตั้งไม่รู้กี่ครั้ง เคยนับไหมว่าโดนลงโทษไปกี่หน?”

    “พูดถึงอาจารย์ใหญ่... เจ้าได้ไปพบเขาหรือยัง?”

    เขาถามต่อด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์

    “ไปมาแล้ว”

    รอยตอบสั้น ๆ

    “แล้วโดนหนักไหมล่ะ?”

    “นิดหน่อย”

    คอนราดรีบพูดแทรกขึ้น

    “เจ้ายอมบอกว่านิดหน่อย นั่นแปลว่า... ต้องทำคุณไถ่โทษอะไรสักอย่างแน่ ๆ ใช่ไหม?”

    รอยเพียงพยักหน้า ไม่ตอบคำถาม ก่อนจะหันไปทางเอสมอนด์

    “พรุ่งนี้ ข้าจะให้นายน้อยไปลงทะเบียนเป็นผู้ฝึกสัตว์ รบกวนเจ้าช่วยดูแลเขาให้หน่อย เขาอาจจะแตกต่างจากผู้ฝึกสัตว์ทั่วไป แต่ขอให้ดูที่ ‘ผลลัพธ์’ ก็พอ”

    เอสมอนด์พยักหน้าโดยไม่ลังเล เขาได้เห็นฝีมือเด็กหนุ่มผู้นั้นมาบ้างแล้ว

     

    ธีโอดอร์รีบเปลี่ยนเรื่อง

    “พวกเรามาคุยเรื่องทาสปีศาจต่อกันเถอะ”

    บรรยากาศกลับมาจริงจังอีกครั้ง เมื่อพวกเขาเริ่มปรึกษารายละเอียดของหน่วยเฉพาะกิจที่จะใช้ในการกวาดล้างลัทธิบูชาปีศาจอย่างเป็นรูปธรรม

     

     

    รุ่งเช้าวันถัดมา

    จอมเวทรอยแจ้งให้นายน้อยไปลงทะเบียนเป็นผู้ฝึกสัตว์ โดยเขาได้จัดการเตรียมเรื่องไว้ให้เรียบร้อยแล้ว ส่วนองครักษ์ทุกคนจะต้องเข้ารับการอบรมพิเศษเรื่องการรับมือกับปีศาจและทาสปีศาจ การฝึกหนักเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง

     

    มื้อเย็นวันนั้น องครักษ์ทุกคนแสดงอาการอ่อนเพลียอย่างเห็นได้ชัด จนนิโคลัสอดถามขึ้นไม่ได้

    “พวกท่านก็โดนฝึกหนักเหมือนกันหรือครับ?”

    ทุกคนทำได้เพียงพยักหน้า หมดแรงจะพูดตอบ...แต่มีเสียงหนึ่งดังแทน

    “หนักกว่าที่เจ้าคิดเยอะเลยนิค พวกเขาอยู่ระดับสูงกว่าเจ้ามาก การฝึกต้องโหดขึ้นตาม ห้องฝึกบางส่วนถึงกับร้าว ท่าทางต้องเสียเงินซ่อมอีกไม่น้อยเลย”

    เสียงนั้นเป็นของ ซิลฟี่ ซึ่งช่วงสองสามวันนี้เริ่มออกมาช่วงกลางวัน และพักในช่วงกลางคืนตามเวลาปกติ

    “ท่านตาจะให้พวกพี่เขาออกภารกิจด้วยหรือครับ?”

    นิโคลัสหันไปถามรอย

    “ใช่”

    ชายชราพยักหน้า สีหน้าเคร่งเครียด

    “ครั้งนี้อันตรายมาก ต้องเตรียมพร้อมให้ถึงที่สุด แต่เรายังไม่มีอุปกรณ์ที่ใช้ปราบปีศาจโดยเฉพาะ ไม่แน่ใจว่าทางนั้นจะหาเตรียมให้ทันหรือเปล่า”

    นิโคลัสขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนเอ่ย

    “อาวุธที่เรามี ใช้ต่อสู้ไม่ได้หรือครับ?”

    “ใช้ได้ แต่ถ้าเป็นอาวุธที่จารึกเวทศักดิ์สิทธิ์ไว้โดยเฉพาะ จะได้ผลดีกว่ามาก”

    “ท่านตา… มันอันตรายขนาดนั้นเลยหรือ?”

    รอยพยักหน้าช้า ๆ

    “ใช่ และนั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมข้าจึงต้องฝึกพวกเขาอย่างเข้มงวด”

    นิโคลัสนิ่งเงียบ เขารู้สึกอยากร่วมฝึกด้วย แต่ก็เข้าใจดีว่าตัวเองยังห่างชั้นเกินไป หากฝืนไปก็อาจกลายเป็นภาระแทน

     

    รอยนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยขึ้นช้า ๆ

    “เจ้าคงยังไปด้วยไม่ได้... แต่ว่า... ข้าอยากขอให้สหายของเจ้าช่วย พอจะเป็นไปได้หรือไม่?”

    พูดจบเขาก็เหลือบมองไปยัง ซิลฟี่ ที่กำลังเล่นกับอีริน

    นิโคลัสเข้าใจได้ทันที และคงไม่ได้หมายถึงแค่ซิลฟี่ตัวเดียว แต่รวมถึงพวกของมันที่ติดตามมาจากในป่า

    “ข้าต้องขออนุญาตพวกมันก่อน แต่ถ้าจะให้ช่วย พวกท่านต้องมีของตอบแทน อย่างซิลฟี่... ถ้าเป็นไปได้ ขอเป็น ‘แกนพลังของวิหค’ เป็นเพียงระดับกึ่งเวทก็พอ ส่วนตัวอื่น ๆ ขอเพียงเนื้อสัตว์กึ่งเวทก็เพียงพอแล้ว ไม่ทราบว่าเป็นไปได้ไหมครับ?”

    “เรื่องแค่นี้... ข้ารับปากได้ ช่วยพูดกับพวกมันให้หน่อยเถอะ”

     

    นิโคลัสหันไปสื่อสารกับซิลฟี่ทางจิต

    ‘ซิลฟี่ พวกพี่เขาจะต้องออกปฏิบัติภารกิจในป่า แต่ข้าไปด้วยไม่ได้ เพราะมันอันตรายเกินไป... เจ้าพอจะนำเพื่อน ๆ ออกไปช่วยได้ไหม? หน้าที่คือคอยลาดตระเวนและส่งข่าวเหมือนเดิม ข้าบอกไว้แล้วว่าจะให้เขาหา แกนพลังของวิหค มาให้เจ้า แม้อาจได้แค่ระดับกึ่งเวท ส่วนตัวอื่น ๆ จะได้เนื้อสัตว์กึ่งเวทเป็นรางวัล เจ้าคิดว่าไง?’

    ‘ข้าไม่มีปัญหา แต่ต้องคุยกับตัวอื่นก่อนนะ’

    ‘รบกวนเจ้าด้วย’

    ไม่นานนัก นิโคลัสก็หันไปแจ้งกับชายชรา

    “ท่านตา ซิลฟี่ยินดีจะไปด้วย แต่ต้องขอเวลาให้มันไปคุยกับตัวอื่น ๆ ก่อน ยังไม่แน่ว่าจะได้มากี่ตัวครับ”

    “อย่างเร็วที่สุด อีกสองวันเราจะออกเดินทาง เจ้าเตรียมทีมไว้ และช่วยฝึกสอนการลาดตระเวนให้พวกมันด้วย”

    “ขอรับ”

     

    วันต่อมา เหล่าองครักษ์ต้องเข้ารับการฝึกหนักกับจอมเวทรอยเพื่อเตรียมรับมือปีศาจ ขณะที่นิโคลัสเริ่มทำหน้าที่ ผู้ฝึกสัตว์ อย่างเต็มตัว

    เขายืนอยู่หน้ากลุ่มนกหลากสีหลากขนาดที่ยืนเรียงรายบนราวไม้กว่า 20 ตัว

    “ซิลฟี่ ข้าขอมอบตำแหน่งหัวหน้าหน่วยให้เจ้า เน้นที่ความปลอดภัยของตัวเองและพวกพ้อง อย่าเข้าใกล้จุดต้องสงสัยเด็ดขาด”

    เขากวาดตามองฝูงนกทั้งหมด

    “ตอนนี้พวกเจ้ามีพลังมากกว่าสัตว์ทั่วไปแล้ว หากเข้าไปใกล้มากเกินไป อาจถูกพวกนั้นจับสังเกตได้ง่าย”

    ฝูงนกพยักหน้าแสดงความเข้าใจ ขนสีสันสะบัดพร้อมเพรียงกันอย่างมีระเบียบ

    “ซิลฟี่ เจ้ามีหน้าที่สื่อสารกับพวกพี่ ๆ โดยตรง อย่าทิ้งหน่วย ห้ามบินห่างไปไกล และในช่วงต่อสู้ พวกเจ้าต้องถอยห่างทันที อย่าเข้าใกล้สนามรบ”

    ซิลฟี่เอียงคอพยักหน้า แววตาจริงจัง

    ตอนนี้มันอยู่ในระดับเทียร์สอง เป็นสัตว์กึ่งเวทขั้นต้นใกล้สมบูรณ์ ความเร็วและประสาทรับรู้สูงกว่าสัตว์ปกติอย่างมาก มีโอกาสน้อยมากที่จะถูกสัตว์ทั่วไปทำร้ายได้ หากเจอผู้ล่าระดับเทียร์สาม มันก็เพียงแค่บินหนีเท่านั้น

     

     

    ยามเย็น เจ้าหน้าที่จากหน่วยพิทักษ์เมืองมาส่งจดหมายด่วนให้จอมเวทรอยเมื่ออ่านจบ เขาเรียกทุกคนมาประชุมทันที

    “พรุ่งนี้เราจะออกเดินทาง เป็นหนึ่งในสิบหน่วยที่รับภารกิจครั้งนี้ อารินกับเจคอบจะไปกับเรา ส่วนอีรินอยู่ดูแลนายน้อย ทำให้เขาสร้างวงแหวนแรกให้เสร็จทันก่อนเปิดเรียน”

    “รับทราบ ท่านพ่อ”

    “เตรียมตัวให้พร้อม พรุ่งนี้หลังอาหารเช้า เราจะออกเดินทาง”

    คำสั่งถูกประกาศเสียงชัด ทุกคนรีบแยกย้าย บางคนเผยรอยยิ้มบาง ๆ ราวกับคันไม้คันมือมานาน ได้เวลาออกแรงเสียที

     

    หลังอาหารเย็น เมื่อกลับถึงห้องพัก นิโคลัสเริ่มฝึกตำรา สรรพสัตว์ ทันที เพื่อเสริมพลังให้พวกพ้องที่ร่วมเดินทาง จนกระทั่งยามดึก

    “พวกเจ้าต่างเคยอยู่ในป่ามาก่อน ย่อมคุ้นชินกับชีวิตในธรรมชาติ ครั้งนี้ข้าจึงขอแค่พวกเจ้าช่วย ส่วนพวกในเมืองจะยังไม่ขอใช้ ระวังตัวกันให้ดีนะ ถ้ามีใครบาดเจ็บ ให้ไปหาอังเดร ข้าบอกเขาไว้แล้ว”

    “รับทราบ นิค”

    ชายหนุ่มพึมพำเบา ๆ ขณะปิดตำรา

    “แต่ข้าสงสัย ทำไมถึงไม่พบร่องรอยพวกมันในเมืองเลย ทั้งที่เราตรวจตรากันหนักขึ้นแล้ว... หรือมีที่ไหนที่เรายังเข้าไม่ถึง?”

    “เจ้าไม่รู้หรือ?”

    ซิลฟี่แทรกขึ้นเสียงเบา

    “บางสถานที่มีข่ายเวทครอบคลุม ไม่ใช่แค่คนหรือเวทเท่านั้นที่เข้าไม่ได้ แม้แต่สัตว์ก็ไม่อาจเข้าไป”

    “ข้ารู้ว่ามีข่ายเวท แต่ไม่คิดว่าจะกันแม้แต่สัตว์ธรรมดาอย่างพวกเจ้า...”

    “ถ้าเป็นข่ายเวทธรรมดา พวกข้าเข้าได้อยู่แล้ว เพราะมันเน้นตรวจจับเวทมนตร์กับมนุษย์ แต่ข่ายเวทระดับสูงที่เป็นเหมือนโดมปิดกั้นทุกสิ่ง พวกข้าเข้าไม่ได้ เช่น... พระราชวังไง เจ้าลืมหรือเปล่า?”

     

    นิโคลัสนิ่งไป ก่อนพึมพำช้า ๆ

    “ข่ายเวทแบบนั้นต้องใช้ต้นทุนมหาศาล ใครกันจะมีปัญญากางมันได้... เว้นเสียแต่...”

    เขาชะงักครู่หนึ่ง ก่อนตาวาวขึ้น

    “...เว้นแต่จะเป็นคนที่ทั้งร่ำรวยมาก และมีความลับต้องปกปิด”

    เขาหันขวับไปสบตาซิลฟี่

    “เจ้าระบุสถานที่ได้ไหม?”

    “บอกลักษณะได้ แต่ชื่อสถานที่... ข้ายังอ่านไม่ออก เจ้าน่าจะรู้อยู่แล้วนี่นา”

    “จริงสินะ... งั้นไว้เจ้ากลับมา ข้าจะเริ่มสอนหนังสือให้ ตอนนี้ช่วยบอกรายละเอียดเท่าที่ทำได้ก่อน”

    หนึ่งชั่วโมงถัดมา ซิลฟี่ถ่ายทอดข้อมูลจากความจำ ส่วนชายหนุ่มนั่งร่างแผนผังตามคำบอก เพื่อส่งต่อให้สัตว์ฝึกในเมืองใช้ตรวจตราพื้นที่ต้องสงสัยเพิ่มเติม

     

    รุ่งเช้า หน้าโรงแรมสโตนบริดจ์

    เขี้ยวอัสดงทั้งสิบสามคนขึ้นม้าเรียงแถวอย่างพร้อมเพรียง นกสีน้ำตาลหางยาวเกาะอยู่บนกิ่งไม้ใกล้เคียง ขณะที่ตัวอื่น ๆ ถูกบรรจุในถุงสัตว์เลี้ยง

    ธงกิลด์เขี้ยวอัสดง สัญลักษณ์ใบหน้าหมาป่าเขี้ยวโลหิต ทาบทับภาพอาทิตย์ลับฟ้าและจันทร์เสี้ยว ผูกไว้บนอานม้าของบอริส

    “ขอให้เทพคุ้มครองพวกท่านทุกคน ขอให้ปลอดภัย”

    นิโคลัสกล่าวอวยพรเสียงหนักแน่น

    “ส่วนเจ้า...”

    จอมเวทรอยพูดขึ้น

    “เร่งสร้างวงแหวนให้ได้ อย่ามัวแต่ห่วงเรื่องอื่น ความแข็งแกร่งคือสิ่งสำคัญที่สุด แม้เจ้าจะสร้างสิ่งประดิษฐ์ได้มากมาย แต่มันปกป้องเจ้าไม่ได้หากตัวเจ้าเองยังอ่อนแอ”

    “ขอรับ!”

    ทุกคนเคลื่อนขบวนออกจากโรงแรม เหลือเพียงอีรินกับนายน้อย

    “นายน้อย เราไปฝึกกันต่อไหม?”

    “ตกลง”

     

    การต่อสู้ครั้งใหม่ของเขี้ยวอัสดงใกล้เข้ามาทุกขณะ ขณะที่นายน้อยหนุ่มเอง ก็ต้องเตรียมตัวเข้าเรียนในสถาบันวาลเดียลาในอีกสิบกว่าวันข้างหน้า

    เส้นทางใหม่ของพวกเขา... ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว

    คล้ายกับเรื่องจอมเวทนักล่าแห่งเบลลาทอร์ ที่คุณอ่าน