ตอนที่ 105:สอนเยว่เยว่
เมื่อสังเกตว่าสีหน้าของหลิวจือเซียเปลี่ยนไปเยว่เยว่จึงคิดว่าพ่อเริ่มโกรธเธอแล้ว
ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาโกรธกัน
“แต่ว่านิทานเรื่องนี้ยาวมาก ! ” หลิวจือเซียส่ายหน้า“พ่อกลัวว่าเล่านิทานให้หนูฟังแล้ว หนูจะไม่อยากไปโรงเรียน”
“ไม่ ไม่ ! ” เยว่เยว่ส่ายศีรษะเล็ก ๆ แล้วทำท่าอ้อนวอน“เยว่เยว่ขอฟังไปก่อนที่จะถึงเวลาไปโรงเรียน... ไม่ ๆๆฟังถึงตอนที่ทานอาหารเช้าหมดได้ไหมคะ ? ”
“ได้ คราวนี้พ่อรับปากหนู และจะเล่าให้หนูฟังจนถึงตอนนั้น”
หลิวจือเซียนิ่งเงียบไปสักครู่ สุดท้ายก็ตัดสินสอนเด็กน้อย“แต่แค่ครั้งนี้ครั้งเดียว ไม่มีครั้งหน้า ! อีกอย่าง ต่อไปห้ามทำแบบนี้กับพ่ออีกไม่ทำอะไรให้ก็โกรธ ไม่ยอมกินข้าว เขวี้ยงจานชาม ตะเกียบแบบนี้ไม่มีน่ารักเลยไม่มีความเคารพคนอื่น เข้าใจไหม ? ”
เยว่เยว่พยักหน้าอย่างน้อยใจเธอไม่เคยเห็นคุณพ่อเป็นแบบนี้มาก่อน
ทว่าเด็กน้อยรู้เรื่อง เธอรู้ว่าครั้งนี้เธอทำผิดจริง ๆ
“เอาล่ะ หยุดร้องไห้ได้แล้ว ๆ ”หลิวจือเซียมองเด็กน้อยด้วยความปวดใจ ทว่าต้องใจแข็ง เขาเอ่ยว่า“ชีวิตคนเราจะต้องมีเรื่องที่ไม่สมปรารถนาไม่ใช่ทุกเรื่องจะเป็นไปดั่งที่ใจหนูต้องการ ต่อไปห้ามทำแบบนี้แล้วก็ห้ามทำกับคนอื่นแบบนี้ด้วย เข้าใจไหม ? ”
“ค่ะ เยว่เยว่เข้าใจแล้วค่ะ ! ”
บางทีประโยคที่พูดอาจจะยากไปหน่อยสำหรับเยว่เยว่แต่อย่างน้อยจิตสำนึกเธอก็เข้าใจแล้วว่าบางเรื่องทำได้ บางเรื่องทำไม่ได้
“เอาล่ะ หนูกินข้าวได้แล้ว พ่อจะเล่านิทานให้ฟัง”เมื่อเห็นเยว่เยว่พยักหน้า หลิวจือเซียลุกขึ้นหยิบตะเกียบใส่ไว้ในมือเด็กน้อยและเริ่มเล่านิทาน
“นิทานเล่าว่ากาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว โลกใบนี้ไม่ได้เป็นแบบนี้ แต่แบ่งออกเป็นสี่ทวีปมีโคยานทวีป ชมพูทวีป อุตตรกุรุทวีป และปุพวิเทหทวีป สี่ทวีปใหญ่ ๆ ”
“ในปุพวิเทหทวีปมีประเทศเล็ก ๆประเทศหนึ่งชื่อว่าประเทศเอ้าหลายในประเทศเอ้าหลายมีภูเขาลูกหนึ่งชื่อว่าภูเขาฮัวกั่วซานภูเขาแห่งนั้นมีหินที่ได้ดูดไอของสุริยันจันทราเป็นเวลาหลายพันปี วันหนึ่งทันใดนั้นหินก้อนนั้นก็แตกออก และได้ให้กำเนิดลิงหินตัวหนึ่งขึ้นมา”
“เมื่อลิงหินถือกำเนิดได้คารวะทั้งสี่ทิศและมีลำแสงสีทองส่องไปยังสวรรค์ชั้นดาวดึงห์”
“ลิงหินตัวนี้ใช้ชีวิตไปเรื่อย ๆเมื่อกระหายก็ดื่มน้ำจากกลางลำธารบนภูเขา พอหิวก็กินผลไม้ในภูเขาเล่นสนุกกับเหล่าสัตว์ภายในภูเขาทั้งวัน...”
ถูกต้อง เรื่องที่หลิวจือเซียเล่าให้เยว่เยว่ฟังก็คือเรื่องไซอิ๋วแม้ว่าจะมีหนังสือที่มีชื่อเสียงสี่เล่มในโลกแห่งนี้แต่ถึงอย่างไรมันก็ไม่ใช่หนังสือที่เหมือนกับโลกก่อนของหลิวจือเซีย
เรื่องที่หลิวจือเซียเล่าให้เยว่เยว่ฟังเป็นฉบับที่กระชับเข้าใจง่าย มิฉะนั้นเยว่เยว่อาจฟังไม่เข้าใจ
แน่นอนว่า สอดคล้องกับแนวคิดดั้งเดิมของการประเมินค่าลิขสิทธิ์หลิวจือเซียได้นำเรื่องไซอิ๋วทั้งหมดเขียนออกมาแล้วจดทะเบียนลิขสิทธิ์ผ่านทางเว็บไซต์ของสมาคมลิขสิทธิ์
นิยายเรื่องไซอิ๋วโด่งดังมากผู้คนมากมายต่างนำบทบาทในเรื่องไซอิ๋วมาดัดแปลงจนเกิดความนิยมเป็นเวลาหลายสิบปี
นิทานจีนลัทธิเทพและมารแสนโรแมนติกที่ยอดเยี่ยมเช่นนี้มีเหตุผลใดที่หลิวจือเซียจะไม่นำออกมาใช้เพื่อตัวเองล่ะ ?
เยว่เยว่ฟังอย่างดื่มด่ำเธอจมดิ่งไปกับโลกเทพและมารที่หลิวจือเซียสร้างขึ้นมา
“อาจารย์ผู่ถีสอนคาถาความเป็นอมตะให้ซุนหงอคงก็ฟังอย่างเคารพและตั้งใจจนในที่สุดอาจารย์ผู่ถีก็ไม่มีอะไรจะสอนให้กับซุนหงอคงอีกแล้วเขาจึงได้ลาอาจารย์กลับไปยังเขาฮัวกั๋วซาน”
เมื่อเล่าถึงตรงนี้ เวลาผ่านไป 20 นาทีแล้วหลิวจือเซียหยุดเล่าแล้วมองเยว่เยว่ เขาเอ่ยว่า “เอาล่ะ เล่าถึงตรงนี้แล้วกันรอให้ถึงเวลานอนของหนู พ่อค่อยเล่าให้หนูฟังใหม่”
“คุณพ่อ อาจารย์ผู่ถีเก่งกาจมากใช่ไหมคะ ? ”เยว่เยว่ทานข้าวเช้าเสร็จ เธอกระพริบตามองหลิวจือเซียอย่างรอคอย
“เก่งกาจมาก ! ” หลิวจือเซียอุ้มเยว่เยว่เดินมาถึงประตูมือด้านหนึ่งก็ล็อกประตูแล้วเอ่ยว่า “อาจารย์ผู่ถีเป็นหนึ่งในคนที่เก่งกาจที่สุดในโลกทั้งเหาะเหินเดินอากาศ เก็บดวงดาวคว้าดวงจันทร์ พลิกภูเขาคว่ำทะเล ทำได้ทุกสิ่ง !”
“ว้าว บินได้ด้วย ! ” ดวงตาของเยว่เยว่เป็นประกายขึ้นมา“อิจฉาจัง”
เมื่อเห็นท่าทางตื่นเต้นของเยว่เยว่หลิวจือเซียยิ้มและถามขึ้นว่า “เยว่เยว่อยากบินไหม ? ”
“อยากค่ะ ! ” หัวเล็ก ๆ ของเยว่เยว่พยักหน้ารัว ๆ“เยว่เยว่อยากบิน แบบนี้จะได้บินไปหาคุณตาดวงอาทิตย์ คุยเล่นเป็นเพื่อนเขาแก้เบื่อ! ”
“ทำไมถึงอยากไปคุยเล่นกับคุณตาดวงอาทิตย์ล่ะ ? ”
เมื่อล็อกประตูแล้ว ทั้งสองคนก็เดินเข้าไปในลิฟท์
เยว่เยว่เอ่ยอย่างจริงจัง“พี่สาวดวงจันทร์ในตอนกลางคืนยังมีดวงดาวน้อยอยู่เป็นเพื่อนแต่คุณตาดวงอาทิตย์อยู่ตัวคนเดียวบนฟ้าทุกวัน น่าสงสารแค่ไหน ? หากหนูอยู่คนเดียวต้องไม่มีความสุขแน่นอน ต้องรู้สึกเหงาเดียวดายมากแน่ ๆ ”
ความคิดของเด็กน้อยไร้เดียงสามากเธอคิดแค่ว่าอยากให้ดวงอาทิตย์มีคนอยู่เป็นเพื่อนแต่กลับไม่เคยคิดมาก่อนว่าตัวเองอาจถูกอุณหภูมิของดวงอาทิตย์เผาจนไหม้เกรียมและสิ้นลมหายใจไปเลยก็ได้
เวลานี้ ทั้งสองคนมาถึงโรงรถชั้นใต้ดินแล้ว
หลิวจือเซียไม่พูดอะไรและอุ้มเยว่เยว่วางไว้บนคอตัวเองสองมือประคองแขนเล็กเรียวของเยว่เยว่เอาไว้ วิ่งไปมาในลานจอดรถใต้ดินที่กว้างขวางขณะเดียวกันปากก็ยังร้องตะโกน “บินแล้ว บินขึ้นไปแล้ว เยว่เยว่บินไปบนฟ้าแล้ว...”
นี่คือความทรงจำที่ลึกที่สุดที่ฝังอยู่ในหัวใจของหลิวจือเซียตอนเขายังเด็ก พ่อของเขาก็ทำเช่นนี้ พาเขาวิ่งไปตามทุ่งกว้างและถนนที่ทอดยาว
ตอนนั้นลมในทุ่งนาพัดผ่านใบหน้าความสุขและความอบอุ่นนั้นซ่อนอยู่ในส่วนลึกของหัวใจเขาเสมอมา
“คิก ๆ...”
เยว่เยว่หัวเราะด้วยความดีใจดวงตาชุ่มน้ำทั้งสองข้างหรี่ลงกลายเป็นเส้นรอยแยก “คิก ๆ คุณพ่อวิ่งเร็วมากเยว่เยว่บินแล้ว คิก ๆ...”
เสียงลมหวีดหวิวพัดในหูของทั้งสองคนไม่ว่าจะเป็นหลิวจือเซียหรือว่าเยว่เยว่ ต่างก็มีความสุขมากนี่จะเป็นความลับของพวกเขาสองคนพ่อลูกเท่านั้น
เยว่เยว่อาจยังสัมผัสถึงความอบอุ่นเหล่านี้ไม่ได้ในตอนนี้ แต่หลังจากนี้รอจนเธอมีลูก เธอจะต้องนึกถึงมันอย่างแน่นอน
…………………
เมื่อส่งเยว่เยว่ถึงโรงเรียนอนุบาลทานตะวันแล้วหลิวจือเซียขับรถตรงไปยังบริษัท
เมื่อแวะดูเซียเยว่สตูดิโอที่กำลังดำเนินการเก็บรายละเอียดในชั้นล่างแล้วหลิวจือเซียที่กําลังจะไปที่ออฟฟิศชั้นบนก็ถูกหลางเวิ่นซิงโทรศัพท์เรียกไปพบที่ห้องทำงานผู้บริหาร
“พี่ซิง ผมเพิ่งจะมาถึงบริษัทพี่รีบร้อนเรียกผมมาแบบนี้เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า ? ”
หลิวจือเซียนั่งลงบนโซฟาในห้องทำงานผู้บริหาร “อย่าบอกนะว่าหลักฐานเอาผิดหานจวิ้นชิงครบถ้วนแล้วคิดจะตัดสินยังไงก็เป็นเรื่องของพี่เลย ผมไม่อยากยุ่ง”
“นายนี่จริง ๆ เลย ! ” สีหน้าของหลางเวิ่นซิงไม่ค่อยดูดีนักเขาทิ้งจดหมายฉบับหนึ่งไว้บนโต๊ะ “ดูเอาเองเถอะ”
“จดหมายลาออก” เมื่อเหลือบมองจดหมาย หลิวจือเซียนิ่งไปสักพักจากนั้นก็เปิดจดหมายอ่าน
ผ่านไปชั่วครู่ หลิวจือเซียเอ่ยว่า “หานจวิ้นชิงทำงานเด็ดขาด ตัดสินใจได้เร็วขนาดนี้เชียว”
“จือเซีย นายมีความเห็นว่ายังไง ? ”
หลางเวิ่นซิงวางมือไว้ใต้คาง เขาลังเลสักพักและเอ่ยว่า“เห็นแก่หน้าของฉัน ปล่อยผ่านเรื่องนี้ไปได้ไหม ?ไม่ว่ายังไงเหล่าหานก็ทำงานกับบริษัทฉันมานานหลายปี มีผลงานอยู่บ้างฉันไม่อาจทนเห็นเขาออกจากบริษัทไปแล้ว ยังจะต้องไปรับผิดชอบตามกฎหมายอีก”
ต่อให้หลางเวิ่นซิงจะไม่จัดการหานจวิ้นชิงอย่างไรก็ตาม นั่นก็เป็นเพราะความขัดแย้งภายในของบริษัท หลายปีมานี้หานจวิ้นชิงสร้างผลงานเพลงให้บริษัท อบรมสั่งสอนเด็กมาก็ไม่น้อย หานจวิ้นชิงไร้ความเมตตาได้ แต่หลางเวิ่นซิงไม่อาจไร้คุณธรรมได้
“ก็เอาตามนั้นเถอะ” หลิวจือเซียยักไหล่แล้วเอ่ยว่า“ถึงยังไงผมก็ไม่ได้เสียหายอะไรอยู่แล้ว เหล่าหานเองก็ไม่ง่ายเลยต่อไปนี้คงอยู่ในวงการบันเทิงต่อไปไม่ได้อีกปล่อยให้เขาไปใช้ชีวิตในวัยเกษียณเถอะ”
“ขอบใจนายนะ จือเซีย”หลางเวิ่นซิงกล่าวของคุณหลิวจือเซียอย่างจริงใจ “จริงด้วย ยังมีอีกเรื่องจางเหวินเทา นายยังจำได้ใช่ไหม ? ”
“ผู้อำนวยการเพนกวินมิวสิค” หลิวจือเซียพยักหน้า “ทำไมหรือครับ? ”
“วันนี้เขากลับมาอีกแล้ว” หลางเวิ่นซิงหัวเราะ“ดูเหมือนว่าคราวนี้เขาต้องการเซ็นสัญญากับนายในฐานะนักร้องชั้นนำ นายจะ...”
“กริ๊ง ๆ ! ”
เวลานี้เอง โทรศัพท์ที่วางอยู่ของหลางเวิ่นซิงก็พลันดังขึ้น
หลางเวิ่นซิงชะงักไป จากนั้นก็กดปุ่มเปิดลำโพง
“ท่านประธาน ผู้อำนวยการเพนกวินมิวสิค จางเหวินเทา มาแล้วค่ะคุณต้องการพบเขาไหมคะ ? ”
“เชิญเขาไปที่ห้องรับแขก”หลางเวิ่นซิงพูดเพียงประโยคเดียวแล้วว่างโทรศัพท์ “พูดถึงโจโฉ โจโฉก็มา ไปเถอะไปพบเขาด้วยกัน”
ยังคงเป็นห้องรับแขกห้องเดิมเมื่อหลิวจือเซียและหลางเวิ่นซิงเข้ามา จางเหวินเทาก็นั่งรออยู่ก่อนแล้ว
“ประธานหลาง คุณหลิว พบกันอีกแล้วนะครับ”เมื่อเห็นหลิวจือเซียเข้ามาแล้ว จางเหวินเทายิ้มทักทาย
หลางเวิ่นซิงจับมือกับจางเหวินเทา เอ่ยว่า “ผู้อำนวยการจางสวัสดีครับ”
หลิวจือเซียไม่ได้จับมือกับจางเหวินเทาเพียงแค่พยักหน้าเล็กน้อย
จางเหวินเทาดึงมือกลับอย่างไม่ประทับใจ จากนั้นก็เอ่ยต่อไปว่า“ประธานหลาง คุณหลิว หลังจากที่ผมกลับไปได้ขอคำแนะนำจากที่ประชุมแล้ว ที่ประชุมตกลงกับข้อเสนอการแบ่งสัดส่วนของพวกคุณคุณดูสิครับ ผมร่างข้อตกลงทั้งหมดเอาไว้แล้ว”
หลังจากพูดจบจางเหวินเทาก็หยิบสัญญาฉบับหนึ่งออกมาจากกระเป๋าพกส่งให้กับหลางเวิ่นซิง
หลางเวิ่นซิงรับเอกสารมาอ่านและกำลังจะส่งให้กับหลิวจือเซีย
เวลานี้เอง หลิวจือเซียส่ายหน้าเอ่ยว่า“เอกสารนี้ไม่ต้องดูหรอกครับ ผู้อำนวยการจางผมตอบรับคำเชิญของประธานหลินที่แพนด้ามิวสิคไปแล้วครั้งนี้ทำให้ผู้อำนวยการจางมาเสียเที่ยวแล้ว ขอโทษด้วยจริง ๆ ครับ”
“แพนด้ามิวสิค ? ” จางเหวินเทาชะงักไปรอยยิ้มบนใบหน้าหายไปอย่างรวดเร็ว “คุณหลิว คุณต้องรู้ว่าแพนด้ามิวสิคไม่มีทางเทียบกับเพนกวินมิวสิคของพวกเราได้พวกเรามีกลุ่มการเข้าชมขนาดใหญ่แพนด้ามิวสิคก็แค่แพลตฟอร์มดนตรีที่สร้างใหม่เท่านั้น จะมีสมาชิกเท่าไหร่กันเชียว? ”
หลิวจือเซียตอบกลับ“แพนด้ามิวสิคแม้จะบอกว่าเป็นแพลตฟอร์มดนตรีเปิดใหม่แต่มันเกิดจากการควบรวมกิจการของสามแพลตฟอร์มดนตรีจำนวนเข้าชมคงไม่น้อยกว่าเพนกวินมิวสิคใช่ไหมครับ ? ”
“คุณหลิว พูดแบบนี้ก็ไม่ถูก”
น้ำเสียงของจางเหวินเทาเปลี่ยนไปทันที “แพลตฟอร์มใหม่หมายถึงการเริ่มต้นใหม่จำนวนบัญชีผู้ใช้ของสามแพลตฟอร์มดนตรีก่อนหน้านี้ไม่อาจย้ายมาที่แพนด้ามิวสิคได้เอาเถอะ แม้ว่าฐานผู้ใช้งานของแพลตฟอร์มจะยังอยู่แล้วคิดว่าพวกเขาจะต้องตามไปฟังเพลงของคุณที่นั่นไหมครับ ? ”