พิชิตประตูมิติด้วยอาคม

    ตอนที่ 31: กองทัพทะลวงมิติ และศาสตราวุธผสานยันต์

    ตอนที่ 31: ม่านมิติแห่งความหวัง และการยึดหัวหาดระลอกแรก


    วิ้งงงงงงงงงงง... ติ๊ด... ติ๊ด...


    ภายในห้องควบคุมหลักชั้น 10 ของสถาบันวิจัยวิศวกรรมมิติ คลื่นพลังงานสีส้มทองจากแกนคริสตัลมานาขนาดยักษ์ยังคงส่งกระแสไฟแล่นผ่านสายเคเบิลชีวภาพขึ้นสู่งยอดจานดาวเทียม Aether Transmitter อย่างต่อเนื่องและหนักแน่น ทว่าที่บริเวณลานปูนกว้างเบื้องล่าง ห่างจากประตูทางเข้าหลักของตัวอาคารสถาบันไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้สี่สิบเมตร ปรากฏการณ์ทางฟิสิกส์มิติคู่ขนานที่ทรงพลังที่สุดในรอบห้าปีก็ได้เปิดฉากขึ้น


    ม่านอากาศสีม่วงอมดำที่เคยข้นคลักไปด้วยสารพิษอนูมานาจิตประสาท พลันแตกตัวออกเป็นรอยร้าวโปร่งแสง รอยร้าวเหล่านั้นหมุนวน ดึงดูด และควบแน่นเข้าหากันจนกลายเป็น 'วงล้อพลังงานวงกลมตั้งตรง' ขนาดยอดสูงสองเมตรห้าสิบเซนติเมตร กว้างสองเมตรพอดี


    พื้นผิวภายในวงล้อนั้นไม่ได้ว่างเปล่า แต่สั่นระริกและไหลเวียนด้วยมวลพลังงานสสารมืดผสานควอนตัม ซึ่งดูคล้ายกับผิวน้ำทะเลสีฟ้าครามอมทองที่ถูกยกขึ้นมาตั้งฉากกับพื้นปูน!


    ซ่า... ฟิ้วมมมมมมม!


    ไอความเย็นจัดระดับติดลบสิบองศาเซลเซียสลอยพวยพุ่งออกมาจากม่านน้ำมิติ ผสมผสานเข้ากับกลิ่นโอโซนสดชื่น กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อเกรดทางการแพทย์ และกลิ่นเขม่าควันปืนจากโลกมนุษย์ แรงดันอากาศที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงระหว่างสองมิติ ส่งผลให้เกิดสายลมหมุนวนขนาดเล็กเป่าปะทะเศษหินโลหะและคราบเลือดแห้งกรังบนพื้นปูนจนส่งเสียง ครืด... ครืด...


    น้ำมนต์ในสภาพเสื้อยืดขาดวิ่นและโมนาในชุดวอร์มฮู้ดเปรอะคราบกรด เดินก้าวออกมาจากประตูทางเข้าหลักของสถาบันวิจัย ทั้งคู่หยุดเท้าลงที่ขอบบันไดคอนกรีต นัยน์ตาจับจ้องไปที่ม่านน้ำมิติเสถียร (Quantum Water-Membrane) นั้นด้วยความระทึกใจ


    "นั่นคือ... ประตูมิติใช่ไหมน้ำมนต์?" โมนาเอ่ยถามเสียงเบา สองมือที่สวมถุงมือนาโนเกร็งแน่น ลมหายใจอุ่นๆ ของเธอทอดตัวเป็นละอองขาวในอากาศเย็น


    "ใช่ครับโมนา..." น้ำมนต์ตอบพลางปรับระดับลมหายใจอานาปานัสสติ รอยสักยันต์เกราะเพชรบนอกที่เคยมีรอยไหม้สีดำ เริ่มส่งเสียงตอบรับ เปรี๊ยะ! เป็นจังหวะเบาๆ "ผมสัมผัสได้ถึงกระแสจิตและพลังชีวิตของคนจำนวนมาก... คนฝั่งโลกมนุษย์กำลังจะก้าวผ่านม่านน้ำนั่นเข้ามาแล้ว"


    "ระบบเซ็นเซอร์ประมวลผลจับคลื่นความถี่เสถียรได้เก้าสิบแปดจุดเจ็ดเปอร์เซ็นต์ครับเจ้าโฮสต์!" เสียงเอเต้ดังกังวานขึ้น ดวงกลมแสงสีฟ้าลอยต่ำลงมาลอยขนานอยู่ข้างไหล่ขวาของน้ำมนต์ "คลื่นไมโครมานาสีทองจากจานดาวเทียมบนชั้นสิบ ทำหน้าที่เหมือนเสาเข็มทางฟิสิกส์ ตอกตรึงช่องว่างมิติขนาดสองตารางเมตรนี้ให้อยู่นิ่ง! แต่น้ำในช่องนี้สั่นไหวตลอดเวลา... หมายความว่าเราไม่สามารถทำวิทยุสื่อสารแบบเต็มรูปแบบผ่านช่องนี้ได้ นอกจากการส่งตัวมนุษย์และวัตถุผ่านม่านน้ำโดยตรง!"


    วิ้ง! พรึ่บ!


    สัมผัสทางกายภาพของผิวน้ำสั่นสะเทือนขึ้นอย่างรุนแรง! แรงดันควอนตัมแปรเปลี่ยนเป็นแสงสีฟ้าสว่างวาบ


    ปลายนิ้วถุงมือเกราะไทเทเนียมสีเขียวขี้ม้าข้างหนึ่ง ทะลวงยื่นออกมาจากผิวน้ำมิติด้านหน้า ตามด้วยลำแขนกำยำที่หุ้มด้วยเกราะโลหะหนาหนัก และในเสี้ยววินาทีต่อมา... ร่างของนักรบหนุ่มในชุดเกราะทหาร ศป.ม. คนแรกก็ก้าวเหยียบเท้าขวาลงบนพื้นปูนสีดำของโลกมิติต้องคำสาป!


    ตึง!


    เสียงรองเท้าคอมแบทหุ้มโลหะกระแทกพื้นดังหนักแน่น ทหารนายแรกชูอาวุธปืนไมโครมานาขึ้นสแกนรอบทิศทางทันที พร้อมกับใช้วิทยุสื่อสารบนหัวไหล่ตะโกนกลับเข้าไปในม่านน้ำ:


    "พิกัดเสถียร! พื้นดินแข็งแน่น! ออกซิเจนระดับเจ็ดสิบแปดเปอร์เซ็นต์! กองพันทะลวงมิติ... เคลื่อนพลตามแผนยุทธการระลอกที่หนึ่งได้!"


    พรึ่บ! พรึ่บ! พรึ่บ! พรึ่บ!


    ภาพเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่ปราศจากการลังเลได้เปิดฉากขึ้น!


    เนื่องจากความกว้างของม่านน้ำมิติมีขนาดเพียงสองตารางเมตร กองทัพ ศป.ม. จึงไม่สามารถนำรถสายพานหรือยานพาหนะขนาดยักษ์ข้ามมาได้ แต่พวกเขาแก้เกมทางยุทธวิธีด้วย 'การเดินทัพเรียงหน้ากระดาน 3 นาย' ก้าวแทรกผ่านผิวน้ำออกมาอย่างต่อเนื่องและกระชั้นชิดที่สุด!


    ทหารเกราะหนา 3 นายแรกก้าวออกมา ทะยานตัวแยกออกไปทางซ้ายและขวาเพื่อตั้งแนวยิงคุ้มกัน (Security Perimeter) ทันที

    ตามด้วยทหารอีก 3 นาย... อีก 3 นาย... และอีก 3 นาย!


    กล่องยุทโธปกรณ์โลหะสีเทาเข้มขนาดความยาวสองเมตร ถูกทหารช่างสี่นายช่วยกันยกแทรกผ่านม่านน้ำออกมาอย่างระมัดระวัง กล่องแล้วกล่องเล่าถูกลำเลียงลงวางบนพื้นปูน ตามด้วยเตาปฏิกรณ์พลังงานสนามรบพกพา (Field Mana Reactor) แท่นยิงปืนใหญ่มานาพกพา (Deployable Mana Turret) และตู้เสบียงทางการแพทย์ฉุกเฉิน


    เหตุผลทางยุทธศาสตร์ทหารในครั้งนี้ ถูกคิดคำนวณมาอย่างถี่ถ้วนจากศูนย์บัญชาการใต้ดินในกรุงเทพฯ!


    พลเอกวรเมธและคณะเสนาธิการรู้ดีว่า ประตูมิติมืดนี้มีความทวนทวีและไม่แน่นอนสูงยิ่ง ไม่มีผู้ใดการันตีได้ว่าเสาสัญญาณ Aether Transmitter บนยอดสถาบันวิจัยจะถูกอสูรบุกถล่ม หรือเกิดการลัดวงจรจนม่านน้ำมิตินี้ปิดฉากลงเมื่อใด! หาก ศป.ม. เลือกที่จะส่งกำลังเข้ามาเพียงหยิบมือเพื่อทดลองทาง แล้วประตูเกิดปิดฉับพลันด้วยเหตุไม่คาดฝัน... เท่ากับเป็นการทิ้งโอกาสทองในการยึดพื้นที่ยุทธศาสตร์ และปล่อยให้โมนา น้ำมนต์ รวมถึงทหารชุดแรกต้องถูกขังและตายอย่างโดดเดี่ยวในนรก!


    ดังนั้น... เมื่อโอกาสเปิดออกเพียงเสี้ยววินาที ทัพหลวงต้องทุ่มสุดตัว!


    เพียงเวลาสิบห้านาทีผ่านไป... ทหารหน่วยรบพิเศษ ศป.ม. ในชุดเกราะเต็มยศนับ 112 นาย พร้อมยุทโธปกรณ์หนัก เสบียงคลัง และชุดกู้ชีพทางการแพทย์ ก็ข้ามมิติเข้ามาเหยียบลงบนแผ่นดินมิติต้องคำสาปจนเต็มลานกว้างหน้าสถาบันวิจัย!


    เสียงก้าวเท้าอันหนักแน่น เสียงกระชับอาวุธปืน เสียงสแน็ปล็อกคลังกระสุน และเสียงเครื่องยนต์ปฏิกรณ์มานาที่เริ่มสตาร์ทส่งเสียงกระหึ่ม บรึ่น... บรึ่น... ได้เปลี่ยนบรรยากาศอันเงียบเชียบและสิ้นหวังของซากสถาบันวิจัยร้าง ให้กลายเป็น 'ค่ายกลยุทธศาสตร์' อันแกร่งกล้าในทันตา!


    ตึง! ตึง!


    ร่างของขุนพลทหารผู้เป็นหัวหน้าทัพก้าวแทรกผ่านม่านน้ำมิติออกมาเป็นคนสุดท้าย


    ชายหนุ่มร่างกำยำสูงกว่า 190 เซนติเมตร ผิวสีทองแดงกรำศึก นัยน์ตาสีเข้มคมกริบมีรอยแผลเป็นยาวที่คิ้วซ้าย เขาสวมชุดเกราะไทเทเนียมเขียวขี้ม้าประดับยศ ร้อยเอก ด้านหลังสะพาย 'ปืนกลหนักมานาแคนนอน (Mana Cannon M-80) ' อาวุธทำลายล้างลำกล้องแฝดขนาดยักษ์เท่าท่อนซุง


    ข้างกายของเขาคือ จ่าสิบเอกหญิงลันตา หญิงสาวรูปร่างเพรียวบางในชุดเกราะแนบเนื้อสีดำ เหน็บปืนพกคู่ไซเบอร์ความเร็วสูง และสะพายกระเป๋าอุปกรณ์ถอดรหัสไซเบอร์แม่เหล็กไฟฟ้า


    ร้อยเอกสิงขรกวาดสายตามองสภาพแวดล้อมรอบตัวด้วยความเด็ดเดี่ยว ก่อนจะก้าวเท้ายาวๆ ตรงเข้ามาหาน้ำมนต์ โมนา และผู้กองเดช ที่ยืนรอรับอยู่หน้าประตูสถาบัน


    หมับ!


    สิงขรยกมือขึ้นทำวันทาหัตถ์ด้วยความเคารพอย่างสูงสุด "ร้อยเอกสิงขร... นำกองพันทะลวงมิติ ศป.ม. ระลอกที่หนึ่ง จำนวนหนึ่งร้อยสิบสองนาย รายงานตัวครับ!"


    ผู้กองเดชยิ้มกว้างด้วยความโล่งอก เขายกมือทำวันทาหัตถ์ตอบ "ยินดีต้อนรับสู่นรกมิติมืด ผู้กองสิงขร! ไม่คิดเลยว่าทางศูนย์จะทุ่มกำลังส่งมามากขนาดนี้!"


    "ผู้บัญชาการวรเมธสั่งการเด็ดขาดครับผู้กองเดช" สิงขรอธิบายด้วยน้ำเสียงหนักแน่นประดุจเหล็กกล้า "เราไม่รู้ว่าม่านน้ำมิตินี้จะเสถียรอยู่ได้นานแค่ไหน ทางรัฐบาลและ ศป.ม. จึงต้องใช้แผนยุทธการประกันความเสี่ยงสูงสุด ย้ายกำลังหลักและยุทโธปกรณ์เข้ามาจัดตั้ง 'สถานีปฏิบัติการส่วนหน้า (Forward Operating Base - FOB) ' ที่สถาบันวิจัยนี้ทันที!"


    สิงขรหันไปมองหน้าจอโฮโลแกรมสแกนพื้นที่ของลันตาที่กำลังแสดงผล


    "หน้าที่ของกองพันทะลวงมิติร้อยสิบสองนายนี้..." สิงขรชี้ไปที่แผนผัง "คือการกระจายกำลังตั้งแนวยิงสามร้อยหกสิบองศารอบม่านน้ำมิติและสถาบันวิจัย คุ้มกันเสาอากาศชั้นสิบ คอยซ่อมแซมแผงพลังงาน และจัดตั้งค่ายผู้อพยพทางการแพทย์ให้ชาวบ้านที่ผู้กองเดชพามา!"


    "แล้ว... พ่อฝากอะไรถึงหนูไหมคะพี่สิงขร?" โมนาเอ่ยถามด้วยความห่วงใย


    สิงขรส่งยิ้มบางๆ ให้หญิงสาว นัยน์ตาทอดมองเธอด้วยความภาคภูมิใจ "ท่านผู้บัญชาการบอกว่า... คุณโมนาทำได้ยอดเยี่ยมมาก และท่านสั่งให้ผมนำ 'เตาปฏิกรณ์ Hyper-Nano' พร้อมอุปกรณ์อัปเกรดชุดเกราะมาส่งมอบให้คุณด้วยตัวเองครับ!"


    สิงขรหันมาหาน้ำมนต์ นัยน์ตาคมเพ่งมองเด็กวัดขมังเวทย์ตรงหน้าด้วยความทึ่งในจิตวิญญาณรบ

    "และสำหรับนาย... น้ำมนต์" สิงขรพยักหน้าให้ทหารช่างสองนาย ยกกล่องโลหะสีดำทองสลักยันต์แปดทิศเข้ามา "หลวงตาธรรมและคณะเกจิอาจารย์สายขาว... ฝากของสำคัญที่สุดในสงครามครั้งนี้มาให้นาย!"


    ครืน... ครืน...


    ทหารหน่วยช่าง ศป.ม. นับสามสิบนายเริ่มแบ่งหน้าที่กันอย่างมีระบบ วงล้อป้อมปืนใหญ่มานาพกพา (Deployable Mana Turret) สี่ตัว ถูกนำไปติดตั้งไว้ ณ มุมสี่ทิศของลานปูนรอบนอก ท่อจ่ายพลังงานถูกเชื่อมต่อเข้ากับเตาปฏิกรณ์มานาสนามรบ ส่งเสียงกระหึ่ม ติ๊ด... ติ๊ด... พร้อมยิงลำแสงมานาความร้อนสูงสอยอสูรทันทีที่หลุดเข้ามาในรัศมีห้าสิบร้อยเมตร


    ทหารหน่วยแพทย์อีกสิบนาย เร่งนำเต็นท์สนามกันรังสีเข้ากางภายในโถงชั้นล่างของสถาบันวิจัย ลำเลียงกลุ่มชาวบ้านอพยพสามสิบชีวิตและเด็กๆ ของผู้กองเดช เข้าไปรับการตรวจรักษา ปรับสภาพร่างกาย และแจกจ่ายอาหารอัดแท่ง MRE พร้อมน้ำดื่มสะอาดอย่างครบครัน


    ลันตาเดินตรงเข้ามาหาโมนา นำกล่องโลหะสีสลักโลโก้ ศป.ม. วางลงบนโต๊ะวางแผน


    "คุณโมนาคะ..." ลันตาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบแต่หนักแน่น "นี่คือ 'เตาปฏิกรณ์ Hyper-Nano Core รุ่นโปรโตไทป์' มันถูกออกแบบมาเพื่อเชื่อมต่อเข้ากับถุงมือและชุดวอร์มของคุณ โดยจะดึงพลังงานมานาจากบรรยากาศมาแปลงเป็นเร่งสปีดได้สูงสุดถึง 80 เท่า และสามารถกาง 'บาเรียนาโนอัดอากาศ (Compressed-Air Shield) ' ป้องกันการโจมตีระยะประชิดได้ 360 องศาค่ะ!"


    "ยอดเยี่ยมมากค่ะพี่ลันตา!" โมนาเปิดกล่องออก นัยน์ตาสุกใสด้วยความตื่นเต้นกับเทคโนโลยีใหม่ที่จะช่วยให้เธอเคียงข้างน้ำมนต์ได้อย่างมั่นใจยิ่งขึ้น


    ในขณะเดียวกัน... สิงขรก็ใช้นิ้วมือสแกนรหัสผ่าน ปลดล็อกกล่องโลหะยาวสีดำทองตรงหน้าน้ำมนต์


    คลิก... วูบ!


    ฝากล่องโลหะเลื่อนเปิดออกอย่างช้าๆ เผยให้เห็นสิ่งของที่ซ่อนอยู่ภายใน ท่ามกลางละอองไอน้ำมันหอมระเหยและกลิ่นสายสิญจน์อาคมที่ลอยอบอวลออกมา!

    มันคือ 'ชุดเกราะเส้นใยนาโนชีวภาพแบบบางเบา (Bio-Nano Skin Suit) ' สีดำขลับแนบเนื้อ เนื้อผ้าทำจากเส้นใยสังเคราะห์พิเศษที่มีความยืดหยุ่นสูง ซับแรงกระแทกได้มหาศาล แต่น้ำหนักเบาราวกับผ้าร่ม!


    และสิ่งที่ทำให้รอยสักยันต์บนอกของน้ำมนต์ส่งเสียงตอบรับ เปรี๊ยะ! อย่างรุนแรง... คือทั่วทั้งแผ่นอก แผ่นหลัง แขนเสื้อ และลำตัวของชุดเกราะนาโนนี้ ถูกจารึกด้วย 'อักขระยันต์อาคมขอมโบราณ' ด้วยเส้นด้ายทองคำแท้บริสุทธิ์ 99.99%!


    "ชุดเกราะนี้..." น้ำมนต์พึมพำด้วยความตกตะลึง ยื่นมือที่พันผ้าดิบออกไปแตะสัมผัสเส้นด้ายทองคำบนเนื้อผ้า


    "หลวงตาธรรมและคณะเกจิอาจารย์สายขาวเก้าท่าน... ร่วมกันปลุกเสกจารึกยันต์ลงบนเส้นใยทองคำนี้ตลอดสามวันสามคืน" สิงขรอธิบายรายละเอียด "เนื้อผ้าสยบแรงกระแทกได้ห้าสิบตัน กันกรด กันไฟหมื่นโวลต์... แต่มันทำหน้าที่ประดุจ 'เรือนร่างที่สอง' ที่ช่วยให้นายสามารถบรรจุพลังอาคม รวบรวมสมาธิฌาน และประจุพระคาถาลงไปในเส้นใยทองคำได้อย่างไร้ขีดจำกัด โดยที่เนื้อหนังของนายไม่ต้องรับแผลไหม้บาดเจ็บอีกต่อไป!"


    น้ำมนต์รับชุดเกราะนาโนด้ายทองคำมาสวมใส่แนบเนื้อทันที...


    วูบมมมมมมมมมมมมมมม!


    แสงสีทองคำสุกใสสว่างวาบขึ้นทั่วโถงสถาบันวิจัย! อักขระยันต์มหาอุตม์ ยันต์เกราะเพชรสายฟ้า และยันต์เสือเผ่นบนชุดเกราะนาโน เรืองแสงทองคำผสานเข้ากับอักขระบนผิวหนังของน้ำมนต์อย่างสมบูรณ์แบบ แผ่รัศมีออร่าอาคมอันสงบระงับและทรงพลังยิ่งกว่าครั้งไหนๆ!


    "สุดยอดไปเลยเจ้าโฮสต์!" เอเต้ลอยหมุนรอบตัวน้ำมนต์ด้วยความตื่นเต้น "ระบบสแกนวัดค่าพลังป้องกันทางกายภาพของแกเพิ่มขึ้น 400%! แถมการส่งผ่านกระแสอาคมธาตุไฟไร้ความต้านทานแล้ว!"



    ทว่า... ในเสี้ยวนาทีแห่งความหวังและการจัดตั้งค่าย FOB นั้นเอง!


    วี้ดดดดดดด! วี้ดดดดดดด!


    เสียงไซเรนเตือนภัยจากอุปกรณ์สแกนของลันตาดังก้องลัดวงจรขึ้น! หน้าจอเรดาร์แสดงจุดแดงนับร้อยจุดกำลังเคลื่อนตัวมาจากทิศเหนือด้วยความเร็วสูง!


    [WARNING: LARGE-SCALE DEMON FLOCK APPROACHING! DISTANCE 1.5 KM!]


    สิงขรหันไปมองหน้าต่างกระจกยักษ์ นัยน์ตาสีเข้มฉายแววเหี้ยมเกรียม เขาชูมือขึ้นสั่งการทหาร ศป.ม. ทั้ง 112 นายด้วยน้ำเสียงดังก้องกังวาน:


    "ทหารทุกคน! เข้าประจำตำแหน่งแนวยิงสี่ทิศทาง! คุมป้อมปืนใหญ่มานา! คุมม่านน้ำมิติและปราการสถาบันวิจัยไว้ด้วยชีวิต!"


    น้ำมนต์กระชับดาบพลาสม่าในมือ ชุดเกราะนาโนด้ายทองคำบนร่างเรืองแสงทองเจิดจ้า เขาสบตากับโมนา สิงขร และลันตา ด้วยความเชื่อมั่นเต็มร้อย!

    ศึกป้องกันสถานีปฏิบัติการส่วนหน้า (FOB) และการคลุกวงในกับฝูงอสูรมิติด้านนอก... กำลังจะเปิดฉากขึ้นในตอนถัดไป!

     

     

    หากถูกใจนิยายรบกวน กดติดตาม กดถูกใจ หรือคอมเมนต์แนะนำติชมให้ไรต์ด้วยนะครับ จะได้นำไปปรับปรุงนิยายให้ดีขึ้น

    คล้ายกับเรื่องพิชิตประตูมิติด้วยอาคม ที่คุณอ่าน