จารึกที่ 399 : เงาอัคคีทาบทับบูรพาทิศ : ค่ายกลสกัดฟ้าและการท้าทายแห่งเจตจำนง
บรรยากาศเหนือช่องเขาเมฆาคล้อยเต็มไปด้วยความกดดันที่หนักอึ้งประดุจขุนเขาเหล็กกล้าทับถม หมอกขาวที่เคยลอยอ้อยอิ่งถูกคลื่นความร้อนแผดเผาจนระเหยหายไปสิ้น ร่องรอยของค่ายกลกักฟ้าขังดินยังคงหลงเหลือเศษเสี้ยวปราณอัคคีจางๆ ทว่าสิ่งที่ทำให้ผู้มาเยือนต้องหนาวเหน็บไปถึงแก่นวิญญาณ มิใช่ความร้อนแรงของเปลวเพลิง ทว่าคือความเงียบงันอันไร้ขอบเขตที่ปกคลุมซากศพไร้ศีรษะนับสิบร่างบนพื้นผืนดิน
บุรุษชราในชุดคลุมสีทองแดงสวมมงกุฎเปลวเพลิง ก้าวเดินช้าๆ ท่ามกลางกองเลือดที่แห้งกรัง เขาคือเจ้าวิหารสาขาบูรพาแห่งวิหารศัสตราสวรรค์ ผู้ก้าวล่วงถึงสภาวะแยกวิญญาณขั้นสูงสุด ดวงตาสีเพลิงของเขากวาดมองบาดแผลบนลำคอของเหล่าหน่วยเงาเตาหลอม ไม่มีรอยไหม้ ไม่มีรอยกระบี่ ไม่มีแม้แต่ความผันผวนของปราณเซียนสายใดๆ บาดแผลเหล่านั้นเรียบกริบและว่างเปล่า ราวกับว่าส่วนศีรษะของพวกมันถูกลบเลือนหายไปจากกฎเกณฑ์ของฟ้าดินอย่างดื้อๆ
"ท่านเจ้าวิหาร..." ผู้อาวุโสร่างผอมเกร็งที่ติดตามมาด้านหลังเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า "ร่องรอยเช่นนี้ ข้าน้อยไม่เคยพานพบมาก่อนในแดนบูรพา ไม่มีรอยต่อของการใช้ค่ายกลมิติ ไม่มีกลิ่นอายของอสูรระดับราชันย์... ราวกับว่าพวกมันถูกทัณฑ์สวรรค์ลบตัวตนทิ้งไปเฉยๆ"
เจ้าวิหารสาขาบูรพาหลับตาลง จิตสัมผัสอันทรงพลังแผ่ขยายออกไปครอบคลุมรัศมีร้อยลี้ เขาสัมผัสลึกลงไปในชั้นหิน ลึกลงไปในมวลอากาศ เพื่อค้นหาความจริงที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังความตายนี้ ทว่ายิ่งค้นหา เขากลับยิ่งพบเพียง 'ความไม่มี'
ชายชราลืมตาขึ้น เจตจำนงแห่งไฟในร่างลุกโชนขึ้นด้วยความระแวดระวังที่แทบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในรอบหลายร้อยปี "มิใช่ทัณฑ์สวรรค์... ทว่ามีผู้ใดบางคน ที่สามารถควบคุมสัจธรรมแห่งความว่างเปล่าได้อย่างสมบูรณ์แบบ มันตัดเส้นด้ายวิญญาณของยอดฝีมือเหล่านี้ โดยไม่ก่อให้เกิดการสั่นสะเทือนของวัฏจักรแม้แต่น้อย... หยุนเต้าหมิงไปขุดเอาสัตว์ประหลาดตนใดมาหนุนหลังหอสุวรรณดารากันแน่"
"สมบัติทั้งสามชิ้นก็สูญหายไปอย่างไร้ร่องรอยขอรับ" ผู้อาวุโสอีกคนรายงาน "หากปล่อยให้พวกมันนำสิ่งของระดับบรรพกาลไปหล่อหลอมศัสตราได้สำเร็จ งานประมูลในอีกหกวันข้างหน้า จะกลายเป็นลานประหารชื่อเสียงของวิหารเราอย่างแท้จริง พวกเราควรบุกถล่มหอสุวรรณดาราคืนนี้เลยหรือไม่?"
"ข้าบอกแล้วว่าอย่าโง่เขลา!" เจ้าวิหารตวาดเสียงกร้าว "ศัตรูที่สามารถลบเลือนตัวตนของยอดฝีมือได้ในพริบตา โดยที่ค่ายกลกักฟ้าขังดินยังทำงานอยู่ ย่อมมิใช่สิ่งที่เราจะใช้กำลังปะทะได้อย่างหยาบช้า หากเราบุกเข้าไปแล้วพ่ายแพ้ หรือไม่อาจสังหารมันได้ในกระบวนท่าเดียว วิหารศัสตราสวรรค์จะกลายเป็นตัวตลกของโลกเซียนทันที... ในเมื่อพวกมันต้องการใช้เวทีการค้าเพื่อท้าทายเรา เราก็จะบดขยี้พวกมันด้วยกฎเกณฑ์ของนครด่านสุวรรณพิทักษ์!"
ชายชราสะบัดแขนเสื้ออย่างแรง เปลวเพลิงสีทองแดงพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า ก่อตัวเป็นอักขระคำสั่งขนาดใหญ่ "ถ่ายทอดคำสั่งบัญชาสวรรค์! เปิดใช้งาน 'มหาค่ายกลเตาหลอมเก้าบรรพต' ครอบคลุมนครด่านสุวรรณพิทักษ์ทั้งหมด! ห้ามมิให้ผู้ฝึกตนที่มีระดับพลังตั้งแต่แก่นทองคำขึ้นไป ก้าวเท้าเข้าสู่เขตนอกเมือง และห้ามผู้ใดใช้วิถีเหาะเหินในรัศมีร้อยลี้ของหอสุวรรณดารา! ข้าต้องการให้ถนนทุกสาย ปราณฟ้าดินทุกอณู ถูกปิดกั้น ข้าจะดูซิว่า งานประมูลที่ไม่มีผู้ซื้อระดับสูงก้าวเข้าไปได้แม้แต่คนเดียว มันจะประสบความสำเร็จได้อย่างไร!"
"น้อมรับบัญชา!" ผู้อาวุโสทั้งหลายประสานมือรับคำสั่ง ก่อนจะแยกย้ายกันพุ่งทะยานกลับสู่นครด่านสุวรรณพิทักษ์ประดุจดาวตกสีชาด
กระดานหมากแห่งอำนาจได้ถูกพลิกอีกครั้ง วิหารศัสตราสวรรค์เลือกที่จะไม่ใช้ดาบฟาดฟัน ทว่าใช้ค่ายกลขนาดใหญ่ระดับเมืองเพื่อ 'บีบคั้น' และตัดขาดเส้นเลือดใหญ่ของคู่แข่ง นี่คือความน่ากลัวของขุมอำนาจที่หยั่งรากลึก พวกเขาสามารถเปลี่ยนกฎเกณฑ์ของสถานที่ให้กลายเป็นอาวุธที่ทรงพลังที่สุด
---
ณ เรือนรับรองพิเศษภายในหอสุวรรณดารา
บรรยากาศภายในห้องยังคงอบอวลด้วยความสงบ อาเจียนั่งพิงพนักเก้าอี้ไม้หอมวิญญาณ ในมือถือถ้วยชาเคลือบศิลาที่ส่งควันกรุ่นๆ กลิ่นโอสถทิพย์ลอยอวล ช่วยผ่อนคลายเส้นชีพจรที่เคยตึงเครียดจากการหล่อหลอมศัสตรา
บนโต๊ะศิลาเบื้องหน้า กำไลหยกทมิฬวางอยู่อย่างเงียบสงบ ลวดลายเส้นสายสีเพลิง สีน้ำเงิน และสีขาวขุ่นภายในตัวกำไล หมุนวนสลับกันอย่างเชื่องช้าและเป็นจังหวะ มันกำลังดูดซับปราณฟ้าดินรอบตัวเข้าไปหล่อเลี้ยงตนเองอย่างต่อเนื่อง โดยไม่แยแสต่อเจตจำนงใดๆ ของผู้คนรอบข้าง
หลินชิงเสวี่ยก้าวเดินเข้ามาใกล้ ดวงตาที่ใสกระจ่างประดุจทะเลสาบน้ำแข็งจ้องมองกำไลวงนั้นด้วยความทึ่ง "อาเจีย... ข้าสัมผัสได้ถึงเสียงกระซิบของมัน มันมิใช่เพียงก้อนหินหรือโลหะที่ตายแล้ว แต่มันมีจังหวะการเต้นของชีพจร มันมีชีวิต"
"มันคือผลลัพธ์ของการปล่อยให้สัจธรรมได้เติบโต ชิงเสวี่ย" อาเจียแย้มรอยยิ้มบางเบา "วิถีแห่งการข่มเหงวัสดุของวิหารศัสตราสวรรค์ คือการพยายามทำตัวเป็นผู้สร้างที่เผด็จการ ทว่าวิถีแห่งอักขระสูญตา คือการเป็นเพียง 'ผู้ชี้นำ' ให้เส้นสายของฟ้าดินมาบรรจบกัน เมื่อธรรมชาติไม่ถูกต่อต้าน มันย่อมแสดงความยิ่งใหญ่ออกมาเอง"
ฉินมู่หลางที่นั่งขัดสมาธิอยู่มุมห้อง ลืมตาขึ้นช้าๆ กระบี่บนตักของเขาสั่นไหวเบาๆ "วิถีของเจ้านับวันยิ่งลึกล้ำจนน่าหวาดหวั่น การหยิบยืมพลังฟ้าดินมาต่อสู้คือวิสัยของผู้แสวงมรรคา ทว่าการปล่อยให้ศัสตราดึงพลังฟ้าดินมาคุ้มครองตนเองได้ตลอดกาล... นี่มันทำลายกฎเกณฑ์การใช้ปราณเซียนไปโดยสิ้นเชิง หากสิ่งนี้ตกไปอยู่ในมือของผู้ที่มีระดับพลังต่ำต้อย พวกเขาย่อมสามารถยืนหยัดต่อกรกับยอดฝีมือได้อย่างไม่เกรงกลัว"
"นั่นคือเหตุผลที่มันมีค่าควรเมือง มู่หลาง" เย่ปิงอวิ๋นเดินเข้ามาร่วมวงสนทนา ใบหน้าของนางประดับด้วยความครุ่นคิดอย่างลึกซึ้ง "และเป็นเหตุผลที่วิหารศัสตราสวรรค์จะไม่มีวันปล่อยให้เราได้จัดงานประมูลอย่างสงบ พวกมันผูกขาดอำนาจด้วยการทำให้ศัสตราเป็นของสงวนสำหรับผู้มีปราณเซียนและศิลาปราณมหาศาล การปรากฏตัวของกำไลวงนี้ คือการประกาศปลดแอกวิถีเต๋า"
เฟิงอี้หรานพยักหน้าเห็นด้วย เปลวเพลิงบรรพกาลในตาของเขาลุกโชน "พวกมันสูญเสียยอดฝีมือไปที่ช่องเขา ข้าเกรงว่าพายุระลอกต่อไปที่จะซัดเข้ามา จะมิใช่การลอบสังหาร ทว่าจะเป็นการกดดันอย่างเปิดเผย"
สิ้นคำกล่าวของอี้หราน บรรยากาศภายนอกเรือนรับรองพลันเกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหัน!
ความกดอากาศเหนือหอสุวรรณดาราหนักอึ้งขึ้นอย่างฉับพลัน ปราณฟ้าดินที่เคยไหลเวียนอย่างอิสระและนุ่มนวล พลันหยุดชะงักและแปรสภาพเป็นความร้อนระอุ ท้องฟ้าที่เคยประดับด้วยแสงดาว บัดนี้ถูกปกคลุมด้วยเส้นสายอักขระสีทองแดงที่ถักทอเป็นตาข่ายเพลิงขนาดมหึมา ครอบคลุมทั่วทั้งนครด่านสุวรรณพิทักษ์!
"เกิดอะไรขึ้น?!" เฟิงหลิงเอ๋อร์ผุดลุกขึ้น ดวงตาดาราของนางเพ่งมองทะลุเพดานห้องไปยังฟากฟ้า "เส้นด้ายแห่งชะตาและกฎเกณฑ์ของเมืองนี้ถูกบิดเบือน! มีค่ายกลขนาดยักษ์กำลังแทรกแซงเส้นเลือดใหญ่ของชีพจรดิน!"
ประตูกระแทกเปิดออกอย่างแรง หยุนเต้าหมิง ผู้ประเมินระดับสูงสุดแห่งหอสุวรรณดารา ก้าวพรวดเข้ามาด้วยใบหน้าที่เคร่งเครียดจนถึงขีดสุด ชายชราสูญเสียมาดสงบเยือกเย็นของพ่อค้าไปจนหมดสิ้น
"นายท่าน! แย่แล้ว!" หยุนเต้าหมิงประสานมือด้วยความเร่งร้อน "วิหารศัสตราสวรรค์ใช้สิทธิ์ของการเป็นหนึ่งในสภาผู้คุมกฎเมือง เปิดใช้งาน 'มหาค่ายกลเตาหลอมเก้าบรรพต' พวกมันอ้างเหตุผลว่ามีฆาตกรวิปริตลอบสังหารผู้อาวุโสของพวกมัน จึงทำการปิดกั้นมิติทั้งหมดของนครด่านสุวรรณพิทักษ์!"
"ปิดกั้นมิติ?" อาเจียวางถ้วยชาลงอย่างแผ่วเบา นัยน์ตาสีดำสนิทยังคงความเยือกเย็นประดุจบ่อน้ำลึก "พวกมันต้องการสิ่งใด?"
"เจตจำนงของมหาค่ายกลนี้ ถูกตั้งค่าให้กดทับผู้ฝึกตนที่มีระดับตั้งแต่แก่นทองคำขึ้นไป!" หยุนเต้าหมิงอธิบายด้วยความคับแค้นใจ "ผู้ใดที่มีปราณเซียนเกินกว่าระดับสร้างรากฐาน หากฝืนก้าวเดินในเมืองหรือใช้เคล็ดวิชาเหาะเหิน จะถูกปราณอัคคีจากค่ายกลกดทับและเผาผลาญเส้นชีพจร... พวกมันจงใจปิดทางก้าวเดินของผู้มีกำลังทรัพย์ทั้งหมด ไม่ให้ใครสามารถเดินทางมายังหอสุวรรณดาราได้ในวันประมูล!"
ปิงอวิ๋นหรี่ตาลง "ช่างเป็นแผนการที่โสมมยิ่งนัก สู้ด้วยศัสตราไม่ได้ ก็ใช้กฎเกณฑ์ของเมืองมาบีบคั้น หากงานประมูลไม่มีเศรษฐีหรือยอดฝีมือเข้าร่วม ศัสตราของเจ้าก็ไม่ต่างจากของไร้ค่าในสายตาโลกเซียน และความน่าเชื่อถือของหอสุวรรณดาราก็จะตกต่ำลงสู่ห้วงเหว"
"หอสุวรรณดาราไม่มีค่ายกลเพื่อต่อต้านหรือ?" มู่หลางถามเสียงเข้ม
"มี... ทว่าค่ายกลของพวกเราเน้นไปที่การป้องกันตัวอาคาร มิใช่การชิงพื้นที่ครอบครองเมือง" หยุนเต้าหมิงถอนหายใจอย่างสิ้นหวัง "มหาค่ายกลเตาหลอมเก้าบรรพต เชื่อมต่อกับชีพจรเพลิงใต้ดินโดยตรง หากฝืนปะทะ นครด่านสุวรรณพิทักษ์อาจพังพินาศ และความผิดทั้งหมดจะตกอยู่กับหอการค้าของเรา"
ความเงียบปกคลุมห้องรับรองอีกครั้ง สหายทั้งห้าหันมามองอาเจีย พวกเขารอคอยการตัดสินใจจากบุรุษผู้เป็นศูนย์กลางของกลุ่มเสมอ การปกป้องพวกพ้องและสหายสำหรับอาเจีย มิใช่การพาหลบหนี ทว่าคือการยืนหยัดเผชิญหน้าและสลายอุปสรรคเหล่านั้นด้วยสติปัญญา
อาเจียค่อยๆ ลุกขึ้นยืน เขาไม่ได้แสดงความโกรธเกรี้ยว ไม่ได้ปลดปล่อยจิตสังหาร ทว่ากลิ่นอายแห่งความสงบที่แผ่ออกมา กลับทำให้ทุกคนในห้องรู้สึกถึงความหนักแน่นที่เหนือกว่าขุนเขา
"พวกมันคิดจะใช้กฎเกณฑ์ของเมืองมากักขังพวกเรา..." อาเจียรำพึงเบาๆ ริมฝีปากยกโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มที่อ่านไม่ออก "แต่พวกมันคงลืมหลักการพื้นฐานที่สุดของวิถีเต๋าไปข้อหนึ่ง... ไฟที่ลุกโชนจนเกินควบคุม ย่อมเป็นเพียงแสงสว่างที่เชิญชวนแมลงเม่าให้บินเข้าหา"
"นายท่านหมายความว่าอย่างไร?" หยุนเต้าหมิงถามด้วยความสับสน
"ท่านผู้อาวุโสหยุน ท่านคิดว่าในนครด่านสุวรรณพิทักษ์แห่งนี้ หรือในหุบเขาเร้นลับรอบนอก จะมียอดคนบำเพ็ญอิสระ หรือตัวตนที่ก้าวล่วงสัจธรรมซ่อนอยู่บ้างหรือไม่?" อาเจียหันไปถาม
หยุนเต้าหมิงชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะตอบ "เมืองหน้าด่านแห่งบูรพาทิศ เป็นศูนย์กลางทรัพยากร ย่อมต้องมีตาเฒ่าประหลาดหรือยอดคนเร้นกายอยู่มากมาย พวกเขาไม่สนใจเรื่องความขัดแย้งของขั้วอำนาจ สนใจเพียงการตามหาของวิเศษเพื่อต่ออายุขัยหรือบรรลุเต๋าเท่านั้น ทว่าคนเหล่านี้หยิ่งยโสยิ่งนัก หากพวกเขาเห็นค่ายกลของวิหารศัสตราสวรรค์กางกั้นอยู่ พวกเขาย่อมไม่ลดตัวลงมาปะทะและเลือกที่จะหลีกเลี่ยง"
"นั่นเพราะค่ายกลของพวกมันเป็นเพียงกำแพงโง่ๆ ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อขวางกั้น" อาเจียก้าวเดินออกไปยังระเบียงของเรือนรับรอง ทอดสายตามองขึ้นไปยังตาข่ายอัคคีบนฟากฟ้า "แต่ถ้าหาก... ข้าเปลี่ยนกำแพงนั้น ให้กลายเป็น 'จดหมายเชิญ' ที่เขียนด้วยสัจธรรมอันลึกล้ำเล่า? ยอดคนเหล่านั้นที่กระหายใคร่รู้ในวิถีเต๋า จะทนความเย้ายวนใจนี้ได้หรือไม่?"
มู่เฉินที่หลอมรวมจิตวิญญาณอยู่กับพู่กันนิรันดร์ ปรากฏร่างโปร่งแสงขึ้นเคียงข้างศิษย์รัก ท่านลูบเครายาวพลางหัวเราะเบาๆ "ยืมพลังศัตรูมาสร้างสะพานให้ตนเอง... ช่างเป็นวิถีที่โอหังและท้าทายสวรรค์ยิ่งนัก เจ้าตั้งใจจะใช้อักขระขั้นใด อาเจีย?"
"ข้าจะใช้สิ่งที่พวกมันมอบให้" อาเจียยื่นมือขวาออกไปเบื้องหน้า แสงสีทองประกายม่วงสว่างวาบ พู่กันนิรันดร์ปรากฏขึ้นในอุ้งมือ กลิ่นอายความเก่าแก่และหนักอึ้งประดุจยุคบรรพกาลแผ่กระจายออกมากดทับปราณอัคคีรอบระเบียงจนถอยร่น
ชายหนุ่มหลับตาลง จิตสัมผัสของเขากระจายออกไปประดุจระลอกคลื่น แทรกซึมเข้าสู่ชั้นบรรยากาศ สัมผัสถึงความร้อนแรงของมหาค่ายกลเตาหลอมเก้าบรรพตที่บีบรัดเมืองอยู่ เขามองเห็นเส้นสายกฎเกณฑ์ที่วิหารศัสตราสวรรค์ทุ่มเทสร้างขึ้น มองเห็นจุดเชื่อมต่อของพลัง และมองเห็นช่องโหว่ที่เกิดจากการฝืนธรรมชาติ
"วิถีแห่งอักขระ มิใช่การทำลายล้าง ทว่าคือการรังสรรค์และตีความหมายใหม่" อาเจียกล่าวเสียงเรียบ ทว่าก้องกังวานในห้วงวิญญาณของทุกคนในห้อง
เขาลืมตาขึ้น นัยน์ตาสีเงินยวงทอประกายเจิดจ้า พู่กันนิรันดร์ตวัดขึ้นสู่ห้วงนภากาศ!
อาเจียไม่ได้วาดอักขระเพื่อโจมตีตาข่ายเพลิง ทว่าเขากำลังวาด 'อักขระแห่งการเกื้อกูล' ซ้อนทับลงไปบนจุดตัดของมหาค่ายกล!
เส้นสายสีเงินยวงที่เต็มไปด้วยเจตจำนงของความว่างเปล่า พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า มันหลอมรวมเข้ากับตาข่ายสีทองแดงอย่างแนบเนียน แทนที่จะปะทะ อักขระของอาเจียกลับเข้าไปอุดรอยรั่วและจัดเรียงโครงสร้างของความร้อนใหม่
พริบตาเดียว!
มหาค่ายกลเตาหลอมเก้าบรรพตที่เคยแผ่ความร้อนระอุกดทับผู้คน พลันเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งมโหฬาร! สีทองแดงที่ดูเกรี้ยวกราด แปรเปลี่ยนเป็นสีทองอร่ามที่นุ่มนวลและสง่างาม ความร้อนที่บีบรัดเส้นชีพจรของผู้ฝึกตนระดับสูง มลายหายไปจนหมดสิ้น ทว่ามันถูกแทนที่ด้วยปราณฟ้าดินที่หนาแน่นและบริสุทธิ์ยิ่งกว่าเดิมหลายสิบเท่า!
แสงสีทองบนท้องฟ้ามิได้ตกลงมากดทับผู้คนอีกต่อไป ทว่ามันสาดส่องเป็นลำแสงพุ่งตรงลงมายังยอดหลังคาของหอสุวรรณดารา ประดุจเสาแสงแห่งปาฏิหาริย์ที่เชื่อมต่อสวรรค์และพิภพเข้าด้วยกัน!
"นี่มัน... อะไรกัน!" หยุนเต้าหมิงเบิกตากว้างจนแทบฉีกขาด ร่างของชายชราสั่นสะท้านจนต้องคุกเข่าลงกับพื้นด้วยความยำเกรง "ท่านเปลี่ยนเจตจำนงสังหารของมหาค่ายกล ให้กลายเป็นค่ายกลรวมปราณระดับบรรพกาล... ท่านยืมพลังของวิหารศัสตราสวรรค์ มาสร้างแสงนำทางให้แก่หอสุวรรณดารา!"
อาเจียลดพู่กันลง แสงสีเงินในดวงตาค่อยๆ จางหายไป เขายกมือขึ้นเช็ดเหงื่อที่ซึมตามหน้าผาก "มหาค่ายกลของพวกมันดึงปราณจากชีพจรดินมามหาศาล ข้าก็แค่เปลี่ยนเส้นทางการไหลเวียนของมันเสียใหม่ แทนที่จะให้มันกดทับผู้คน ข้าให้มันแผ่ขยายกลิ่นอายของ 'กำไลหยกทมิฬ' และ 'สัจธรรมแห่งการสร้างสรรค์' ออกไปให้ไกลที่สุด... ไกลจนยอดคนบำเพ็ญอิสระที่เร้นกายอยู่ ต้องเปิดเปลือกตาขึ้นมามอง"
บนท้องฟ้าเหนือเมืองหน้าด่าน บัดนี้ตาข่ายอัคคีได้กลายเป็นเสาแสงที่เปล่งประกายเจตจำนงอันลึกล้ำ กลิ่นอายของวิถีอักขระที่สาบสูญ แผ่กระจายไปไกลนับหมื่นลี้!
ณ หุบเขาเร้นลับแห่งหนึ่ง นอกนครด่านสุวรรณพิทักษ์ ชายชราหลังค่อมผู้หนึ่งที่กำลังนั่งตกปลาอยู่ริมหน้าผา โดยที่เบ็ดของเขาไม่มีสายและไม่มีตะขอ พลันชะงักมือ
เขาคือ 'เฒ่าประมงริมโขดหิน' หนึ่งในแปดตรียอดคนบำเพ็ญอิสระ ผู้ก้าวล่วงสภาวะหลอมความว่างเปล่า!
ชายชราเงยหน้าขึ้นมองเสาแสงสีทองที่พุ่งทะลุเมฆาเหนือเมืองหน้าด่าน ดวงตาที่ฝ้าฟางพลันเปล่งประกายลึกล้ำ "การสอดประสานของธาตุที่ขัดแย้ง... การใช้ค่ายกลของผู้อื่นมาเป็นสะพานเชื่อมสัจธรรม... ช่างเป็นวิถีเต๋าที่โอหังและเย้ายวนใจยิ่งนัก ดูเหมือนงานประมูลของหอสุวรรณดาราครั้งนี้ จะมีของวิเศษที่คุ้มค่าให้ตาเฒ่าผู้นี้ต้องก้าวเท้าออกจากหุบเขาเสียแล้ว"
เช่นเดียวกัน ในส่วนลึกของคฤหาสน์ตระกูลเซียนโบราณ หรือบนยอดเขาที่เร้นลับ ยอดฝีมือระดับแยกวิญญาณและระดับหลอมความว่างเปล่าที่เก็บตัวเงียบมานาน ต่างสัมผัสได้ถึงคำเชิญชวนที่ซ่อนอยู่ในเสาแสงนี้ พวกเขารับรู้ได้ถึงความท้าทายและการกำเนิดของสิ่งล้ำค่าที่จะสั่นสะเทือนวงการศัสตรา
กลับมาที่สาขาหลักของวิหารศัสตราสวรรค์
เจ้าวิหารสาขาบูรพาและเหล่าผู้อาวุโส ต่างยืนนิ่งอึ้งอยู่บนระเบียงตำหนักเหล็กกล้า พวกเขามองดูมหาค่ายกลที่ตนเองทุ่มเทสร้างขึ้น ถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นเครื่องประดับและป้ายโฆษณาชิ้นเอกให้แก่ศัตรู!
"เป็นไปได้อย่างไร..." เจ้าวิหารกัดฟันกรอดจนเลือดซึมออกมาจากริมฝีปาก ความโกรธเกรี้ยวพุ่งทะยานถึงขีดสุดจนปราณในร่างปั่นป่วน "มันปล้นค่ายกลของข้า! มันเปลี่ยนการลงทัณฑ์ให้กลายเป็นงานเฉลิมฉลอง!"
"ท่านเจ้าวิหาร... บัดนี้ผู้ฝึกตนระดับสูงทั่วทั้งแดนบูรพา กำลังมุ่งหน้ามายังนครด่านสุวรรณพิทักษ์เพื่อชมความยิ่งใหญ่ของสัจธรรมนี้แล้วขอรับ" ผู้อาวุโสคนหนึ่งรายงานด้วยน้ำเสียงสั่นกลัว "หากพวกเราพยายามทำลายค่ายกลตอนนี้ เท่ากับเป็นการขัดขวางการแสวงเต๋าของยอดคนเหล่านั้น พวกเขาจะต้องหันมาฉีกกระชากพวกเราแน่"
วิหารศัสตราสวรรค์ตกหลุมพรางที่ตนเองขุดไว้อย่างสมบูรณ์ พวกเขาไม่กล้าทำลายค่ายกล เพราะมันจะกลายเป็นศัตรูกับคนทั้งทวีป ทว่าหากปล่อยไว้ มันก็จะเป็นการเพิ่มความน่าเชื่อถือให้แก่หอสุวรรณดาราอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
ในความสิ้นหวังและความแค้นนั้น อาเจียที่ยืนอยู่บนระเบียงเรือนรับรอง ได้ฝากเจตจำนงสุดท้ายผ่านเสาแสง ก้องกังวานในห้วงจิตของเจ้าวิหารศัสตราสวรรค์โดยตรง...
"ขอบใจสำหรับแสงไฟที่ช่วยจุดประกายให้แก่งานประมูลของข้า... พวกท่านเตรียมศิลาปราณมาให้พร้อมเถิด เพราะในอีกหกวันข้างหน้า ข้าจะให้พวกท่านได้เห็นว่า ศัสตราที่แท้จริงนั้น... เขาหล่อหลอมกันอย่างไร"
รอยยิ้มของบุรุษหนุ่มผู้ถือพู่กันนิรันดร์ ลี้ลับและลึกล้ำประดุจห้วงเอกภพ กระดานหมากแห่งบูรพาทิศ บัดนี้ตกอยู่ภายใต้การควบคุมของวิถีแห่งหมื่นอักขระอย่างสมบูรณ์แบบ!