กังหลงขยับกายวูบ กระพือปีกยุทธเหินบินขึ้นสู่ท้องฟ้า หายลับไปทันทีท่านกลางสายตาของผู้คนที่เฝ้ามอง เมื่อการต่อสู้จบฝ่ายหนึ่งสิ้นชีพร่างกายสลายสิ้น อีกฝ่ายเหินบินจากไป ทิ้งไว้เพียงความทรงจำถึงความเก่งกาจของบุรุษหนุ่มยอดยุทธเยาว์วัยฉายา เทพบุตรอัสนี ต่อจากนี้ไปนามเทพบุตรอัสนีต้องลือลั่นกระจายไปทั่วทั้งอาณาจักรเนตรอสูรจนมิอาจมีผู้ใดหยุดยั้งได้ หลายคนต่างพยายามสืบค้นประวิติของบุรุษหนุ่มกังหลงภายในเมืองเหอหนาน แต่มิเคยมิผู้ใดพบว่าในเมืองเหอหนานมีตระกูลกังมาก่อน
กังหลงหลังจากปลีกตัวออกมาโฉบบินอ้อมไปทางด้านหลังภูเขากลับถึงเรือนรับรองอาคันตุกะอันเป็นที่พัก อาบน้ำผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าสั่งอาหารมื้อค่ำมาดื่มกินที่เรือนรับรองอาคันตุกะ ดื่มกินเสร็จพักผ่อนชั่วครู่ก็มุ่งเข้าห้องฝึกลมปราณในทันที
วันนี้กังหลงได้เปิดเผยพลังฝีมือ จนยามค่ำคืนขณะนี้ทั่วทั้งเมืองเหอหนานต่างจดจำออกว่าเป็นบุรุษที่ชนะอันดับหนึ่งของการทดสอบของสมาคมโอสถ ซึ่งเป็นบุรุษเยาว์วัยอัจฉริยะทางด้านโอสถและยังมีความสามารถทางด้านปราณยุทธที่สูงส่งยากจะหาผู้ใดเปรียบอีกด้วย ตามร้านรวงที่พักต่าง ๆ ล้วนมีเรื่องของบุรุษหนุ่มถูกร่ำลือเสริมเติมแต่งจนบางครั้งเหนือล้ำกว่าความเป็นจริง หากกังหลงทราบถึงเหตุการณ์เหล่านี้มิทราบจะต้องทำตัวเช่นไร
ฝึกปรือในห้องฝึกลมปราณจวบจนรุ่งอรุณ พลังปราณหนาแน่นเปี่ยมล้น วันนี้กังหลงต้องการไปทดสอบจตุรนามสู่ราชันย์จึงจัดการค่าใช้จ่ายที่พักจนเรียบร้อย สอบถามสถานที่ต่าง ๆ จากเถ้าแก่โรงเตี้ยมเรียบร้อย รีบมุ่งหน้าสู่หอนิรทุกข์พยายมเป็นสถานที่แรก ซึ่งอยู่ทางเหนือของเมืองเหอหนานห่างจากโรงเตี้ยมแชน์ฮ้วงเพียงสองลี้
มองแต่ไกลหอนิรทุกข์พยายมรูปร่างคล้ายเจดีย์เสียมากกว่า เจดีย์นี้มีทั้งหมดสิบชั้นสูงตระหง่านโดดเด่นกว่าบ้านเรือนทั่วไป แผ่กลิ่นอายโบราณลึกลับออกมาจนสัมผัสได้ วันนี้เป็นวันที่สองของเดือนที่หอนิรทุกข์พยายมเปิดให้ผู้คนเข้าทดสอบ โดยปกติหอนิรทุกข์พยายมจะเปิดให้ผู้คนทดสอบห้าปีต่อครั้งระยะเวลาในการเปิดให้เข้าหอไปทดสอบความสามารถมีเพียงสิบวันเท่านั้น
เมื่อเข้าไปแล้วสามารถอยู่ได้นานเท่าที่ผู้ทดสอบจะมีความสามารถจะอยู่ได้ แต่ก็อยู่ได้ไม่เกินหนึ่งเดือน หรือหากฝืนทนไม่ไหวก็บอกยอมแพ้หอนิรทุกข์พยายมจะส่งตัวออกมาอย่างอัตโนมัติ แต่นั่นตัวผู้นั้นต้องยังมีชีวิตอยู่เท่านั้น หากครบเวลาหนึ่งเดือนแล้วถ้ายังไม่มีผู้ใดกลับออกมา แสดงว่าชีวิตของผู้นั้นได้จบสิ้นลงในหอนิรทุกข์พยายมแล้ว ด้านในร่ำลือว่ามีสิ่งล้ำค่าที่ให้ผู้คนต่างแสวงหาแต่ก็แลกมาซึ่งอันตรายยิ่งเช่นกัน
กังหลงแต่งกายสวมเสื้อคลุมพร้อมใส่หมวกอำพรางโฉมหน้าหากผู้ที่เคยพบเจอมิได้อยู่ในระยะใกล้ตัวจนสัมผัสได้ก็มิอาจจดจำได้ง่ายนัก เมื่อมาถึงพบว่ามีผู้คนมากมายที่มาเฝ้าดูผู้ทดสอบ บ้างมาดูบุตรหลานของตัวเอง บ้างมาดูเพื่อนฝูงที่มาทดสอบเสี่ยงวาสนา ด้านหน้าหอมีจอแสดงภาพของผู้ที่เข้าทดสอบ
จอภาพเพียงแสดงให้เห็นแค่ลักษณะของผู้คนที่กำลังอยู่แต่ละชั้นของหอ หน้าจอแสดงผลขณะนี้เต็มไปด้วยผู้คนที่กำลังมองดูจอแสดงผล กังหลงพบว่าบนจอมีภาพผู้คนถึงสามคนที่กำลังอยู่ในจอภาพหนึ่งคนกำลังนั่งอยู่ชั้นสามของหอนิรทุกข์พยายม อีกสองคนกำลังเดินช้า ๆ จากชั้นที่หนึ่งไปยังชั้นที่สอง แสดงว่ามีผู้กำลังทดสอบหอก่อนหน้าตน กังหลงเดินเข้าไปสอบถามชายชราผู้หนึ่งที่กำลังดูจอแสดงผลอย่างจดจ่อ
"มิทราบเป็นผู้ใดกำลังทดสอบหอนิรทุกข์หรือท่านผู้เฒ่า ?"
ชายชราหันมาเหลือบมองผู้ที่สอบถาม พบเป็นบุรุษหนุ่มคล้ายนักศึกษาอ่อนแอผู้หนึ่ง หันกลับไปมองหน้าจอพร้อมพูดขึ้น
"เจ้าเป็นนักศึกษาที่เพิ่งมาท่องเที่ยวที่นี่รึเจ้าหนุ่ม หอนิรทุกข์พยายมครานี้คงสั่นสะเทือนอีกครั้งแล้วหลังจากมิมีผู้เข้าทดสอบนานมากแล้ว เมื่อวานตอนเช้าตรู่มิทราบมีบุรุษหนุ่มจากที่ใดเข้าทดสอบและขณะนี้ได้ผ่านไปถึงชั้นที่สามแล้ว เจ้าเห็นบนจอนั่นรึไม่ ชั้นที่สามของหอนิรทุกข์มีจุดซึ่งแสดงว่ามีคนอยู่ เจ้าหนุ่มนี่มีความสามารถไม่เบาสามารถผ่านไปถึงชั้นที่สาม และสามารถทนทานได้นานถึงหนึ่งวันจวบจนบัดนี้ยังมิโดนพลังในหอดีดส่งตัวกลับออกมา เจ้าหนุ่มคนนี้รู้สึกจะมิใช่ผู้คนในเมืองเหอหนาน ส่วนอีกสองคนที่กำลังเดินอยู่ในชั้นที่หนึ่งเป็นสตรีทั้งสองคนที่เพิ่งเข้าไปทดสอบในหอนิรทุกข์ก่อนหน้านี้ประมาณครึ่งชั่วยาม จะมีนามใดบ้างเจ้าสามารถไปตรวจสอบดูจากทำเนียบรายชื่อผู้เข้าทดสอบประจำวันที่หน้าประตูทางเข้าหอนิรทุกข์พยายมได้"
"ขอบคุณท่านผู้เฒ่า ข้าก็จะลองเข้าทดสอบหอนิรทุกข์พยายมแห่งนี้ดูบ้างเช่นกัน"
กังหลงกล่าวขอบคุณชายชราพร้อมกับเดินไปยังทางเข้าหอนิรทุกข์พยายม ซึ่งมีผู้ฝึกยุทธระดับปราณขุนพลระดับห้าขั้นสุดสองคนทำหน้าที่เฝ้าหน้าประตูอยู่ กังหลงคารวะผู้ฝึกยุทธทั้งสองพร้อมกล่าว
"พี่ท่านทั้งสองข้าเพิ่งมาเยือนเมืองเหอหนานได้ทราบถึงเรื่องราวหอนิรทุกข์พยายมมาบ้างจึงต้องการจะเข้าทดสอบเพื่อเสี่ยงวาสนา มิทราบต้องทำเช่นใดบ้าง"
"หากเจ้าอายุไม่เกินยี่สิบปีสามารถเสี่ยงวาสนาเข้าทดสอบได้ เพียงผู้เข้าทดสอบต้องจ่ายค่าธรรมเนียมหนึ่งหมื่นเหรียญทอง เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดูและหอนิรทุกข์พยายมเท่านั้น หากสามารถผ่านได้แต่ละชั้นจะมีของรางวัลให้เลือกหนึ่งชิ้น ผู้เข้าทดสอบเพียงเลือกเก็บไว้ได้หนึ่งชิ้นเท่านั้นในแต่ละชั้น หากจะให้คุ้มค่าต่อราคาค่าธรรมเนียมที่จ่ายมาต้องผ่านไปยังขั้นที่สองให้ได้ เพราะในหอชั้นที่หนึ่งมีเพียงของธรรมดาเท่านั้น หากเจ้าพร้อมจะทดสอบเพียงจ่ายค่าธรรมเนียมแล้วไปลงชื่อในบันทึกผู้เข้าทดสอบประจำวันบนแท่นศิลาด้านหน้าประตูได้เลย"
ผู้ฝึกยุทธที่ยืนทางด้านขวากล่าวอธิบายพร้อมชี้ไปยังแท่นศิลาด้านหน้าประตูที่มีตำราเก่าแก่เล่มหนึ่งวางอยู่ กังหลงจ่ายค่าธรรมเนียมแล้วเดินไปเปิดตำราเล่มนั้นขึ้น กวาดสายตามองข้อความด้านใน เป็นวันเวลาและรายชื่อผู้ที่เขาทดสอบ รายชื่อมีมากมายแต่ดูแล้วคล้ายบันทึกไว้เนิ่นนานหลายปีจนตัวหนังสือจางลง กังหลงตรวจดูพบว่ารายชื่อที่เจือจางล่างสุดเป็นเวลาเมื่อห้าปีก่อน เพียงมีสามรายชื่อที่ยังดูใหม่เพิ่งเขียนขึ้นเพียงสามรายชื่อเท่านั้น รายชื่อใหม่ลำดับหนึ่งเป็นเวลาเมื่อหนึ่งวันก่อนหน้านี้ชื่อผู้ที่ทดสอบมีเพียงนาม หยางเช็งซี มิได้บอกว่ามาจากที่ใด รายชื่อที่สองและสามเป็นเวลาเมื่อเช้าตรู่ของวันนี้ นามเหมี่ยวเซี๊ยะ และหยางเสี่ยวเอ๋อร์ ตามลำดับ
กังหลงเมื่อเห็นรายชื่อนั้นก็ตกตะลึงและยินดียิ่ง ไม่คาดคิดว่าพี่น้องร่วมสาบานที่เพิ่งคบหา หยางเช็งซี จะเข้าทดสอบหอนิรทุกข์พยายมด้วย แต่เมื่อหวนคิดก็หายแปลกใจเพราะหลังจากแยกกันที่โรงเตี้ยมกับหยางเช็งซีเมื่อวันที่ได้พบเจอกันนั้น ตนก็มิพบเห็นพี่น้องร่วมสาบานผู้นี้อีกเลยแม้แต่ในลานประลองการทดสอบของสมาคมโอสถ จึงนึกว่าพี่น้องร่วมสาบานผู้นี้คงมีเหตุจำเป็นต้องกระทำและได้ออกเดินทางไปจากเมืองเหอหนานแล้ว
เมื่อทราบเช่นนี้ก็ทำได้เพียงหัวเราะอยู่ในใจ ส่วนสตรีทั้งสองนางมิทราบไฉนถึงได้มาร่วมการทดสอบของหอนิรทุกข์พยายมด้วย เฉกเช่น นงคราญสุรางค์สวรรค์เหมี่ยวเซี๊ยะ ทั้งที่เป็นคนในเมืองเหอหนาน หรือนางแม้จะอยู่เมืองนี้ก็ยังมิเคยเข้าทดสอบหอนิรทุกข์พยายม เก็บความฉงนใจไว้ ก้าวเดินผ่านประตูที่คล้ายม่านพลังงานสีขาวไปในทันที