จารึกที่ 451 : หวนคืนสู่นาวาศิลา : มติแห่งการบุกเบิกสวรรค์
เปลวเพลิงสีทองอร่ามยังคงแผดเผาซากปรักหักพังของเมืองหน้าด่านทิศบูรพา ควันไฟลอยกรุ่นขึ้นสู่ท้องฟ้าสีแดงคล้ำ บดบังวิสัยทัศน์จนมิดชิด ทว่าเหนือซากปรักหักพังนั้น ไม่มีร่องรอยของชายหนุ่มชุดครามและมิตรสหายอีกต่อไป ทิ้งไว้เพียงกองเรือรบกระดูกที่พังทลายและกลิ่นอายความตายของผู้คุมกฎแห่งเซียนโบราณ เป็นอนุสาวรีย์แห่งความพ่ายแพ้ที่ถูกสลักไว้ด้วยปลายพู่กัน
ณ ดินแดนไร้พรมแดน ที่ซึ่งเกาะลอยฟ้านับร้อยถูกเชื่อมต่อด้วยค่ายกลดาวตกสูญตา
เหนือเกาะศูนย์กลาง นาวาศิลาทมิฬ 'หมื่นอักขระ' ลอยตระหง่านอย่างเงียบสงบ ม่านพลังสีเทาประกายทองที่คุ้มกันตัวเรือกระเพื่อมไหวเล็กน้อย ก่อนที่รอยแยกมิติสีเงินจะเปิดออกกลางอากาศธาตุเหนือระเบียงบัญชาการ
อาเจียก้าวออกมาจากรอยแยกมิตินั้นด้วยท่วงท่าที่สง่างามและไร้ร่องรอยบาดเจ็บ ตามมาด้วยฉินมู่หลาง เฟิงอวี้หราน หลินซิงเสวี่ย และเฟิงหลิงเออร์ ทุกคนล้วนมีกลิ่นอายที่เข้มแข็งและดุดันยิ่งกว่าก่อนออกเดินทาง
เย่วปิงอวิ๋นที่รับหน้าที่เฝ้าเรือ รีบเดินเข้ามาต้อนรับ "อาเจีย... ท้องฟ้าทางทิศปราณโลหิตปั่นป่วนอย่างรุนแรง พวกเจ้าไปก่อเรื่องใหญ่มาใช่หรือไม่?" นางถามพลางระบายรอยยิ้มโล่งใจ
"ไม่ใช่เรื่องใหญ่ปิงอวิ๋น" เฟิงอวี้หรานหัวเราะร่วน ยกมือขึ้นกอดอก "เราแค่ไปช่วยพวกมันจุดไฟคลายหนาวที่เมืองหน้าด่าน แล้วอาเจียก็เอา 'ของเล่น' ชิ้นใหม่ไปทดสอบกับเรือรบของพวกมันนิดหน่อย"
หลินซิงเสวี่ยส่ายหน้าอย่างระอา "เจ้าก็พูดเกินไป... ทว่า พลังของพู่กันนิรันดร์หลังจากหลอมรวมกับเศษเจตจำนงปฐมกาลนั้น น่าสะพรึงกลัวอย่างแท้จริง มันไม่ใช่แค่การลบล้างอีกต่อไป แต่เป็นการรังสรรค์ศัสตราจากความว่างเปล่าที่สามารถทะลวงกฎเกณฑ์ของระดับมหายานได้ราวกับกระดาษ"
"นั่นเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น" อาเจียเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของเขาสงบนิ่งทว่าแฝงความนัยที่ลึกซึ้ง เขายกมือขวาขึ้น พู่กันนิรันดร์ที่บัดนี้มีลวดลายสีทองพันเกี่ยวรอบด้าม ปรากฏขึ้นกลางฝ่ามือ "เศษเสี้ยวนี้ มอบความทรงจำและเจตจำนงแห่งการสร้างสรรค์ให้แก่องค์หญิงน้อย... แต่มันยังไม่สมบูรณ์"
ชายหนุ่มทอดสายตามองไปยังแผนที่ดาราจำลองกลางห้อง "องค์หญิงน้อยบอกข้าว่า ชิ้นส่วนที่เหลือของพู่กันปฐมกาล... ถูกซ่อนอยู่บนวิหารเทพอนันตกาล"
สิ้นคำกล่าวนั้น ห้องบัญชาการพลันตกอยู่ในความเงียบงัน มิตรสหายทั้งห้าหันมองหน้ากันด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความตกตะลึงระคนตื่นเต้น การปะทะกับตระกูลเซียนโบราณว่าหนักหนาแล้ว ทว่าการบุกขึ้นไปทวงคืนสิ่งของจากวิหารเทพอนันตกาล ขั้วอำนาจสูงสุดที่บงการแดนศักดิ์สิทธิ์ ย่อมหมายถึงการประกาศสงครามกับสวรรค์อย่างเต็มรูปแบบ
"ฮ่าฮ่าฮ่า!" ฉินมู่หลางหัวเราะออกมาเป็นคนแรก เสียงหัวเราะของเขากังวานและเต็มไปด้วยความท้าทาย มือซ้ายของเขาลูบด้ามกระบี่ทัณฑ์สูญตาที่สะเอว "ในเมื่อสวรรค์บังอาจขโมยของของสำนักหมื่นอักขระไป เราก็แค่เดินขึ้นไปทวงมันคืนมา... มีสิ่งใดต้องลังเลเล่า?"
"มู่หลางกล่าวถูกต้อง!" เฟิงหลิงเออร์กำหมัดแน่น เนตรดาราทอประกาย "พวกเราฝึกฝนวิถีเต๋ามามิใช่เพื่อก้มหัวให้ผู้ใด ในเมื่อพวกมันเคยทำลายล้างบรรพชนของเรา การล้างแค้นย่อมเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้"
อาเจียกวาดสายตามองมิตรสหายร่วมรบ ความอบอุ่นสายหนึ่งแผ่ซ่านในอก เขาไม่ได้เดินอยู่บนเส้นทางนี้เพียงลำพัง "ทว่า การบุกขึ้นวิหารเทพฯ มิใช่การเดินเข้าตลาด... พวกมันมี 'สี่ขุนพลเทวะ' และยอดฝีมือที่สามารถบงการทัณฑ์สวรรค์ได้ เราจำเป็นต้องเปลี่ยนดินแดนไร้พรมแดนแห่งนี้ ให้กลายเป็นฐานที่มั่นที่แข็งแกร่งจนสวรรค์ก็ไม่อาจเจาะทะลวงได้เสียก่อน"
"ท่านผู้นำจะทำเช่นไรขอรับ?" เสียงทุ้มต่ำของเจ้าสัว พยนต์เทวะศิลาทมิฬที่ผสานเป็นหนึ่งเดียวกับนาวา ดังก้องขึ้นมาจากพื้นดาดฟ้า
"ข้าจะใช้ 'พู่กันปฐมกาล' ขีดเขียนกฎเกณฑ์ใหม่ให้แก่ดินแดนแห่งนี้" อาเจียหลับตาลง ทารกวิญญาณสูญตาในตันเถียนประสานอิน
ชายหนุ่มก้าวเดินออกไปยืนที่ระเบียงเรือ ทอดสายตามองหมู่เกาะลอยฟ้านับร้อยที่ทอดตัวอยู่เบื้องล่าง เขาชูพู่กันนิรันดร์ขึ้นเหนือศีรษะ หมึกวิญญาณสีเทาประกายทองทะลักออกมาดุจน้ำตกที่ไร้เสียง
"จารึกรังสรรค์... บัญญัติแดนสูญตา!"
อาเจียตวัดพู่กันวาดลวดลายอักขระขนาดยักษ์กลางอากาศ อักขระเหล่านั้นไม่ได้พุ่งโจมตี ทว่ามันล่องลอยลงไปหลอมรวมกับเส้นสายของ 'ค่ายกลดาวตกสูญตา' ที่ปกคลุมหมู่เกาะอยู่ก่อนแล้ว
ครืนนนน!
เกาะลอยฟ้านับร้อยเกิดการสั่นสะเทือนเบาๆ ทว่ามันมิใช่การพังทลาย แต่เป็นการ 'ปรับโครงสร้าง' ภูเขาศิลาบนเกาะบางแห่งเลื่อนตัวเข้าหากัน เกิดเป็นปราการธรรมชาติ ปราณวิญญาณที่เคยกะจัดกระจาย ถูกดึงดูดให้ไหลเวียนเป็นเส้นทางสายเดียว มุ่งตรงมาหล่อเลี้ยงนาวาหมื่นอักขระและสะท้อนกลับไปปกป้องเกาะทุกเกาะอย่างสมดุล
ผู้ฝึกตนอิสระและนักล่าสมบัติที่อาศัยอยู่บนเกาะเหล่านั้น ต่างแหงนหน้ามองท้องฟ้าด้วยความตกตะลึง พวกเขาสัมผัสได้ว่า แรงกดขี่จากกฎเกณฑ์ของแดนศักดิ์สิทธิ์ที่เคยหนักอึ้ง บัดนี้ถูก 'ม่านพลังสีเทา' กางกั้นออกไปจนหมดสิ้น!
ดินแดนไร้พรมแดน ไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่เถื่อนอีกต่อไป ทว่ามันกลายเป็น 'อาณาเขตเอกเทศ' ที่มีอาเจียเป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์อย่างแท้จริง! ผู้ใดที่ก้าวเข้ามาในรัศมีพันลี้ หากมีจิตคิดร้ายต่อสำนักหมื่นอักขระ จะถูกลดทอนพลังปราณลงถึงครึ่งหนึ่ง!
"ยอดเยี่ยม... นี่คือวิถีของผู้บัญญัติกฎอย่างแท้จริง" เย่วปิงอวิ๋นมองดูการเปลี่ยนแปลงของดวงดาวและชีพจรดินผ่านค่ายกลหกเหลี่ยมด้วยความเลื่อมใส
อาเจียลดพู่กันลง ลมหายใจของเขาหอบถี่ขึ้นเล็กน้อย การเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์ระดับทวีปแม้แต่ผู้บรรลุขั้นข้ามผ่านมหายานยังต้องใช้เวลาหลายสิบปี ทว่าเขาทำได้ในชั่วจิบชาด้วยพลังของพู่กันปฐมกาล
"นี่เป็นเพียงการเตรียม 'รัง' ให้พร้อมเท่านั้น" อาเจียหันกลับมาหาสหาย "ตี้เทียนอู๋สูญเสียทัพหน้าและแหล่งพลังงานไปแล้ว มันต้องเข้าตาจนแน่... ซิงเสวี่ย เมล็ดพันธุ์พฤกษาเซียนที่เจ้าฝังไว้ เริ่มเติบโตหรือยัง?"
หลินซิงเสวี่ยหลับตาลงสัมผัสปราณพฤกษา "มันฝังรากลึกลงในชีพจรดินของเมืองทะลวงสวรรค์แล้ว ตอนนี้กำลังเริ่มดูดซับปราณโลหิตอย่างช้าๆ... ภายในเวลาไม่นาน รากของมันจะแทรกซึมไปถึงแกนกลางค่ายกลเมืองหลวง"
"ดี..." อาเจียยิ้มมุมปาก "เมื่อพฤกษาเซียนงอกงามจนทะลุกำแพงเมืองหลวง นั่นคือสัญญาณว่ารากฐานของตระกูลเซียนโบราณได้แหลกสลายแล้ว... ถึงตอนนั้น เราจะนำทัพหลัก เหยียบย่ำทะลวงสวรรค์ และใช้ซากปรักหักพังของพวกมัน เป็นบันไดก้าวขึ้นสู่วิหารเทพอนันตกาล!"
...
ในขณะเดียวกัน ณ ใจกลางเมืองทะลวงสวรรค์ ทวีปปราณโลหิต
ตี้เทียนอู๋นั่งจมอยู่บนบัลลังก์ศิลาสีเลือด ใบหน้าของเขาซูบผอมและเต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งความชราที่เกิดจากพลังวิญญาณถดถอย การสูญเสียแหล่งพลังงานในคุกใต้ดิน ทำให้วิถีแห่งการกลืนกินของเขาเกิดการตีกลับ
"ท่านผู้นำ..." ผู้อาวุโสคุมกฎที่รอดชีวิตจากการปะทะที่เมืองหน้าด่าน คลานเข้ามาหมอบกราบ ร่างกายของมันเต็มไปด้วยบาดแผลไฟไหม้ "พวกมัน... พวกสำนักหมื่นอักขระ แข็งแกร่งเกินไปขอรับ ทวนสีทองคำนั่น ทะลวงม่านพลังของพวกเราได้ประหนึ่งกระดาษบางๆ กองทัพเรือรบพินาศหมดสิ้น!"
ตี้เทียนอู๋ไม่กระอักเลือดอีกต่อไป ทว่าดวงตาของเขากลับแดงฉานด้วยความวิปลาส
"มันไม่ใช่ความแข็งแกร่ง... มันคือพลังของพู่กันต้องห้ามนั่นต่างหาก" ตี้เทียนอู๋กำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ "ไอ้เด็กอาเจีย มันช่วงชิงสมบัติของบรรพชนข้าไป! ในเมื่อข้าไม่อาจใช้พลังนั้นได้ ข้าก็จะใช้พลังของพวกสวะในทวีปนี้แทน!"
ผู้นำตระกูลเซียนโบราณผุดลุกขึ้น รังสีอำมหิตแผ่กระจาย "ถ่ายทอดคำสั่ง! เปิด 'ค่ายกลกลืนโลหิตสูบวิญญาณ' ขั้นสูงสุด! สังเวยผู้ฝึกตนและชาวเมืองทั้งหมดในรัศมีร้อยลี้รอบเมืองหลวง ข้าจะบีบอัดเลือดเนื้อของพวกมัน เพื่อสร้าง 'เทพโลหิตอสูร' ขึ้นมาบดขยี้ดินแดนไร้พรมแดนให้เป็นจุล!"
ผู้อาวุโสคุมกฎเบิกตากว้างด้วยความสะพรึงกลัว "ตะ... ทะ... ท่านผู้นำ! หากทำเช่นนั้น เมืองหลวงจะกลายเป็นสุสานร้าง และรากฐานของตระกูลเราจะสูญสิ้นนะขอรับ!"
"หากข้าต้องพ่ายแพ้ให้แก่มนุษย์ชั้นต่ำ ทวีปนี้ก็ไม่มีค่าควรแก่การปกป้องอีกต่อไป! ไปทำตามที่ข้าสั่ง!" ตี้เทียนอู๋ตวาดลั่น เสียงของมันก้องกังวานไปถึงขุมนรก
ความบ้าคลั่งของตี้เทียนอู๋ได้นำพาทวีปปราณโลหิตเข้าสู่ยุคเข็ญที่แท้จริง ทว่ามันหารู้ไม่ว่า การสูบปราณโลหิตอย่างบ้าคลั่งนั้น กลับกลายเป็นการเร่งให้ 'พฤกษาเซียน' ที่หลินซิงเสวี่ยปลูกไว้ เจริญเติบโตได้รวดเร็วยิ่งขึ้น!
กระดานหมากแห่งสวรรค์กำลังเร่งจังหวะเข้าสู่จุดแตกหัก และความพินาศของตระกูลเซียนโบราณ... กำลังจะถูกขีดเขียนขึ้นด้วยความโง่เขลาของตัวพวกมันเอง!