บทที่53
โอรสสวรรค์พลัดบัลลังก์
ฉันไม่อยากเชื่อว่าคนระดับโอรสสวรรค์จะมานั่งอยู่ในโรงน้ำชาชนบทเก่าซอมซ่อถึงรู้ว่าครอบครัวหนิงหลงรับใช้โอรสสวรรค์มาหลายรุ่น แต่ฉันไม่คิดว่าตัวเองที่เป็นครอบครัวเขาจะได้มีโอกาสได้ใกล้ชิดขนาดมาอยู่ใต้หลังคาเดียวกันเล่นเอาทำตัวไม่ถูก
ซูเหลียงมองตามเฟิงหยวนจินเฟิ่งและหญิงสาวผู้เป็นอดีตนักโทษประหารทุกฝีก้าวแม้ฉันจะบอกเขาว่าสัมผัสเจตนาร้ายจากทั้งสองคนไม่ได้เขาก็ไม่ผ่อนปรนท่าทีลงเลยแม้แต่น้อย
พวกเราอยู่ในห้องส่วนตัวที่เถ้าแก่ของร้านรีบเปิดให้เข้ามาใช้เป็นห้องไม่กว้างมาก มีโต๊ะเก้าอี้ไม้วางอยู่ หนิงหลงได้รับเชิญให้นั่งที่โต๊ะกับโอรสสวรรค์ฉันนั่งบนเก้าอี้ด้านหลังหนิงหลงส่วนซูเหลียงและหญิงสาวอดีตนักโทษยืนคุมเชิงกันอยู่คนละฟากห้อง
“กระหม่อมได้ข่าวว่ามีการกบฏไม่คาดคิดว่าจะได้พบพระองค์ที่นี่ มีเรื่องที่ต้องสอบถามมากมายเหลือเกิน”
“ตัวเราเองยังไม่คาดคิดว่าจะได้เดินทางไกลเช่นนี้”ผู้นำแคว้นส่ายหน้าช้าๆ “ตระกูลสั่วก่อกบฏ ล้อมวังไว้ทุกด้านไม่เว้นแม้แต่ทางน้ำพวกมันใช้การเสริมกำลังป้องกันเมืองหลวงเป็นข้ออ้างในการสุมกำลังพลเพื่อก่อกบฏและเราโง่งมเองที่หลงเชื่อคำผายลมของพวกมัน”
“เช่นนั้นควรสืบว่ายังมีผู้ใดขึ้นต่อพระองค์อยู่”หนิงหลงกล่าว “เหล่าผู้ตรวจการกำลังเดินทางไปเทียนซู แต่พวกกระหม่อมได้รับรายงานว่ามีความเคลื่อนไหวมีพิรุธบางอย่างในแถบนี้นับว่าชะตาบันดาลให้มาพบพระองค์ที่นี่”
“ความเคลื่อนไหวที่เจ้าพูดถึงคงเป็นการที่หลินเยี่ยนเที่ยวล่าสัตว์หาของป่ามาเป็นเสบียงปรากฏกายราวภูตผีและอาศัยอย่างหลบๆ ซ่อนๆ จนเป็นที่สงสัยของคนแถวนี้เข้า”สายตาโอรสสวรรค์เบนไปที่หญิงสาวผู้ยืนกอดอกมุมห้อง“เผ่าทางเหนือส่งตัวนางมาให้เป็นสนมเพื่อกระชับความสัมพันธ์โชคชะตาเข้าข้างยิ่งนักที่นางอยู่กับเราในช่วงก่อนปิดล้อมวังอาศัยสัญชาตญาณราวสัตว์ป่าของนางช่วยหาลู่ทาง เปิดโอกาสให้เราได้ใช้เวทเคลื่อนย้ายได้ทันก่อนที่พวกมันจะกางข่ายกั้น”
“กระหม่อมขอถามอะไรเสียมารยาทแต่...พระองค์ทราบหรือไม่ว่านางเป็นอดีตนักโทษประหาร?”
เฟิงหยวนจินเฟิ่งเลิกคิ้วหันไปทางหญิงสาว
“ข้าเป็นนักโทษประหารจริง”เธอกล่าวขึ้นด้วยสำเนียงแปร่ง ท่าทางจะเรียนภาษาของทางฝั่งนี้มาแล้ว
“เหตุใดเจ้าไม่บอก?”
“ท่านไม่ได้ถาม”
โอรสสวรรค์ถอนหายใจยาว มุมปากหยักยิ้ม
“เราชอบเจ้ายิ่งกว่าเดิมเสียอีกอย่างน้อยชอบมากกว่ามเหสีจืดชืดเจ้าระเบียบของเรา”
หญิงสาวชาวเผ่าหัวเราะขึ้นจมูกเดินมาตรงกลางห้อง มองหน้าพวกเราแบบเรียงตัว
“ข้านามซ็อกชือก์เป็นเจ้าหญิงของหนึ่งในเผ่าทางเหนือ โดนจับประหารเพราะสังหารทหารของซิงกวนสนุกไปบัดนี้เป็นสนมของชายน่ารำคาญผู้นี้ พวกเจ้าเรียกข้าว่าหลินเยี่ยนก็ได้”
“ชายน่ารำคาญรึ? หากเป็นที่วังเจ้าคงโดนจับตัดลิ้นไปแล้ว”
ฉันมองทั้งสองคนสลับกันไปมาความสัมพันธ์ดูเป็นคู่กัดมากกว่าพระราชาและนางสนม
“ว่าแต่เจ้าเถอะ”หลินเยี่ยนหันมาทางฉัน “เสียงเจ้ากลับมาแล้ว?”
“ค่ะ มีเรื่องหลายอย่างเกิดขึ้นเลยได้เสียงกลับมาแล้ว” ฉันตอบเกร็งๆ ยังดีที่อีกฝ่ายไม่ถามอะไรต่อ
“ขอพูดตามตรง เราต้องการกำลังของพวกท่านในการต่อกรกับกบฏตระกูลสั่วหากช้าเกินไป มันจะฝังรากลึกในราชสำนักจนเราไม่สามารถทวงคืนบัลลังก์ได้อีก และหากเราอยู่กับหลินเยี่ยนเพียงสองคนมันต้องตามมาสังหารเราและนางแน่นอน” โอรสสวรรค์กล่าว
“พวกเราต้องมีกำลังทหาร”หนิงหลงพูดขึ้น “หากไม่สามารถไว้ใจกองกำลังใต้บังคับบัญชาของนักรบสัตว์เทพได้...ตัวเลือกสุดท้ายคือกองทัพที่ปกป้องไคหยาง”
เราเดินทางกลับฐานทัพ ระหว่างทางแวะพักโรงเตี๊ยมทุกคนแยกกันไปพักผ่อน เราจับจองทั้งโรงเตี๊ยมและพักห้องติดกันเวลามีอะไรจะได้เรียกหากันได้ง่าย
ฉันไม่สามารถสงบใจได้เลยเดินเล่นอยู่ภายในโรงเตี๊ยมเห็นประตูห้องของหนิงหลงแง้มอยู่โดยมีซูเหลียงนั่งเฝ้าอยู่ด้านหน้า
“มาหานายท่านหรือ? เข้าไปสิขอรับ”
ฉันแอบมองเข้าไปก็เห็นเขาหลับฟุบคาโต๊ะทำงานในห้องทั้งที่ตามปกติจะเห็นเขานั่งหลังตรงอ่านหรือเขียนอะไรอยู่เสมอ
ฉันเข้าไปหยิบผ้าห่มผืนบางจากในตู้และพยายามไม่ส่งเสียงคลี่ผ้าห่มคลุมไหล่ให้
แม้ยามหลับหนิงหลงก็ยังถือพู่กันไว้ในมือ ปลายพู่กันจิ้มถูกกระดาษเปล่าจนเป็นรอยด่างฉันชั่งใจว่าจะเอาพู่กันออกจากมือเขาดีไหมก็ตัดสินใจว่าอย่ากวนเลยดีกว่าขยับกองกระดาษเปล่าห่างจากปลายพู่กันไม่ให้มันเลอะไปกว่านี้
“สงสัยกำลังฝันดี...”ฉันสัมผัสความสุขจากชายหนุ่มได้เลยย่องออกจากห้องแต่ยังไม่ทันพ้นประตูก็ได้ยินเสียงผ้าเสียดสีกัน
“เหมยฟาง?”
“ขอโทษค่ะ ทำให้ตื่นเหรอคะ?”
“นี่ข้าเผลอหลับไปหรือ?” เขาขยี้ตาจากนั้นเอื้อมมือจับผ้าห่ม “ขอบใจสำหรับผ้าห่ม”
“ค่ะ...”
ฉันโค้งตัวจะเดินออกก็โดนเรียกไว้
“เจ้ามาตรงนี้สักครู่ได้หรือไม่?”
“คะ?” ฉันเดินกลับไปหาเขาที่โต๊ะชายหนุ่มลุกขึ้นช้าๆ ก่อนจะโอบฉันเข้าไปกอด “ท่าน...หนิงหลง?ซูเหลียงอยู่หน้าห้อง...”
“ขอข้าอยู่อย่างนี้สักพัก” เขาซบใบหน้าลงมาวงแขนยิ่งรัดแน่น โอบล้อมฉันด้วยความอบอุ่น ฉันกอดเขาตอบชายหนุ่มตัวอุ่นชวนให้สบายใจ
ได้ยินเสียงซูเหลียงปิดประตูดังกริ๊ก
ฉันที่แนบหูอยู่กับแผ่นอกกว้างได้ยินเสียงหนิงหลงทุ้มดังก้อง
“มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นหลายอย่างเหลือเกิน”
“ค่ะ ไม่อยากเชื่อเลย” ฉันหลับตาลงได้ยินเสียงหายใจและเสียงหัวใจเต้น
“ข้ามีความสุขเหลือเกินที่มีเจ้าเคียงข้างเหมยฟาง” เขาจูบหน้าผากฉัน ก่อนจะเลื่อนใบหน้าลงมา “...หลับตาสิ”
ฉันหลับตาลง ลมหายใจอุ่นของชายหนุ่มสัมผัสใบหน้าจากนั้นริมฝีปากอีกฝ่ายก็แนบลงมา
เวลาหยุดเดินไปชั่วขณะโลกทั้งใบมีเพียงเราสองคนที่นี่ ในเวลานี้
มือใหญ่ประคองแก้มฉันพอปรือตาขึ้นก็เห็นดวงตาสีทับทิม
ชายหนุ่มผละออกไป
“...พอเจ้ามองแล้วข้าเขิน” เขากระแอมยกมือขึ้นปิดปาก
“ขอโทษค่ะ...” ฉันก้มหน้าลงสัมผัสเมื่อครู่ยังค้างอยู่บนริมฝีปาก ขนาดตอนที่คุเรไนจูบฉันตอนนั้นใจยังไม่สั่นเท่าตอนนี้ “ไม่มองแล้วค่ะ”
“แปลว่าจะให้จูบอีกใช่ไหม?”
“คะ?”
ยังไม่ทันหายตกใจเขาก็ประทับริมฝีปากลงมาอีกครั้ง บดลงมาจนหายใจไม่ออก ฉันขยุมเสื้อเขาและเขายิ่งรุกไล่เข้ามาจนฉันเผลอถอยหลังไปหลายก้าว
สุดท้ายชายหนุ่มผละออกฉันรู้สึกเหมือนถูกปลุกให้ตื่นจากฝัน
“...ไปพักผ่อนเถอะ”เขาเอ่ยเสียงแหบพร่า ฉันรีบพยักหน้าและถอยออกมาก้าวหนึ่ง หมุนตัวออกจากห้องรีบเดินกลับโดยไม่มองหน้าซูเหลียง
หัวใจยังเต้นระรัวไม่หายไม่คิดเลยว่าหนิงหลงจะมีมุมแบบนี้
เหลือบมองเงาสะท้อนตัวเองก็พบว่าหน้าแดงเป็นลูกตำลึงต้องสูดหายใจลึกๆ หลายทีให้สงบลง
ฉันได้ยินเสียงอาวุธกระทบกันดังมาจากลานโล่งด้านหลังโรงเตี๊ยมรีบตามต้นเสียงไปก็เห็นซูเหลียงกับหลินเยี่ยนประมือกันอีกครั้งฝีมือของทั้งสองเรียกได้ว่าคู่คี่สูสี
“ลักษณะการต่อสู้เช่นนั้นเป็นของสุนัขล่าเนื้อไม่ผิดแน่” หลินเยี่ยนปาดเหงื่อที่หน้าผาก
“ท่านเองก็ต่อสู้ในแบบชาวเหนือโดยแท้ท่าจับทุ่มเมื่อครู่ทำไหล่ข้าเกือบหลุด”
ดูท่าทั้งสองจะถูกใจกันพอสมควรพอเห็นว่าไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง ฉันเลยถอยออกมาแต่ก็เจอหนิงหลงยืนอยู่ด้านหลัง
“ท่านหนิงหลง?!”
“ข้ามาดูว่าเสียงอะไร”เขาวางมือบนไหล่ฉัน “และข้ายังไม่ได้ขอโทษหลินเยี่ยนที่ทำให้นางต้องตัดเส้นผม”
“อ๋อ...”
ไม่มีผู้ชายซิงกวนคนไหนที่ตัดผมเพราะถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายที่บิดามารดามอบให้แต่สำหรับหลินเยี่ยนแล้วไม่รู้มีความเชื่อแบบเดียวกันหรือเปล่า มองดีๆก็เห็นว่าเธอเอามีดเล่มเล็กมาถือในมือแทนที่จะเอาผูกผมเป็นลูกตุ้มไว้เหมือนปกติคิดว่าถ้าพูดขอโทษเธอจริงๆ หญิงสาวคงแค่ยักไหล่แล้วพูดว่าตัดผมทิ้งยังดีกว่าตายแล้วกัน
อีกไม่นานเราจะเดินทางกลับฐานทัพที่ชายฝั่งไคหยางแล้วเดินทางกลับไปกลับมาแบบนี้ทำฉันเหนื่อยล้าแต่ฉันยังเต็มใจหากมันทำให้ฉันได้อยู่เคียงข้างและคอยสนับสนุนหนิงหลง
ในที่สุดก็พาโอรสสวรรค์และนางสนมมาถึงฐานทัพที่ไคหยาง
เมื่อหนิงเหอเห็นว่าเราพาใครมาเขาตกใจจนแทบเป็นลม รีบทำความเคารพ
“มีข่าวว่าพระองค์สูญหาย ดีเหลือเกินที่ยังทรงปลอดภัย”
“เราไม่ตายง่ายขนาดนั้น”เฟิงหยวนจินเฟิ่งหัวเราะในลำคอ “รายงานสถานการณ์มา”
เฟิงหยวนเหลียนจวินผู้เป็นโอรสสวรรค์องค์ก่อนรวมถึงพระญาติทั้งหลายได้ถูกตระกูลสั่วเกณฑ์ไปไว้ในตำหนักนอกวังหลวงคาดว่ามีคนหลบหนีออกมาได้ แต่ในตอนนี้ไม่อาจไปตามหา
กองเรือของโทโคโยะเริ่มบุกรุกน่านน้ำซิงกวน
กองทัพเรือของโทโคโยะขึ้นชื่อเรื่องความแข็งแกร่งอยู่แล้วแนวหน้าจึงถูกบีบให้เข้าใกล้ชายฝั่งมากขึ้นเรื่อยๆ กระนั้นหนิงเหอมั่นใจว่าหากศัตรูขึ้นฝั่งจะไม่มีทางผ่านไคหยางไปได้แน่นอน
ฉันยืนบนหาดที่เต็มไปด้วยข้าวของมองทะเลก็เห็นเรือยิงปืนใหญ่และสาดเวทมนตร์ใส่กันเปรี้ยงปร้างเรือทุกลำลงอาคมป้องกันเวทมนตร์ส่วนใหญ่ไว้ได้จึงต้องใช้การโจมตีแบบผสม
หนิงหลงยืนอยู่ข้างฉันโอบเอวเข้าไปใกล้ ฉันยืนพิงร่างเขา
“หากโทโคโยะมาถึงที่นี่ข้าจะออกไปสู้”
“...ค่ะ” ฉันพยักหน้ารู้ว่าเขาตัดสินใจแน่วแน่แล้ว และการได้ปกป้องแคว้นคือความภาคภูมิใจของเขาเพราะฉะนั้นฉันจึงยืนอยู่ข้างเขาอย่างนั้น