ตอนที่ 12 — คืนเปิดความทรงจำ
กลางคืนกลับมาปกคลุมสะพานอีกครั้ง แสงจันทร์สีหม่นสะท้อนบนผิวน้ำที่นิ่งสนิทราวกับกระจกเย็นเยียบ
เมฆา วรุฒ และจิตราขนอุปกรณ์ลงจากรถ — กล้องจับความร้อน เครื่องวัดสนามแม่เหล็ก เครื่องบันทึกเสียง
แต่คราวนี้มีอีกคนร่วมทีมด้วย — วิรดา หญิงสาวผู้สูญเสียน้อง
เธอยืนเงียบอยู่ตรงข้างสะพาน มองลงไปยังสายน้ำที่เธอฝันถึงทุกคืน ใบหน้าเรียบเฉยแต่แววตาสั่นไหว
เมฆาเดินเข้ามาใกล้ “พร้อมไหม”
“ค่ะ...” เสียงเธอเบาจนแทบกลืนไปกับลม “ฉันไม่รู้ว่าตัวเองพร้อมหรือเปล่า แต่รู้ว่ามันถึงเวลาแล้ว”
วรุฒถือกล้องวิดีโอพร้อมกับบ่นไม่หยุด “ผมว่าผมยังไม่พร้อมนะพี่ ถ้าผีเด็กคนนั้นมาโผล่ตรงหน้าผมอีก ผมจะะโเรียกแม่แน่”
เมฆาตอบเรียบ ๆ “ไม่ต้องะโ เดี๋ยวกล้องอัดเสียงไม่ชัด”
“พี่นี่นะ! หลอนก็ยังห่วงคุณภาพเสียงอีก!”
จิตราอมยิ้ม เธอถือเครื่องตรวจพลังงานไว้ในมือ “สัญญาณพลังงานเริ่มแกว่งแล้ว เหมือนมีอะไรบางอย่างตอบสนองตอนวิรดาเดินเข้ามา”
ลมเย็นพัดวูบหนึ่ง ผิวน้ำข้างใต้เริ่มกระเพื่อมเป็วง ๆ แม้ไม่มีอะไรตกลงไป
วิรดายกมือกุมหัว “ได้ยินเสียง... เสียงเด็กผู้หญิงร้องไห้... แล้วก็พูดว่า ‘หนูอยู่ตรงนี้’”
เมฆาก้าวเข้าไปใกล้ขอบสะพาน “ถ้าเธอได้ยิน ก็หมายความว่าเขากำลังพยายามเชื่อมความทรงจำกลับมา”
เขาวางกล่องเหล็กที่เก็บตุ๊กตาไว้ตรงพื้น แล้วค่อย ๆ เปิดออก
ทันใดนั้น กล้องของวรุฒจับภาพได้ — เงาเด็กหญิงยืนอยู่ตรงขอบน้ำ หันหลังให้กล้อง ผมยาวเปียกแนบแผ่นหลัง
“พี่เมฆา! ผมเห็นแล้ว! ผีเด็กจริง ๆ ด้วย! โอ้พระเ้า ขอให้เมมโมรีไม่เต็มตอนนี้เถอะ!”
“อย่าขยับกล้อง” เมฆาพูดเสียงนิ่ง “ปล่อยให้เธอแสดงออกเอง”
เงาเด็กคนนั้นค่อย ๆ หันกลับมา ใบหน้าไม่ชัด แต่ดวงตาส่องแสงสะท้อนจันทร์ราวกับน้ำในบ่อ
เสียงเบา ๆ ดังขึ้นในอากาศ — เหมือนมาจากใต้สะพานและในหัวของทุกคนพร้อมกัน
“พี่... ทำไมถึงไม่ช่วยหนู...”
วิรดาเริ่มร้องไห้ น้ำตาไหลรินโดยไม่รู้ตัว “ฉันพยายามแล้ว... แต่พวกเขาจับฉันไว้ ฉันไม่ได้ผลักเธอนะ...”
จิตราหยุดหายใจ “พวกเขา?”
เมฆามองเธอ “หมายถึงคนอื่น — คนที่อยู่ด้วยกันวันนั้น”
เงาเด็กสั่นไหวเหมือนถูกลมแรงพัดก่อนจะชี้นิ้วเล็ก ๆ ไปทางคานเหล็กใต้สะพาน
เมฆาเดินตามไปโดยไม่ลังเล ใช้ไฟฉายส่อง และเจอกระป๋องสีเก่าที่ติดอยู่ตรงคาน มีรอยนิ้วเล็ก ๆ จับรอบ ๆ
เขาเปิดมันออก — ข้างในคือเศษผ้าของเสื้อเด็ก และแผ่นเหล็กเล็ก ๆ ที่สลักชื่อ “ดา”
“เธอฝาแฝดกับวิรดา...” เมฆาพึมพำ “แต่ทำไมชื่อแยกคนละตัว”
วิรดาก้าวเข้ามาใกล้ “ดาเป็ชื่อเล่นของฉัน... แล้วอีกคนล่ะ...”
เสียงเด็กพูดแ่เบา “หนูคือรดา... เขาเรียกหนูว่ารดา...”
วรุฒอ้าปาก “งั้นชื่อสลับกันั้แ่ต้นเลยเหรอครับพี่!?”
เมฆาพยักหน้า “อาจมีการสับเปลี่ยนตอนเกิด... หรือไม่ก็มีคนจงใจให้คนหนึ่ง ‘ลืมชื่อจริงของตัวเอง’ เพื่อปิดบังบางอย่าง”
จิตราเริ่มต่อความคิด “ถ้าจงใจ... แปลว่าเหตุการณ์ตกน้ำอาจเป็อุบัติเหตุที่มีคนทำให้เกิดขึ้น — เพื่อให้คนหนึ่งอยู่และอีกคนหายไป”
วรุฒเริ่มเหงื่อซึม “โอ้โห… จากผีเฮี้ยนกลายเป็คดีอาญาเฉยเลย”
เสียงน้ำกระเพื่อมแรงขึ้นอีกครั้ง เงาเด็กคนนั้นค่อย ๆ ลอยขึ้นเหนือผิวน้ำ ดวงตาเต็มไปด้วยความเศร้าแต่ไม่โกรธ
เธอมองวิรดา แล้วพูดเบา ๆ
“พี่... อย่ากลัวอีกเลย หนูจำได้หมดแล้ว”
ทันใดนั้น อากาศรอบตัวเย็นวาบลง ร่างของเธอกลายเป็ละอองแสงสีขาวลอยขึ้นฟ้าอย่างสงบ
เมฆามองตามนิ่ง ๆ “เห็นไหม วรุฒ... ไม่มีอะไรต้องกลัว”
วรุฒยังยกกล้องค้าง “ครับพี่... แต่ถ้ามีผีตัวอื่นขอเซลฟี่ต่อ ผมไม่อยู่แล้วนะ”
เสียงหัวเราะเบา ๆ หลุดจากทั้งสามคน ทำให้บรรยากาศตึงเครียดคลายลงอย่างประหลาด
เมฆาเก็บตุ๊กตาใส่กล่องอีกครั้ง “คดีนี้ยังไม่จบ... เพราะเรายังไม่รู้ว่าใครอยู่กับเธอวันนั้น”
เขามองไปทางอีกฝั่งของสะพาน ที่มีบ้านร้างหลังหนึ่งตั้งอยู่เงียบ ๆ กลางเงาจันทร์
“และผมพนันได้เลย... ว่าคนที่ผลักเด็กคนนั้นลงน้ำ ยังอยู่ไม่ไกลจากที่นี่”
ตอนต่อไป — ตอนที่ 13 “บ้านริมฝั่งน้ำ”
ทีมของเมฆาจะสืบต่อยังบ้านร้างที่อยู่ตรงข้ามสะพาน ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็บ้านของเ้าหน้าที่ดูแลพื้นที่ และอาจเป็จุดที่เหตุการณ์ทั้งหมดเริ่มต้นขึ้น