“แสบตาจัง” ดวงอาทิตย์ยามเช้าเริ่มทอแสงสาดส่องลงมา แสงสีทองลอดผ่านร่มไม้ใหญ่มากระทบกับร่างปุกปุย ซานซานในร่างแมวน้อยเริ่มขยับตัว ยืดเหยียดขาหน้าสั้นๆของตนเพื่อบิดี้เีคลายความเมื่อยล้า
ซานซานลุกขึ้นยืนแล้วก้มมองขาของตัวเอง ซึ่งบัดนี้กลายสภาพเป็แท่งขนปุยสั้นๆสีขาวที่ส่วนปลายมีลักษณะเหมือนเนื้อมังคุดไม่มีผิด
“เฮ้อ ไม่ได้ฝันจริงๆสินะ ฉันยังไม่ตาย แล้วฉันก็ทะลุมิติมาจริงๆ” ซานซานหย่อนก้มนุ่มลงกับพื้นหญ้าพลางเงยหน้ามองไปรอบๆ ตอนนี้ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นดูใหญ่เหลือเกิน
“เอาวะ ไหนๆก็ยังไม่ตาย ก็ต้องสู้ชีวิตต่อไปแหละนะ ฉันจะมัวเศร้าอยู่ไม่ได้ มาลองดูสักตั้ง ให้มันรู้ไปสิว่าฉันจะเอาตัวรอดไม่ได้” เมื่อคิดได้แบบนั้นซานซานก็ลุกขึ้นอีกครั้งด้วยลำแข้งสี่แข้งของเธอ
“จุดนี้เหมือนจะเป็ชายป่า มีทางเดินดินเข้าป่าไปทางนั้น ส่วนนี่ก็คือต้นไม้ใหญ่ที่ฉันหนีมาอาศัยนอนเมื่อคืนนี้ หลังคาบ้านเยอะๆตรงนู้นน่าจะเป็แหล่งชุมชน ตอนนี้หิวแล้ว ฉันต้องไปหาอะไรกินก่อนแล้วค่อยไปเดินสำรวจว่าที่นี่คือที่ไหน” ซานซานปรายตามองสำรวจสถานที่โดยรอบคร่าวๆและพยายามจดจำเอาไว้
“หมั่นโถวร้อนๆจ้า”
“ปลาย่าง ไก่ย่างหอมๆรับประกันอร่อยถูกใจ เชิญเข้ามาดูก่อนได้จ้า”
“ร้านข้าบะหมี่เส้นเหนี่ยวนุ่ม น้ำซุปรสดี เคี่ยวสามปีกว่าจะเสร็จ เข้ามาลองชิมกันได้เลย”
ตลาดยามเช้าที่มีพ่อค้าแม่ค้ามาตั้งร้านขายอาหารกันั้แ่เช้าต่างะโเรียกลูกค้าเข้าร้าน บางร้านก็มีสโลแกนโน้มน้าวใจให้อยากเข้าไปลิ้มลอง
“ออกไปๆ ไปไกลๆเลย อย่ามาขวางหน้าร้านข้า ไปยืนทำตาแป๋วที่อื่นไป” คุณลุงร้านบะหมี่ตวาดแมวน้อยซานซานที่มายืนทำจมูกฟุดฟิดสูดกลิ่นหอมของน้ำซุปอยู่ที่หน้าร้าน
“หิวจัง ลูกแมววัยนี้ต้องกินนมแม่แมวสิ แต่ฉันกลับต้องทะลุมิติมาเป็แมวกำพร้า ถ้ามีแม่ ชีวิตแมวๆของฉันคงไม่ต้องมาเดินหาของกินอยู่แบบนี้ แค่ใช้ชีวิตง่ายๆ นอนดูดนมแม่ไปวันๆก็พอแล้ว เฮ้อ” ซานซานที่โดนตวาดไล่ เดินคอตกอย่างหดหู่ใจ
“ที่นี่ไม่มีร้านขายนมเลย ถึงมีฉันก็ไม่มีเงินจ่าย หรือว่าฉันต้องไปอาศัยกินนมแมวนมหมาแถวนี้ แล้วมันจะฟัดฉันไหม” ซานซานที่เดินเตร็ดเตร่แบกท้องหิวไปเรื่อยๆโดยไม่รู้ว่ามีอะไรที่พอจะกินได้บ้าง
ฟุดฟิดๆ แมวน้อยได้กลิ่นหอมลอยมาแตะจมูก กลิ่นนั้นเป็กลิ่นของอาหารที่เธอค่อนข้างจะคุ้นเคย “โจ๊กหมูสับ หอมจังเลย ฉันน่าจะกินได้นะ อาหารเหลวๆน่าจะใกล้เคียงนมแม่ที่สุด เหมาะสำรับลูกแมวไม่มีฟันแบบฉัน”
“เมี๊ยว เมี๊ยว เมี๊ยววว” ซานซานส่งเสียงร้องเบาๆเพื่อดูท่าทีของคุณยายคนขาย ก่อนจะค่อยๆเดินเข้าไปใกล้ “เมี๊ยวว เมี๊ยวว” ซานซานส่งเสียงออดอ้อนใส่คุณยายที่กำลังจ้องมองเธออยู่
“ว่ายังไงล่ะเ้าขาว มายืนทำตาแป๋วใส่ข้า หิวล่ะสิ” คุณยายพูดพลางถือทัพพีไม้คนๆสิ่งที่อยู่ในหม้อต่อไป
“เมี๊ยววว เจ๋ง คุณยายรู้ได้ยังไงว่าฉันหิวอะ แค่ส่งสายตาแบ๊วๆแล้วร้องเมี๊ยวๆ มนุษย์ก็เข้าใจงั้นรึ แบบนี้ก็คุยกันง่ายกว่าที่คิดนะเนี่ย”
“มานี่สิ ข้าให้ มากินซะ” พูดจบคุณยายก็ตักเศษโจ๊กใส่ชามไม้เก่าๆใบหนึ่งแล้ววางไว้ที่พื้น
“เย่ ขอบคุณค่ะคุณยาย” ซานซานพาร่างสี่ขาเดินต้วมเตี้ยมเข้าไปกินอาหารในชาม
วิ๊งง แวววับ ซานซานกินจนหมดเกลี้ยงเหลือเพียงชามเปล่า ด้วยความหิวระดับนี้ หากว่ากินชามเข้าไปได้ก็คงจะกินเข้าไปแล้ว
“รสชาติอร่อยดี แต่กลืนยากไปหน่อยแฮะ คงเพราะฉันไม่มีฟันเลยต้องอมๆ ใช้เหงือกงับๆไป อารมณ์เหมือนคนเคี้ยวข้าวไม่ละเอียด”
“เมี๊ยว คุณยายขา หนูอิ่มแล้ว ขอบคุณมากๆค่ะที่แบ่งอาหารให้หนู หนูจะไม่ลืมเลย” เ้าแมวน้อยซานซานเมื่อกินเสร็จก็เดินเข้าไปหาคุณยาย ร้องเมี๊ยวๆเพื่อขอบคุณคุณยายที่เมตตา เมื่อกินจนอิ่มแล้วซานซานก็เริ่มเดินสำรวจเมือง
“เ้ารู้เื่ท่านแม่ทัพหรือไม่ เห็นว่าเมื่อคืนที่งานเลี้ยงอยู่สนทนากับเหล่าขุนนางได้ไม่นานก็รีบกลับ” แม่นางคนหนึ่งเอ่ยขึ้น
“รู้สิ ข้าเห็นท่านแม่ทัพออกไปกับคุณชายหาน ไปยืนพูดคุยกันอยู่สองคนตั้งพักใหญ่ๆ” หญิงสาวอีกคนที่ยืนจับจ่ายอยู่ข้างกันเอ่ยตอบ
“ข้าว่าแม่ทัพผู้นี้ ถึงภายนอกจะดูเพียบพร้อมแต่ก็มีบางอย่างแปลกๆอยู่“
“พวกท่านรู้หรือไม่ว่าทำไมท่านแม่ทัพถึงยังไม่แต่งงาน” พ่อค้าที่ยืนฟังอยู่เอ่ยถามแม่นางทั้งสองอย่างมีเลศนัย
“ข้าไม่รู้ เ้ารู้อย่างนั้นรึ”
“ข้าเคยได้ยินว่าท่านแม่ทัพป่วย ร่างกายไม่แข็งแรง ไม่อาจมีลูกได้” แม่นางทั้งสองต่างบอกสิ่งที่ตนรู้แก่พ่อค้า
“นี่ เ้าโง่รึไง ถ้าท่านแม่ทัพร่างกายไม่แข็งแรงจริง ท่านแม่ทัพจะไปออกรบได้รึ ข้าว่าไม่จริง” แม่นางคนหนึ่งแย้ง
“พวกท่านไม่ต้องเถียงกัน ข้าว่าความจริงแล้ว ท่านแม่ทัพมีใจรักบุรุษต่างหาก หาได้ชอบพอสตรีไม่” พ่อค้ากล่าว
“เ้าก็พูดไปเรื่อย”
“หากพวกท่านไม่เชื่อข้าก็ลองคิดดูเถิด ท่านแม่ทัพไม่เคยคบหากับสตรีนางใด วันๆเอาแต่ทำศึก ยามว่างก็อยู่จวน จะออกมาบ้างก็ไปหาท่านอ๋องกับคุณชายหาน พวกท่านคิดว่าท่านแม่ทัพรักเมืองหยางจงมาก ถึงขนาดต้องทุ่มเทจนไม่มีเวลาคบหาสตรีเลยรึ”
“ก็พวกท่านสามคนเป็สหายกัน ข้าไม่เห็นจะแปลกอันใด” แม่นางเฟยกล่าว
“ใช่ๆ ข้าก็คิดเช่นเดียวกับแม่นางเฟย” แม่นางทั้งสองคนยังคงไม่เชื่อพ่อค้า
“พวกท่านเคยเห็นท่านแม่ทัพไปหอคณิกาบ้างหรือไม่ แม้กระทั่งงานเลี้ยงเมื่อคืน ที่มีเหล่าคณิกามาร่ายรำอยู่ตรงหน้า ท่านแม่ทัพยังหนีไปได้ลงคอ ในขณะที่ขุนนางท่านอื่นกลับพานางคณิกาไปเริงสวาทกันต่อ พวกท่านไม่คิดว่ามันผิดวิสัยบุรุษวัยนี้รึ”
“อืม…ที่เ้าพูดก็เริ่มฟังดูมีเหตุผล” แม่นางที่ตอนแรกไม่เชื่อก็เริ่มครุ่นคิดตามสิ่งที่ได้ยิน
“ถ้าเป็อย่างที่เ้าว่าจริงๆ ข้าล่ะเสียดายยิ่งนักที่ข้าจะต้องเสียตำแหน่งฮูหยินแม่ทัพให้คุณชายหาน เฮ้อ” แม่นางเฟยถอนหายใจอย่างเสียดาย
คนทั้งสามยืนคุยกันไปเรื่อยโดยไม่รู้เลยว่ามีแมวน้อยซานซานยืนแอบฟังอยู่ข้างแผงไม้ไผ่
“อ๋อ ชั้นพอจะเข้าใจละ ที่นี่คือเมืองหยางจง ส่วนท่านอ๋องท่านแม่ทัพคุณชายหานทั้งหมดเป็เพื่อนกัน และท่านแม่ทัพที่ไม่เคยเหลียวมองสตรีนางใดนั่นก็มีข่าวลือว่าชอบผู้ชาย ฉันว่ามันก็ไม่เห็นจะแย่อะไร ทำไมคนพวกนี้ต้องมายืนนินทาเขาด้วย แต่อย่างว่าล่ะนะ นี่มันยุคไหน จะความคิดเต่าล้านปีก็ไม่แปลก” ซานซานสรุปความคิดจากข้อมูลที่ได้ยินแล้วบ่นพึมพำกับตัวเอง
“เอ๊ะ ท่านแม่ทัพงั้นเหรอ คำนี้มันคุ้นๆ เหมือนฉันเคยได้ยินมาก่อน ตอนที่มาถึงเมืองนี้” ซานซานใช้ความคิดแมวๆครุ่นคิดอยู่สักครู่
“คิดออกแล้ว ชายคนนั้น ผู้ชายเมื่อคืนที่อุ้มฉัน ถ้าได้ยินไม่ผิด ฉันได้ยินเขาพูดว่าเขาเป็แม่ทัพนะ” เ้าเหมียวหย่อนก้นนั่งนึกถึงผู้ชายที่เจอเมื่อคืน
“จะว่าไป นอกจากคุณยายร้านโจ๊ก ก็มีแต่เขานี่แหละ ที่มองฉันด้วยสายตาอบอุ่นแบบนั้น ถ้าได้เจอกันอีกก็ดีสินะ”