หลังจากที่เื่ทุกอย่างจบลงทางเจียหนิงก็ได้กลับบ้านไปจัดการเื่ที่ดิน แบ่งแยกตามสัญญาโดยมีกลุ่มการค้าสกุลหลินเป็ผู้จัดการทำให้ครอบครัวของเจียหนิงไม่กล้าพูดหรือขัดขวางสิ่งใด ซ้ำทางครอบครัวของเจียหนาน นางก็ติดหนี้อยู่กับฮูหยินสามเป็จำนวนหมื่นตำลึง ทางแม่ของนางและนางจึงต้องมาทำงานโดยใช้เงินเดือนในการใช้หนี้ส่วนทางพ่อของนาง เจียจงจากเหตุการณ์นี้ ก็ถูกครอบครัวสกุลลิวกลั่นแกล้งทำให้หน้าที่การงานไม่ก้าวหน้า กลายเป็คนที่ไม่มีปากมีเสียงในที่ทำงาน ต้องฝืนทนทำงานต่อไปแม้แต่ขุนนางระดับต่ำกว่าก็ไม่ให้เกียรติเขา แต่เขาก็ไม่สามารถลาออกหรือจากไปได้ด้วยหวงในหน้าตาของตน และกว่าจะได้ตำแหน่งมาก็ลำบากจึงต้องเป็ตัวตลกในที่ทำงานต่อไป หวังว่าวันเวลาเมื่อผ่านไปทุกสิ่งก็จะดีขึ้นเอง
ทางหลินเยว่อิงเมื่อทุกคนจัดการทุกอย่างเรียบร้อย เที่ยวผ่อนคลายอย่างพอใจั้แ่ออกจากเมืองหลวง จนวันนี้ก็กินเวลาไปร่วมสองเดือน ซึ่งใกล้จะถึงกำหนดเวลาเป้าหมายต่อไปของหลินเยว่อิง การประลองของสำนักกระบี่สาดส่องที่จะเริ่มขึ้นในอีกไม่กี่วันนี้ทุกคนจึงได้จัดเตรียมเพื่อที่จะออกเดินทางกลับไปยังเมืองหลวง แต่ทุกคนไม่รู้เลยว่าตอนนี้มีคนอีกกลุ่มที่ถูกส่งมา และค่อยเฝ้าดูพวกหลินเยว่อิงอยู่ตลอด
“หัวหน้า บ้านสกุลหลินเตรียมตัวจะเดินทางกลับแล้วครับ”
“ดีมาก แล้วพวกมันมีคนคุ้มกันมากน้อยแค่ไหนมีพวกที่เป็วรยุทธอยู่เท่าไร”
“จากที่เฝ้าดูมาหลายวัน ไม่มีเลยครับ มีแต่พวกผู้หญิงและเด็กคนใช้อีกไม่กี่คนครับ”
“นี้มันเป็ไปได้ยังไงให้เด็กกับผู้หญิงเดินทางกันเอง เป็ถึงคนสำคัญในเมืองหลวงแต่กลับไม่มีใครคุ้มกันเลย จะประมาทเกินไปแล้ว นี้เ้าดูมาดีแล้วใช่หรือไม่”
“ข้ากับลูกน้องเฝ้าดูมาหลายวันทั้งยังเข้าไปพักในโรงเตี๊ยมด้วย ก็ไม่มีใครอื่นเลยครับ นอกจากพวกเขาจะทำงานและไปเที่ยวก็ไม่ได้มีคนติดตามที่เป็วรยุทธ หรือติดต่อกับสำนักคุ้มกันสำนักใด และตอนนี้พวกเขาได้เตรียมตัวที่จะออกเดินทางพรุ่งนี้แล้วครับ”
“ถ้าเป็เช่นนั่น งานของเราก็ง่ายขึ้นแค่เด็กกับผู้หญิงอ่อนแอไม่กี่คน คงจัดการได้ไม่ยาก เอาละพวกเ้าแอบติดตามต่อไปส่วนข้าจะไปเตรียมดักรอที่กลางทาง เราจะปลอมเป็โจรปล้นฆ่าทั่วไป จะได้ไม่มีใครสืบรู้ได้”
เช้าวันต่อมา หลังจากที่มีคนมากขึ้นและมีของจากสุสานผนึกศาสตรา ทำให้มีสัมภาระมากขึ้น จึงได้เปลี่ยนรถม้า เป็คันใหญ่ขึ้นสามารถนั่งได้ 4 คนในรถม้าและขนของด้านท้ายได้อีกทำให้การเดินทางครั้งนี้สะดวกสบายมากขึ้น ในรถม้าคันแรก มี ไป๋ชิงชิว ซูเมิ่ง และเจียหนิง คันที่สอง มี ฮูหยินสาม หลินเจียงผิง หลินเจียงเฟย คันที่สาม มีหลินเยว่อิง ถิงถิง เซียงหยาง และถังเทียน มีรถขนของเทียมม้าอีกหนึ่งคันให้คนติดตามและขนสัมภาระ พวกเขาค่อยๆเดินทางไป ไม่เร่งรีบนักกะเวลาถึงที่หมายก่อนสักวันสองวัน วันแรกพวกเขาเดินทางผ่านไปได้ด้วยดีไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น เพราะยังห่างจากเมืองหงเฟยไม่มากนักตลอดเส้นทางยังมีหมู่บ้านหรือเมืองเล็กๆตลอดทาง เมื่อเดินทางไปเรื่อยๆก็เข้าเส้นทางที่ไม่ค่อยมีหมู่บ้านมากนักจะเป็เส้นทางหลวง แต่เป็ูเาแม่น้ำ ที่เชื่องต่อจากเมืองหลวงมาทางใต้ซึ่งเส้นทางจากนี้ ก็จะมีการดักปล้นอยู่บ้างครั้ง และแน่นอนพวกคนร้ายก็รู้ว่าจะดักลงมือที่ใด
“คุณหนู พวกมันตามเรามาหลายวันแล้วนะครับั้แ่ออกจากเมืองหงเฟย จะให้ข้าจัดการมันเลยไหมครับ”
“ยังก่อน มันตามพวกเรามาหลายวัน แต่ก็ไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆแสดงว่ายังไม่ถึงที่หมายที่พวกมันจะลงมือ การเดินทางจากตรงนี้ไปจะเป็เทือกเขาทอดยาวตลอดเส้น ใช้เวลา หลายวันก็จะเข้าสู้เขตที่ราบภาคกลาง พวกมันต้องลงมือใน่นี้แน่เราแค่เฝ้ารอและระวังตัวให้ดี”
“ครับ”
หลังจากผ่านไป ทางขบวนเดินทางของหลินเยว่อิงก็เข้าสู้เขตที่ไม่มีผู้คนมีแต่เส้นทางในการเดินทาง
“คุณหนู เมื่อคืนนี้ข้าได้สำรวจทางล่วงหน้าตามที่ท่านบอกมีกลุ่มโจรประมาน 20 คน ตั้งค่ายอยู่ข้างหน้าเราจะเดินทางไปถึงที่นั่นในอีกครึ่งวันเ้าค่ะ” สำหรับคนฝึกยุทธที่มีวิชาตัวเบาลึกล้ำอย่างพวกของหลินเยว่อิงการเดินทางเป็ร้อยนี้ในเวลาไม่นาน ก็ไม่ใช่เื่ยากวันหนึ่งสามารถเดินทางได้เป็พันลี้ในวันเดียว
“เช่นนั่นหลังจากข้ามเขาลูกนี้ไป ที่ป่าไผ่ข้างหน้าพวกมันน่าจะลงมือที่นั่น เพราะที่นั่น ง่ายต่อการดักโจมตี และทำลายหลักฐาน”
“ท่านจะให้ข้าจัดการเช่นไรเ้าค่ะ”
“ไม่ต้อง ไม่ต้องจัดการรอพวกมันออกมาทีเดียว หากพวกเราเข้าไปในที่ของพวกมัน อาจจะมีกับดักอยู่ก็ได้และหากมียอดฝีมือซ่อนอยู่ การที่เ้าไปคนเดียว หรือสองคนก็อาจจะเป็อันตรายได้อยู่ร่วมกัน หากพวกมันมา เราก็จัดการได้ง่ายกว่า อีกอย่างยังไงพวกมันก็มาหาเราเองพวกเ้าดูแลทุกคนให้ดี พวกมันมากันเยอะ อย่าให้ทุกคนมีอันตราย”
ทั้งที่หลินเยว่อิงสามารถจัดการได้ง่ายๆแต่ไม่จัดการเพราะ แม้คนของนางจะมีฝีมือที่ยอดเยี่ยมอย่างไรแต่ยุทธภพนั่นเล่ห์เหลี่ยมเป็สิ่งที่อันตรายมาก แล้วกับพวกของนางที่ไม่มีประสบการณ์ในยุทธภพก็อาจจะไม่ทันเล่ห์เหลี่ยม จึงไม่อยากให้คนของนางไปเสี่ยงโดยไม่จำเป็ถ้าเป็จอมมารอี้นัวผู้ซึ่งถ่านทอดความรู้ทั้งหมดมาให้นางโดยไม่ตั้งใจก็คงสั่งให้ทำโดยไม่สนว่าจะเป็หรือตาย แต่เพราะนางไม่ใช่จอมมารอี้นัวนางจึงมีจิตใจที่เป็ห่วงพวกพ้อง แต่ก็ปฎิเสธไม่ได้ว่าความโหดร้ายของอี้นัวนางก็สืบทอดมาเช่นกันเมื่อพวกของหลินเยว่อิงมาถึงในป่าไผ่ เมื่อพวกโจรเห็นพวกของหลินเยว่อิง ก็โพล่ออกดักข้างหน้าและล้อมไว้ทุกทาง
“หยุดสะ หากพวกเ้ายังไม่อยากตาย” คนขับรถม้าต่างก็ใ พร้อมหยุดรถม้าทันที มีกลุ่มโจรออกมากันหลายสิบคนไม่มีการปิดหน้า เหมือนมีความมั่นใจว่า ถึงเปิดหน้าก็ไม่มีปัญหาอะไร
“นายท่าน! นายท่าน!โจรครับ พวกโจร!” คนรถม้า พูดด้วยความใ
“พวกเ้าออกมาให้หมด” พวกโจรตระโกนบอกให้ทุกคนลงจากรถม้า
“คุณหนู พวกมันลงมือแล้วจัดการเลยไหมเ้าค่ะ”
“พวกมันไม่ปิดหน้าปิดตา จงใจจะฆ่าให้หมดสินะเพราะถ้าไม่มีใครเหลือรอด ก็ไม่มีใครบอกได้ว่าพวกมันเป็ใคร หึ! ตอนลงมืออย่าฆ่าหมดเหลือไว้สัก 2-3 คน” ถังเทียนเซียงหยาง ถิงถิง พยักหน้ารับคำ
“ท่านแม่ พวกมันจะฆ่าเราไหม” เจียงผิงพูดกับแม่ของนางด้วยความกลัว เจียงเฟยเองก็ตัวสั่นพูดไม่ออก
“เ้าไม่ต้องกลัวนะ เ้าไม่ต้องกลัว”หลานเหมยหลิน ก็กอดปลอบลูกทั้งสองแต่ตัวเองก็กลัวจนตัวสั่นเช่นเดียวกัน
“ข้าบอกให้ลงมาให้หมด ถ้าไม่ลง ข้าจะฆ่าพวกเ้าเดี๋ยวนี้”
เมื่อทุกคนได้ยินด้วยความกลัวจึงลงมากอดกัน ไป๋ชิงชิว ก้าวออกมาจากรถม้าพร้อมกันกางร่มเงาวิหกเมฆาออกมาและลงไปยืนอยู่กับทุกคน หลินเยว่อิง และทุกคนก็เดินลงมารวมตัวกันทุกคนแต่หันยืนเป็วงกลม ล้อมรอบ คนที่ไม่เป็วรยุทธไว้
“เจียงเฟย เ้ากับแม่สามและคนอื่นๆ นั่งลงไปห้ามยืนขึ้นมา”
“พี่ใหญ่ ทำไมท่านจะทำอะไร”
“ทำตามที่ข้าสั่ง” แล้วทุกคนก็นั่งลงด้วยความกลัว มีแค่คนที่เป็วรยุทธเท่านั่นที่ยังยืนอยู่
“หัวหน้า วันนี้เป็โชคของพวกเราแท้ๆมีผู้หญิงสวยๆอยู่กันหลายคน ข้าว่าพวกเราสนุกกับพวกนางแล้วค่อยจัดการ ดีไหมหัวหน้าฮ่า ฮ่า ฮ่า” พวกโจรต่างก็หัวเราะและย่ามใจคิดว่าตอนนี้พวกตนเหนือกว่า
“พวกท่าน ได้โปรดถ้าหาก้าเงินข้าจะให้และจากไปได้หรือไม่ ข้าไม่อยากทำร้ายพวกท่าน” ไป๋ชิงชิวเดินออกมาเผชิญหน้ากับโจรกล่าววาจาออกมา ด้วยท่าทางเ็า ทางหลินเยว่อิงได้ยินแม่ของตนพูดก็นึกแปลกใจนางไม่เคยต่อสู้กับใคร ทำไมนางถึงแผ่จิตสังหารออกมา เหมือนหมายว่าที่พูดนั่นนางจะทำจริงๆ
“บรรยากาศแม่ข้าไม่เคยเห็นมาก่อนนั่นมันรัศมีปราณกระบี่ เช่นนั่นก็ให้ท่านแม่จัดการ หากท่านแม่มีอันตรายเราค่อยลงมือแต่เ้าเซียงหยาง ทันทีที่แม่ข้าลงมือ เ้าไปจับคนที่มันแอบดูอยู่มาให้ข้าสะ ส่วนที่เหลือปกป้องทุกคนให้ดี”
“ครับ” “ค่ะ”
“เ้าคือฮูหยินแม่ทัพสินะ ถึงอายุจะมากแต่ก็ยังงดงามขนาดนี้ข้าขอบอกตามตรงว่า พวกข้าไม่ได้มาปล้น แต่มาเพื่อสังหารต่างหาก แต่ถ้าพวกเ้าปรนนิบัติพวกข้าดีๆไม่แน่ว่าข้าจะไว้ชีวิตพวกเ้าก็ได้”
เมื่อหัวหน้าโจรพูดเสร็จไป๋ชิงชิวก็จับที่ร่มแน่นขึ้น ทันใดนั่น ก็มีกระบี่บินออกมาด้วยความเร็วถึง 4กระบี่ พุ่งเข้าโจมตีกลุ่มโจรที่อยู่โดยรอบทันที กระบี่บินไปพุ่งแทงทะลุพวกโจรที่ไม่ทันตั้งตัวและฝีมืออ่อนแอ ตายลงในกระบี่เดียวพริบตาโจรตายไปกว่าครึ่ง ที่เหลืออยู่เป็พวกที่พอจะมีฝีมืออยู่บ้างสามารถหลบและปัดป้องกระบี่บินได้ หัวหน้าโจรมีฝีมืออยู่ในระดับห้าขั้นต้นเมื่อเห็นว่าผู้ที่ยืนอยู่ตรงหน้าเป็ผู้มีวรยุทธลึกล้ำ และอีกทั้งกระบี่บินก็ปิดทางหนีตนได้แค่ใช้ดาบปัดป้องไปมา ลูกน้องก็ค่อยโดนกระบี่เล่นงานไปที่ละคน าเ็บ้างตายบ้าง ไม่ทันได้ตั้งตัวบ้าง งานนี้เป็หมูกินเสือโดยแท้
“หัวหน้า เราเสียท่าแล้วนางเป็ผู้เยี่ยมยุทธ หัวหน้าข้าจะไม่ไหวแล้ว ท่านช่วยข้าด้วย”
ทางหลินเยว่อิงเห็นแม่ของนางลงมือ ก็เกิดตื่นตาตื่นใจไม่คิดว่า แม่ของนางจะลงมือได้เหี้ยมโหดไม่มีความลังเลขนาดนี้ ทั้งที่จริงนี้คือการต่อสู้กับศัตรูครั้งแรกของนางหลินเยว่อิงถึงกับยิ้มออกมา สายตาของนางตอนนี้ละจากแม่ของนางผู้นี้ไปไม่ได้เลยส่วนทางเซียงหยางเองเมื่อการต่อสู้เริ่มขึ้น ก็พุ่งตัวฆ่าโจรที่ขวางทางออกนอกวงล้อมไปในทิศทางในป่าไผ่ทันทีเพื่อไปหาบุคคลที่แอบซ่อนอยู่ ผู้ที่แอบซ่อนอยู่เห็นเช่นนั่นก็รีบหนีทันทีแต่ก็สายเกินไป ด้วยวิชาตัวเบาก้าว์ไร้เงาของเซียงหยางก็มาถึงตัว และแส้ก็สะบัดออกโจมตีในทันทีชายแปลกหน้าก็ทำการปัดป้องและเข้าต่อสู้ ด้วยชายแปลกหน้าเป็ผู้ฝึกยุทธในระดับห้าขั้นปลายจึงสามารถรับมือกับเซียงหยางได้ แต่ก็ยังเป็รองอยู่มาก
ตอนนี้ทางไป๋ชิงชิวก็ได้ใช้กระบี่บินจัดการกลุ่มโจรไปได้เกินครึ่งแล้วเหลือเพียงพวกที่มีฝีมือดีอยู่แค่ไม่กี่คนเท่านั่น หัวหน้าโจรเห็นว่าตัวเองอาจจะไม่มีทางรอด จึงได้รวมพลังทั้งหมด และพุ่งเข้าโจมตีไป๋ชิงชิวและให้ลูกน้องที่เหลือค่อยกันปัดป้องกระบี่บินทั้งสี่เล่ม ไม่ให้ขัดขวางการโจมตีได้ดาบได้พุ่งเข้าหาไป๋ชิงชิวด้วยพลังที่น่ากลัว
“ตายสะเถอะแก ยา!”
หัวหน้าโจรพุ่งดาบเข้าจนจะถึงตัวของไป๋ชิงชิว แต่นางกลับไม่ได้ขยับหรือเกรงกลัว ทันใดนั่นก็มีกระบี่ออกจากร่มของนางอีก 2 เล่มพุ่งเข้าสวนการโจมตีของหัวหน้าโจร ด้วยพลังของดาบและกระบี่ทั้ง2 เล่มปะทะกัน ทำให้กระบี่บินทั้งสองกระเด็นออกไปแต่หัวหน้าโจรก็ถูกแรงกระแทกของพลัง ลอยหงายหลัง กระแทกพื้นลงไปกระอักเืกระบี่บินทั้งสองแม้จะกระเด็นออกไปด้วยแรงกระแทกแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้หลุดจากการการควบคุมของไป๋ชิงชิวทำให้ตอนนี้กระบี่ที่บินโจมตีพวกโจรมีทั้งหมด 6 เล่ม เมื่อการโจมตีมากขึ้น จากพวกโจรที่เหลือยังพอสกัดปัดป้องได้บ้างแต่เมื่อมีกระบี่ถึง 6 เล่มก็ไม่อาจจะปัดป้องได้ โจรก็ถูกกระบี่ปาดคอแทงทะลุร่างตายไปจนเกือบหมด จนตอนนี้ก็เหลือโจรอีกเพียงแค่ 2 คน เท่านั่น ไป๋ชิงชิวก็พุ่งกระบี่ทั้ง6 เล่มเข้าใส่ปิดฉากในทันที
“ท่านแม่!อย่าฆ่าพวกมันหมด” หลินเยว่อิงพูดออกเพื่อหยุดแม่ของตนเอาไว้กระบี่ที่พุ่งไปก็หยุดอยู่ตรงหน้าทั้งสองโจร แต่กระบี่บินก็ม้วนตัวปาดเข้าที่ขาทั้งสองโจรแทน
“อาาาาาาาา! อาาาาาาา!”สองโจรร้ายร้องด้วยความเ็ปทั้งสองไม่สามารถที่จะลุกหนีได้อีกแล้ว
กระบี่ทั้งหกเล่มค่อยๆบินกลับมาอย่างช้าๆ “ทำดีมากจ่ะ เด็กๆ” แล้วกระบี่ทั้งหกก็ค่อยๆบินเข้าฝักในร่มของก้านทั้งหก อย่างเบาๆดูแล้วเหมือนเทพเซียนก็ไม่ปาน ทางคนที่นั่งดูอยู่เห็นเหตุการณ์ทุกอย่าง ทั้งคนใช้หลานเหมยหลิน หลินเจียงเฟย หลินเจียงผิง ต่างก็พูดไม่ออก ทั้งกลัว ทั้งใทั้งงุนงง
“ท...ท่าน...ท่านแม่รอง นี้ท่านฆ่าพวกมัน”
“พวกเ้าปลอดภัยแล้ว ไม่ต้องกลัวพวกเ้าเป็ลูกของแม่ พวกมันจะทำร้ายพวกเ้า แม่ก็เลยต้องฆ่าพวกมัน”
“พี่ใหญ่! นี้ท่าน”
“เอาไว้เดี๋ยวค่อยว่ากันเราย้ายออกจากตรงนี้ก่อนเถอะ”
ไป๋ชิงชิวรู้ว่าทุกคนต่างก็หวาดกลัว และตรงนี้ก็มีศพโจรอยู่มากมายจึงอยากให้ทุกคนย้ายออกจากตรงนี้ก่อนที่จะสักถามอะไรกัน ทันใดนั่นก็มีร่างหนึ่งลอยตกลงกับพื้นกระแทกอย่างแรง ตุบ! “อา!”เป็คนแปลกหน้าที่ต่อสู้กับเซียงหยาง เซียงหยางก็ค่อยๆลอยลงมาเมื่อถึงพื้นก็แตะคนแปลกหน้า กระเด็นลอยไปกองอยู่กับหัวหน้าโจรและลูกน้องโจรที่ยังรอดชีวิต
“คุณหนู ข้าจับมันมาแล้วเ้าค่ะ”
“ทุกคนไปจากตรงนี้ก่อนเถอะ” ไป๋ชิงชิงเร่งให้ทุกคนออกจากจุดนี้
“นี้...นี้พวกท่าน” หลินเจียงเฟยเกิดสงสัยในสิ่งที่เห็น จะเอ่ยปากถามแต่ก็พูดสิ่งใดไม่ออก
“ไปจากตรงนี้กันก่อน ไปได้แล้ว ท่านแม่ท่านก็พักก่อนเถอะที่เหลือลูกจัดการเอง” แล้วทุกคนก็ถูกพาขึ้นรถแบบงงๆและรถม้าก็เลื่อนออกไป เหลือแต่เพียง หลินเยว่อิง และเซียงหยาง และโจรร้าย 3คนที่ยังรอดชีวิต
“คุณหนูค่ะ เ้านี้มีวรยุทธสูงที่สุดมันแอบดูทุกอย่างอยู่ น่าจะเป็คนบ่งการเ้าค่ะ”
“เอาละ พวกเ้าอยากตายหรืออยากรอดว่ามา”
“แม่นาง ข้าไม่เกี่ยวข้าไม่รู้เื่อะไรเลย พวกข้าแค่ถูกชายคนนี้สั่งมา ได้โปรดไว้ชีวิตข้าด้วยเถอะ”
“เป็เ้าสินะ บอกมาเ้าเป็ใคร”
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ไม่คิดเลยว่าคนที่แข็งแกร่งที่สุดในตระกูลหลินกลับไม่ใช่แม่ทัพที่ออกรบแต่กลับเป็ผู้หญิงที่อยู่เฝ้าบ้าน ฮ่า ฮ่า ฮ่า เป็เื่น่าตลกสิ้นดี” เซียงหยางทนการพูดของคนแปลกหน้าไปไหวจึงใช้แส้ฟาดไปที่ตัวชายแปลกหน้าหนึ่งที
“ตอบคำถามที่ คุณหนูข้าถามอย่าได้พูดเพ้อเจ้อ”
“วันนี้ข้าตกอยู่ในมือพวกเ้า จะฆ่าก็ฆ่าข้าไม่มีอะไรจะพูด”
“ดีแล้ว หากพูดง่ายๆมันก็น่าเบื่อมาดูกันเถอะว่าเ้าจะทนได้สักเท่าไร ส่วนสองคนนั่น ไม่มีประโยชน์แล้ว” สองคนเมื่อหมดประโยชน์ หลินเยว่อิงก็ให้เซียงหยางจัดการเซียงหยางสะบัดแส้ออก รัดตัวโจรทั้งสองไว้ แส้นั่นได้ดูดพลังปราณของโจรทั้งสองจนหมดสิ้นและตายไปในทันที
“นี้มัน วิชามาร พวกเ้าเป็มารร้าย”
“อิ อิ อิ งันเ้าก็น่าจะรู้ว่าตกอยู่ในมือของมาร จะเป็ยังไง” แล้วหลินเยว่อิงใช้พลังปราณส่งเข้าไปในร่างของชายแปลกหน้า หลังจากนั่นเพียงชั่วอึดใจชายแปลกหน้าก็หน้าแดง ดิ้นทุรนทุราย แต่ไม่สามารถส่งเสียงออกมาได้เลยเหมือนหลินเยว่อิงได้สกัดจุดเส้นเสียงเอาไว้ทำให้ ไม่สามารถะโออกเสียงได้เวลาผ่านไปสักพัก ชายแปลกหน้า ก็ยังคงดิ้นด้วยความเ็ปหลินเยว่อิงจึงได้ถามขึ้น
“เ้าพร้อมจะพูดได้หรือยัง” ชายแปลกหน้าก็รีบพยักหน้าทันทีแต่หลินเยว่อิงก็ยังไม่คลายสกัดจุดที่ได้สกัดเอาไว้ ปล่อยให้ชายแปลกหน้าเ็ปไปพร้อมกับความเงียบจะตายก็ตายไม่ได้ จะร้องขอให้หยุดก็ทำไม่ได้ ชายแปลกหน้าโดนทรมานอย่างเ็ปมากกว่าการโดนทรมานทางกายหลายเท่า เพราะพลังที่ส่งเข้ามาไม่ใช่แค่สกัดจุดไม่ให้ส่งเสียงร้อง แต่เป็การทรมานทางจิติญญาทำให้เ็ปทางิญญา เหมือนถูกสร้างภาพหลอนว่าตนเองนั่นถูกทรมานแต่ร่างกายจริงๆแล้วกลับไม่ได้ถูกทรมานให้เ็ปเมื่อร่างกายไม่ได้รับความเ็ป ก็จะไม่ตายเมื่อไม่ตายก็สามารถทรมานไปได้เรื่อยๆ ไม่มีวันจบสิ้น
“เท่านี้คิดว่า เราคงคุยกันได้แล้ว” หลินเยว่อิง จึงปลดพลังออก จะคลายเฉพาะจุดให้ส่งเสียงได้
“ท่านอยากรู้สิ่งใด ข้าจะตอบให้หมดได้โปรดอย่าทรมานข้าอีกเลย”
“ดี งันเ้าเป็ใคร”
“ข้า เหลินฉาง เป็ชาวยุทธทั่วไป”
“นี้เ้า ยังอยากโดนอีกสินะ”
“เดี๋ยวก่อน เดี๋ยวก่อน ข้าพูดความจริงข้าเป็เพียงแค่ชาวยุทธ รับงานทั่วไปเท่านั่น มีคนใส่ชุดดำมาจ้างข้าที่โรงเตี๊ยมจอมยุทธ ข้าไม่ใช่คนของสำนักธรรมมะ จึงรับงานปล้นฆ่า งานทุกอย่างที่ทำเงินเขามาและจ้างข้าให้มาฆ่าคนสกุลหลินทั้งหมด ข้าพูดความจริงนี้คือสิ่งที่ข้ารู้ข้าไม่โกหกท่านแน่นอน”
“แล้วคนที่จ้างเ้ามา เป็ใคร”
“เขาจ้างข้าด้วยเงิน 10000ตำลึงให้มาฆ่าพวกท่าน ข้าไม่ทราบว่าเขาเป็ใคร แต่ข้ารู้ว่าเขาไม่ใช่ชาวยุทธถึงจะปิดหน้า แต่การพูด ท่าทาง และวรยุทธน่าจะเป็ของพวกทหาร ข้ารู้เพียงเท่านี้ ได้โปรดปล่อยข้าไปเถอะอย่าทรมานข้าอีกเลย”
“พวกมันรอบคอบมาก ไม่ใช่คนของพวกมันเองจ้างชาวยุทธให้มาทำงานแทน และจ่ายหนักพอสมควร ส่วนโจรพวกนี้ก็แค่โจรปลายแถวหาที่ตายโดยไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ แล้วถ้าเ้าทำงานเสร็จจะรายงาน เขาเช่นไร”
“เมื่อทำงานเสร็จแล้วข้าจะกลับไปที่โรงเตี๊ยมจอมยุทธในเมืองหลวง พร้อมกับนำตราการค้าสกุลหลินไปยืนยันว่าทำงานเร็จแล้วเขาจะมาหาข้าพร้อมนำเงินส่วนที่เหลือมาให้ เราตกลงกันไว้แบบนี้”
“ดีงันเ้าก็ไม่ต้องทรมานแล้ว”
“ขอบคุณท่าน ขอบคุณท่าน”
“ลอกหนังหน้าของมันอย่าให้เสียหาย”
“ค่ะ คุณหนู”
“ว่าไงนะ ไม่นะ เ้าจะทำอะไร ไม่นะ อาาาา!”เซียงหยางจัดการฆ่าเขาในทันที และได้ใช้พลังลอกหนังหน้าของ เหลินฉางออกอย่างสมบูรณ์โดยไม่มีความเสียหาย
“เรียบร้อยแล้วค่ะคุณหนู”
“ดี ศพพวกนี้เ้าโยนเข้าไปในป่ากว่าจะมีคนมาพบก็อีกหลายวัน ข้าจะให้เ้าล่วงหน้ากลับไปเมืองหลวงก่อน แล้วส่งหน้ากากหนังคนนี้ให้ตงฟางให้เขาปลอมเป็เ้านี้ และไปพบกับคนที่จ้างวานสะ บอกเขาว่าไม่ต้องลงมือทำอะไร แค่สืบให้รู้ว่ามันเป็ฝีมือใครก็พอส่วนตราการค้าสกุลหลิน เดี๋ยวข้าขอท่านแม่ให้”
“ค่ะ คุณหนูแล้วเื่ทางสำนักกระบี่สาดส่อง”
“ไม่เป็ไร มีข้า ถังเทียน และถิงถิง อยู่งานทางนี้คงไม่มีปัญหา เ้ากลับไปจัดการเื่ในเมืองหลวงให้เรียบร้อยดูแลของที่ได้มาครั้งนี้ให้ดี และปกป้องคนในตระกูลอย่าให้ใครลงมือได้อีก โดยเฉพาะไส้ศึกในตระกูลเกิดเื่ครั้งนี้ ข้ามั่นใจว่าคนที่ปองร้ายต้องไม่ใช่คนธรรมดาแน่ๆมันคิดจะฆ่าเราให้หมด ข้าจะคืนมันเป็สิบเท่า”
“ค่ะ”
เซียงหยางสามารถเดินทางได้ไกลหลายร้อยลี้ในหนึ่งวันเพราะมีวิชาตัวเบาที่ล้ำเลิศ ส่วนขบวนเดินทางของหลินเยว่อิง ต้องใช้การเดินทางกลับแบบปรกติใช้เวลาหลายวันก็จะถึง แต่เซียงหยางสามารถใช้เวลากลับเพียงแค่ 2 วันเท่านั่นหลินเยว่อิงจึงให้ตงฟางจัดการหาคนบ่งการให้ได้ ก่อนที่พวกตนจะกลับถึงเมืองหลวงเพราะถ้าหากกลับไปแล้ว ทางคนบ่งการก็จะรู้ตัว และไม่อาจสืบรู้ได้ว่าเป็ผู้ใดจึงให้ตงฟางลงมือก่อน
หลังจากที่โจรถูกฆ่าทางไป๋ชิงชิวก็พาทุกคนออกมาจากจุดนั่น เพื่อ ออกจากสถานที่อันโหดร้ายนี้ก่อนเมื่อเดินทางมาได้จนไกลพอที่คิดว่าปลอดภัยแล้ว จึงได้ให้หยุดรถ และลงมาพักทุกคนต่างก็ใกลัว และเดินทางด้วยความเงียบไม่มีการพูดคุยสิ่งใดเมื่อมาถึงจุดแวะพักที่หนึ่ง มีแม่น้ำเล็กๆไหลผ่าน จึงได้แวะพักกันที่ริมน้ำนั่น
“ท่านแม่รอง ท่านเป็เซียนกระบี่หรือท่านมีวิชายุทธที่ร้ายกาจกว่าอาจาร์ยที่สอนข้าหลายเท่า ท่านเป็ใครกันแน่ท่านใช่แม่รองของข้าหรือไม่”
“เจียงเฟยหากข้าไม่ใช่แม่รองของเ้าและข้าจะเป็ใครเ้าก็เห็นว่าแม่รองก็ยืนอยู่ตรงหน้าของเ้า แม่รองมีเื่ที่ต้องคุยกับแม่ของเ้าพวกเ้าไปนั่งพักตรงนั่นเถอะ”
“ครับ”
“น้องสาว เรามาคุยกันหน่อยเถอะ” แล้วฮูหยินสามก็เดินตามไป๋ชิงชิวไปที่ริมแม่น้ำ
“พี่ใหญ่ท่านมีเื่อะไรจะคุยกับข้า”ฮูหยินสามพูดด้วยน้ำเสียงเป็กังวล และออกจะเกรงกลัวเพราะนางไม่เคยรู้เลยว่า คนที่อยู่ตรงหน้านาง ที่นางหาเื่มาหลายปีจะเป็คนที่มีวรยุทธ และฆ่าคนได้โดนไม่กระพริบตา
“น้องสาวเ้ากลัวพี่อย่างนั่นหรือ”
“ไม่ ไม่ ข้าไม่ได้กลัวแค่ข้าใกับเื่ที่เกิดขึ้น” นางเริ่มตัวสั่นเล็กน้อย
“เราเข้าใจกันแล้ว ข้าไม่ทำอะไรเ้าหรอกข้าก็แค่้าที่จะปกป้องลูกๆของเราเท่านั่น พวกมันคิดจะฆ่าเราและลูกของเราเพียงเท่านี้ ก็สมควรตายแล้ว หากข้าไม่ฆ่าพวกมัน พวกมันก็ฆ่าเรา”
“ท่านพี่พูดถูกแล้ว”
“เอาละ ที่ข้าเรียกเ้ามาคุยส่วนตัวเพราะเื่มาถึงขั้นนี้แล้ว หากข้าไม่บอกให้เ้ารู้ไว้ เกรงว่าวันข้างหน้าเ้าอาจจะไม่ระวังตัวและมีภัยได้โดยเฉพาะ เจียงผิงและเจียงเฟย”
“ท่านพี่หมายความว่าอย่างไร”
“เ้าฟังให้ดีมีคนคิดจะทำลายครอบครัวของเราอยู่ เื่ในวันนี้ พวกโจรไม่คิดจะปล้นชิงเลยด้วยซ้ำพวกมันตามเรามาั้แ่ออกจากเมืองหงเฟยแล้ว และพวกมันก็คิดเพียงแค่ฆ่าเราเท่านั่นข้าจึงคิดว่ามีเพียงศัตรูของเราเท่านั่นที่จะทำแบบนี้”
“ท่านพี่หมายความว่าอย่างไร ใครอยากจะฆ่าพวกเราเราก็ไม่เคยไปหาเื่หรือมีปัญหากับสกุลใดมาก่อน”
“เราอาจจะไม่เคย หรือจริงๆอาจจะเคยก็ได้สามีของเราเป็ถึงผู้มีอำนาจทางทหารที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในแดนเหนือ ปกป้องชายแดนด้วยอำนาจที่มี ใครบ้างจะสบายใจแต่เราก็ยังไม่รู้ว่าใครหรือตระกูลใดที่คิดจะทำลายเราเ้ารู้ไหมว่าข้าฝึกวิชายุทธั้แ่เมื่อไร”
“เมื่อไรเ้าค่ะ”
“ั้แ่ตอนที่ เยว่อิงเกือบตายเมื่อตอนแปดขวบ ตอนนั่นข้าโกรธเ้ามาก คิดว่าเ้าดูแลนางไม่ดีมารู้ภายหลังว่ามีคนคิดจะฆ่านาง”
“ว่าไงนะเ้าค่ะ มีคนจะฆ่านาง มันเป็ใคร”
“เ้าสนิทกับพี่สะใภ้มากแค่ไหน”
“พี่สะใภ้! ท่านกำลังจะบอกว่าเป็นาง”
“แค่เพียงสงสัยเท่านั่นแต่คนที่ที่เป็ไปได้มากที่สุด ก็น่าจะเป็นาง ข้าเองไม่รู้ความเป็มาของนางมากนักรู้แต่พี่ใหญ่จงไทพบรักกับนาง เมื่อตอนไปทำา และรับนางมาเป็ภรรยาแต่สิ่งหนึ่งที่ข้ารู้ นางนั่นมีพลังยุทธ และในวันนั่นมีเพียงนางเท่านั่นที่ลงมือได้”
“นางเป็วรยุทธ! แต่เวลานางมาหาข้านางเป็คนที่ดีมาก นางเห็นใจข้ามากกว่าผู้ใด ตอนที่นางปลอบใจและแนะนำข้า.....!” แล้วฮูหยินสามก็คิดนึกย้อนกลับไป และเหมือนจะเข้าใจอะไรได้
“ทำไม เ้าคิดอะไรออกอย่างนั่นหรือ”
“ข้าไม่แน่ใจ แต่เมื่อลองคิดย้อนกลับไปคำพูดพวกนั่นของนาง เหมือนจะเห็นใจและดีกับข้า แต่ลึกๆก็เป็การยุแย้งให้ข้าสู้กับท่าน และพยายามที่จะให้ข้านั่นเหนือกว่าท่าน ยังมีอีกนางชอบมาถามว่าพวกเราทำอะไร มีความเคลื่อนไหวอะไร กับข้าเสมอ ข้าก็ไม่ได้คิดอะไรคิดแค่ว่านางเป็คนในครอบครัว คงเป็ห่วงโดยเฉพาะเื่ที่ท่านแม่ทัพส่งจดหมายกลับมาที่บ้าน”
“เช่นนั่นจากนี้เ้าก็ระวังนางไว้บ้าง”
“เป็นางจริงๆหรือ ข้าก็ยังไม่อยากเชื่อแต่เื่ที่พบเจอวันนี้ก็ทำให้ ข้าหวาดกลัว แล้วถ้าเป็นางข้าจะพบกับนางได้อย่างไร ข้าก็แค่คนอ่อนแอ จะใจกล้าแบบท่านพี่คงทำไม่ได้”
“งันจากนี้เ้าต้องระวัง และฝืนใจอย่าแสดงให้นางรู้เ้าต้องใจกล้า หากเ้ากลัวก็คิดว่ามีข้าอยู่ข้าจะปกป้องเ้าเอง และเพื่อเจียงผิงกับเจียงเฟยไม่ให้พวกเขาตกอยู่ในอันตรายอย่าได้เผยพิรุธออกมา”
“เมื่อท่านรู้แบบนี้ ทำไมท่านถึงไม่จัดการพี่สะใภ้พวกเราจะได้ปลอดภัย”
“หากทำเช่นนั่น ไม่เป็ผลดีเลย เป็การยั่วยุศัตรูว่าเรารู้ตัวแล้วและที่สำคัญ เ้าจะอธิบายกับพี่ใหญ่จงไทอย่างไร ชีวิตของเขาตอนนี้มีแต่นางเขารักนางมาก หากเราทำอะไรไม่รอบคอบ ตัวพี่ใหญ่จงไท ก็อาจจะเป็อันตรายได้”
“ได้! เช่นนั่นจากนี้ข้าเชื่อท่านพี่ท่านบอกข้าเป็น้องท่านแล้ว ข้าจะเชื่อใจท่านว่าท่านจะปกป้องพวกเราได้”
“เราเป็ครอบครัวเดียวกันข้าต้องปกป้องทุกคนในครอบครัวจากศัตรูที่คิดร้ายอยู่แล้วที่ข้าต้องถือร่มคันนี้ก็เพราะแบบนี้”
“ร่มของท่าน ดูแล้วน่ากลัวแต่ก็สวยงาม ตอนแรกข้านึกว่าท่านไปสั่งทำเพราะอยากได้ของที่ไม่เหมือนใครไม่นึกว่ามันจะเป็อาวุธที่ร้ายกาจขนาดนี้”
“เพราะแบบนั่นข้าถึงไม่ให้เ้าแตะต้องมันคนธรรมดาจับมันอาจจะโดนรังสีฆ่าฟันทำให้ใได้ แต่ข้าไม่อาจจะบอกเ้าตรงๆได้”
“ไม่เป็ไรท่านพี่ ตอนนี้ข้ารู้แล้วถึงท่านจะให้ข้าจับ ข้าก็ไม่มีทางจับมันแน่นอน”
“เ้าดูพวกเขาสองคนสิ” ไป๋ชิงชิวมองไปทาง เจียงผิงและเจียงเฟย
“พวกเขากำลังโต มีวัยที่สดใสแต่กลับต้องมาเจอเื่แบบนี้ ข้านั่นอ่อนแอ หากวันนี้ไม่มีท่าน ข้ากับลูกก็คง...”
“เื่ผ่านไปแล้ว ก็ปล่อยมันเถอะจากนี้ข้าว่าเ้าให้พวกเขา มาเรียนวรยุทธกับเยว่อิงเถอะต่อไปพวกเขาจะได้ปกป้องตัวเองได้ มีวรยุทธไว้ป้องกันตัว เ้าและข้าจะได้สบายใจขึ้นอีกอย่างเป็ลูกแม่ทัพจะอ่อนแอคงไม่ดี”
“เยว่อิงก็เรียนวรยุทธกับท่านข้าเข้าใจแล้วที่เยว่อิงเก็บตัวในเรือนฮูหยินใหญ่เพราะนางฝึก วิชายุทธนี้เอง”
“เ้าคิดว่าอย่างไร เ้ายินดีไหม”
“จากเื่ในวันนี้ ข้าคงไม่คิดจะปฎิเสธอย่างน้อยพวกเขาจะได้ปลอดภัยมากขึ้น จากนี้ก็ฝากท่านพี่ด้วย”
“หากข้าต้องดูแลพวกเขาเื่การงานข้าคงมีเวลาไม่มาก”
“ไม่เป็ไรท่านพี่จากนี้ข้าจะช่วยดูแลการค้าเอง ถึงข้าจะไม่มีความสามารถอะไรแต่เื่การค้าข้าก็มั่นใจว่าพอช่วยท่านได้”
“ดี แต่มีอีกเื่หนึ่งข้าต้องบอกเ้าไหนๆก็พูดขึ้นมาแล้ว”
“เื่อะไรหรือท่านพี่”
“การค้าที่เ้าได้รับไปดูแล ข้าเฝ้าดูมาตลอดแต่รายได้กลับไม่ดีเหมือนกับที่คาดไว้ รู้ไหมเพราะอะไร”
“เพราะ........”ฮูหยินสามเงียบไม่พูดสิ่งใด เหมือนจะรู้อะไรอยู่แก่ใจ
“เ้าไม่ใช่คนโง่ พ่อเ้าเป็พ่อค้าเ้าเองก็ต้องเรียนรู้มาบ้างไม่มากก็น้อย คงรู้อยู่แล้วสินะ”
“ข้ารู้แล้วแต่เขาเป็ญาติเพียงคนเดียวของข้า”
“เช่นนั่นพี่ว่า ญาติส่วนญาติ งานส่วนงานถ้าหากแม่ทัพกลับมารู้เข้า หรือเป็ท่านแม่ที่รู้ข้ากลัวว่าชีวิตเขาจะรักษาไว้ไม่ได้ น้องพี่เราคือครอบครัวเดียวกันเ้าจัดการเขาเองเถอะ และเื่หลังจากนี้พี่จะช่วยเ้าจัดการ”
“ขอบคุณท่านพี่มาก สุดท้ายแล้วคนที่ข้าคิดว่าเป็ศัตรูแต่กลับเป็ท่านที่เข้าใจข้า ไม่เปิดโปงและทำร้ายข้า”
“ที่ข้าไม่ทำเพราะ ถึงแม่พี่ชายเ้าจะคดโกงแต่เ้ากลับไม่มีส่วนในนั่นแม้สักแดงเดียว เ้ารู้แก่ใจ แต่ก็ยังละอายไม่กระทำด้วยแต่หากเ้ากระทำร่วมด้วย ข้าก็บอกตรงๆว่า ข้าก็คงต้องจัดการตามความเหมาะสม ในเมื่อเ้ารู้แก่ใจเ้าเองก็ผิดด้วยส่วนหนึ่ง หวังว่าเ้าจะจัดการได้อย่างเหมาะสม”
“ขอบคุณท่านพี่ จริงๆ”เมื่อคุยกันไปจนเข้าใจเื่ราวส่วนหนึ่ง หลินเยว่อิงและเซียงหยาง ก็กลับมา
“ท่านแม่ ท่านแม่สาม”
“เรียบร้อยแล้วหรือลูก”
“ค่ะ ท่านแม่ข้ามีเื่...” หลินเยว่อิงจะพูดแต่ก็ไม่พูดออกมา มองไปทางฮูหยินสาม เหมือนว่าจะไม่อยากให้นางรู้
“ไม่เป็ไรจ่ะ แม่เล่าทุกอย่างให้แม่สามเ้ารู้หมดแล้วนางเองก็ควรได้รู้ว่าครอบครัวเจอกับสิ่งใดอยู่”
“เยว่อิงจ่ะ เ้าไม่ต้องเป็ห่วงแม่สามอยากรู้ทุกอย่าง เพราะเจียงผิงเจียงเฟยข้าไม่อยากให้พวกเขาต้องเจอกับเื่พวกนี้อีก”
“เช่นนั่น ท่านแม่ มีคนจ้างนักฆ่าในยุทธภพมาฆ่าพวกเราแต่โชคดีที่พวกมันคิดว่าเราเป็เพียงคนอ่อนแอ เลยส่งแต่พวกฝีมือต่ำมาจัดการเราจึงจัดการได้ไม่ยาก แต่ข้าต้องขอยืมตราการค้าสกุลหลิน จากท่านเพื่อให้เซียงหยางเอาไปเป็หลักฐานเพื่อสืบหาคนบ่งการ”
“ฮูหยิน ข้าจะรักษามันไว้ด้วยชีวิต” เซียงหยางพูด เพื่อให้ความมั่นใจในการปกป้องตรานี้
“หากเ้า้า แม่ก็ให้ได้ไม่มีปัญหานี้จ่ะ” ไป๋ชิงชิวหยิบตราให้หลินเยว่อิง
“ข้าฝากเ้าด้วย” หลินเยว่อิงส่งตราให้เซียงหยางเมื่อเซียงหยางได้รับ ก็คำนับลา และใช้วิชาตัวเบาบินออกไปอย่างรวดเร็วคนที่เห็นทั้งหมดต่างก็ใกับสิ่งที่เห็น
“เจียงผิง เ้า...เ้าเห็นไหม”
“ข้าก็เห็นเหมือนที่เ้าเห็นนั่นแหละ”
“เ้าไม่แปลกใจ บ้างหรือ พี่ซูเมิ่ง ดูท่านจะไม่ใหรือว่าท่านก็รู้อยู่แล้ว”
“คุณหนูทั้งสอง พวกท่านลองคิดดีๆสิท่านเป็ลูกของใคร ท่านเป็ลูกของแม่ทัพพิทักษ์แคว้นเลยนะ หากเป็คนอ่อนแอสิมันน่าแปลก”
“แต่ว่า อาจาร์ยที่สอนวรยุทธข้ายังไม่มีวิชาตัวเบาที่ดีขนาดนี้ แม้แต่วิชากระบี่ที่ร้ายกาจก็ไม่มีทางเทียบเท่ากับท่านแม่รองได้เลยแล้วทำไมพวกเขาถึงไม่สอนข้าบ้าง”
“ท่านก็ลองขอท่านแม่รองท่านสิ นางเป็แม่ของพวกท่านทำไมนางจะไม่สอน”
“จริงด้วย ขอบคุณพี่ซูเมิ่งหากข้าขอท่านแม่รอง ท่านแม่รองต้องสอนข้าแน่ พี่รองท่านไปขอด้วยกันไหม”
“ข้าไม่เอาด้วยหรอก ข้าไม่เป็แบบพวกเ้าตระกูลเราเป็แม่ทัพ ทั้งท่านปู่ ท่านลุง ท่านพ่อ ข้าไม่ได้อยากจะออกรบแบบพวกเขาสักหน่อยข้าอยากเป็คุณหนูอยู่ในจวนสุขสบายไม่ต้องไปต่อสู้ ฆ่าฟันกับใคร อีกอย่างเ้าดูพี่ใหญ่สิ นางแกล้งป่วย แสร้งอ่อนแอ ที่ไหนได้ กลับร้ายกาจได้ขนาดนี้หลอกลวง หลอกลวงทั้งนั่น”
“ท่านพี่ถัง ท่านพี่ถิงข้าไม่คิดเลยว่าฮูหยินรองจะร้ายกาจขนาดนี้ ต่อไปข้าจะต้องฆ่าคนแบบนี้หรือไม่”เจียหนิงไม่เคยพบเจอเื่ราวแบบนี้ ก็ออกจะกังวลแม้จะได้วิชาจากหลินเยว่อิงแล้วก็ตาม
“เ้าก็ได้วิชา ถ่ายทอดจากคุณหนูไปแล้วก็ฝึกให้ก้าวหน้าโดยเร็ว วันข้างหน้าเมื่อมีภัยจะได้ไม่เป็ตัวถ่วงของพวกเราเ้าเข้ามาแล้ว ทำใจสะเถอะ เ้าไม่ได้ถูกคุณหนูผู้เป็นางฟ้าช่วยไว้หลอกนะ อิ อิอิ”
“เช่นนั่นข้าจะฝึกวิชาที่ใช้หนีทุกรูปแบบให้ชำนาญข้าคงจะเก่งแบบพวกท่านคงไม่ได้ แต่เื่หนี ข้าขอเป็ที่หนึ่ง หวังแต่เพียงว่า คุณหนูคงไม่ใช่ให้ข้าไปสู้หรือฆ่ากับใครนะข้าไม่อยากถูกฆ่า และไม่อยากฆ่าใคร”
“เอาเถอะ เ้าก็ฝึกให้ดีก็แล้วกัน”
หลังจากที่หลินเยว่อิงได้บอกให้แม่รองและแม่สามของนางได้ฟังแล้ว ฮูหยินสามนางก็ไม่ได้พูดสิ้งใดออกมาไม่อยากจะเชื่อว่าตอนนี้ชีวิตของนางจะตกอยู่ในอันตราย
“น้องสาว เ้าอย่ากังวลมากไปเลยนะปล่อยให้เื่นี้ ข้าเป็คนจัดการ เ้าและลูกๆจะต้องปลอดภัย”
“เช่นนั่นข้าขอตัวไปดู เจียงผิง และเจียงเฟย ไม่รู้ว่าพวกเ้าจะใแค่ไหน”แล้วฮูหยินสามก็เดินออกมา เหลือเพียง หลินเยว่อิงและไป๋ชิงชิว
“ท่านแม่ ข้ามีเื่จะถามท่าน”
“เ้ามีอะไร จะถามแม่อย่างนั่นหรือ”
“ท่านแม่ เมื่อครู่ท่านลงมือกับพวกโจรไม่มีความลังเลเลยแม้สักนิด มันไม่ใช่วิสัยของคนที่ต่อสู้เป็ครั้งแรกนี้ท่านยังสามารถควบคุมร่มนี้ได้อยู่ใช่หรือไม่ มีอาการแปลกๆอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่า”
“เ้ากังวลว่าแม่จะไม่เป็ตัวของตัวเองหรือโดนควบคุมจากอาวุธิญญาอย่างนั่นใช่ไหมเ้าไม่ต้องกังวลไป เมื่อแม่ได้ร่มนี้มา มันก็รู้ถึงความ้าและเติมเต็มสิ่งที่ขาดให้แม่ แม่ยอมรับว่าแม่ไม่กล้าที่จะลงกระบี่ฆ่าคนด้วยซ้ำ และเพราะแบบนั่นทุกคืนที่แม่นอนหลับ แม่จะถูกนำจิติญญาเข้าไปในความฝันที่ร่มนี้สร้างขึ้น และการต่อสู้ก็เริ่มขึ้นแม่โดนกระบี่แทงาเ็ไปหลายครั้ง ตายไปไม่รู้เท่าไร ตายแล้วฟื้น ฟื้นแล้วตาย ถึงจะไม่ได้ตายจริงๆแต่มันก็รู้สึกได้ พอนานครั้งเข้า มากครั้งขึ้น แม่ก็ทนไม่ไหว จึงต่อสู้กลับ จาก 1คน เป็ 2 เป็ 10 และมากขึ้นเรื่อยๆ ถึงแม่จะไม่ได้ฆ่าคนในชีวิตจริงแต่ในความฝันนั่น แม่ได้ฆ่าคนไปไม่รู้เท่าไร และได้เรียนรู้วิธีควบคุมกระบี่พวกนี้ในตอนนี้แม่สามารถควบคุมกระบี่ได้เพียงแค่ 6 เล่มเท่านั่น ยังเหลืออีก 3 เล่มที่แม่ไม่สามารถควบคุมได้ โดยเฉพาะกระบี่เล่มสุดท้าย วิหกเมฆา”
“แบบนี้มันโหดร้ายเกินไปท่านแม่ท่านหยุดมันและฝึกเท่าที่จำเป็เทอญ การที่ถูกนำจิติญญาไปฝึกการต่อสู้ตลอดเวลาข้ากลัวว่าท่าน จะสูญเสียการควบคุมจิตใจและตัวตนไปท่านจะกลายเป็คนที่ต่อสู้เพียงอย่างเดียวเท่านั่น”
“เื่นั่นท่านผู้าุโที่อยู่ในร่มนี้ก็บอกแม่แล้ว แต่แม่้าแบบนั่นเอง และผู้าุโก็รู้ว่าหากแม่ทนรับไม่ได้ เขาจะหยุดลง เ้าไม่ต้องห่วงแม่ความแข็งแกร่งเป็สิ่งจำเป็สำหรับตอนนี้และอนาคต การฝึกแค่นี้ แม่รับได้”
“ท่านคิดจะฝึกไปถึงขนาดไหน”
“ไหนๆก็มีโอกาสแล้ว ท่านผู้าุโบอกว่าเมื่อไรที่แม่สามารถคุมกระบี่เล่มสุดท้ายได้ แม่จะเข้าสู่ ผู้ที่ได้ชื่อว่าเซียนกระบี่หากแม่เป็เซียนกระบี่ ที่เ้าเรียกว่าระดับเจ็ดอะไรนั่น จะแข็งแกร่งมากใช่ไหม”
“ท่านแม่ระดับเซียนที่ผู้ฝึกวิชาของตนจนแตกฉาน สามารถสร้างเขตแดนยุทธของตนได้บ้างคนเป็ผู้มีพร์แต่ก็ยังไม่อาจจะเข้าถึงได้ ตัวท่านเองไม่ได้ฝึกยุทธมาั้แ่เด็กร่างกายของท่านจึงไม่สามารถฝึกยุทธวิชาด้านหลอมกาย หรือพลังกายได้เหมือนคนอื่นข้ากลัวว่าระดับนั่นอาจจะเป็เื่ยากสำหรับท่านข้าไม่อยากให้ท่านต้องหักโหมมากจนเกินไป”
“จะสำเร็จหรือไม่ ก็ปล่อยเป็เื่ของอนาคตแต่ตอนนี้แม่ได้ฝึกจนเคยชินไปแล้ว ถึงจะไม่ได้เป็เซียนกระบี่ แต่มันก็ทำให้แม่ใช้อาวุธนี้ได้ดีขึ้น เ้าไม่ต้องห่วงนะ แม่จะไม่หักโหมและสูญเสียตนเองไปเราไปคุยกับพวกเขากันเถอะ”
“ค่ะท่านแม่” ในใจของหลินเยว่อิงก็คิดว่าแม่ของนาง ทุ่มเทมาก เพียงเพื่อที่จะแข็งแกร่งมากขึ้น เป็เพราะศัตรูที่เริ่มเผยอันตรายมากขึ้น หากแม่ของนางยังฝึกแบบนี้ต่อไป ก็อาจจะเป็ไปได้ที่จะสามารถเข้าถึงระดับเซียนจริงๆแต่นั่นก็เป็เื่ที่ยากลำบาก นางจะต้องฝึกไปแบบนี้ทุกวันทุกคนเป็ปีหรือหลายปีแต่ถ้านางทำสำเร็จ เมื่อนั่นในยุทธภพก็จะมีชื่อของนางก้องไปทั่วหล้าและได้ขึ้นชื่ออันดับเซียนในยุทธภพ พลังที่แม่แสดงออกมาวันนี้ มันช่างเฉียบคมแน่วแน่ มันจึงอาจจะเป็ไปได้ก็ได้ หลินเยว่อิงจึงจะค่อยเฝ้าดู คอยระวัง และสนับสนุนแม่ของนางต่อไป
“ถ้ามีแม่เป็เซียนกระบี่ ก็คงน่าสนุกไม่น้อยแน่ไม่รู้ว่าถ้าตาแก่ พ่อของข้ารู้เข้าจะเป็ยังไงนะ หึ หึ หึ”
ไป๋ชิงชิว ก็ได้เดินเข้ามา และเรียกทุกคนมาคุยด้วยกัน
“เอาละ สิ่งที่พวกเ้าพบเจอกันวันนี้คงเห็นแล้วว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง ข้าจะมอบเงินให้พวกเ้าเพิ่มคนละ 100ตำลึงเพื่อเป็การปลอบขวัญ” คนรับใช้ที่ติดตามมาเมื่อได้ยินก็ยิ้มขึ้นและดีใจ
“แต่ข้าขอสั่งพวกเ้าว่าห้ามเปิดเผยเื่ในวันนี้ออกไปให้ใครรู้หากใครพูดออกไปแม้เพียงครึ่งคำ ข้าคงต้องบอกพวกเ้าว่าข้าต้องฆ่าพวกเ้า” คนใช้ต่างดีใจกันไม่ทันไร ก็หน้าถอดสี และกลัวขึ้นมา
“ฮูหยินพวกข้าสาบานว่าพวกข้าจะไม่พูดสิ่งใดข้าจะปิดเป็ความลับ ขอฮูหยินไว้ชีวิต”
“ขอเพียงพวกเ้า รักษาคำพูดและซื่อสัตว์พวกเ้าก็จะยังทำงานอยู่ในจวนข้าอย่างมีความสุข และไม่มีอันตรายใดๆเกิดขึ้นหวังว่าพวกเ้าจะไม่ถือโทษโกรธข้า”
“ไม่เลยขอรับ ไม่เลยพวกข้าน้อยสาบานหากข้าน้อยผิดคำพูด ขอให้ตายด้วยมือท่าน”
“เช่นนั่นก็ดีลุกขึ้นและทำตัวเหมือนเดิมเถอะ พวกเ้าก็ยังคงเป็คนของข้าเหมือนเดิมไม่มีอะไรเปลี่ยน”
“ขอบคุณฮูหยิน”
“หวังว่าพวกเ้าจะจำคำพูดไว้ให้ดี เอาละเราเดินทางกันต่อเถอะ” แล้วทุกคนก็ไปเก็บของเพื่อเดินทางต่อ
“ท่านแม่รองคือว่าข้าอยากเรียนวรยุทธกับท่าน วรยุทธของท่าน ร้ายกาจที่สุดเท่าที่ข้าเคยเจอมาไม่ว่าอาจาร์ยที่ท่านย่าส่งมา หรือ อาจาร์ยที่สำนักศึกษา ไม่มีใครเทียบท่านได้เลยพวกนั่นเปรียบเหมือนเด็กเมื่อเทียบกับท่าน ข้าอยากเก่งแบบท่าน ท่านสอนให้ข้าได้ไหม”
“เจียงเฟยเ้าอย่าดูถูกอาจาร์ยผู้ที่สอนเ้า เอาไว้เรากลับไปที่บ้านกันก่อนเื่การเรียนวรยุทธแม่คุยกับแม่รองของเ้าแล้ว เดี๋ยวเราค่อยว่ากันนะ” ฮูหยินสามพูดขึ้น
“ครับท่านแม่”
“เอาละเดินทางกันเถอะ”
แล้วทุกคนก็เดินทางมุ่งหน้ากลับเมืองหลวงตลอดการเดินทางหลังจากนั่นก็ปลอดภัยไม่มีโจรมาดักโจมตีอีก จนใกล้ถึงเมืองหลวง จุดแวะพักระหว่างทาง
“ท่านแม่ อีกหนึ่งวันเราจะเข้าเมืองหลวงแล้วจากนี้คงไม่มีปัญหาอะไรแล้ว ข้าขอเดินทางไปที่สำนักสาดส่องนะเ้าค่ะ”
“เ้าเดินทางปลอดภัยและทำงานของเ้าให้สำเร็จ กลับมาอย่างปลอดภัยนะลูก”
“ค่ะท่านแม่ส่วนเจียหนิงข้าฝากท่านแม่ดูแลนางด้วย”
“ไม่ต้องห่วง พวกเ้าสองคน ดูแลลูกข้าให้ดีๆ”
“ครับ! ค่ะ! ฮูหยิน”
หลังจากนั่นทางหลินเยว่อิง ถังเทียน และถิงถิง ก็ได้เดินทางแยกตัวออกไปเพื่อไปยังสำนักกระบี่สาดส่องตั้งอยู่ที่เทือกเขาสาดส่อง ไม่ห่างจากตัวเมืองหลวงมากนักเป็สำนักระดับกลางในยุทธภพโดยสำนักระดับสูงจะมีปรามาจาร์ยขั้นเจ็ดอยู่ในสำนักอย่างน้อยหนึ่งคนส่วนสำนักทั่วไปในยุทธภพ แค่มีฝีมือในระดับหกก็สามารถตั้งสำนักได้แล้วซึ่งผู้ที่ฝึกถึงขั้นเจ็ดได้ มีน้อยมาก บ้างสำนักจึงไม่มีผู้ฝึกยุทธในระดับนี้เลยระดับหกก็ถือว่าเป็เ้าสำนักได้แล้ว หากเป็ยอดคนก็สามารถสร้างชื่อในยุทธภพได้แต่ก็มีหลายสำนักที่อดีตมีผู้ฝึกตนในระดับเจ็ดสร้างสำนักจนเป็ระดับสูงในยุทธภพแต่เมื่อรุ่นสืบทอดต่อมากลับไม่สามารถฝึกได้ถึง จึงทำให้สำนักนั่นตกต่ำลงเช่นสำนักกระบี่สาดส่องนี้ ที่ผู้ก่อตั้งเคยมีเพลงกระบี่ที่เลื่องชื่อแต่ปัจจุบันกลับไม่มีผู้ใดที่สามารถแตกฉานในวรยุทธของสำนักได้ แม้เ้าสำนักในปัจจุบันก็พยายามฝึกมาหลายปี ก็ไม่สามารถแตกฉานในวรยุทธของตนและขึ้นไปเป็ขั้นเจ็ดได้