โดยไม่รู้พระองค์เององค์ชายฝานจิ้งก็ประทับลงตรงหน้าหยางเสียแล้วนางละสายตาจากเส้นสายที่ก่อให้เกิดเสียงสวรรค์ล่อเลี้ยงหัวใจทั้งเจ็ดนั้นเพียงชั่วพริบตาขึ้นมองยังพระองค์นิ้วทั้งสิบของนางขยับสัมผัสเส้นเสียงเหล่านั้นอย่างต่อเนื่องริมฝีปากอิ่มแย้มเยื้อนละไม เพลงแล้วเพลงเล่าที่นิ้วทั้งสิบขยับขับกล่อมถึงตอนนี้แม่ทัพใหญ่แห่งเจิ้งถงมิได้มีสายพระเนตรหรือพระดำริถึงใครอื่น
พระเนตรจับจ้องที่นาง...
พระกรรณสดับเสียงฉินของนาง...
ส่วนดวงหทัยนั้นแน่พระทัยยิ่งนักพระองค์ทรงปรารถนาจะมอบไว้ในสองมือของนางเช่นเดียวกัน...
“ร้องเพลงให้ข้าฟัง...เพลงที่เจ้ารักมากที่สุด”พระสุรเสียงนั้นเบาราวกับสายลมที่ไล้ผ่านผิวอย่างแผ่วเบาทรงไม่อยากจะทำลายสมาธิของนาง
เพลงที่ข้ารักมากที่สุดน่ะหรือ...
เพลงที่ข้ารักนะหรือ...เพลงของแม่หยางเอ๋อร์
...นางรอ
หยางเสียเริ่มบทเพลงใหม่ขึ้นมา เพลงที่องค์ชายฝานจิ้งยังทรงจำได้ติดตรึงบทเพลงเดียวกับที่นางเคยเล่นไว้ที่ตำหนักถงเหมิง เสียงฉินครวญคมราวมีดกรีดลงในใจบทเพลงที่ทุกเสี้ยวทุกกระแสนั้นแฝงอาบด้วยความเหงาระคนเศร้าเหตุไฉนบทเพลงแห่งความทุกข์โศกจำพรากจึงเป็นบทเพลงที่นางรักเล่า!
“ข้าอยากฟัง...เสียงเจ้า” ยิ่งฉินเครื่องงามขับเสียงได้เศร้าสร้อยปานใดในพระทัยก็ยิ่งกลัดกลุ้ม ใคร่รู้มากขึ้นเท่านั้น
หยางเสียทอดตามองยังท่านแม่ทัพซึ่งประทับอยู่ใกล้แค่ช่วงมือเอื้อมสายพระเนตรที่จับจ้องอยู่นั้นส่งความจริงใจลึกเข้าสู่หัวใจนางทำให้ปากอิ่มเริ่มขยับราวกับคนเหม่อลอยทุกวจีทุกถ้อยคำล้วนกลั่นออกมาจากส่วนลึกของหัวใจหัวใจที่ต้องเจ็บปวดเพราะความรักของแม่หยางเอ๋อร์ซึ่งนางยังจดจำได้แม้ธารเวลาไหลผ่านมาเนิ่นนานหลายปีหยางเสียไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าเหตุใดเพลงนี้จึงเป็นเพลงที่นางรักที่สุด
ปากพร่ำคำรัก
จะไม่หาญหัก ร้างไกล
โทษผิดอันใด
เยื่อใยจึ่งไร้ ผลักไส
มอบใจรักไป
กลับต้องกล่ำไหม้ ลาญราง
กายพี่พรากห่าง
ดั่งยวนยางร้าง คู่ชม
กมลโศกจม
ซานซมระทม ข้าเศร้า
พี่ทิ้งหม่นเหงา
ละเมอคอยเฝ้า คำลวง
หวังลึกบึ้งทรวง
วอนเทพชั้นสรวง พี่คืน
คำรักหวนฟื้น
คงรื่นสุขชื่น เกินพอ
คิมหันต์แดดทอ
สุดทางเฝ้ารอ เงียบงัน
ฝนพร่างวสันต์
หิมะเหมันต์ ไร้เงา
หอห้องว่างเปล่า
สูญรักสิ้นเรา แท้หนัก
เจ็บมิอาจพัก
ใจข้าร้าวนัก พี่เอย...
ครั้นสุดวจีแผ่วเบาสุดท้ายที่เอ่ยเอื้อนตาคู่งามของหยางเสียนั้นก็เบิกกว้างอย่างตกใจกับสิ่งที่ตัวเองเผลอทำลงไปเสียงนาง...เสียงของนาง นางไม่เคยให้ใครได้ยินเสียงเวลาร้องเพลงนับแต่มีคนเคยทักว่าเสียงร้องเพลงของนางคล้ายผู้หญิงเมื่ออยู่หอฮวาหง
“ข้า...ข้า” หยางเสียลุกพรวดพราดสุดจะยั้งใจยั้งกายได้ทันเมื่อหันมาพานสบกับสายตาเรียบเฉยของรองแม่ทัพอู๋และสายตาตำหนิระคนแปลกใจของทหารหลายนาย ที่จู่ๆบ่าวรับใช้ในกระโจมกลับทำตัวไร้มารยาทต่อหน้าท่านแม่ทัพใหญ่
“อภัยให้ข้า”หญิงสาวหันกลับมาค้อมตัวโดยเร็วให้กับท่านแม่ทัพและเดินหลบเลี่ยงออกมาอย่างเร็วก่อนออกวิ่งสุดฝีเท้าเมื่อก้าวพ้นประตูของกระโจม
องค์ชายฝานจิ้งนั้นแม้ยังประทับนิ่งอยู่หากแต่พระทัยนั้นได้ล่วงแล่นตามเจ้าร่างน้อยออกไปแล้วพระวรกายสูงหยัดตรงขึ้นประหนึ่งกระบี่เล่มยาวพระองค์โบกพระหัตถ์รับการถวายความเคารพจากหัวหน้านายกองที่ยังพอเหลืออยู่พระเนตรคมกล้าแลลึกไปยังดวงตาคมกริบของอู๋อี้หวิน ราชองครักษ์คู่พระทัย
“เมื่อถึงเวลา...”แม่ทัพใหญ่แห่งต้าฉางตรัสขึ้นเบาๆ ระหว่างที่ทรงพระดำเนินผ่านหน้าอู๋อี้หวินไป
อู๋อี้หวินค้อมศีรษะลงแสดงอาการตอบรับก่อนจะยกเหล้าขวดสุดท้ายขึ้นดื่ม
“อะไรมันจะเศร้าปานนั้น...ร่างอรชรเหมือนสตรียังไม่พอเสียงร้องเพลงยังจะคล้ายสตรีเข้าไปอีก” เหอเซียวไห่ที่นอนปรือตาอยู่เปรยขึ้นแม้เขาเมามากและจวนเจียนจะหลับไปหลายคราแต่เขาก็ตั้งใจฟังเสียงหวานของทหารรุ่นน้องที่ขับขานบทเพลงตั้งแต่ต้นจนจบ“จะว่าเขาเป็นคนอาภัพหรืออัปลักษณ์ดีที่ไม่ได้มีรูปร่างหน้าตาสมชาย...ฝีมือฉินไม่เลวเส้นวาสนาเส้นนี้คงพาศิษย์และอาจารย์ให้ได้พบพานกันแน่แท้” เหอเซียวไห่หมายถึง หยางเสียและอู๋อี้หวินนั่นเอง
“ปลายเส้นวาสนามันจะยาวไกลกว่านั้น” อีกคนพูดเนิบๆด้วยรู้ดีว่าความสัมพันธ์ระหว่างเขากับหยางเสียคงไม่หยุดอยู่แค่คำว่าศิษย์กับอาจารย์ ในเมื่อนางเป็นหนึ่งยอดหทัยของนายเหนือชีวิตตน
ฮึ! เหอเซียวไห่แค่นยิ้ม “แล้วปลายเส้นวาสนาของข้ากับเจ้ามันจะหยุดอยู่ที่ใครกัน”
“เมื่อถึงเวลา...” อู๋อี้หวินเลียนถ้อยดำรัสเหอเซียวไห่จึงระเบิดเสียงหัวเราะร่าออกมา
เมื่อถึงช่วงเวลานั้นความจริงทุกอย่างคงกระจ่าง...อู๋อี้เหวินรำพึงในใจ
หยางเสียวิ่งมาทรุดกายลงนั่งพิงต้นไม้ใหญ่ข้างกระโจมที่ประทับ หญิงสาวก่นด่าตัวเองอยู่ในใจนางทำผิดพลาดครั้งใหญ่แล้ว
พรุ่งนี้... พรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร
“โธ่เอ๊ย!” หญิงสาวร้องด้วยความโกรธตัวเอง น้ำตาหยาดหลั่งออกมาเป็นสายนางโทษตัวเองที่ปล่อยให้ความรู้สึกส่วนลึกเข้าควบคุมการกระทำทุกอย่างเพลงมีอยู่เป็นสิบเป็นร้อยไม่ร้อง กลับเลือกร้องเพลงนั้น แถมยังร้องต่อหน้าพระพักตร์อีกพระองค์จะทรงเข้าใจนางอย่างไร เป็นชายหากแต่ร้องเพลงครวญคร่ำในรักของสตรี!
หยางเสียกัดริมฝีปากแน่นอย่างไม่รู้จะทำอย่างไรดีแล้ว
วรองค์สูงที่ตามหลังหยางเสียมานั้นชะลอพระบาทลงด้วยแว่วเสียงกลั้นสะอื้นด้านหลังต้นกุ้ยฮวาองค์ชายฝานจิ้งก้าวพระบาทอย่างเบาที่สุดก่อนหยุดที่อีกฟากของไม้ลำต้นใหญ่นั่น
เจ้าเจ็บช้ำเพราะใครกัน พระองค์ถอนพระปัสสาสะแผ่วพลิ้ว ก่อนทรุดวรกายลงข้างกายนาง
“หยางเสีย”
คนถูกเรียกเงยหน้าขึ้นโดยพลันก่อนจะรีบเช็ดซับน้ำตาที่ไหลอาบแก้มเมื่อเห็นว่าเป็นท่านแม่ทัพเจ้าของตาช้ำคู่นั้นก็เสหันไปอีกทาง
หยุดร้องไห้ เจ้าต้องหยุดร้องไห้นะหยางเสีย
“เอ่อ... ข้าเพียงแต่คิดถึงแม่เพลงนั้นแม่ข้าชอบ ข้าก็เลยร้อง แล้วเสียงข้า...เสียงข้า”หญิงสาวหาข้อแก้ตัวสารพัด เผื่อมันจะช่วยให้อะไรดีขึ้นบ้างพระองค์ประทับใกล้ถึงเพียงนั้น ทรงต้องได้ยินถนัดทุกถ้อยความแน่
“แค่คิดถึงแม่ เลยร้องไห้ออกมา”แม่ทัพใหญ่ด่านเจิ้งถงทรงสรุปให้สั้นๆ แม้ในพระทัยยังคลางแคลงอยู่เล็กน้อยเพราะคิดถึงมารดา นางจึงร้องไห้ มิใช่เจ็บช้ำใจจากชายอื่นหรอกหรือ
“ขอรับ” หยางเสียรับคำแต่ก็นึกขึ้นได้ว่าไม่ควรแสดงความอ่อนแอออกมาให้ทรงเห็นแม้จะไม่ทรงมีวี่แววว่าจะติดพระทัยสงสัยในน้ำเสียงของนางก็ตามแต่นางก็ควรจะระวังให้มากขึ้นกว่าเดิม “ร้องไม่มากน่ะขอรับ แค่นิดเดียว”
นิดเดียวแต่ฝืนสะอื้นจนตัวโยนนี่นะ“อยากร้องก็ร้องเถอะ ข้าจะไม่ห้ามเจ้ารำลึกถึงความทรงจำเกี่ยวกับแม่เจ้าหรอก”
“แต่ผู้ชายไม่ควรที่จะร้องไห้”ยิ่งต่อหน้าคนอื่นด้วยแล้ว
“ชายใช่อิฐใช่หินผา เมื่อมีเหตุสะเทือนใจก็มีเสียน้ำตาบ้างข้าก็เคยเป็นอย่างเจ้า เพียงแต่ข้าหยุดร้องได้เร็วกว่าเท่านั้น”ถ้อยพระดำรัสที่มีต่อนางนั้นอ่อนโยนยิ่ง ภายใต้แสงจันทร์นวลผ่องที่ทอแสงเย็นอยู่เหนือยอดต้นกุ้ยฮวา องค์ชายฝานจิ้งทรงโน้มพระพักตร์ลงใกล้ใบหน้าเล็กๆ ที่เวลานี้พระองค์รู้สึกว่างามและน่าทะนุถนอมเหลือเกินพระองค์ทรงเอื้อมพระหัตถ์ไปเช็ดหยดน้ำตาที่เกาะอยู่บนแก้มนวล ทรงไม่อยากให้อาทิตย์ดวงน้อยต้องหม่นแสงด้วยเรื่องหมองเศร้าอันใดภายใต้การแสดงออกว่านางเข้มแข็งนั้น กลับมีมุมที่แสนอ่อนไหวซ่อนอยู่นางน่ารักน่าถนอมมากถึงเพียงนี้ จะไม่ให้มีพระทัยสนิทเสน่หาได้อย่างไร
หยางเสียเงยหน้าขึ้นดวงพักตร์คมสันห่างจากหน้านางแค่ช่วงคืบ นางรับรู้ถึงความอบอุ่นที่ถ่ายทอดจากปลายนิ้วพระหัตถ์มาสู่นางก่อนทั้งร่างจะนิ่งค้างราวถูกสาปเป็นหิน เมื่อท่านแม่ทัพทรงประทับโอษฐ์อุ่นลงบนแก้มนาง...
หยางเสียตัวแข็งนิ่งอึ้งไปชั่วขณะหนึ่งอย่างคาดไม่ถึงก่อนผลักพระอุระออกโดยแรงเมื่อได้สตินางไม่เข้าใจในสิ่งที่พระองค์กำลังกระทำเลยในเมื่อตอนนี้ต่างคนต่างก็เป็นชายด้วยกันทั้งคู่ แล้ว...
แล้วเมื่อครู่มันคืออะไร!
หญิงสาวเบี่ยงกายที่พิงต้นไม้อยู่และรีบถอยหลังอย่างรวดเร็วสุดที่พระกรจะเอื้อมคว้าได้ทันหน้านวลนั้นขึ้นสีเรื่ออยู่ใต้แสงจันทร์
“ข้าจะกลับไปที่งานเลี้ยง” นางพูดห้วนๆพร้อมกับดีดตัวผลุงก่อนจะวิ่งหนีไป
เจ้าร่างน้อยจากไปแล้ว...จากไปพร้อมกับแววตาตื่นตระหนกและสับสนองค์ชายฝานจิ้งทรงหยัดพระวรกายสูงขึ้นยืนใต้ร่มกุ้ยฮวา พระหัตถ์ที่กำแน่นชกเข้ากลางลำต้นแข็งแกร่งที่ต้านลมร้อนลมหนาวมาหลายฤดูกาลเพราะพระองค์ไม่ทรงรู้จักยับยั้งชั่งพระทัย กระทำบุ่มบ่ามราวคนรุ่นหนุ่มเพิ่งจะริมีรักจึงทรงทำให้นางตกใจกลัวไปเสียแล้ว
กุ้ยฮวาดอกน้อยปลิดปลิวลอยลิ่วลงด้วยแรงลมแห่งเหมันต์พระหัตถ์ใหญ่เอื้อมไปไขว่คว้ากุ้ยฮวาดอกนั้น แม้เป็นพันธุ์ไม้ที่ลือกันว่ากลิ่นหอมไกลถึงหมื่นลี้แต่ก็ยังไม่เทียมเท่ากรุ่นกลิ่นอวลหอมจรุงจากแก้มนาง...