คัมภีร์ลับแห่งฉางอัน [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 6 ตอนที่ 167 รบจนชุดเกราะแตกหัก

            

            “ความรู้สึกของผู้แข็งแกร่งความรู้สึกของการสังหารและเข่นฆ่าเป็นอย่างไรบ้าง?”

            ในความมืดมน เสียงหนึ่งดังขึ้นเบาๆ

            เสียงนั้นมีเอกลักษณ์มาก ฟังไม่ออกว่าเป็นเสียงของสตรีหรือบุรุษ เด็กหรือแก่เพียงใด

            แต่มีสิ่งหนึ่งที่รับรู้ได้ไม่ยาก คือจังหวะและน้ำเสียงอันแสนประหลาดที่มีฤทธิ์ในการสะกดจิตผู้ฟังแฝงอยู่ในน้ำเสียงนั้น...

            “หากเจ้าปรารถนา ข้าทำให้เจ้ากลายเป็นนักรบแห่งดาราจักรเลยก็ยังได้เมื่อถึงตอนนั้น ไม่ว่าศัตรูจะเป็นใคร เจ้าก็กำจัดได้ด้วยดาบในมือทั้งสิ้น”

            เสียงนั้นพูดต่อไป

            “ไสหัวไป!” ซูฉางอันคำรามดังสนั่น ก่อนจะเด้งตัวขึ้นมาจากเตียง แล้วเบิกตาขึ้น

            เหงื่อมากมายซึมออกมาจากหน้าผากของเขา

            เขารับรู้ได้ชัดเจนว่าเสียงนั้นไม่ใช่เสียงจากความฝัน หากแต่เป็นเสียงของสัตว์ประหลาดในกาย

            การสร้างจิตดาราโดยดึงพลังจากภายนอกเข้ามานับเป็นเรื่องที่เสี่ยงอันตรายมาก

            แม้พลังที่เขาดึงเข้ามา จะได้รับการควบคุมจากชิงหลุนแต่หากพลังนั้นเข้าไปในร่างของเขาแล้ว ก็ไม่อาจปล่อยให้มันเกิดความผิดพลาดขึ้นอีกแม้เพียงเสี้ยวเดียวก็ไม่ได้เด็ดขาด

            แต่โชคร้ายที่ในตอนนั้น เมื่อรับรู้ได้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นด้านนอก รวมถึงเรื่องการบาดเจ็บของกู่เซี่ยนจวินและฝานหรูเยว่ซูฉางอันก็จิตใจวุ่นวายขึ้นอย่างไม่อาจยับยั้ง เหตุนี้พลังที่เขาดึงเข้ามาภายในร่างอย่างระมัดระวังจึงสูญเสียการควบคุมและสร้างความเสียหายแก่อวัยวะภายในของเขาในที่สุด

            เขาในตอนนั้น เพิ่งมีพลังอยู่ในระดับอรุณรุ่งเท่านั้นอวัยวะภายในจึงไม่ต่างไปจากคนธรรมดาทั่วไป เมื่อถูกพลังวิญญาณมหาศาลของชิงหลุนเล่นงานอวัยวะเหล่านั้นย่อมแหลกกระจายเป็นธรรมดา ในตอนนั้น เขาแทบจะเอาชีวิตไม่รอดเขากำลังจะสิ้นใจ โดยที่ชิงหลุนผู้เป็นนักรบแห่งดาราจักรกลับไม่รู้วิธีรักษาอาการเช่นนี้แม้แต่น้อย พวกเขาจึงไม่รู้จะทำอย่างไรต่อไปดี...

            ทว่าในตอนนั้นเอง เมื่อรับรู้ได้ถึงความอันตราย โลหิตเทพในร่างของซูฉางอันที่อวี้เหิงใช้พลังผนึกไว้ก่อนตาย เป็นผู้ส่งพลังออกไปข่มอาการบาดเจ็บทั้งหมดในร่างของเขาเอาไว้

            แต่ครั้งนี้ต่างไปจากครั้งก่อนๆเพราะสัตว์ประหลาดตนนั้นทำข้อตกลงบางอย่างกับเขา

            มันรับปากจะช่วยซูฉางอันสามครั้ง

            เมื่อใดที่การช่วยเหลือสามครั้งจบสิ้นลงเมื่อนั้นก็เป็นเวลาที่มันจะหลุดออกจากกรงขัง และคืนชีพอีกครั้งในร่างของซูฉางอันเพื่อแสดงความจริงใจ โลหิตเทพยังใช้พลังเทพที่มียกระดับพลังของซูฉางอันไปจนถึงระดับคุมพิภพอีกด้วย ท่ามกลางความเป็นความตาย จู่ๆซูฉางอันก็บรรลุในกฎแห่งพลัง จนได้รับแดนอำนาจของตนมาครองโดยบังเอิญ อันเป็นที่มาของแดนอำนาจเทียนหลาน

            แน่นอน ซูฉางอันรู้ดีว่าสัตว์ประหลาดในร่างไม่ได้ทำไปเพราะความเมตตา หรือเห็นใจเขาแต่อย่างใด

            ซูฉางอันรู้เรื่องนั้นมาโดยตลอด

            เพราะแสงดาราที่พุ่งเข้าร่างของเขาในตอนนั้น รวมกับการผนึกจากอวี้เหิงทั้งหมดทำให้พลังของโลหิตเทพถูกผนึกเอาไว้โดยสิ้นเชิงหากไม่ใช่เพราะวันนั้นซูฉางอันเสี่ยงต่อความตาย จึงมีร่างกายอ่อนแอโลหิตเทพไม่มีทางฟื้นคืนพลังได้แน่

            ดังนั้น การช่วยเหลือสามครั้ง ไม่ได้มีขึ้นเพื่อให้ซูฉางอันซาบซึ้งและยอมรับพลังของโลหิตเทพ แต่มันต้องยอมช่วยเหลือซูฉางอันถึงสามครั้งเพื่อให้มีพลังแข็งแกร่งพอจะทำลายผนึกนั้นได้ต่างหาก

            ทว่าทุกครั้งที่ปล่อยให้โลหิตเทพกระจายพลังออกมาช่วยเหลือกลับไม่ได้ทำให้โลหิตเทพมีพลังแข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น เรื่องนี้ซูฉางอันรู้และได้สัมผัสกับตัวแล้ว

            เหมือนตอนที่เขาสังหารนักรบระดับอรุณรุ่งหลายร้อยด้วยดาบเดียวแม้ในตอนนั้น ซูฉางอันต้องการสังหารพวกเขาอยู่แล้วก็ตาม แต่เมื่อได้เห็นซากศพกองพะเนินตรงหน้าซูฉางอันกลับไม่มีความรู้สึกใดๆ แม้แต่น้อย

            หากเป็นเขาในอดีต ไม่มีทางทำใจให้สงบได้ถึงเพียงนี้

            เขาไม่ได้เสียใจที่สังหารศิษย์พวกนั้น และไม่ได้แสร้งสงสารศิษย์ที่ถูกสังหารด้วยเช่นกัน

            เพียงแต่ ความรู้สึกในตอนนี้ ความเพิกเฉยที่มีต่อความตาย ทั้งหมดทำให้เขาหวาดกลัวจนเรียกได้ว่าหวาดผวาก็ไม่ผิดนัก

            เขากลัวว่าหากให้โลหิตเทพส่งพลังออกมาช่วยอีกครั้งเขาจะยิ่งเย็นชาไปมากกว่านี้ เขากลัวว่าตัวเองจะกลายเป็นปีศาจร้ายสังหารคนไปทั่วอย่างอำมหิตในสักวัน

            เขาไม่ชอบตัวเองที่เป็นเช่นนั้น

            ดังนั้น เขาจึงบอกกับตัวเองในใจ ว่านี่เป็นครั้งแรกและจะเป็นครั้งสุดท้ายเช่นกัน

            เมื่อคิดมาจนถึงตรงนี้ ซูฉางอันก็ลุกขึ้นยืน จัดระเบียบร่างกายที่มีสภาพกระเซอะกระเซิงของตนแล้วเดินออกไปนอกห้อง ภายใต้การนำทางจากแสงดาวบนท้องนภา

            การสังหารหมู่ในสำนักเทียนหลานผ่านไปหลายวันแล้ว

            แม้กองกำลังที่องค์จักรพรรดิส่งมาจะเก็บกวาดศพพวกนั้นออกไปจนหมด ทว่ากลิ่นคาวเลือดยังคละคลุ้งไม่เสื่อมคลาย

            ซูฉางอันขมวดคิ้วมุ่นอย่างอดไม่ได้ เขาไม่ชอบกลิ่นนี้เอาเสียเลย

            ฝานหรูเยว่ยังนอนหมดสติอยู่ แม้เขาจะขอให้แม่ทัพถงจิงอี้ที่นำกองกำลังเข้าปิดล้อมสำนักเอาไว้ออกไปเชิญหมอที่ดีที่สุดในเมืองหลวงมาแล้ว แต่หมอคนนั้นก็ทำได้เพียงรักษาชีวิตของหรูเยว่เอาไว้เท่านั้นส่วนเรื่องที่ว่านางจะฟื้นเมื่อไร ล้วนขึ้นอยู่กับตัวนางเอง

            ทางด้านของกู่เซี่ยนจวิน นางไม่ได้บาดเจ็บสาหัสอะไรนัก ทว่ายังต้องนอนพักอีกสักหน่อย

            แต่กับชิงหลุน... เมื่อคิดถึงชิงหลุน ซูฉางอันก็ขมวดคิ้วมุ่นขึ้นอีกครั้ง

            นางช่วยสังหารหม่าอันเยี่ยนเพื่อเขา

            จำได้ว่านางเคยบอกกับเขา ว่าคนของหอดาราจะยื่นมือเข้ามายุ่งกับเรื่องของคนในโลกไม่ได้เด็ดขาด

            เขาไม่รู้ว่าหากทำผิดกฎจะนำพาสิ่งใดมาสู่ตัวนางบ้างแต่มีสิ่งหนึ่งที่เขามั่นใจ คือสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับนาง ต้องไม่ดีแน่

            เมื่อคิดมาจนถึงตรงนี้ ซูฉางอันก็ถอนหายใจออกมาอย่างอดไม่ได้

            เขาเดินช้าๆ ออกไปนอกห้อง

            เมืองฉางอันไม่มีหิมะตกมาสักพักแล้ว อากาศเริ่มอบอุ่นขึ้นบ้างแล้วเช่นกันและเมื่ออากาศกลับมาอบอุ่นอีกครั้งก็เป็นเวลาที่นักดาบกลุ่มนั่นจะข้ามแม่น้ำมาล้างแค้นแล้ว

            โลกใบนี้ก็เป็นเช่นนี้ เรื่องหนึ่งจบลง อีกเรื่องเกิดขึ้นต่อ

            ซูฉางอันอ่อนล้ากับเรื่องเช่นนี้ รู้สึกระอาเหลือทน

            เขาเดินไปเรื่อยเปื่อย รู้ตัวอีกที ก็มาหยุดอยู่ที่ลานฝึกเสียแล้ว

            การต่อสู้ที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก ทำให้ลานฝึกของสำนักเทียนหลานผุพังจนแทบไม่เหลือชิ้นดี

             หินชั้นดีที่เคยปูอยู่เต็มลาน บัดนี้แตกกระจัดกระจายกลายเป็นเศษหินชิ้นเล็กๆ กระเด็นไปทั่วบริเวณบนนั้นยังมีรอยเลือดที่ตกค้างติดอยู่เลย

            บนลานประลอง ชายผู้หนึ่งนั่งอยู่บนนั้น

            ชายผู้นี้มีเส้นผมยุ่งเหยิง กระบี่ใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้าเขาขณะที่มือก็ถือไหสุราเอาไว้ คนผู้นี้กำลังดื่มสุราท่ามกลางนภาในยามค่ำคืนนั่นเอง

            ซูฉางอันชะงักไปเล็กน้อย หลังลังเลอยู่ครู่หนึ่งในที่สุดเขาก็เดินเข้าไปหาคนบนลาน

            “ขอบคุณ” เขากล่าวเช่นนั้น

            เขาเอ่ยออกไปด้วยความจริงใจ ด้วยสถานการณ์ของแผ่นดินต้าเว่ยในยามนี้...องค์ชายห้าล้มลง องค์รัชทายาทได้รับการสนับสนุนจากอิงอ๋อง แต่ถึงกระนั้นชายผู้นี้กลับยังออกตัวปกป้องสำนักเทียนหลานดังเดิม ไม่ว่าอย่างไรซูฉางอันก็ควรจะขอบคุณในสิ่งที่เขาทำลงไปสักครั้ง

            ทว่าจอมกระบี่ หรือหากจะพูดให้ถูกก็คือ นักดื่มจากสำนักจิงหลุนผู้นี้กลับทำราวไม่ได้ยินคำขอบคุณจากซูฉางอันเช่นนั้นเขาปรายตามองซูฉางอันเพียงครู่เดียว จากนั้นกรอกเหล้าเข้าปากก่อนสุราที่เล็ดออกมาด้านนอกจะไหลลงมาที่คางของเขาในเวลาต่อมา

            ซูฉางอันคิดว่า ช่างเป็นอะไรที่สิ้นเปลืองเหลือเกินเขาอยากจะตักเตือนคนตรงหน้า แต่ก็รู้สึกว่าเป็นการเสียมารยาทจนเกินไปจึงล้มเลิกความตั้งใจลงในที่สุด

            “ฮ่า!”

            หลายอึดใจต่อมา ในที่สุดอินเชียนซางก็ลดไหเหล้าลง ส่งเสียงครางขึ้นอย่างพอใจราวสุราที่เขาดื่ม ไม่ใช่สุราราคาถูกที่มีคุณภาพต่ำที่สุดในเมืองแต่เป็นสุราเก้าเพลงจาง สุราชั้นดีจากพระราชวังเช่นนั้น

            “สักหน่อยไหม?” เขาปรายตามองซูฉางอันครู่หนึ่งเพราะรู้สึกว่าเด็กหนุ่มที่แสนซื่อบื้อคนนี้น่าสนใจ จึงยื่นไหในมือไปให้พลางถามขึ้น

            “เอ่อ...” ซูฉางอันชะงักไป เขาไม่ชอบดื่มเหล้า...

            เมื่อดื่มเจ้าสิ่งนั้นลงไป นอกจากจะแสบร้อนที่คอ ยังมึนๆ หนักๆ ที่หัวอีกเป็นอะไรที่ทรมานไม่เบาเลย

            แต่ก็มีคนมากมายที่ชอบดื่มมัน ยกตัวอย่างเช่นบิดาของเขา มู่กุยอวิ๋น รวมถึงชายตรงหน้าด้วยซึ่งเขาไม่ค่อยเข้าใจความชอบเช่นนี้สักเท่าไรนัก

            แต่อย่างไรเสีย การปฏิเสธความหวังดีจากผู้อื่นก็ดูจะไม่ค่อยดีสักเท่าไร เช่นนั้นหลังจากลังเลอยู่พักหนึ่ง ในที่สุด ซูฉางอันก็รับไหสุรามาถือเอาไว้

            สำหรับนักดาบแล้ว ศักดิ์ศรีถือเป็นสิ่งที่สำคัญมาก

            ซูฉางอันคิดเช่นนั้นในใจ ในเมื่อตัดสินใจว่าจะดื่มก็ต้องแสร้งทำราวดื่มมันเป็นประจำ ไม่เช่นนั้น อาจถูกหัวเราะเยาะได้

            ด้วยความคิดนี้ ซูฉางอันจึงเลียนแบบอินเชียนซางโดยการเงยหน้าขึ้นแล้วกรอกสุราเข้าปากอึกใหญ่

            อึก!

            คอหอยของเขาเคลื่อนไหวขึ้นอย่างต่อเนื่องซูฉางอันดื่มสุราจนเกลี้ยงไหในรวดเดียว

            จากนั้น ความรู้สึกทั้งแสบทั้งร้อนก็กระจายออกมาจากหน้าท้องก่อนจะเลื่อนขึ้นมาที่ลำคอ และพุ่งขึ้นไปบนหัวในที่สุด

            ใบหน้าของเขาปรากฏสีแดงเล็กน้อย ก่อนไอร้อนเหล่านั้นจะทำให้เขาทั้งมึนทั้งหนักหัวไปหมด

            แต่เขาก็ยังแสร้งทำเป็นมีสติ พลางตบหน้าผากตัวเองเบาๆ แล้วตะโกนขึ้น “เป็นเหล้าที่ดีจริงๆ!” หลังพูดจบ จึงยื่นไหสุรากลับไปให้อินเชียนซาง

            อินเชียนซางรับไหเหล้ากลับไปด้วยใบหน้าอมยิ้ม ปรายตามองซูฉางอันที่เมาจนแทบไร้สติครู่หนึ่ง“มานั่งสิ”

            ซูฉางอันไม่ใช่คนคอแข็ง ทั้งยังกระดกเหล้าจนหมดในรวดเดียวอีกท่ามกลางลมหนาว ร่างของซูฉางอันเริ่มโซเซเล็กน้อย เมื่อได้ยินอินเชียนซางเอ่ยดังนั้นจึงรีบก้าวขาออกไปข้างหน้า แล้วนั่งลงข้างอินเชียนซางด้วยความยินดี

            “ฉางอันดีกว่าดินแดนทางเหนือหรือเปล่า?” อินเชียนซางถามขึ้นอย่างกะทันหันขณะที่ตาก็เอาแต่มองขึ้นไปบนท้องฟ้า

            “หืม?” เมื่อได้ยินดังนั้นซูฉางอันก็ครุ่นคิดอย่างจริงจังอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นจึงพูดขึ้น“ดินแดนทางเหนือดีกว่า”

            “เพราะเหตุใดกัน?” ดูเหมือนอินเชียนซางจะแปลกใจกับคำตอบของซูฉางอันมากเขาหันมามองซูฉางอันอย่างสนใจพลางกล่าวถามขึ้น “ข้าได้ยินมาว่าดินแดนทางเหนือมีหิมะตกตลอดปี ไม่มีแสงตะวัน ทั้งยังมีเผ่าปีศาจคอยรังควานอีกที่นั่นดีกว่าเมืองฉางอันที่ทั้งยิ่งใหญ่และรุ่งเรืองตรงไหน?”

            ซูฉางอันขมวดคิ้วมุ่นขึ้น เขาคิดว่าสิ่งที่อินเชียนซางพูดมาก็มีเหตุผลเหมือนกันหากเทียบกับเมืองฉางอัน ชีวิตที่ดินแดนทางเหนือก็ดูจะเรียบง่ายมากจริงๆ ไปสำนักถูกด่า ถูกตีมือ เลิกเรียน กลับบ้าน และนอนหลับ

            วันแล้ววันเล่า ปีแล้วปีเล่า

            ที่เมืองเล็กๆ อย่างเมืองฉางเหมิน ไม่มีมีดดาบ ไม่มีถนนที่เต็มไปด้วยผู้คนไม่มีโรงเตี๊ยมที่มีชื่อเสียงโด่งดัง และไม่มีหญิงงามเหมือนที่นี่

            สิ่งเดียวที่เขาคิดอยู่ทุกวันก็คือ จะทำอย่างไรให้โม่โม่หันมาสนใจจะผ่านคาบสอนของอาจารย์ไปได้อย่างไร จะหนีจากการถูกจี้เต้ารังแกได้ด้วยวิธีใดบ้าง

            ดูเหมือนชีวิตที่นั่นจะไม่น่าตื่นตาตื่นใจเหมือนเมืองฉางอันจริงๆ  

            เหตุนี้ หลังคิดอยู่นาน เขาก็พูดขึ้นมาอีกครั้ง “เมืองฉางอันซับซ้อนเกินไปข้าไม่เข้าใจ”

            “ซับซ้อน? หมายถึงคนที่นี่หรือ?” อินเชียนซางถามขึ้น

            “อืม” ซูฉางอันขมวดคิ้วมุ่นพลางพยักหน้ารับ “ข้าไม่เข้าใจพวกเขา ไม่รู้ว่าเหตุใดพวกเขาถึงไม่พอสักทีทำไมต้องอยากได้มากขึ้นเรื่อยๆ” พูดไปพลาง เขาก็กวาดตามองไปรอบด้านเมื่อหนึ่งวันก่อน ที่นี่ยังเต็มไปด้วยศพมนุษย์ยังเต็มไปด้วยศพที่ตายภายใต้คมกระบี่ของเขาอยู่เลย

            “ข้าไม่อยากฆ่าพวกเขา แต่พวกเขากลับเอาแต่บีบบังคับข้าไม่หยุด” เด็กหนุ่มพูดด้วยท่าทางกลัดกลุ้ม

            อินเชียนซางชะงักไปเล็กน้อย ก่อนดวงตาคู่นั้นจะเผยประกายแสงบางอย่างออกมาเขายื่นมือมาตบบ่าเด็กหนุ่มเล็กน้อย จากนั้นกล่าวขึ้น “คนทุกคนล้วนต่างกันไม่มีใครคิด ต้องการ และทำในสิ่งที่เหมือนกันทุกอย่างหรอก”

            “คนบางคนต้องการในสิ่งที่มากกว่าเสมอ เอาแต่คาดหวังไม่ยอมหยุดและจะเป็นเช่นนี้ไปจนวันตาย”

            “แต่คนบางคนกลับพอใจในสิ่งที่มี มองโลกในแง่ดี รักในความอิสระอยากอยู่กลางธรรมชาติไปจนตลอดชีวิต”

            ซูฉางอันนิ่งไป เขาคิดว่าสิ่งที่อินเชียนซางพูด ช่างน่าสนใจเหลือเกินจึงถามขึ้นอีกครั้ง “แล้วเจ้าเป็นคนประเภทไหน?”

            ชายหนุ่มหัวเราะออกมาเล็กน้อย ก่อนจะยกไหสุราในมือขึ้น“ข้าไม่ใช่ทั้งสองประเภท ข้าอยู่กับสุราทั้งวันทั้งคืน เพียงเท่านี้ข้าก็สุขมากแล้ว”

            จากนั้น เขาก็มองมาที่ซูฉางอัน “แล้วเจ้าละ?”

            “ข้าหรือ?” ซูฉางอันคิดอย่างตั้งใจอยู่ครู่หนึ่ง เป็นเวลานานกว่าเขาจะเงยหน้าขึ้นไปมองชายตรงหน้า แล้วประกายรอยยิ้มที่ไม่แตกต่างกันขึ้นมา

            “ข้าก็ไม่ใช่ทั้งสองประเภทเช่นกัน ข้าเป็นนักสู้ ที่หากไม่สู้จนเกราะบนร่างแตกก็จะไม่หวนกลับอย่างแน่นอน” 

     

    คล้ายกับเรื่องคัมภีร์ลับแห่งฉางอัน [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน