ยูกินะไม่รอช้าจึงรีบทำการเก็บดอกไม้วิญญาณแห่งฟุรุสึบากิที่มีขนาดใหญ่เข้าไปในกำไลกระจกยาตะทันที หลังจากที่ได้ทำการเก็บดอกไม้วิญญาณที่อยู่ตรงหน้าเสร็จสิ้นแล้ว พวกเธอทั้งหมดก็ได้แสงวาบออกมาที่ตรงหน้าทันที
อาชิคางะ โยชิอากิ ได้รับการแต่งตั้งให้ขึ้นเป็นโชกุนอาชิคางะลำดับที่ 15 โดยโอดะ โนบุนากะ ซึ่งได้ขึ้นมามีอำนาจปกครองญี่ปุ่นอย่างเบ็ดเสร็จ แต่อย่างไรก็ตาม โชกุนโยชิอากิเป็นเพียงแค่โชกุนหุ่นเชิดเท่านั้น อันเนื่องมาจากอำนาจการปกครองประเทศทั้งหมดนั้นได้ตกมาอยู่ในมือของโนบุนากะทั้งหมด
จนกระทั่งวันหนึ่ง โยชิอากิ ได้ทราบเรื่องเกี่ยวกับการที่โนบุนากะนั้นได้ทำการสร้างกองทัพอสูรโยไคขึ้นมาอย่างลับๆ เขาจึงได้ขอความช่วยเหลือจากทาเคดะ ชินเก็น ให้ช่วยหยุดยั้งแผนการของโนบุนากะ แต่ชินเก็นนั้นก็ได้สิ้นใจลงซะก่อน วันเวลาผ่านไป โยชิอากิได้ถูกโนบุนากะปลดจากตำแหน่งโชกุน โยชิอากิได้ให้การสนับสนุนกองกำลังฝ่ายพันธมิตรต่อต้านโนบุนากะอย่างลับๆ เพื่อหยุดยั้งแผนการสร้างกองทัพอสูรโอนิโยไคของโนบุนากะเอาไว้
กองกำลังฝ่ายพันธมิตรต่อต้านโนบุนากะนั้นจะประกอบไปด้วยกองกำลังอาซาอิ-อาซากุระ กองกำลังพระนักรบอิกโก-อิกกิ แล้วรวมไปถึงกองกำลังฝ่ายตระกูลทาเคดะด้วย หลังจากที่กองกำลังฝ่ายพันธมิตรต่อต้านโนบุนากะนั้นได้พ่ายแพ้ลงอย่างราบคาบ โยชิอากิก็ได้สิ้นใจลงไปในทันที
จากนั้น แสงวาบก็ค่อยๆ จางหายลงไปทีละน้อยๆ จนกลับเข้าสู่สภาวะปกติอีกครั้ง ยูกินะกับพวกพ้องทั้ง 4 ของเธอนั้นก็ค่อยๆ ลืมตาตื่นขึ้นจนได้มาพบกับดวงวิญญาณของอาชิคางะ โยชิอากิ โชกุนหนุ่มหน้าสวยราวกับผู้หญิงที่ยืนอยู่ตรงหน้าภายในพื้นที่ป่าไม้สึบากิตรงบริเวณที่พวกเธอทั้ง 5 นั้นได้เข้ามาก่อไฟพักแรมกันในช่วงคืนที่ผ่านมา ซึ่งในตอนนี้ ดอกสึบากิที่อยู่ตามต้นไม้ต่างๆ ภายในป่าไม้สึบากินั้นก็ได้เลือนหายไปจนหมดสิ้น และต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ใกล้ๆ นั้นก็ได้หายไป
“แทบไม่อยากจะเชื่อเลย ว่าโนบุนากะจะมากไปด้วยความทะเยอทะยานถึงเพียงนี้ แต่ก็ขอบใจพวกเจ้ามากที่ช่วยปลดปล่อยดวงวิญญาณของข้า ข้าเองก็ไม่อยากที่จะให้รัฐบาลโชกุนอาชิคางะต้องมาถึงจุดจบเช่นนี้เลย”
จากนั้น ดวงวิญญาณของโยชิอากิก็ค่อยๆ เลือนหายไป และแล้ว อาคามาสึรุกิ ภูติพิทักษ์ปลาสากกระบี่ก็ได้ปรากฏตัวขึ้น และพุ่งเข้าไปที่สร้อยอัญมณียาซาคานิที่สวมอยู่ที่คอของยูกินะด้วยความรวดเร็วจนเกิดแสงวาบออกมา และภาพเรื่องราวในอดีตของเจ้าหญิงฮิเมรากิก็ได้ปรากฏขึ้นที่ตรงหน้ายูกินะ
ณ บ้านพักสไตล์ญี่ปุ่นดั่งเดิมที่มีขนาดใหญ่ตรงบริเวณริมธารในกลางป่า ซึ่งถูกปกคลุมไปด้วยท้องฟ้าในยามรัตติกาลอันมืดมิดที่มีแสงจันทราส่องสว่างลงมายังเบื้องล่างไปทั่วทุกสารทิศ ทางด้านเจ้าหญิงฮิเมรากินั้นก็กำลังนั่งหลับตาทำสมาธิเป็นการทำนายผ่านก้อนหินพลังศักดิ์สิทธิ์ หรือหินคิเน็นเซกิที่อยู่ตรงหน้า
ซึ่งตั้งอยู่ในใจกลางห้องทำนายอันมืดมิดที่มีแสงจากเทียนไขส่องสว่างแทบจะทั้งห้อง แต่ก็บดบังความมืดมิดภายในห้องไว้ไม่มิด ตรงบริเวณรอบๆ ก้อนหินพลังศักดิ์สิทธิ์นั้นมีชุดไม้โอนุสะทั้ง 6 ชุดประดับอยู่ล้อมรอบ พร้อมกับตกแต่งด้วยสายชิเมนาว่าที่ประดับด้วยริ้วกระดาษชิเดะ เจ้าหญิงฮิเมรากิที่กำลังทำนายผ่านก้อนหินพลังศักดิ์สิทธิ์นั้นก็ได้มองเห็นอดีตชาติของเจ้าหญิงฮิเมโยโกะ
ในสมัยอดีตกาลเจ้าหญิงฮิเมโยโกะนั้นเคยเป็นหญิงคนรักของเจ้าชายฮิโกโบชิที่มีนามว่าเจ้าหญิงโอริฮิเมะ ซึ่งในตอนนั้น เจ้าหญิงโอริฮิเมะก็เคยโดนคำสาปจากนางเทวีอสูรฯ อิซานามิมาแล้วครั้งนึง แต่ก็ได้เจ้าชายฮิโกโบชิ ผู้เป็นชายคนรักในอดีตชาติของเธอนั้นคอยช่วยทำลายคำสาปของนางเทวีอสูรฯ ที่อยู่ในตัวของเจ้าหญิงโอริฮิเมะด้วยดาบพระแสงฟ้าฟื้นคุซานามิ จนทำให้คำสาปที่อยู่ในตัวของเธอนั้นถูกทำลายลงอย่างราบคาบ การทำลายคำสาปของนางเทวีอสูรในครั้งนั้นก็เป็นเหตุสำคัญที่ทำให้คมดาบพระแสงฟ้าฟื้นคุซานางินั้นแตกกระจายออกเป็นเสี่ยงๆ จนเหลือแต่ด้ามจับของมัน
ถึงแม้ว่าคมของมันนั้นจะแตกเป็นเสี่ยงๆ แต่ด้วยความที่ดาบพระแสงฟ้าฟื้นคุซานางินั้นก็เป็นอีกหนึ่งในชุดเครื่องไตรราชกกุธภัณฑ์ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังแห่งเทพเจ้า จึงทำให้ตัวด้ามจับของดาบพระแสงนั้นสามารถชักคมดาบพลังแสงออกมาได้ ซึ่งจะเหมือนกับดาบลำแสงที่ปรากฎอยู่ในหนังฝรั่งเรื่อง St.W. เพียงแต่ว่าคมดาบลำแสงนั้นจะมาในลักษณะรูปร่างของคมดาบคาตานะ จึงทำให้ดาบพระแสงฟ้าฟื้นนั้นได้กลายมาเป็นดาบพลังแสงคุซานางิในเวลาต่อมา
และสักพัก ทางด้านเจ้าหญิงฮิเมรากิก็ค่อยๆ ลืมตาคู่งามของเธอขึ้นมาทีละน้อย
“เจ้าหญิงฮิเมโยโกะ ก็คือเจ้าหญิงโอริฮิเมะในอดีตชาติอย่างงั้นหรือนี่ มิน่าหล่ะ...ว่าทำไมใบหน้าของเจ้าหญิงโอริฮิเมะนั้นช่างละม้ายคล้ายกับใบหน้าของเจ้าหญิงฮิเมโยโกะเสียเหลือเกิน”
เจ้าหญิงฮิเมรากินั้นพลางขมวดคิ้วเข้าหากันอย่างเล็กน้อย ด้วยสีหน้าที่คล้ายกับครุ่นคิดอะไรบางอย่าง ในขณะเดียวกัน ทางด้านเจ้าหญิงฮิเมโยโกะหรือเจ้าหญิงโอริฮิเมะวัย 7 ขวบนั้นก็กำลังนอนหลับอยู่ในห้องนอนเดียวกับเธอที่อยู่ภายในบ้านพักริมธารในกลางป่า
นอกจากนั้น เจ้าหญิงฮิเมรากิยังทำนายเหตุการณ์ในปีถัดไปได้อีกว่า ในปีหน้าบ้านเมืองจะเข้าสู่ยุคแห่งสงครามกลางเมือง และการแย่งชิงอำนาจกันในแต่ละแคว้น ซึ่งเกิดจากการทำพิธีกรรมสาปแช่งเจ้าหญิงฮิเมโยโกะ หรือเจ้าหญิงโอริฮิเมะในคืนวันเพ็ญ เจ้าหญิงฮิเมรากิจึงตระหนักได้ว่า เธอนั้นจะต้องปกป้องเจ้าหญิงฮิเมโยโกะ หรือเจ้าหญิงโอริฮิเมะให้รอดพ้นไปจากนางเทวีอสูรฯ อิซานามินั่นให้จงได้
และเช้าวันต่อมา ณ พระราชวังเกียวโต เหล่าบรรดาผู้คนในวังทั้งหมด ซึ่งมีทั้งเชื้อพระวงศ์ ขุนนาง และคนใช้ในวังนั้นก็ได้มาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันที่ตำหนักพระโรง โดยมีองค์จักรพรรดิสึชิมิคาโดะที่ 2 ทรงประทับอยู่บนราชบัลลังก์ สักพัก เจ้าหญิงฮิเมรากิก็ค่อยๆ ก้าวขาเดินเข้ามาในตำหนักพระโรงพร้อมกับเจ้าหญิงฮิเมโยโกะ ผู้เป็นน้องสาววัย 7 ขวบของเธอ จนพวกเธอนั้นได้มายืนอยู่ตรงบริเวณด้านหน้าราชบัลลังก์ของพระองค์
“ที่ข้าเรียกพวกเจ้าทุกคนมาในวันนี้...ก็เพราะว่าข้ามีเรื่องจะมาแจ้งให้ทุกคนได้ทราบกันถ้วนหน้า ว่าเจ้าหญิงฮิเมโยโกะได้ทำการเปลี่ยนพระนามเดิมไปเป็นเจ้าหญิงโอริฮิเมะนับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป”
องค์จักรพรรดิสึชิมิคาโดะที่ 2 ซึ่งทรงประทับอยู่บนราชบัลลังก์อยู่ในขณะนี้ได้ทรงป่าวประกาศให้กับเหล่าบรรดาผู้คนในวังได้ทราบว่า บัดนี้ เจ้าหญิงฮิเมโยโกะได้ทำการเปลี่ยนพระนามไปเป็นเจ้าหญิงโอริฮิเมะไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
“แล้วองค์หญิงฮิเมโยโกะทรงมีเหตุอันใด...ถึงได้ทรงเปลี่ยนพระนามไปเป็นเจ้าหญิงโอริฮิเมะหล่ะขอรับ”
ทันใดนั้น ก็ได้มีขุนนางในวังคนหนึ่งเอ่ยถามข้อสงสัยออกมา
“เพราะว่าในตอนนี้เจ้าหญิงฮิเมโยโกะกำลังจะมีเคราะห์ร้าย ดังนั้น ข้าจึงมีความจำเป็นที่จะต้องให้เจ้าหญิงฮิเมโยโกะทรงเปลี่ยนพระนามไปเป็นเจ้าหญิงโอริฮิเมะเพื่อเป็นการแก้เคล็ดเสริมชะตาให้พ้นเคราะห์”
เจ้าหญิงฮิเมรากิทรงเอ่ยตอบเหตุผลในการเปลี่ยนพระนามของเจ้าหญิงฮิเมโยโกะไปเป็นเจ้าหญิงโอริฮิเมะให้กับขุนนางในวังคนนั้น