รอยยืนอึ้งไปพักหนึ่งหลังจากกลับออกมาสู่โลกแห่งความเป็นจริง ตัวสมุดบันทึกเองก็หายไปเลยหลังจากที่รอยเข้าไปในโลกนั้น ตอนนี้ความทรงจำในหัวรอยมันตีกันมั่วไปหมดไม่ว่าจะโลกแห่งฝันร้ายหรือโลกมิติแห่งความฝัน รอยพยายามเรียบเรียงความทรงจำเหล่านั้นใหม่อีกครั้งว่าเหตุการณ์ไหนเกิดขึ้นก่อนหรือหลัง
“ไหนจะเรื่องสมุดบันทึกที่เหมือนกันอีกเล่มที่แม่ของเรามีอีก ไม่รู้ว่าแม่ไปได้มันมาจากที่ไหนนี่ไม่เท่ากับว่าแม่ของเรารู้เรื่องโลกมิติแห่งความฝันเหมือนกันหรอกนะ เพราะถ้าไม่รู้แม่คงไม่กำชับกับคาร่าว่าต้องเปิดของภายในกล่องพร้อมกันเป็นแน่ ถึงทำให้เราได้รู้ความจริงถึงตัวตนแบบนี้ได้” รอยรู้สึกสับสนจริง ๆว่าทำไมแม่ถึงมีหนังสือที่เหมือนกันอีกเล่มได้ ถ้าอยากจะรู้จริง ๆคงต้องไปคุยกับแม่ด้วยตัวเองแล้วล่ะ
พอพูดถึงพ่อกับแม่รอยก็รู้สึกคิดไม่ตกจริง ๆเพราะไม่รู้ว่าจะไปหาพวกท่านได้จากที่ไหน ขนาดองค์เมฆทมิฬออกตามล่าก็ยังไม่พบเบาะแสอะไรเกี่ยวกับพวกท่านเลย แถมตัวเองที่เพิ่งฝึกศิลปะการต่อสู้ได้ไม่นานก็ถูกพวกระดับล่างขององค์กรทำร้ายจนปางตาย รอยหันไปมองดูกระจกที่อยู่ข้างโต๊ะทำงานและอดคิดเกี่ยวตัวเองไม่ได้ว่าทำไมตัวเองถึงได้อ่อนแอและไร้พลังอำนาจถึงเพียงนี้ ไม่ว่าจะมองไปมุมไหนตัวเองตอนนี้ก็ยังเป็นเพียงแค่เด็กหนุ่มม.ปลาย อะไรหลาย ๆก็ยังทำด้วยตัวเองไม่ได้มากแถมยังถูกคนอื่นคอยปกป้องอยู่ตลอดเวลาอีกด้วย
แต่พอได้รู้ความจริงเกี่ยวกับตัวเองก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมาได้เปราะหนึ่งที่รู้ว่าตัวเองควรจะต้องทำอะไรต่อไปหลังจากนี้ อย่างแรกที่ควรทำเลยคือฝึกให้ตัวเองแข็งแกร่งโดยเร็วที่สุดเพื่อที่จะผ่านบทสดสอบของโลกแห่งฝันร้ายเพราะดูเหมือนว่าข้อมูลสำคัญต่าง ๆที่เกี่ยวข้องกับโลกแห่งความฝันที่สำคัญต้องให้เจ้าภูติแห่งฝันร้ายบอกด้วยตัวเองเท่านั้น
ส่วนเรื่องกระดาษที่อยู่ในลิ้นชักก็เป็นความจริงทุกอย่างเลยไม่ว่าจะเรื่องโรคมานากัดกร่อนหรือเรื่องพ่อแม่ที่ถูกตามล่าจากองค์กรเมฆทมิฬ ความทรงจำเก่า ๆของรอยตอนนี้มีเพียงแค่ 2 ส่วนเท่านั้นคือความทรงจำส่วนแรกที่เป็นรอยในช่วงวัย 35 ปีที่ได้ตายไปแล้วกับความทรงจำส่วนที่ 2 ของรอยที่เริ่มเขียนบันทึกเล่มนี้ลงไป แต่ความทรงจำในช่วงชีวิตก่อนหน้านี้ไม่มีเหลืออยู่เลยซึ่งมันแปลกเอามาก ๆเพราะแม้แต่ความทรงจำในช่วงวัยเด็กรอยก็ยังนึกไม่ออก แม้แต่เพื่อนสมัยเรียนในช่วงม.ต้นที่ผ่านมารอยก็ยังจำไม่ได้เลยสักคนเดียว รอยที่กำลังนึกถึงเรื่องราวต่าง ๆอยู่ก็ถูกขัดจังหวะเข้าซะก่อนโดยลุงโจเซฟที่เปิดประตูเข้ามา
“เก็บของเสร็จรึยังหลาน ลุงเห็นว่าหลานขึ้นมาได้สักพักแล้วไม่ลงไปสักทีก็กลัวว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นหรือว่าของที่หลานต้องการยังหาไม่เจอ?”
“เอ่อ...ขอโทษด้วยครับลุงพอดีใช้เวลาหาของนานไปหน่อย ผมจะรีบเก็บแล้วรีบลงไปครับ”
รอยมองไปรอบ ๆว่ายังมีอะไรที่จะเอาติดตัวกลับไปได้อีก ก็เห็นรูปครอบครัวที่มีพ่อแม่และรอยตอนที่อายุประมาณ 7-8 ขวบได้ซึ่งในรูปรอยกำลังขี่คอของพ่อพร้อมกับยิ้มหน้าบานให้กับกล้องอย่างมีความสุขส่วนแม่นั้นก็อยู่ในอ้อมกอดของพ่อภายในรูปดูเป็นภาพที่ทุกคนยิ้มออกมาจากใจจริง แต่ไม่รู้ว่าทำไมตอนนี้ครอบครัวของเราถึงได้ต้องแยกจากกันแบบนี้ จากนั้นรอยก็เก็บรูปภาพและของใช้ที่มีความทรงจำต่าง ๆใส่กล่องเก็บของเอาไว้และเดินออกจากห้องนอนไป
รอยกลับมาถึงสำนักอินซาและฝึกซ้อมร่างกายอีกนิดหน่อยเพราะพรุ่งนี้ก็ต้องกลับไปเข้าเรียนตามปกติแล้ว ตอนนี้รอยยังไม่สามารถควบคุมพลังที่ตื่นขึ้นมาได้เลย ทันทีที่รอยใช้พลังของโซ่มันก็จะออกมาอาละวาดจนควบคุมไม่อยู่และสร้างความเสียหายไปทั่วบริเวณ วิธีที่จะหยุดการอาละวาดของมันได้คือรอยต้องสลบไปเท่านั้น การที่รอยจะใช้พลังที่ตื่นขึ้นแต่ละครั้งต้องมีคนควบคุมดูแลอยู่เสมอ
อึก!
ตอนนี้รอยรู้สึกว่าตัวเองไม่ต่างอะไรกับตัวประหลาดที่มีโซ่อะไรก็ไม่รู้เคลื่อนไหวอยู่ภายในตัวตลอดเวลา รอยเข้าสู่ห้วงสมาธิเพื่อที่จะเข้าไปหาต้นตอของพลังของโซ่ที่อยู่ภายในตัวเพราะต้องการที่จะควบคุมมันให้ได้โดยเร็วที่สุด เพราะไม่อย่างนั้นมันอาจจะเป็นปัญหาใหญ่ขึ้นมาได้ถ้าเกิดรอยเกิดควบคุมมันไม่ได้ขึ้นมา
ผ่านไปสักพักรอยก็เข้าไปภายในจิตและเห็นโซ่หลายสิบเส้นพันกันอยู่รอบ ๆเส้นเลือด ตัวโซ่มันมีขนาดเล็กมากเมื่อเทียบกับตอนที่มันออกมาจากร่าง รอยมองลึกเข้าไปตรงจุดรวมพลังก็เห็นเป็นต้นกล้าที่เป็นเหล็กสีเงินทั้งต้นขนาดของมันสูงประมาณ 5 ซม.รากของมันคือโซ่เส้นสีดำที่แผ่กระจายไปทั่วหัวใจตามเส้นเลือดจนเห็นว่าทั่วทั้งร่างของรอยนั้นมีแต่โซ่เต็มไปหมด พอรอยได้เห็นร่างกายของตัวเองที่เปลี่ยนไปขนาดนั้นก็ได้แต่ตกใจจนสติหลุดออกมาจากห้วงสมาธิทันที
รอยรู้สึกว่าตอนนี้ตัวเองไม่ต่างอะไรกับมนุษย์โซ่เลย รอยสงบจิตสงบใจอยู่สักพักเรื่องพลังใหม่ของตัวเองจึงได้หันไปถามกับอินฮวาที่อยู่ไม่ไกล
“พี่อินฮวา... พี่เคยเห็นพลังรูปแบบนี้มาก่อนรึเปล่า?” รอยเลือกที่จะถามกับอินฮวาเพราะตัวเขาเองก็เป็นหนึ่งในผู้มีพลังพิเศษน่าจะมีความรู้หรือเคยสู้กับผู้มีพลังพิเศษมามาก
“เคยเห็น...แต่เป็นพวกใช้พลังเส้นลวดที่คล้าย ๆกันอยู่นะ แต่พลังทำลายของมันไม่เท่ากับโซ่ที่นายปล่อยออกมาเลย”
พอรอยได้ยินแบบนั้นก็นึกถึงเหตุการณ์ที่โรงพักฟื้นที่ตัวโซ่โจมตีผู้คุ้มกันไปมากมายแถมตัวโซ่ยังแข็งแกร่งทนทานจากการโจมตีกายภาพได้ดีอีกด้วย ถึงรอยจะไม่รู้ว่าพลังของตัวเองใช้งานยังไงคงได้แต่ต้องเรียนรู้และหาวิธีทำให้มันแข็งแกร่งด้วยตัวเองเท่านั้น เพราะยังไงมันก็ได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งในพลังของรอยไปแล้ว
ในเมื่อรอยรู้แล้วว่าต้นตอของพลังอยู่ที่หัวใจจึงพยายามใช้พลังจิตควบคุมมันออกมาจากร่าง รอยลองนึกภาพที่ตัวเองปล่อยโซ่ออกมาจากนิ้วมือทีละนิดอย่างช้า ๆที่ปล่อยให้มันไหลไปตามกระแสของพลังราวกับน้ำที่ไหลเอื่อยไปตามลำธาร
หลุมดำขนาดเล็กเท่าลูกแก้วปรากฏขึ้นที่ปลายนิ้วชี้ จากนั้นตัวโซ่สีดำก็โผล่ออกมาพุ่งตรงไปตามแนวที่รอยชี้ไปตรงหินก้อนใหญ่ที่อยู่ตรงหน้าและพยายามหยุดมันเอาไว้ก่อนที่จะชนเข้ากับตัวหิน แต่ยิ่งโซ่ห่างจากตัวรอยมากเท่าไหร่การควบคุมมันก็ยิ่งยากมากยิ่งขึ้น จนรอยต้องรีบใช้มือสะบัดมันกลับมาก่อนที่จะไปชนกับหิน ตอนนี้รอยควบคุมโซ่ได้ไกลสุดอยู่เพียงแค่ระยะ 50 เมตรเท่านั้นถ้าไกลไปกว่านี้รอยก็ไม่สามารถควบคุมทิศทางให้กับมันได้ เพราะเมื่อพ้นระยะการควบคุมเมื่อไหร่ตัวโซ่มันก็จะทำอะไรด้วยตัวเองจนรอยไม่สามารถควบคุมมันกลับมาได้ รอยฝึกควบคุมพลังจนถึงเย็นและรีบเข้านอนเพราะพรุ่งนี้ต้องไปเข้าเรียนตามปกติแล้ว
รอยเอากระเป๋าและของใช้ต่าง ๆที่ซื้อมาใหม่ขนกลับไปที่หอพักก่อนที่จะถึงเวลาเข้าเรียนและต้องการที่จะไปทักทายเพื่อนร่วมหอที่ไม่ได้คุยกันเลยในช่วงที่พักฟื้นเพราะถึงแม้พวกเขาต้องการจะเข้าเยี่ยมในระหว่างที่รอยพักฟื้นก็ถูกห้ามเอาไว้
รอยเปิดประตูเข้าไปในห้องพักก็พบว่าทั้ง 3 คนยังอยู่ดีและกำลังแต่งตัวเพื่อที่จะออกไปเรียน ทันทีที่รอยเปิดประตูเข้าไปทั้ง 3 คนก็วิ่งเข้ามาทักทายทันที
“เห้ย!...จะกลับมาก็ไม่โทรมาบอกกันก่อนเลย ว่าแต่นายเองก็หายเร็วดีเหมือนกันนะได้ข่าวว่าเจ็บหนักอยู่เหมือนกันหนิ”
“หายดีแล้ว” รอยหมุนตัวโชว์ให้เห็นว่าตัวเองยังแข็งแรงดี
รอยเข้าไปกอดทั้ง 3 คนด้วยความเป็นห่วงที่เห็นว่าทุกคนไม่ได้รับบาดเจ็บอะไรจากเหตุการณ์ร้าย ๆที่เกิดขึ้นนี้
“ไม่ต้องมาทำซึ้งเลย” ต้ารีบผลักรอยออกไปด้วยอาการเขินอายที่อยู่ ๆก็ถูกรอยวิ่งเข้ามากอด
ทั้ง 3 คนคุยพูดคุยกันได้สักพักหลังจากที่ไม่ได้พบกันนาน จากนั้นทั้ง 4 คนก็ออกไปเข้าเรียนตามปกติ ตารางเรียนวิชาสามัญที่มีก็ยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป แต่สำหรับวิชาศิลปะการต่อสู้ที่ต้องแยกกันไปเรียนแต่ละสำนักจะถูกเปลี่ยนแปลงใหม่เพราะปรมาจารย์และผู้ฝึกสอนหลายคนถูกฆ่าตายไปจากเหตุการณ์นี้ จึงทำให้ช่วงเวลานี้ยังไม่มีปรมาจารย์จากสำนักเหล่านั้นส่งตัวแทนเข้ามาฝึกสอนเลยทำให้นักเรียนหลายคนเลือกที่ฝึกซ้อมด้วยตัวเองไปก่อน แต่ก็มีบางคนที่เลือกจะเปลี่ยนสำนักไปเลยเพราะไม่อยากที่จะเสียเวลาไปเปล่า ๆอยู่แบบนี้และการสอบประจำเดือนนี้เองก็ถูกเลื่อนไปเป็นเดือนหน้าแทนเพราะด้วยอะไรหลาย ๆอย่างที่เกิดขึ้น แถมปรมาจารย์สำนักวิชาสักยันต์อาคมยังเป็นหนึ่งผู้ทรยศจึงทำให้สำนักต้องปิดตัวลงไปอย่างไม่มีกำหนดเพราะถูกทางเดอะคิวบ์สอบสวนอยู่
เรื่องการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนี้ไม่มีผลอะไรกับรอยเลยเพราะช่วงเช้ารอยก็เข้าเรียนวิชาสาสัญตามปกติ ส่วนช่วงบ่ายก็ถูกฝึกนรกจากปรมาจารย์บีโฮจนสะบักสะบอมกลับมาที่หอพักทุกวันรอยใช้ชีวิตในฐานะนักเรียนอย่างปกติสุขถึงแม้จะพยายามติดตามข่าวคราวของโลกภายนอกที่เกี่ยวกับองค์กรเมฆทมิฬมาบ้างแต่ก็มีข่าวเกี่ยวกับองค์กรนี้น้อยขึ้นเรื่อย ๆจนน่าแปลกใจ
จนเวลาล่วงเลยผ่านไปอีก 2 เดือนจนใกล้มาถึงช่วงสอบกลางภาคที่เป็นการต่อสู้แบบทีม 3 คนมันเป็นการต่อสู้ชิงทำลายผลึกกับนักเรียนทั้งหมดในชั้นปีที่ 4 ซึ่งปัญหาของรอยตอนนี้คือไม่มีเพื่อนร่วมทีมมาเข้าร่วมด้วยเลย แถมเพื่อนร่วมหอทั้ง 3 คนที่สนิทยังจับทีมกันเองไปก่อนแล้วด้วย รอยจึงกลายเป็นส่วนเกินไปโดยปริยายและต้องออกไปหาเพื่อนร่วมทีมด้วยตัวเอง ซึ่งรอยไม่ได้สนิทหรือรู้จักกับเพื่อนร่วมชั้นคนอื่นเป็นพิเศษเลย รอยเลยไม่รู้ว่าจะไปหาเพื่อนร่วมทีมได้ที่ไหน แต่ต้าเองก็ได้บอกข้อมูลบางอย่างที่น่าสนใจในตอนที่รอยกำลังหมดหนทาง เพราะมีนักเรียนคนหนึ่งประกาศหาเพื่อนร่วมทีมในแคปซูลจำลองการต่อสู้เพื่อทดสอบฝีมืออยู่เลยให้รอยลองไปทดสอบดู
รอยเลยต้องมาลงทะเบียนเข้าสู่ระบบแคปซูลที่เป็นระบบของโรงเรียนซึ่งแยกกับระบบหลักของแคปซูลโดยตรง รอยค้นหาชื่อห้องตามที่ต้าได้บอกไว้และคนที่อยู่ในห้องมีเพียงแค่คนเดียวเท่านั้นเพราะเหลืออีกเพียงไม่กี่วันเท่านั้นที่ต้องส่งรายชื่อทีมเพื่อเข้าสอบ คนที่กำลังหาสมาชิกทีมตอนนี้ส่วนใหญ่ก็เหลือแต่พวกไม่เอาไหนไม่ก็เข้าสังคมไม่เก่งทั้งนั้น รอยเองก็เป็นหนึ่งในคนประเภทนั้นเลยต้องมาหาสมาชิกทีมแบบนี้
“ดูเหมือนว่าจะไม่มีใครสนใจเข้าร่วมทีมกับเจ้าหมอนี่เลยหรือไงนะถึงไม่มีใครอยู่ในห้องนอกจากคนทดสอบเลยทั้งที่วันนี้ก็ใกล้จะหมดเขตลงทะเบียนแล้ว แต่ก็แปลกดีนะแทนที่หมอนี่จะประกาศหาในฟอรั่มโรงเรียนเพราะมันเข้าถึงได้ง่ายกว่า ไหงต้องมาใช้วิธีที่จำกัดเวลาการใช้งานอย่างเครื่องแคปซูลจำลองการต่อสู้ด้วย?”
ภายในห้องมีชายผิวสีผมหยิกดำหน้าตาออกไปทางชาวเอเชียเขามีมัดกล้ามเด่นชัดดูก็รู้ว่าฝึกร่างกายของตัวเองมาอย่างดี ตอนนี้เขากำลังนั่งสมาธิอยู่ที่กลางลานประลอง ทันทีที่รอยเข้าห้องมาชายผิวสีก็ลืมตาตื่นขึ้นมาทันที แววตาของชายผิวสีคล้ายกับเหยี่ยวมากจนทำให้รอยรู้สึกว่าตัวเองถูกมองราวกับเป็นเหยื่อที่กำลังจะถูกขย้ำ
“สวัสดีฉันชื่ออามาล” แต่แววตาของเขาก็เปลี่ยนไปเป็นสีดำปกติหลังจากที่พูดแนะนำตัว
“สวัสดีเช่นกันฉันชื่อ รอย วิล…”
รอยที่กำลังแนะนำตัวก็ถูกขัดขึ้นมาซะก่อน
“อืม ฉันรู้จักนายดีหนึ่งในคนดังที่เป็นสาเหตุทำให้ผู้ก่อการร้ายมาโจมตีโรงเรียนเรา”
หน้าของรอยตึงขึ้นทันทีที่ได้ยินในสิ่งที่อามาลพูดแต่ก็โทษเขาไม่ได้เหมือนกัน เพราะสิ่งที่อามาลพูดมาก็ไม่ผิดเลยและนี่เองก็เป็นหนึ่งในเหตุผลในการหาสมาชิกทีมของรอยที่ผ่านมาเหมือนกัน แถมความคิดด้านลบก็ถาโถมเข้ามาหารอยเสมอเมื่อใช้พลังอ่านใจกับเพื่อนนักเรียน แม้ว่ารอยจะประกาศหาสมาชิกทีมในฟอรั่มของโรงเรียนแล้วก็ตามแต่พอรู้ว่าเป็นรอยทุกคนต่างก็ปฏิเสธเข้าร่วมทันที
“ที่ฉันพูดแบบนั้นไปไม่ใช่จะว่าอะไรหรอกนะอย่าได้ใส่ใจเลย”
(พูดขนาดนี้แล้วไม่ให้ใส่ใจเนี่ยนะ!!)
“ฉันเองก็มีตัวเลือกไม่มากเพราะถ้าสมาชิกทีมไม่ครบก็จะไม่มีสิทธิ์สอบกลางภาคสักที เอาล่ะไม่ต้องเปลืองน้ำลายให้มากฉันเลือกนายมาเป็นสมาชิกทีมเลยแล้วกัน” อามาลเองก็รออยู่ห้องนี้มาสักพักจนเกือบจะครบเวลาที่กำหนดการใช้เครื่องแคปซูลแล้วแต่ก็ไม่มีใครมาสักทีและวันนี้เองก็เป็นการลงทะเบียนสมาชิกทีมวันสุดท้ายอีกด้วยถ้าไม่เลือกรอยก็คงจะหมดสิทธิ์เข้าสอบในรูปแบบทีมเป็นแน่
(รับง่าย ๆแบบนี้เลยหรอแต่ก็นะมันก็ใกล้หมดเขตการส่งรายชื่อสมาชิกในทีมแล้วหนิหน่าเรื่องนี้ก็พอเข้าใจได้อยู่)
“เอ่อ...ไม่ต้องทดสอบอะไรหน่อยหรออุตส่าห์เข้าเครื่องแคปซูลมาเจอกันทั้งที”
อามาลมองไปที่ระบบเพื่อดูว่าเหลือเวลาอีกกี่นาทีว่าจะหมดเวลาใช้เครื่องแคปซูล
“เอางั้นก็ได้ฉันเหลือเวลาแค่ 10 นาที นายก็โจมตีมาได้เต็มที่เลยฉันเป็นผู้มีพลังพิเศษสายป้องกัน พลังพิเศษของฉันคือมนุษย์หินแล้วนายล่ะ?” ทันทีที่อามาลพูดจบประโยคร่างกายของเขาก็ขยายใหญ่ขึ้นพร้อมกับผิวหนังที่เปลี่ยนไปกลายเป็นหินทั้งร่าง
รอยมองดูผิวหนังทั้งตัวของอามาลที่ถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นหินแข็งก็นึกคิดอยู่ในใจ
(มนุษย์หิน!!...มนุษย์หินมันจะแข็งจนฟันแทงไม่เข้าเลยหรือเปล่าเนี่ย?)
“ฉันเป็นผู้มีพลังพิเศษสายโจมตี พลังพิเศษของฉันคือโซ่”
“โซ่หรอ?” ที่อามาลสงสัยเพราะเพิ่งเคยเห็นพลังในรูปแบบนี้เป็นครั้งแรก
ทั้งคู่ถอยออกมาเพื่อเตรียมตัวต่อสู้
อามาลที่อยู่ในร่างมนุษย์หินกระโดดเข้าหารอยทันทีที่ระบบประกาศเริ่มต่อสู้ แรงกระโดดของอามาลสร้างหลุมลึกที่พื้นจนเกิดเป็นรอยแตกขนาดใหญ่ รอยเห็นว่าอามาลกระโดดเข้ามาหาก็รีบเปิดประตูนักสู้ทันทีและไม่ได้เลือกที่จะเข้าปะทะตรง ๆเพราะไม่รู้ว่าอามาลจะมีความแข็งแกร่งขนาดไหน แถมการเคลื่อนไหวของอามาลไม่ได้เร็วหรือช้าจนเกินไปจนรอยสามารถหลบออกมาได้อย่างง่ายดาย แต่แรงกระแทกจากหมัดของอามาลที่ชกใส่พื้นนั้นมันทำให้พื้นสนามประลองสั่นสะเทือนจนพื้นที่โดยรอบแตกออกเป็นเสี่ยง ๆแถมพื้นสนามประลองโดยรอบยังกลายสภาพไปเป็นหินแหลมพุ่งขึ้นมาจากพื้น จนรอยต้องรีบพลิกตัวชกเข้าไปที่หินแหลมที่เกือบจะเข้าถึงตัวจนมันแตกกระจายไป แต่ตัวหินเองก็ถูกสร้างขึ้นมาใหม่ทันทีและยังพุ่งเข้ามาหารอยเหมือนเดิมแต่รอบนี้มันพุ่งเข้ามารอบทิศทางและในเพียงเสี้ยววินาทีที่รอยโจมตีหินเหล่านั้นที่พุ่งเข้ามาอยู่ ก็ถูกอามาลกระโดดชกเข้าที่หน้าอกอย่างจัง จนทำให้รอยกระเด็นออกไปชนเข้ากับกำแพงสนามประลองจนทำให้ร่างของรอยจมลึกติดเข้ากับกำแพงขอบสนาม อามาลยังไม่หยุดอยู่แค่นั้นเขายังคงพุ่งเข้าหารอยอย่างต่อเนื่องเพื่อไม่ให้รอยได้มีโอกาสที่จะตอบโต้ เพราะเขาเองรู้ดีว่าการโจมตีนี้ไม่สามารถทำอะไรรอยได้เพราะผู้ฝึกยุทธส่วนใหญ่ล้วนมีร่างกายที่แข็งแกร่งมากกว่ามนุษย์ทั่วไปมาก
“บ้าเอ้ย! เจ้าหมอนี่เล่นซัดซะติดกำแพงเลยเรอะ”
รอยพยายามดันตัวเองออกมาจากกำแพงแต่มันก็ติดแหงกอยู่อย่างนั้น รอยจึงรีบใช้โซ่ดีดตัวออกมาจากทางด้านหลังจนมองคล้ายกับว่ามันกลายเป็นมือเป็นเท้าอันใหม่ที่เพิ่มขึ้นมา จากนั้นรอยก็ให้โซ่โผล่ออกมาจากหน้าอกพุ่งเข้าไปจับกับอามาลจนชะงักค้างไปกลางอากาศ รอยบังคับโซ่ที่พันรัดตัวอามาลแตกติ่งก้านรัดมือกับข้าของอามาลเพื่อที่จะไม่ให้ขยับตัวได้
“โซ่บ้านี่มันอะไรกันวะเนี่ยแข็งเป็นบ้าเลย?” ตัวโซ่ไม่เพียงแค่แข็งแกร่งเท่านั้นแต่รอยยังสามารถหลอมรวมเข้ากับพลังปราณสายฟ้าได้อีกด้วย จนทำให้ตอนนี้อามาลตัวสั่นไม่หยุดเพราะถูกไฟช็อตอยู่ตลอดเวลา จึงทำให้เรี่ยวแรงของอามาลที่พยายามดิ้นให้หลุดจากตัวโซ่ลดลงไปมาก
รอยคิดว่าทำแค่นี้แล้วอามาลจะยุติการต่อสู้เพราะไม่สามารถขัดขืนรอยได้อีกแล้ว แต่อยู่ ๆพื้นหินสนามประลองที่อามาลชกไปก่อนหน้านี้ มันก็พุ่งเข้ามาหลอมรวมร่างกับอามาลกลืนกินร่างจริงของเขาเข้าไปจนเป็นหินก้อนใหญ่ที่ลอยเคว้งอยู่กลางอากาศ แถมยังทำให้รอยมองไม่เห็นว่าร่างจริงของอามาลอยู่ส่วนไหนอีกด้วย ผ่านไปสักพักตัวหินก็ก่อร่างสร้างตัวจนเป็นโกเลมร่างใหญ่ยักษ์แถมรอยยังสัมผัสได้อีกว่าร่างของอามาลหลุดรอดจากตัวโซ่ไปแล้ว รอยเลยคิดไปว่าอามาลสามารถหลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกันกับหินและเคลื่อนที่ได้ตามอิสระไปตามเนื้อหินได้ ถึงร่างกายของอามาลจะขยายร่างจนดูเหมือนกับโกเลมหินยักษ์ที่น่ากลัวแต่รอยเองก็ใช่ว่าจะไม่มีวิธีตอบโต้ รอยควบคุมโซ่ที่ติดค้างอยู่ภายในหินให้มันแตกกิ่งกระจายออกจากโกเลมหินนับร้อยเส้นทำลายแกนข้อต่อต่าง ๆของตัวโกเลมยักษ์จนทำให้ตัวโกเลมแตกออกเป็นเสี่ยง ๆเศษหินที่ล่วงหล่นลงพื้นแล้วพวกมันก็พยายามที่จะก่อตัวขึ้นมาใหม่อีกครั้ง อามาลทำท่าทางตื่นตกใจที่เห็นร่างโกเลมยักษ์ของตัวเองแตกออกเป็นเสี่ยง ๆแต่ก่อนที่อามาลจะได้ทำอะไรก็ถูกรอยพุ่งเข้ามาประชิดตัวชกเสยคางของอามาลจนหน้าเสยขึ้นฟ้าไปตามแรงเหวี่ยงหมัด แต่ด้วยการที่อามาลเป็นผู้ใช้พลังสายป้องกันจึงทำให้เขาไม่ได้รับผลกระทบมากนัก รอยจึงใช้เท้าที่ห่อหุ้มไปด้วยปราณอัสนีเตะก้านคอของอามาลอย่างแรงจนหน้าพุ่งลงไปจูบกับพื้นสนามประลองและสลบไป ระบบแคปซูลจึงได้ประกาศผู้ชนะ ระบบจำลองการต่อสู้ของนักเรียนนั้นไม่ได้มีบันทึกผลคะแนนเอาไว้เลยทำให้รอยไม่ได้รับคะแนนการต่อสู้
การต่อสู้นี้แทบจะไม่สร้างความตื่นเต้นอะไรให้กับรอยเลยเพราะที่ผ่านมารอยต้องต่อสู้กับปรมาจารย์บีโฮมาโดยตลอดและการที่ถูกอามาลชกนั้นยังเรียกว่าเจ็บไม่ได้ด้วยซ้ำ เพราะการที่เจ็บตัวจริง ๆนั้นคือไม่กระดูกหักก็อวัยวะภายในเสียหายเพราะความเจ็บปวดเหล่านี้ล้วนถูกปรมาจารย์บีโฮลงมือกับรอยเองแทบทั้งสิ้น แต่รอยก็ถูกผู้รักษาหนึ่งในหน่วยอัสนีรักษามาโดยตลอด ไม่ว่ารอยจะถูกซ้อมปางตายเพียงไหนก็ถูกรักษาให้หายได้เพียงแค่ไม่กี่ชั่วโมงและก็กลับมาถูกซ้อมใหม่วนเวียนอยู่อย่างนี้ไปถึง 2 เดือนจนรอยมีความคิดอยากจะตั้นหน้าอาจารย์ตัวเองเข้าสักที
ก่อนที่อามาลจะออกจากระบบก็ส่งข้อความมาให้รอยเพื่อบอกว่าตัวเองจะรอรอยอยู่ที่หน้าอาคารแคปซูลเพื่อพารอยกับสมาชิกทีมอีกคนไปลงทะเบียนสมัครสอบ