ผมพยายามรักษาแนวแผ่นหลังกว้างของตนเองให้เหยียดตรงอย่างสง่างามที่สุดเท่าที่จะทำได้ สูทสามชิ้นโทนสีเทาเข้มสุดเนี้ยบที่สั่งตัดพิเศษจากห้องเสื้อชั้นนำในอิตาลียังคงเรียบกริบไม่มีรอยยับย่นแม้เพียงเศษเสี้ยว หน้ากากไร้อารมณ์ที่พนักงานทั้งตึก T-Group ต่างพากันหวาดกลัวและตราหน้าว่าเป็ดั่งกำแพงน้ำแข็งหนาทึบขั้วโลกใต้ยังคงทำงานได้ดีเยี่ยมไร้ที่ติ ทว่า... มีสิ่งสำคัญอยู่สิ่งหนึ่งที่ไม่มีผู้ใดในอาณาจักรแห่งนี้จะรับรู้ได้เลย
สิ่งนั้นคือกล้ามเนื้อหัวใจในอกซ้ายของผมที่กำลังสั่นสะท้านและเต้นระรัวเป็กลองกระหน่ำ มันบดเบียดกระแทกโครงอกของผมเสียงดังโครมครามเสียจนผมนึกหวั่นใจว่ามันอาจจะเต้นทะลุผ่านเสื้อกั๊กเนื้อดีและกระดุมสูทสั่งตัดราคาแพงตัวนี้ออกไปให้คนภายนอกได้เห็น
"ตามผมมา"
น้ำเสียงที่ผมเปล่งออกไปนั้นช่างทุ้มต่ำ เยียบเย็น และห่างเหินไร้ความรู้สึกตามวิสัยปกติ มันเป็น้ำเสียงโทนเฉียบขาดที่ผมมักใช้สะกดพนักงานทุกคนให้ยืนตัวลีบด้วยความยำเกรงในบารมี ทว่า... สำหรับคนตัวเล็กที่กำลังเดินก้มหน้างุดต้อย ๆ ตามหลังผมในเวลานี้ ผมกลับไม่ได้มีความปรารถนาที่จะทำให้เขาต้องรู้สึกหวาดกลัวผมเลยแม้แต่น้อย
ผมลอบปัดสายตาผ่านบานกระจกฝังผนังด้านข้างแวบหนึ่ง เพื่อเฝ้ามองภาพสะท้อนจากมุมด้านหลัง 'พู่กัน' เด็กหนุ่มร่างโปร่งบางในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวสะอาดตากับกางเกงสแล็กสีดำพอดีตัวกำลังก้าวเดินตามผมมาอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ สองมือเรียวบางของเขาโอบกอดปึกเอกสารรายงานเอาไว้แน่นเสียจนปลายนิ้วขึ้นสีขาวซีด หัวทุยสวยที่มีเส้นผมสีน้ำตาลอ่อนนุ่มสลวยชุ่มเหงื่อบางเบาก้มต่ำจนคางเล็กแทบจะชิดติดแผงอก และไหล่บางคู่นั้นก็สั่นระริกน้อย ๆ ทุกครั้งที่ผมเผลอชะลอฝีเท้าลงเพื่อรอเขา
เขากำลังกลัวผมจนลนลานตัวสั่นเทาเหมือนลูกนกตกน้ำ
ในส่วนลึกของความคิดผมเกิดแรงปะทะทางอารมณ์อย่างรุนแรงจนแทบควบคุมไม่ได้ ผมอยากจะหมุนตัวกลับไปคว้าไหล่บางคู่นั้นไว้ ย่อตัวลงไปสบตากับดวงตากลมโตคู่นั้น แล้วเอ่ยถามออกไปตรง ๆ ว่า
'จำผมไม่ได้จริง ๆ หรือพู่กัน? จำผู้ชายตัวโตหน้าดุที่นอนซมหมดสภาพเพราะโรคกระเพาะอาหารกำเริบฉับพลันกลางสายฝนเทกระหน่ำในซอยเปลี่ยวเมื่อสามเดือนก่อนไม่ได้จริง ๆ งั้นเหรอ?'
แต่สิ่งที่ผมกระทำได้ภายนอกในฐานะ CEO ของกลุ่มบริษัทอสังหาริมทรัพย์ระดับประเทศ ก็มีเพียงแค่การก้าวเดินต่อด้วยมาดผู้นำที่สุขุมรอบขอบ ทิ้งระยะห่างให้พอดีเพื่อไม่ให้น้องรู้สึกอึกอัดหวาดระแวงไปมากกว่านี้ ทั้งที่แท้จริงแล้วในอกข้างซ้ายของผมมันพองฟูเหมือนอยู่ในทุ่งดอกไม้ผลิบานสีชมพูละมุนตา
ในที่สุดเด็กกระต่ายตัวน้อยที่ผมเฝ้าตามหาก็กลับมาอยู่ใกล้เพียงเอื้อมมือ... คราวนี้ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ผมไม่มีวันยอมปล่อยให้เขาหลุดลอยหายไปจากสายตาอีกเป็อันขาด
---
หากจะย้อนนึกกลับไปถึงจุดเริ่มต้นของกระแสความรู้สึกแปลกประหลาดที่คอยรบกวนจิตใจของผมมาตลอดระยะเวลากว่าสามเดือนเต็ม มันเริ่มขึ้นในค่ำคืนของวันฝนหลงฤดูที่ตกกระหน่ำอย่างบ้าคลั่งคืนหนึ่ง
วันนั้นเป็วันอังคารที่แสนเหน็ดเหนื่อย ผมนั่งจมอยู่กับปึกเอกสารตัวเลขงบประมาณและแบบเสนอโครงการลงทุนมูลค่าหลักพันล้านจนเวลาล่วงเลยผ่านพ้นชั่วโมงเลิกงานปกติไปไกล ท้องฟ้าภายนอกบานกระจกั์ของห้องทำงาน CEO มืดสนิทราวกับมีผืนผ้าสีดำหนามาบดบัง ก่อนที่พายุฝนจะเทกระหน่ำสาดซัดลงมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
ด้วยความที่อยากปลดปล่อยสมองจากความเครียดสะสมและ้าความเป็ส่วนตัวชั่วขณะ ผมจึงตัดสินใจปฏิเสธที่จะให้คนขับรถส่วนตัวไปส่งเหมือนทุกครั้ง และเลือกที่จะกุมพวงมาลัยรถสปอร์ตคันหรูของตัวเองขับฝ่ากระแสน้ำออกไปทำธุระส่วนตัวเพียงลำพัง ทว่าโชคร้ายมักไม่เคยส่งสัญญาณเตือนล่วงหน้า
ขณะที่ผมกำลังบังคับรถผ่านซอยเปลี่ยวค่อนข้างมืดซึ่งเป็เส้นทางลัดเพื่อเลี่ยงปัญหารถติดบนถนนใหญ่ จู่ ๆ เครื่องยนต์ของรถสปอร์ตคันหรูราคาสิบล้านกลับส่งเสียงครางครืดคราดแปลกหู ก่อนจะดับวูบลงไปดื้อ ๆ ท่ามกลางกระแสน้ำฝนที่พัดสาดซัดเข้าใส่กระจกรถจนมองไม่เห็นทัศนียภาพเบื้องหน้า
ผมพยายามบิดกุญแจสตาร์ทเครื่องยนต์ใหม้อยู่หลายต่อหลายครั้ง แต่เสียงไดสตาร์ทที่ลากยาวอย่างอ่อนแรงก็เงียบสนิท และในนาทีถัดมา ความหายนะขั้นสูงสุดของคืนนั้นก็มาเยือนโดยไม่ทันให้ตั้งตัว
ความเ็ปแปลบปลาบขมวดม้วนขึ้นมาจากช่องท้องอย่างรุนแรงเฉียบพลัน มันคืออาการของโรคกระเพาะอาหารอักเสบเรื้อรังที่กำเริบขึ้นมาเนื่องจากผมละเลยการทานอาหารเย็นประกอบกับความเครียดรุมเร้า ความปวดบิดทรมานนั้นรุนแรงเสียจนร่างกายของผมหดเกร็งงอพับเข้าหาเบาะคนขับ เหงื่อเย็นเยียบไหลโซมเต็มใบหน้าและลำคอปะปนไปกับไอเย็นจากเครื่องปรับอากาศในรถที่ยังคงทำงานค้างอยู่ สติสัมปชัญญะของผมเริ่มเลือนรางลงทีละน้อย ทรมานจนแทบไม่มีเรี่ยวแรงแม้แต่จะเอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่คอนโซลกลางเพื่อโทรติดต่อขอความช่วยเหลือจากผู้ใด
ท่ามกลางความหนาวเหน็บ สิ้นหวัง และมืดมิดในซอยเปลี่ยวที่มีเพียงแสงสลัวจากเสาไฟฟ้าร้างดวงเก่า จู่ ๆ สายตาอันพร่ามัวของผมก็เหลือบไปเห็นจุดสีเหลืองสว่างสดใสจุดหนึ่งที่กำลังเคลื่อนไหวฝ่าม่านฝนเข้ามาใกล้ตัวรถทีละนิด
มันไม่ใช่แสงสว่างจากไฟหน้ารถคันอื่น แต่เป็ร่มพลาสติกสีเหลืองสว่างสดใสราวกับพระอาทิตย์ดวงเล็กท่ามกลางความมืดมนของพายุฝนสีเทา และใต้ร่มคันเล็กนั้น ปรากฏร่างของเด็กหนุ่มในชุดนักศึกษามหาวิทยาลัยคนหนึ่งที่กำลังเดินก้าวข้ามแอ่งน้ำขังบนพื้นอย่างทุลักทุเล เมื่อสายตากลมโตคู่นั้นเหลือบมาเห็นรถสปอร์ตสีดำที่จอดเปิดไฟฉุกเฉินกะพริบนิ่งสนิทอยู่ข้างทาง ร่างเล็กโปร่งก็ชะงักฝีเท้าลงทันควัน
เขาไม่ได้เดินผ่านเลยไปเหมือนดังเช่นคนอื่น ๆ แต่กลับก้าวเท้าตรงดิ่งเข้ามาเคาะกระจกฝั่งคนขับอย่างสุภาพ ใบหน้าหวานใสซื่อเต็มไปด้วยความกังวลระคนใเมื่อส่องสายตามองลอดกระจกเข้ามาเห็นสภาพของผมที่นอนคุดคู้ตัวสั่นเทาอยู่ตรงเบาะนั่ง
"คุณครับ! คุณเป็อะไรหรือเปล่าครับ! ได้ยินผมไหมครับ!"
เสียงะโเคาะกระจกฝ่าเสียงฝนฟาดสาดดังเข้ามา
ผมใช้พละกำลังเฮือกสุดท้ายที่มีกดปุ่มลดกระจกไฟฟ้าลงเพียงไม่กี่เิเ กลิ่นไอชื้นเย็นฉ่ำของหยาดน้ำฝนพัดโชยเข้ามาปะปนกับกระแสลม และสิ่งแรกที่แตะเข้ากับโสตประสาทััรับกลิ่นของผมอย่างจังก็คือ... กลิ่นกายเฉพาะตัวของเด็กหนุ่มคนนั้น
มันเป็กลิ่นหอมสะอาดบางเบาคล้ายสบู่เด็กอ่อน ผสมผสานกับความอมเปรี้ยวอมหวานแสนสดชื่นของส้มสด มันช่างเป็กลิ่นที่ให้ความรู้สึกอบอุ่น สดใส และทำให้จิตใจที่กำลังตื่นตระหนกของผมผ่อนคลายลงอย่างน่าประหลาดท่ามกลางเสียงพายุฝนอันเหน็บหนาว
"ผม... เจ็บท้อง... โรคกระเพาะ..."
น้ำเสียงของผมแหบแห้งแทบไม่เป็ภาษา
เด็กหนุ่มนอกรถไม่รีรอเลยแม้แต่วินาทีเดียว เขาจัดการเอื้อมมือมาปลดล็อกเปิดประตูแล้วดับเครื่องยนต์รถให้ผมอย่างรวดเร็ว ก่อนจะช้อนตัวพยุงร่างสูงใหญ่ของผมที่หนักอึ้งและสูงกว่าเขาเกือบเท่าตัวออกจากตัวรถอย่างทุลักทุเล มือเรียวเล็กโอบกระชับรอบเอวและบ่าของผมประคองไว้อย่างมั่นคงน่าทึ่ง แม้ว่าขนาดร่างกายที่แตกต่างกันจะทำให้เขาต้องเกร็งกล้ามเนื้อจนสั่นสะท้านไปทั้งร่าง แต่เขาก็ไม่มีท่าทีว่าจะปล่อยมือหรือแสดงความรังเกียจเสื้อเชิ้ตที่เปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อเย็นของผมเลยแม้แต่น้อย
เขาพยายามพยุงผมก้าวเดินฝ่าสายฝนจนมาถึงม้านั่งพักตรงป้ายรถเมล์เก่า ๆ ข้างทางที่มีหลังคากันฝนได้เพียงบางส่วน ลมฝนพัดละอองสาดซัดเข้ามาจนพวกเราทั้งสองต่างเปียกโชก คนตัวเล็กขยับตัวเข้ามายืนบังทิศทางลมให้ผม มือเรียวบางควานหาผ้าเช็ดหน้าผืนเล็กจากกระเป๋าเป้มาซับเหงื่อบนหน้าผากและแก้มของผมอย่างอ่อนโยนเบามือ
"รออยู่ตรงนี้แป๊บหนึ่งนะครับคุณ อย่าเพิ่งหลับไปนะ ทนอีกนิดนึงครับ!"
เด็กหนุ่มเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นระคนห่วงใย ก่อนจะหมุนกายวิ่งฝ่าลมพายุฝนที่ยังคงตกลงมาอย่างหนักหน่วงออกไปทันที ร่มสีเหลืองสดใสของเขาปลิวสะบัดตามแรงลมพัดแรงจนดูน่ากลัวว่าจะหักพังพินาศ ผมมองตามแผ่นหลังเล็ก ๆ ที่กลืนหายไปในม่านน้ำฝนด้วยความรู้สึกใจหายวาบลึก ๆ นึกเกรงว่าเขาจะหวาดกลัวและหนีหายไป ทิ้งให้ผมเผชิญความเ็ปอยู่ตรงป้ายรถเมล์แห่งนี้เพียงลำพัง
ทว่าไม่ถึงห้านาที ร่างโปร่งบางก็ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งท่ามกลางม่านฝนสีขาวโพลน เนื้อตัวของเขาเปียกปอนมะล่อกมะแล่กจนเสื้อเชิ้ตนักศึกษาแนบชิดติดผิว ผมเผ้าเปียกชุ่มลู่แบนไปกับดวงหน้าหวาน ทว่าในอ้อมแขนกลับกอดถุงพลาสติกจากร้านสะดวกซื้อเอาไว้แน่นราวกับเป็กล่องสมบัติที่มีค่าที่สุด
คนตัวเล็กทรุดตัวลงนั่งข้าง ๆ ผม หอบหายใจโยนจนไหล่สั่น แต่ก็นิ้วสั่นเทารีบดึงขวดยาน้ำลดกรด ยาเคลือบกระเพาะ และขวดน้ำอุ่นจัดที่เพิ่งซื้อมาแกะฝาออกส่งมาให้ผมทันที
"ทานยาก่อนครับ ยาน้ำนี้จะช่วยเคลือบกระเพาะ แล้วค่อย ๆ จิบน้ำอุ่นตามนะครับ จะได้อุ่นขึ้น ค่อย ๆ จิบนะคุณ"
น้ำเสียงหวานใสเต็มไปด้วยความห่วงใย เอ่ยปลอบโยนอย่างใจเย็นจนความเ็ปบิดเกร็งของผมเริ่มเบาบางลง
ผมรับยาเคลือบกระเพาะมาดื่มและจิบน้ำอุ่นตามอย่างว่าง่ายอย่างที่ไม่เคยทำกับใครมาก่อน ความอบอุ่นแผ่ซ่านผ่านลำคอลงสู่ช่องท้องที่กำลังบิดเกร็งรุนแรง ทำให้อาการปวดลดน้อยถอยลงไปทีละนิด แต่ทว่าสิ่งที่ทำให้หัวใจของผมเต้นรัวและรู้สึกอุ่นวาบยิ่งกว่ายากระเพาะเ่าั้กลับเป็รอยยิ้มแสนโล่งอกของเด็กหนุ่มตรงหน้าที่คลี่ยิ้มกว้างจนแก้มกลมสองข้างขึ้นสีชมพูระเรื่อด้วยความเหนื่อยอ่อนและหยาดฝนปนเป
"ค่อยยังชั่วขึ้นไหมครับคุณ? ผมโทรแจ้งพี่ ๆ กู้ภัยแล้วนะ อธิบายทางในซอยนี้ให้เขาฟังแล้ว อีกประมาณสิบห้านาทีรถกู้ภัยก็น่าจะเข้ามาถึง"
เขาพูดพลางขยับตัวปัดละอองน้ำบนเสื้อ
ตลอด่เวลาที่นั่งรอคอย ผมไม่สามารถละสายตาไปจากใบหน้าหวานของเขาได้เลยแม้แต่เสี้ยววินาที กลิ่นหอมส้มอ่อน ๆ ผสมกลิ่นสบู่เด็กจากผิวกายเปียกชื้นของเขายังคงลอยเด่นชัดอยู่รอบ ๆ ตัวเราสองคน ราวกับฝนฟ้าพายุภายนอกถูกบดบังไว้ด้วยกำแพงล่องหนที่เต็มไปด้วยความอบอุ่นละมุนละไม
ทว่าในจังหวะที่รถกู้ภัยแล่นเข้ามาจอดเทียบพร้อมแสงไฟไซเรนกะพริบวิบวับ เ้าหน้าที่กู้ภัยกรูเข้ามาช่วยพยุงร่างของผมขึ้นเปลหาม ในความโกลาหลชุลมุนวุ่นวาย่สั้น ๆ นั้นเอง เมื่อผมฝืนหันกลับไปมองหาผู้มีพระคุณตัวน้อยอีกครั้ง... ร่มสีเหลืองสดใสคันนั้นก็เลือนหายตัวไปในสายฝนสีเทาอันมืดมิดเสียแล้ว
เขาหายลับไปพร้อมความอบอุ่นในใจของผม โดยที่ผมยังไม่มีโอกาสแม้แต่จะเอ่ยถามชื่อเสียงเรียงนามของเขาเลยสักคำเดียว
---
ภายหลังจากเหตุการณ์ค่ำคืนพายุฝนนั้น ภาพใบหน้าหวานของเด็กหนุ่มร่มเหลืองและกลิ่นกายหอมส้มสดชื่นก็ยังคงเวียนวนอยู่ในห้วงจิตสำนึกของผมทุกลมหายใจเข้าออก ผมกลายเป็ผู้บริหารบ้างานที่มักจะสอดส่ายสายตามองหาร่มสีเหลืองตามท้องถนนกรุงเทพฯ ด้วยความหวังลม ๆ แล้ง ๆ ว่าจะพบเขาอีกครั้ง
ผมออกคำสั่งให้เลขาและทีมงานตรวจสอบกล้องวงจรปิดในจุดที่รถเสียและละแวกใกล้เคียงอย่างละเอียด ทว่ากล้องวงจรปิดของกรุงเทพมหานครในซอยเปลี่ยววันนั้นดันชำรุดเสียหายจากกระแสลมพายุพัดขาดพอดี ทำให้ได้มาเพียงภาพเบลอ ๆ ที่ไม่สามารถระบุรายละเอียดใบหน้าได้เลย ข้อมูลอันน้อยนิดประกอบกับชุดนักศึกษาธรรมดาไร้สัญลักษณ์เฉพาะเจาะจง ทำให้การสืบค้นหาตัวตนของเขาราวกับการค้นหาเข็มเล่มเล็กในมหาสมุทรกว้างใหญ่
ผมเกือบจะถอดใจละทิ้งความหวัง คิดเสียว่าเขาอาจจะเป็เพียงเทวดาตัวน้อยที่แวะมาปัดเป่าความทุกข์แล้วจากไปโดยไม่หวนกลับมา... จนกระทั่งสายวันจันทร์ของสัปดาห์ก่อน
หัวหน้าแผนกทรัพยากรบุคคล (HR) เคาะประตูห้องทำงาน CEO ของผมพร้อมกับแฟ้มเอกสารประวัติผู้ผ่านเข้ารอบสุดท้ายเพื่อคัดเลือกเป็นักศึกษาฝึกงานมาให้ผมเซ็นกำกับอนุมัติรับรองตามโครงสร้างบริษัท ซึ่งตามปกติภาระหน้าที่การอนุมัติเด็กฝึกงานมักตกเป็ของผู้จัดการแผนก แต่ T-Group มีนโยบายให้ CEO ตรวจสอบขั้นตอนสุดท้ายเพื่อรักษามาตรฐานพนักงาน
ผมรับแฟ้มเอกสารมาเปิดพลิกอ่านไปเรื่อย ๆ อย่างเหนื่อยหน่าย สายตาไล่อ่านประวัติการศึกษาและแฟ้มผลงานของเด็กหนุ่มสาวจากสถาบันต่าง ๆ จนกระทั่งปลายนิ้วของผมสะดุดกึกเมื่อเปิดไปพบประวัติในใบสมัครหน้าถัดมา
'นายพู่กัน พชรวิจิตร'
ภาพถ่ายหน้าตรงที่ติดอยู่มุมบนขวาของใบสมัครปรากฏดวงหน้าของเด็กหนุ่มเ้าของรอยยิ้มสดใสจนดวงตากลมโตโค้งงอเป็รูปจันทร์เสี้ยว แก้มกลมยุ้ยสองข้างดูนุ่มฟูน่าบีบ ผมจดจำโครงหน้าหวานล้ำนี้ได้ขึ้นใจ และไม่มีวันลืมเลือนดวงตาแสนใสซื่อคู่นั้นไปได้เลย เสี้ยววินาทีนั้น กล้ามเนื้อหัวใจที่เคยเยือกเย็นกลับเต้นโลดรุนแรงจนโครงอกสั่นไหว
ในที่สุด... นายก็วิ่งเข้ามาหาผมเองนะ พู่กัน
ผมฝืนควบแน่นแรงกดของปลายปากกาหมึกซึมไม่ให้สั่นเทายามจรดปลายปากกาเซ็นอนุมัติรับรอง ทว่าจิตใต้สำนึกของผมลอยลิ่วหายไปพร้อมกับแผนการลับในใจเรียบร้อยแล้ว ผมปัดสายตาขึ้นมองหัวหน้าฝ่ายบุคคลที่ยืนประสานมือรอคอยรับแฟ้มคืนอยู่ปลายโต๊ะทำงาน
"คุณวรรณ" ผมเอ่ยเรียกเสียงเรียบเบา
"ค่ะบอส มีข้อมูลตรงส่วนไหนติดขัดหรือเปล่าคะ?"
เธอถามกลับด้วยน้ำเสียงลนลานเล็กน้อยตามนิสัยของพนักงานยามอยู่ต่อหน้าเ้านายใหญ่
"นักศึกษาฝึกงานคนนี้... นายพู่กัน พชรวิจิตร"
ผมใช้นิ้วชี้เคาะเบา ๆ บนรูปถ่ายติดบัตรแก้มป่องของเด็กหนุ่ม
"อนุมัติรับเข้าทำงานทันที ไม่ต้องส่งไปสอบสัมภาษณ์รอบสองหรือทำข้อทดสอบปฏิบัติอะไรเพิ่มทั้งนั้น"
"เอ่อ... แต่บอสคะ ตามเกณฑ์ของแผนกดีไซน์สร้างสรรค์ เด็กฝึกงานทุกคนต้องผ่านการประเมินทักษะจากหัวหน้าทีมออกแบบเพื่อดูความพร้อมก่อนนะคะ..."
คุณวรรณพยายามอธิบายอย่างละล่ำละลัก ใบหน้าแสดงความมึนงงในความสองมาตรฐานอันแปลกประหลาดของบอสใหญ่ผู้ขึ้นชื่อเื่ความเ้าระเบียบและตึงเปรี๊ยะในทุกระบบการคัดเลือกคน
"ผมบอกว่าไม่ต้อง"
ผมตัดบทด้วยเสียงทุ้มต่ำและเฉียบขาด สบสายตากับเธอตรง ๆ จนเธอต้องยอมก้มหน้าหลบตาช้า ๆ
"ผมประเมินความสามารถและประวัติของเขาด้วยตนเองเรียบร้อยแล้ว และสั่งให้จัดโต๊ะทำงานให้เขาั้แ่วันพรุ่งนี้เป็ต้นไปในแผนก Creative Design เตรียมเอกสารต้อนรับและการดูแลให้เรียบร้อย อย่าให้มีข้อบกพร่องเกิดขึ้นเด็ดขาด"
"ระ... รับทราบค่ะบอส วรรณจะรีบออกคำสั่งดำเนินเื่ประสานงานให้ด่วนที่สุดเลยค่ะ!"
คุณวรรณดึงแฟ้มเอกสารกลับไปกอดไว้แนบอกด้วยความลนลานเต็มประดา โค้งหัวให้ผมรัว ๆ ก่อนจะรีบเดินถอยหลังออกไปจากห้องทำงานอย่างรวดเร็ว ปล่อยให้ผมนั่งอยู่ลำพังภายใต้ความเงียบสงบของห้องทำงานใหญ่
ผมเอนแผ่นหลังพิงพนักเก้าอี้ทำงานหนังแท้ระดับผู้บริหาร มุมปากหยักลึกยกยิ้มกว้างออกมาอย่างที่ไม่มีผู้ใดในอาณาจักรธุรกิจแห่งนี้เคยมีโอกาสได้พบเห็น ความรู้สึกปรีดาเฉกเช่นผู้ล่าที่กำลังวางกรงดักแสนหวานเพื่อล่อลูกกระต่ายน้อยแสนซื่อกำลังแล่นพล่านไปทั่วหัวใจ
พู่กันเปรียบเสมือนลูกกระต่ายขนฟูแสนซุ่มซ่ามที่วิ่งหลงทางเข้ามาในเงื้อมมือของจอมมารหน้านิ่งอย่างผม มีหรือที่เมื่อเหยื่อตัวน้อยก้าวเดินเข้ามาในขอบเขตการปกครองแล้ว ผมจะปล่อยให้หลุดมือหายไปได้อีกเป็หนที่สอง
เกมนี้นายไม่มีวันหนีพี่พ้นหรอก กระต่ายน้อยร่มเหลืองของผม
---
และในที่สุด วันนี้ซึ่งเป็วันแรกของการฝึกงานของพู่กันก็มาถึงอย่างเป็ทางการ
นับั้แ่เข็มนาฬิกาบนข้อมือชี้บอกเวลาแปดนาฬิกาตรง ผมก็ไร้ซึ่งสมาธิที่จะจดจ่อตัวเลขงบประมาณและข้อมูลรายงานบนโต๊ะทำงานเลยแม้แต่นิดเดียว สายตาของผมคอยชำเลืองมองหน้าจอคอมพิวเตอร์ฝั่งซ้ายมือ ซึ่งตามตารางปกติมันควรจะเปิดแฟ้มข้อมูลแผนงานประจำปี ทว่าในวันนี้ผมสั่งให้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศส่วนกลางสตรีมภาพสดจากกล้องวงจรปิดของแผนกดีไซน์สร้างสรรค์ชั้น 18 ขึ้นมาแสดงผลบนจอส่วนตัวเป็กรณีพิเศษสุด
ผมลอบสังเกตความเคลื่อนไหวของพู่กันผ่านหน้าจอมุมกว้างความละเอียดสูงนั้น
เด็กหนุ่มสวมเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีขาวสว่างพับแขนเสื้อขึ้นมาจนถึงระดับข้อศอกดูคล่องตัว ทว่ารีแอคชันและท่าทางของเขากลับเกร็งทื่อจนดูเหมือนหินสลักยามต้องยืนแนะนำตัวบอกชื่อเสียงเรียงนามกับพี่ ๆ ร่วมแผนก ดวงตากลมโตคู่สวยเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก ปากจิ้มลิ้มสีระเรื่อขยับพูดจาแนะนำตัวเองอย่างสุภาพนอบน้อมพร้อมโค้งศีรษะให้ทุกคนรัว ๆ จนผมอดเกรงแทนไม่ได้ว่ากระดูกคอของน้องจะเคล็ดขัดยอกไปเสียก่อน
ครั้นพี่เลี้ยงประจำกลุ่มดีไซน์ชี้บอกโต๊ะทำงานชั่วคราวให้ พู่กันก็รีบก้มศีรษะขอบคุณรัว ๆ แล้วหมุนกายก้าวเดินฉับ ๆ ไปยังโต๊ะ ทว่าด้วยความซุ่มซ่ามเป็ธรรมชาติของเ้าตัว ร่างบางพลันสะดุดขาเก้าอี้ทำงานที่ตั้งยื่นออกมาขวางทางเข้าอย่างจังจนตัวเสียหลักเซถลาเกือบจะคว่ำหน้ากระแทกโต๊ะ ดีที่มือเรียวยังเหนี่ยวรั้งขอบโต๊ะไว้ได้ทันท่วงที แต่ก็ส่งผลให้ปึกแฟ้มเอกสารในมือเกือบจะร่วงหล่นลงกระจายบนพื้น
ภาพที่ฉายชัดผ่านหน้าจอกล้องวงจรปิดคือพู่กันรีบกวาดสายตามองไปรอบข้างด้วยความลนลานแก้มป่อง ใบหน้าหวานเปลี่ยนเป็สีแดงก่ำด้วยความอับอายขายหน้า ก่อนจะยกมือขึ้นลูบผมตัวเองแก้เก้อ ปากเล็กขมุบขมิบบ่นพึมพำกับความโก๊ะซุ่มซ่ามของตัวเองอย่างน่าเอ็นดูที่สุด
น่าเอ็นดู... น่าเอ็นดูจนทนไม่ไหว
"หึ..." ผมเผลอหลุดเสียงหัวเราะทุ้มต่ำและระบายรอยยิ้มแสนอบอุ่นละมุนละไมออกมาเต็มดวงหน้าอย่างที่ห้ามหัวใจตัวเองไม่ได้ สายตายังคงจับจ้องลูกกระต่ายน้อยในหน้าจอที่กำลังตั้งอกตั้งใจจัดแต่งของบนโต๊ะทำงานชิ้นใหม่อย่างขะมักเขม้นไม่ลดละ
ก๊อก ๆ ๆ
เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามจังหวะก่อนจะเปิดกว้างออกโดยไม่รอคำอนุญาต เนื่องจากมีเพียงเลขานุการส่วนตัวาุโอย่างคุณอรเท่านั้นที่มีสิทธิ์เดินเข้าออกยามนี้ ผมสะดุ้งตัวเล็กน้อย รีบสลับหน้าจอกลับคืนสู่ตารางรายงานตัวเลขงบประมาณในชั่วเสี้ยวของวินาที พร้อมกับปรับสีหน้าให้เ็าเรียบนิ่งปานน้ำแข็งเคลือบในชั่วพริบตา
"บอสคะ นี่คือเอกสารสรุปโครงการพัฒนาที่ดินริมน้ำ่บ่ายนี้ค่ะ"
คุณอรเดินนำแฟ้มมาวางตรงหน้าพลางแอบมองท่าทางของผมด้วยความงุนงงแปลกใจ
"เอ่อ... เมื่อครู่อรเหมือนจะได้ยินเสียงใครหัวเราะ..."
"ไม่มีอะไร คุณอร คุณหูแว่วไปเอง"
ผมตอบแทรกกลับไปด้วยโทนเสียงเ็าไร้อารมณ์ ดึงแฟ้มเอกสารมาพลิกอ่านทำเป็สุขุมเข้มงวด
"เตรียมเอกสารสรุปประชุมบ่ายนี้ให้เรียบร้อยด้วย อย่าให้มีอะไรผิดพลาด"
"ค่ะ... ค่ะบอส อรจะรีบจัดการค่ะ" คุณอรรับคำสะดุ้งน้อย ๆ แล้วก้าวเลี่ยงหลบฉากถอยออกไป
ทันทีที่เสียงบานประตูใหญ่ปิดล็อกสนิทลงอีกหน ผมลอบพ่นลมหายใจออกยาว ๆ พลางยกมือขวาขึ้นกุมหน้าผากตัวเอง รู้สึกได้ทันทีว่ามาดเข้มของ CEO จอมโหดกำลังจะสั่นคลอนและพังทลายลงเพียงเพราะเด็กฝึกงานวัยยี่สิบสามปีคนหนึ่ง แต่ถึงกระนั้น ความสุขอันแสนอบอุ่นในใจยามได้เฝ้ามองเขาอยู่ในสายตาก็เปลี่ยนวันทำงานที่น่าเบื่อหน่ายของผมให้กลายเป็วันที่สดใสขึ้นมาทันตาเห็น
---
แต่ว่า... การได้เพียงเฝ้ามองผ่านกรอบหน้าจอสี่เหลี่ยมคอมพิวเตอร์แคบ ๆ มันจะไปเติมเต็มอิ่มใจเท่ากับการได้ััพบเจอตัวจริงในระยะใกล้ชิดได้อย่างไรกัน
เมื่อถึงเวลาบ่ายคล้อย ความอดกลั้นของผมก็หมดลง ผมไม่สามารถฝืนนั่งจ้องร่างเล็กโปร่งผ่านเลนส์กล้องวงจรปิดได้อีกต่อไป สมองจึงทำงานอย่างฉับไวเพื่อหาเหตุผลและข้ออ้างในการก้าวเท้าลงไปปรากฏกายยังชั้น 18 ซึ่งเป็เขตทำงานของแผนกดีไซน์สร้างสรรค์
"คุณอร ่บ่ายนี้ผมจะลงไปเดินตรวจการทำงานจริงในแผนกดีไซน์ด้วยตัวเอง ประสานงานแจ้งผู้จัดการแผนกด้วยว่าห้ามจัดพิธีต้อนรับใด ๆ ทั้งสิ้น ผมประสงค์จะตรวจความเรียบร้อยในภาวะปกติ"
ผมกดอินเตอร์คอมสั่งการหน้านิ่ง
"รับทราบค่ะบอส อรจะรีบโทรแจ้งแผนกดีไซน์เดี๋ยวนี้เลยค่ะ"
ผมลุกขึ้นยืนตึง จัดแจงเสื้อกั๊กและปกสูทให้กระชับเรียบร้อย ดึงปลายแขนเสื้อเชิ้ตให้พอดี ก่อนจะเดินก้าวออกจากห้องทำงานส่วนตัวตรงเข้าสู่ลิฟต์บริหารส่วนตัว เมื่อบานลิฟต์เปิดออกที่ชั้น 18 ผมเดินก้าวออกไปด้วยท่าทางภูมิฐานเหยียดตรง สง่าผ่าเผยและน่าเกรงขามดั่งบอสจอมมารขรึมนิ่งตามปกติของผม
พนักงานหลายต่อหลายคนที่เดินสวนผ่านตรงโถงทางเดินต่างพากันสะดุ้งรีบยืนชิดกำแพงแล้วค้อมตัวทำความเคารพผมด้วยความนอบน้อมปนหวาดเกรง ผมทำเพียงแค่ผงกศีรษะรับน้อย ๆ ด้วยใบหน้านิ่งเงียบ ทว่าสายตาคมดุกำลังจับจ้องคำนวณระยะพิกัดหัวมุมเลี้ยวตรงทางเดินหน้าห้องน้ำ ซึ่งผมประเมินจากแผนที่กล้องวงจรปิดแล้วว่า พู่กันเพิ่งหอบเอกสารกองโตเดินออกจากห้องพิมพ์งานและต้องเดินผ่านมุมจุดนี้อย่างแน่นอน
สาม... สอง... หนึ่ง...
ปัก! โครม!
ทุกอย่างดำเนินไปตามการวางแผนจัดฉากแฝงกลโกงในหัวของผม ทว่าความเร็วฝีเท้าในการวิ่งก้มหน้าก้มตาของกระต่ายน้อยที่หอบเอกสารโดยไม่มองทางนั้นค่อนข้างเร็วกว่าที่คิด ร่างโปร่งบางของพู่กันพุ่งเข้าชนแผงอกกว้างที่เปี่ยมไปด้วยกล้ามเนื้อของผมเข้าเต็มเปาราวกับนกตัวน้อยบินชนกำแพงศิลาหนา
สำหรับร่างกายที่ผ่านการออกกำลังกายสม่ำเสมออย่างผม แรงชนเพียงเท่านี้ไม่ได้ทำให้ผมสะทกสะท้านหรือรู้สึกเ็ปใด ๆ เลยแม้แต่น้อย ร่างสูงของผมยังยืนหยัดหยั่งรากลึกตั้งตรงต้านทานแรงเหวี่ยงได้อย่างมั่นคง เต่เด็กหนุ่มตรงกันข้ามกลับไม่อาจต้านแรงสะท้อนกลับได้ ร่างน้อยหงายหลังล้มก้นจ้ำเบ้ากระแทกพื้นทางเดินเสียงดังอั่กอย่างน่าเห็นใจ ส่งผลให้ปึกแฟ้มและเอกสารแผ่นกระดาษนับร้อยแผ่นในอ้อมกอดปลิวว่อนลอยละลิ่วก่อนร่วงกระจัดกระจายไปทั่วพื้นทางเดิน
"โอ๊ย..." พู่กันส่งเสียงครางแ่ ใบหน้าหวานเบ้เก๋ด้วยความเจ็บ มือเรียวปัดกุมสะโพกตัวเองเบา ๆ
เสี้ยววินาทีนั้น สัญชาตญาณความคลั่งรักภายในหัวใจของผมมันเรียกร้องร่ำร้องอยากจะทรุดตัวลงไปคุกเข่าประคอง ช้อนตัวกอดอุ้มร่างบางขึ้นแนบอก หรืออย่างน้อยก็ต้องยื่นมือไปประคองพยุงเขาให้ลุกขึ้นพร้อมเอ่ยถามด้วยความห่วงใยเหลือแสนว่า
'เจ็บมากไหมพู่กัน? พี่ขอโทษนะที่ยืนเกะกะทางหนู'
ทว่ายามปัดสายตามองรอบข้าง... บรรดาพนักงานสามสี่คนในละแวกนั้นพากันยืนแข็งทื่อเป็หินสลัก ใบหน้าถอดสีซีดเผือดด้วยความใสุดขีดที่เห็นเด็กฝึกงานใหม่วิ่งชนเข้ากับ CEO จอมมารของตึกเต็มแรง ทุกคนคงคิดว่าอนาคตของเด็กหนุ่มคนนี้คงหมดสิ้นและต้องถูกเชิญออกจากงานในทันทีแน่นอน
หากผมยอมแสดงท่าทีอ่อนโยน ลนลาน หรือช้อนอุ้มเขาขึ้นมาในตอนนี้ ข่าวลือและเื่เม้าท์สนั่นในออฟฟิศคงแพร่กระจายไปทั่วตึกในเวลาไม่ถึงสิบนาที และมันจะทำให้พู่กันกลายเป็เป้าสายตาแห่งความเกลียดชังและทำตัวลำบากในกลุ่มพนักงานร่วมงาน
ผมจึงต้องระงับความอยากทะนุถนอมในใจไว้ สูดลมหายใจลึกยาว ปรับเปลี่ยนท่าทางใบหน้าให้เยือกเย็นขรึมและดุดันยิ่งขึ้น สบสายตากับเด็กหนุ่มที่กำลังเงยดวงหน้าหวานชุ่มเหงื่อขึ้นมองผม
ทันทีที่ดวงตาของพู่กันประสานเข้ากับสายตาของผมเต็มตา ดวงตากลมโตคู่นั้นก็เบิกกว้างจนแทบจะถลน ร่างโปร่งบางสั่นระริกราวกับลูกนกตกน้ำในฤดูหนาว สีหน้าหวานแปรเปลี่ยนเป็ความหวาดกลัวตื่นตระหนกจนปากคอสั่น ผิวแก้มที่เคยขาวอมชมพูพลันซีดเผือดลงทันทีทันใด
"บอ... บอส! ขอโทษครับ! ผมขอโทษจริง ๆ ครับบอส ผมซุ่มซ่ามเองไม่ได้มองทางครับ"
พู่กันละล่ำละลักขอโทษขอโพยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ร่างกายลนลานก้มลงกวาดเก็บกระดาษที่กระจายอยู่บนพื้นด้วยความเร่งรีบ ทว่านิ้วมือที่สั่นเทากลับทำให้การเก็บเอกสารเป็ไปอย่างทุลักทุเลหยิบอะไรก็หลุดมือ
ความรู้สึกผิดแผ่ซ่านเข้ามาปะทะอกของผมทันทีที่เห็นแววความกลัวสุดขีดในตาเขา
นี่ผมทำเขาตื่นกลัวจนลนลานขนาดนี้เชียว?
เพื่อเป็การระงับความลนลานขวัญเสียของกระต่ายน้อยตัวนี้ ผมจึงยื่นมือใหญ่ของตนเองลงไปหยิบแผ่นกระดาษแผ่นหนึ่งที่ตกอยู่ใกล้รองเท้าหนังของผมขึ้นมา
ปฏิกิริยาการก้มลงเก็บแผ่นกระดาษของผมสร้างความช็อกและตกตะลึงให้กับเหล่าพนักงานรอบข้างจนยืนนิ่งงัน อ้าปากค้าง เพราะร้อยวันพันปี CEO ผู้หยิ่งยโสและเคร่งครัดเื่มาดไม่เคยแม้แต่จะปัดฝุ่นเสื้อผ้าด้วยซ้ำ ทว่าเวลานี้กลับก้มตัวเก็บกระดาษให้กับเด็กฝึกงานธรรมดาคนหนึ่ง
ผมยื่นส่งกระดาษแผ่นนั้นคืนให้แก่พู่กันที่ยังคงนั่งแปะอยู่กับพื้นทางเดิน เขายื่นมือที่สั่นระริกมารับคืนไปด้วยความหวาดระแวงเหมือนดังเช่นรับสิ่งของจากจอมมาร
"เก็บเอกสารพวกนี้ให้เรียบร้อย"
ผมเอ่ยสั่งด้วยเสียงทุ้มต่ำราบเรียบและเข้มกริบ พยายามประคองน้ำเสียงไม่ให้อ่อนโยนจนเกินเหตุ ทว่ามันก็ยังฟังดูดุดันอยู่ดีสำหรับคนฟังที่ขวัญบินไปไกลแล้ว
"ขะ... เข้าใจแล้วครับบอส!" พู่กันพยักหน้าหงึก ๆ รัวเร็ว
ผมยืนรอกดดันนิ่ง ๆ เพื่อไม่ให้พนักงานคนอื่นเข้ามาวุ่นวาย จนกระทั่งเขารวบรวมกระดาษทั้งหมดกลับมาประคองไว้ในอ้อมแขนได้อย่างทุลักทุเลและฝืนยืนหยัดขึ้นตรงข้ามผม ร่างเล็กพยายามเบียดตัวเข้าหากำแพงทางเดินเพื่อหลบระยะให้ห่างจากตัวผมมากที่สุด
ทว่าเป้าหมายที่แท้จริงในใจของผมคือการได้พูดคุยกับเขา คุยถึงเื่ราววันฝนตกที่ป้ายรถเมล์ คุยเื่ชีวิตการทำงาน และ้าประคบประหงมดูแลเขาภายใต้พื้นที่ส่วนตัวอย่างห้องทำงาน CEO กว้างขวางที่ไม่มีสายตาของพนักงานคนอื่น ๆ คอยเพ่งเล็งสอดรู้ แผนการขั้นต่อไปจึงปรากฏขึ้นในความคิดของผมในเสี้ยววิ
"เก็บเอกสารพวกนี้เสร็จแล้วเดินตามผมเข้าไปคุยในห้องทำงานของผม"
ผมออกคำสั่งด้วยน้ำเสียง ราบเรียบดั่งศิลาแกร่ง พยายามซ่อนเร้นกระแสความใจเต้นรัวของตนเองไว้มิดชิด
"คะ... ครับ? เข้าห้องทำงานของบอสหรือครับ?"
ใบหน้าหวานของน้องซีดเซียวลงไปอีกระดับ ดวงตาใสซื่อเบิกกว้างฉายแววตระหนกราวกับตนเองกำลังจะถูกจูงตัวเข้าสู่แดนปะา
"ใช่ เดินตามมาด่วน อย่าชักช้า"
ผมหมุนกายก้าวเดินนำกลับไปยังเส้นทางเดิมตรงสู่ห้องทำงานทันที โดยมีร่างเล็กของพู่กันเดินหอบกระดาษรายงานก้าวเดินเตาะแตะตามหลังมาต้อย ๆ อย่างคนหมดทางเลี่ยง
แม้ว่าภายนอกของผมจะยังคงก้าวเดินด้วยท่าทีสง่างาม เนี้ยบตึง ดุจพญามารจอมโหดหน้านิ่งผู้กุมบังเหียนของบริษัทใหญ่แห่งนี้ ทว่าในส่วนลึกสุดขั้วของกล้ามเนื้อหัวใจ... ผมกำลังคลี่ยิ้มกว้างปิติอบอุ่นใจจนแทบจะกลั้นไม่ไหว
ยินดีต้อนรับเข้าสู่อาณาเขตส่วนตัวของผมอย่างเป็ทางการนะ... เ้ากระต่ายน้อยร่มเหลืองของพี่
เมื่อเสียงประตูกลไกห้องทำงาน CEO บานใหญ่ปิดล็อกสนิทลง ตัดขาดเสียงสะท้อนและความวุ่นวายจากพนักงานภายนอกทั้งหมด ปฏิบัติการแอบรักและทะนุถนอมประคบประหงมเฉพาะตัวของบอสจอมมารก็กำลังจะเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็ทางการ ณ วินาทีนี้... ซึ่งผมรับประกันและรับรองได้เลยว่า พู่กันจะได้รับการปรนนิบัติดูแลและสิทธิพิเศษ VIP สองมาตรฐานที่เขาจะไม่มีวันลืมเลือนไปตลอดชีวิตอย่างแน่นอน