หลงเฉินได้รับความรู้เกี่ยวกับสมาคมพ่อค้าอรุณรุ่งจากหลิวเฟิงเฟิง หลังจากนั้น หลิวเฟิงก็ออกไปอย่างหมดความอดทนเพื่อฝึกฝนวิชา
แม้ว่าหลงเฉินจะไม่ชอบหลิวเฟิงเฟิงจากก้นบึ้งของหัวใจ แต่การที่เขาบรรลุขอบเขตชีพจรมังกรขั้นเก้าได้ตั้งแต่อายุเพียงเท่านี้ก็ทำให้หลงเฉินรู้สึกประทับใจอยู่บ้าง
ขณะที่เขาฝึกฝน [หมัดอสูรสุริยันผลาญฟ้า] รัตติกาลได้ผ่านล่วงเลยไปอย่างรวดเร็ว และการคัดเลือกของตระกูลหลิงอู่กำลังจะเริ่มขึ้นในอีกไม่ช้า
ในเวลารุ่งสาง เด็กหนุ่มผู้เก่งกาจทั้งหมดซึ่งบรรลุขอบเขตชีพจรมังกรขั้นเก้าก็ได้รับการต้อนรับจากเหล่ายอดฝีมือ ขณะที่พวกเขาเดินเข้าไปในห้อง พวกเขาต่างพินิจพิจารณาคนอื่น ๆ ที่อยู่ที่นั่น
คนเหล่านี้ดูเหมือนว่าจะมาจากตระกูลขนาดเล็กไปจนถึงขนาดกลางที่พอมีชื่อเสียงในนครหยวนหลิง เด็กหนุ่มเหล่านี้เคยเย่อหยิ่งจองหอง แต่ทว่าเมื่อเข้าตระกูลหลิงอู่แล้ว ทุกคนจำต้องยับยั้งชั่งใจอย่างมาก
มองเพียงปราดเดียว หลงเฉินก็หาหวงเซียงเจอ เขามีท่าทีผ่อนคลายและมั่นใจ ทว่าหวงเซียงมองไม่เห็นเหลงเฉินทั้ง ๆ ที่เขากำลังกวาดตามองไปยังผู้เข้าร่วมการคัดเลือกอย่างตื่นเต้น เมื่อพบใบหน้าที่คล้ายคลึงกับตนเอง แต่เป็นผู้ใหญ่กว่าและมีท่าทีเย็นชา เขาเงยหน้าขึ้นและเดินไปหาคนผู้นั้น
“พี่ใหญ่...”
เมื่อเข้าไปใกล้ หวงเซียงเรียกเขาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
ชายผู้นั้นพยักหน้าให้เขาเล็กน้อยและมองไปยังคนห้าสิบคนด้วยสายตาเย็นชาพลางเอ่ยขึ้น
“เมื่อพวกเจ้าเข้าร่วมการคัดเลือกของตระกูลหลิงอู่ พวกเจ้าต้องรับผิดชอบชีวิตของตัวเอง หากยังรู้สึกเสียดายก็จงออกไปเสียเดี๋ยวนี้ สำหรับผู้ที่ไม่ไปก็จงตามข้าไปที่สนามฝึกซ้อม”
หลังจากพูดจบ เขาก็รายงานให้สมาชิกคนอื่น ๆ ของตระกูลหลิงอู่ทราบ และนำทางพวกเขาไป หวงเซียงที่มีท่าทีร่าเริงและตามเขาไปในทันที
หลงเฉินและคนอื่น ๆ ตามไปติด ๆ เช่นกัน ทุกคนที่อยู่ที่นั่นถือว่าเป็นผู้เข้าร่วมการแข่งขัน ดังนั้นจึงมีคนเพียงหยิบมือที่ผ่านเข้าไป บรรยากาศโดยรอบล้วนตึงเครียดราวกับพร้อมจะระเบิดออกมาได้ทุกเมื่อ
ณ ศาลาแห่งหนึ่ง หลงเฉินเดินตามไปเงียบ ๆ พร้อมคนที่เหลือ
หลิวเฟิงเฟิงเดาะลิ้นอยู่ข้าง ๆ และเอ่ยขึ้นพลางสำรวจหวงเซียงที่อยู่ข้างหน้า
“คงน่าเศร้าหากข้าบังเอิญต้องเจอกับหวงเซียงผู้นี้ ผู้คุมการทดสอบ หวงเฟยหยาง น่าจะเป็นพี่ชายของเขาโดยสายเลือด ในจำนวนคนห้าสิบคนนี้ ความแข็งแกร่งของเขาน่าจะอยู่ในระดับสูงสุด สวรรค์ช่างไม่ยุติธรรมเสียจริง”
“เช่นนั้นหรือ?”
เมื่อมองหวงเซียงที่เดินอยู่ข้างหน้าด้วยท่าทางภูมิใจ สีหน้าของหลงเฉินกลับว่างเปล่า เมื่อนึกถึงอาชาเกล็ดนิลที่หลิงชิงมอบให้เขา จิตสังหารก็ปะทุขึ้นในหัวใจ
‘หากข้าไม่สอนบทเรียนที่จริงจังให้กับเจ้า ข้าคงไม่มีหน้าไปพบหลิงชิงได้ ใครจะไปสนว่าพี่ชายของเจ้าเป็นใคร ข้าไม่เชื่อหรอกว่าเขาจะทำอะไรได้หากข้าจัดการกับเจ้าอย่างยุติธรรม’
หลิวเฟิงเฟิงจะรู้ได้อย่างไรว่าหลงเฉินกำลังคิดอะไรอยู่? เขาเพียงสังเกตว่าหลังจากได้ยินชื่อหวงเซียง หลงเฉินก็ไม่พูดอะไรอีกแม้แต่คำเดียว เขาจึงคิดว่าหลงเฉินรู้สึกหวาดกลัวไปเองอย่างไร้เหตุผล เขาจึงเอ่ยขึ้น
“อย่าวิตกไปเลย เจ้าคงไม่ผ่านรอบแรกหรอก ดังนั้นเจ้าคงไม่มีโอกาสได้เจอกับเขาอยู่แล้ว”
เมื่อได้ยินเขาพูดถึงรอบแรก หลงเฉินเงยหน้าขึ้น
“ท่านรู้เกี่ยวกับกระบวนการคัดเลือกด้วยงั้นรึ?”
หลิวเฟิงเฟิงมองหลงเฉินราวกับเขาเป็นคนปัญญาอ่อน
“เจ้านี่มัน... ทุกคนในนครหยวนหลิงต่างรู้ว่าการคัดเลือกคนนั้นประกอบไปด้วยการทดสอบสำคัญสองด่าน เจ้าไม่รู้จริง ๆ หรือ?”
หลงเฉินส่ายศีรษะ
หลิงเฟิงเฟิงที่มีสีหน้าเวทนาส่ายศีรษะ หลังจากนั้นเขาก็ถอนหายใจ
“เอาเป็นว่าในเมื่อเจ้าพักร่วมห้องกับข้า นับได้ว่าเป็นโชคชะตา ข้าจะบอกเจ้าเกี่ยวกับการทดสอบสองด่านนี้ ด่านแรกคือการสู้กับหุ่นเหล็กสังหาร!”
“แล้วมีเงื่อนไขอย่างไรหรือ?”
“อีกไม่นานเราก็จะได้เห็นสถานที่ที่มีอุโมงค์มืดอยู่นับสิบ แต่ละอุโมงค์สูงเพียงเก้าเชียะและกว้างหกเชียะ แต่ทว่าอุโมงค์พวกนั้นลึกถึงหนึ่งลี้ มันเต็มไปด้วยหุ่นเหล็กสังหารจำนวนมากและเมื่อเจ้าเข้าไปในอุโมงค์ หุ่นเหล็กสังหารพวกนั้นก็จะโจมตีเจ้า พนันได้เลยว่าเจ้าไม่รู้อีกใช่ไหมล่ะว่าหุ่นเหล็กคืออะไร...ใช่ไหม?”
“ข้าไม่รู้จริง ๆ นั่นล่ะ พี่หลิวโปรดชี้แนะข้าทีเถอะ”
เมื่อมาถึงนครหยวนหลิง หลงเฉินตระหนักดีว่าความแข็งแกร่งของเขายังรั้งท้าย ดังนั้นพฤติกรรมที่กล้าหาญและไม่เกรงกลัวใครที่เขาแสดงออกในเมืองพฤกษาหมอกจำต้องถูกสะกดกลั้นเอาไว้
มันคือสิ่งที่หยางเสวี่ยชิงบอกให้เขาวางตัวให้ดี ในตอนนี้เขาจะต้องอดกลั้นเอาไว้ แต่เมื่อใดที่เขาทำให้ยุทธภพต้องตกตะลึงในความสำเร็จของเขา นิสัยที่แท้จริงของเขาก็จะแจ่มชัดขึ้นมาเอง
เมื่อเห็นว่าหลงเฉินนั้นช่างโง่เขลา หลิวเฟิงเฟิงจึงพูดด้วยสีหน้าคาดหวัง
“เจ้าจะคิดเสียว่าเจ้าหุ่นเหล็กพวกนี้เป็นสิ่งมีชีวิตที่สามารถโจมตีเราได้ แต่ทว่ามันไม่มีสติปัญญาใด ๆ น้องหลงเฉิน ข้าจะแนะนำอะไรให้เจ้าสักอย่าง หากเจ้าพบว่าไม่สามารถรับมือกับหุ่นเหล็กพวกนี้ได้ละก็ อย่าเข้าไปลึกนัก เช่นนั้นแล้วเจ้าจะได้หนีกลับออกมาที่ปากทางได้ หากเจ้าเข้าไปลึกเกิดสามร้อยเชียะละก็ เจ้าคงตายคาที่อยู่ข้างในโดยไม่มีใครรู้แน่ ๆ”
หลงเฉินยิ้มและถามต่อไปอย่างไม่หยุดหย่อน
“เช่นนั้นบอกข้าเถอะ พี่หลิว เราจะถือว่าผ่านได้อย่างไร?”
หลิงเฟิงยิ้มเยาะ
“แม้ว่าพวกเราจะมีมากกว่าห้าสิบคน แต่จะเหลือเพียงแค่สิบคนเท่านั้นหลังจากที่ทำการทดสอบด่านแรกเสร็จ เจ้ารู้ไหมว่าทำไม? นั่นก็เป็นเพราะเมื่อพวกเขาฆ่าเจ้าหุ่นเหล็กสังหารพวกนี้ เราก็จะได้หัวใจเหล็กที่อยู่ในอกของพวกมันมา เพียงสิบคนที่ได้หัวใจเหล็กมากที่สุดเท่านั้นถึงจะผ่านเข้าไปถึงด่านที่สองได้ ข้า...พี่หลิวของเจ้า จะต้องผ่านการทดสอบได้อย่างง่ายดาย จะว่าไป เจ้ามีคงไม่มีถุงมิติสินะ ใช่ไหม?”
ด้วยมองออกว่าหลงเฉินไม่ได้มาจากนครหยวนหลิง ผู้คนจากเมืองเล็ก ๆ มักจะไม่รู้ว่าถุงมิติคืออะไร ดังนั้นหลิงเฟิงเฟิงจึงแสร้งทำเป็นอับอาย
“เจ้าไม่สามารถหอบหัวใจเหล็กเยอะ ๆ ได้หรอกหากปราศจากถุงมิติ แต่ถ้าให้ดีละก็ เมื่อเจ้ากลับมาและบรรลุขอบเขตชีพจรมังกรขั้นเก้า ไปที่เมืองเยวี๋ยนตี้เสีย เจ้าจะมีโอกาสที่ดีกว่านี้”
หลงเฉินได้ข้อมูลทุกอย่างที่เขาจำเป็นต้องรู้แล้ว ในขณะที่ฟังสหายน่ารังเกียจผู้นี้ หลงเฉินก็รู้สึกไม่พอใจขึ้นมาจากก้นบึ้งของหัวใจ แต่เขาก็ไม่อยากเถียงและเดินต่อไปในความเงียบ
เมื่อเห็นท่าทีของหลงเฉิน หลิงเฟิงเฟิงจึงคิดไปว่าคงเป็นเพราะความหงุดหงิด เขาจึงส่ายศีรษะและหันไปสนใจคนอื่นแทน พร้อมประเมินการแข่งขันที่กำลังจะเกิดขึ้น
“ดูเหมือนว่าผู้เข้าแข่งขันในครั้งนี้จะมีศักยภาพน่าดูชม ยกเว้นเจ้าคนเดียว ที่เหลือก็ไม่มีพวกขี้แพ้คนอื่นอีกแล้ว”
ขณะที่หลิวเฟิงเฟิงกำลังพูดพล่ามอยู่นั้น ทุกคนก็มาถึงสถานที่ที่หลิวเฟิงเฟิงเคยพูดถึงก่อนหน้านี้
เบื้องหน้าหลงเฉินมีเนินเขาเล็ก ๆ ซึ่งมีอุโมงค์นับสิบปรากฏอยู่ที่นั่น ในเวลานี้ ประตูอุโมงค์ถูกปิดไว้ด้วยประตูเหล็ก เมื่อพวกเขาเดินไปถึง คนกลุ่มหนึ่งก็เริ่มเปิดประตูอุโมงค์
เวลานั้น มีผู้แทนของตระกูลหลิงอู่ยืนอยู่บนก้อนหินขนาดยักษ์ หนึ่งในนั้นคือพี่ชายของหวงเซียง... หวงเฟยหยาง
หลงเฉินเพิ่งมีโอกาสสำรวจหวงเฟยหยางใกล้ ๆ ชายผู้นี้มีท่าทีเคร่งขรึมและดูจะเข้าถึงยากพอควร ดวงตาน่าสะพรึงกลัวคู่นั้นให้ความรู้สึกราวกับว่าเขาอาจเป็นคนดุร้าย ใครก็ตามที่ทำให้เขาขุ่นเคือง ล้วนต้องระวังหลังของตนเองไว้ให้ดี
‘ไม่ว่าอย่างไรข้าก็ต้องแก้แค้นให้เจ้าดำให้ได้...’
ในเวลานั้น สายตาที่ทรงพลังของเด็กหนุ่มจากตระกูลหลิงอู่กวาดมองไปทั่วฝูงชน ทันใดนั้นเอง หลงเฉินรู้สึกเย็นวาบไปถึงขั้วหัวใจ
“ทุกคน ข้าเชื่อว่าพวกเจ้ารู้กฎของตระกูลหลิงอู่ไม่มากก็น้อย การทดสอบเพื่อเข้ากลุ่มมรกตของเราถูกวางไว้ตามมาตรฐานของตระกูลหลิงอู่ มีหุ่นเหล็กสังหารอยู่ภายในอุโมงค์พวกนี้ สิ่งที่พวกเจ้าจะต้องทำก็คือเข้าไปภายในอุโมงค์ ใครก็ตามที่ผ่านอุโมงค์ไปได้และครอบครองหัวใจเหล็กมากที่สุดจะได้รับสิทธิ์ให้เข้ารับการทดสอบในด่านที่สอง”
“แต่ข้าข้อเตือนพวกเจ้าเอาไว้ก่อน การเข้าไปในอุโมงค์เหล่านี้ถือเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย ทุกคนต้องเตรียมตัวที่จะตายเอาไว้ด้วย ข้าจะพูดเพียงสั้น ๆ เนื่องจากพวกเจ้ามาไกลถึงเพียงนี้แล้ว การถอนตัวไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป... ทุกคนเข้าไปข้างในได้ พวกเราจะรออยู่อีกฟากของอุโมงค์”
หลงเฉินสำรวจผู้ที่เป็นตัวแทนของตระกูลหลิงอู่พลางคิดในใจ
‘เด็กหนุ่มคนนี้อายุยังน้อย แต่เกรงว่าพวกเขาต่างก็เป็นจอมยุทธ์ในระดับแก่นมนุษย์ หวงเฟยอยางเองก็บรรลุระดับแก่นมนุษย์ขั้นต้น ดูเหมือนว่าคนอื่น ๆ ก็อยู่ในระดับใกล้เคียงกัน... นี่เป็นเพียงกลุ่มมรกตเพียงกลุ่มเดียวที่อยู่ในตระกูลหลิงอู่เท่านั้น จอมยุทธ์ที่เก่งกาจพวกนี้มีอยู่ทั่วทุกที่เลย...’
“หลงเฉิน เจ้าเก่งกว่าคนพวกนั้นมากนัก ตราบใดที่มีเวลาเพียงพอ เจ้าจะต้องก้าวข้ามผ่านพวกเขาได้อย่างรวดเร็ว เจ้าเพียงแค่ต้องยกระดับความแข็งแกร่งของตนเองอีกเล็กน้อย จากนั้นเจ้าก็สามารถใช้ผลกระจัดวิญญาณเพื่อตามพวกเขาให้ทัน”
เสียงของหลิงซีดังขึ้นในหูของเขา
ไม่นานนัก หลงเฉินก็ถูกนำเข้าไปในอุโมงค์หนึ่ง มีคนกว่าห้าสิบคนที่ถูกพาเข้าไปในอุโมงค์ ความประหม่าและตึงเครียดค่อย ๆ แผ่กระจายไปทั่ว ขณะที่ยืนอยู่หน้าอุโมงค์และฟังเสียงบดขยี้ของเหล็กแหลมคม คนส่วนใหญ่รู้สึกขนหัวลุกไปตาม ๆ กัน
ในเวลานี้ หลิวเฟิงเฟิงที่ช่างจ้อไปอยู่ที่ไหนแล้วก็มิรู้ได้ ทว่าทันใดนั้นเอง ความรู้สึกว่ามีสายตาอาฆาตกำลังจับจ้องเขาอยู่ก็บังเกิดขึ้น หลงเฉินมองขึ้นไปและเห็นว่าหวงเซียงมองเขาอยู่
หวงเซียงที่กำลังแสดงฝีมือ จู่ ๆ ก็เหลือบไปเห็นหลงเฉินซึ่งอยู่ใกล้ ๆ เขาประหลาดใจและตกใจราวกับเห็นภาพหลอน
แต่เมื่อหลงเฉินหันกลับมา เขาก็แน่ใจว่านั่นคือหลงเฉินจริง ๆ หลังจากที่เขารู้สึกประหลาดใจในตอนแรก เขาก็รู้สึกอารมณ์ดีขึ้นทันทีพลางคิดในใจ
‘ใช่เจ้าเด็กนั่นจริง ๆ ด้วย เขาเคยทำให้ข้าเสียหน้าที่ปราการเยวี๋ยนหยาง จริง ๆ แล้วเป็นเพราะข้าต้องรีบมาเข้าร่วมการคัดเลือกของตระกูลหลิงอู่ และทำได้เพียงฆ่าม้าของเขาเท่านั้น ไม่คิดเลยว่าเขาจะมาเข้ารับการคัดเลือกในครั้งนี้ด้วย ข้าคงต้องฆ่าเขาเสียแล้วสิ หากเจ้าอยากจะโทษใครละก็ โทษโชคชะตาของเจ้าก็แล้วกัน...’
เมื่อคิดไปถึงการคัดเลือกรอบที่สอง หวงเซียงก็รู้สึกตื่นเต้นที่จะได้แสดงฝีมือของตนเองให้หลงเฉินเห็นว่าใครกันแน่ที่แข็งแกร่งกว่ากัน
‘ดูเหมือนว่าคู่ต่อสู้ของรอบที่สองจะถูกจัดการโดยพี่ชายของข้า เวลานั้นเราจะได้เผชิญหน้ากันอีกครั้ง มาดูกันว่าเจ้าจะได้ตายในสภาพเช่นไร!’
เมื่อคิดได้เช่นนี้ หวงเซียงก็รู้สึกดีขึ้นมาก
ก่อนหน้านี้ การคัดเลือกของตระกูลหลิงอู่ทำให้เขาต้องปล่อยให้หลงเฉินหลุดมือไป ซึ่งทำให้เขารู้สึกแย่ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา
หากเขาได้สั่งสอนหลงเฉินเสียหน่อย เขาคงจะขจัดความวุ่นวายใจออกไปได้ ทว่าในเวลานี้ เมื่อหลงเฉินปรากฏตัวขึ้นเอง เขาจึงสามารถแก้ไขเรื่องนี้ได้และทุกอย่างก็จะดีดังเดิม
‘อย่างไรก็ตาม ข้าไม่แน่ใจว่าเจ้าเด็กคนนี้จะผ่านด่านแรกหรือไม่ หากกลายเป็นว่าเขาไม่รอดจากอุโมงค์นั่นละก็ ถ้าเช่นนั้น ข้า...หวงเซียงคงไม่ถือโทษโกรธคนตายหรอก’
เมื่อเห็นว่าสีหน้าที่เต็มไปด้วยอารมณ์ซับซ้อนของหวงเซียงกลายเป็นรอยยิ้ม หลงเฉินรู้สึกตระหนกขึ้นมา
‘เจ้าบ้านั่นวางแผนอะไรอยู่กันแน่นะ?’
ในเมื่อเขาคิดไม่ออก หลงเฉินจึงไม่สนใจเรื่องนั้นอีกต่อไป สิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้คือผ่านด่านทดสอบแรกไปให้ได้ แต่ระหว่างที่ทำตามกฎของการคัดเลือก หากเขาบังเอิญเผชิญหน้ากับหวงเซียงเข้าละก็…
‘ข้าจะตัดแขนตัดขาเจ้าหมอนั่นพิการไปตลอดชีวิตเลย’
ในเวลานี้ หวงเฟยหยางมองมาที่หวงเซียง เขาเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้มจาง ๆ
“เปิดประตูเหล็กได้ การทดสอบในด่านแรกเริ่มขึ้นแล้ว!”
***************************