กลิ่นสีน้ำมันและกลิ่นทินเนอร์จาง ๆ ลอยอบอวลอยู่ภายในห้องสตูดิโอส่วนตัวของ 'เจตน์' ที่ชั้นสองของแกลเลอรีศิลปะ แสงแดดบ่ายส่องลอดผ่านหน้าต่างบานใหญ่อัญเชิญเงาไม้ไหวทาบทับลงบนผืนผ้าใบขนาดใหญ่ที่ยังคงวาดไม่เสร็จ เจตน์ถือแปรงพู่กันค้างไว้ในมือ สายตาจับจ้องมองผลงานของตัวเองอย่างเลื่อนลอย ผลงานชิ้นนี้เขากำลังแต่งแต้มโทนสีมืดมิด เช่น สีน้ำเงินครามเข้ม เทา และดำ ผสมผสานกันจนดูหมองเศร้า เขาตั้งชื่อภาพวาดนี้ในใจว่า 'หน้ากากทราย' ซึ่งสื่อถึงความจริงใจที่อาจจะพังทลายลงได้ง่ายดายดั่งปราสาททรายเมื่อคลื่นซัดสาด
ความจริงแล้ว เจตน์กำลังเผชิญหน้ากับความรู้สึกสับสนระคนกังวลที่เริ่มเกาะกุมหัวใจทีละน้อยนับั้แ่วันงานแกลเลอรีเปิดตัวและค่ำคืนที่แสนเร่าร้อนชวนฝันในห้องเพนต์เฮาส์ของ 'อนล' เจตน์เติบโตมาในฐานะลูกชายคนรองของครอบครัวที่มักจะถูกเปรียบเทียบกับพี่ชายคนโตที่เก่งกาจอย่างมารุตเสมอ เขาเป็เพียงคนทำงานศิลปะผู้รักสงบและเงียบงัน จนกระทั่งอนลก้าวเข้ามาในชีวิตของเขา อนลคอยสนับสนุนเงินทุน ให้เกียรติ และมอบััอุ่นเยียวยาจนเจตน์รู้สึกว่าตนเองมีค่าขึ้นมาเป็ครั้งแรกในชีวิต เจตน์มอบความรักและความเชื่อใจทั้งหมดให้อนลโดยไม่มีข้อแม้ใด ๆ
เสียงข้อความมือถือที่ดังขึ้นทำให้เจตน์สะดุ้งตัวลื่นหลุดจากภวังค์ความคิด เขาหักพู่กันวางลงบนจานสีไม้หนาและหยิบมือถือมาเปิดอ่าน ข้อความจากอนลพิมพ์สั้น ๆ ทว่ากลับอบอุ่นหัวใจดั่งทุกครั้ง
'วันนี้ยุ่งไหมครับเจตน์? เย็นนี้ผมอาจจะแวะเข้าไปหาที่แกลเลอรีนะ'
เจตน์กดยิ้มบาง ๆ พิมพ์ข้อความตอบกลับด้วยความจริงใจ ทว่าเมื่อกดส่งเสร็จ ความทรงจำในคืนวันนั้นที่อนลกระซิบถามเื่สิทธิ์การประมูลที่ดินของมารุตก็แล่นกลับมาสร้างความระแวงในอก ตอนที่เขาบอกตัวเลขแปดแสนห้าหมื่นบาทต่อตารางวาออกไปนั้น เขาทำไปด้วยความเชื่อใจอย่างหมดหัวใจว่าอนลจะใช้ข้อมูลนี้ไปหาผู้ร่วมลงทุนรายใหญ่เพื่อช่วยเหลือพยุงสถานะการเงินของบริษัทมารุต ทว่าผ่านมาร่วมสัปดาห์ พี่ชายของเขากลับยิ่งเครียดสะสมและดูเหนื่อยล้ากว่าเดิม จนบางครั้งบ่นเื่กลยุทธ์ตัดราคาของคู่แข่งนิรนามในกลุ่มธุรกิจสมาคมที่เหมือนรู้ทิศทางการประมูลเสนอราคาล่วงหน้าอย่างแม่นยำปานตาเห็น
ความสงสัยสะสมจนทำให้เจตน์นอนไม่หลับกระสับกระส่ายตลอดคืน เขา้าสยบความหวาดระแวงในใจของตัวเอง เจตน์ตัดสินใจสวมเสื้อคลุมตัวหนาสีน้ำตาล ถือกุญแจรถยนต์และตรงดิ่งไปที่อาคารสำนักงานใหญ่ของบริษัทอนลใจกลางเมืองเพื่อหวังจะทำเซอร์ไพรส์และแอบสังเกตการณ์ว่าคนรักหนุ่มใหญ่กำลังประสานงานช่วยเหลือบริษัทของพี่สะใภ้จริงอย่างที่เคยรับปากรับคำกับเขาไว้หรือไม่
---
เจตน์ก้าวเท้าเข้ามาในตัวอาคารสูงระฟ้าตระหง่านที่มีระบบรักษาความปลอดภัยหนาแน่นและหรูหรา ด้วยฐานะคนรักพิเศษและผู้ที่อนลเคยออกบัตรผ่านประตูวีไอพีและอนุญาตให้เข้าพบได้ตลอดยามว่าง เลขานุการส่วนตัวของคุณอนลจึงเพียงแค่ยิ้มทักทายอย่างสุภาพและแจ้งว่าอนลกำลังประชุมย่อยกับบอร์ดบริหารพันธมิตรที่ห้องทำงานส่วนตัว เจตน์บอกเลขาฯ สาวว่าไม่เป็ไรและขอตัวไปยืนรอเงียบ ๆ อยู่บริเวณระเบียงทางเดินด้านหน้าห้องทำงานส่วนตัวที่มีแนวกระจกฝ้าและบานตู้เอกสารบดบังสายตาอยู่
ทว่าขณะที่ยืนรอเงียบ ๆ ท่ามกลางความเงียบสงัดของชั้นผู้บริหาร บานประตูไม้โอ๊คหนาราคาแพงกลับปิดไม่สนิทเล็กน้อยเนื่องจากความเร่งรีบ เสียงทุ้มต่ำและแว่วเฉียบขาดของอนลที่กำลังประชุมเครียดดังเล็ดลอดออกมาทำให้เจตน์ก้าวเท้าเข้าไปใกล้ขยับสายตาเงี่ยหูฟังอย่างสะกดกั้นลมหายใจ
"ตัวเลขเสนอราคาและข้อมูลประมูลที่เราได้มานั้นแม่นยำแค่ไหน?" เสียงของหุ้นส่วนธุรกิจชายวัยกลางคนคนหนึ่งเอ่ยถามน้ำเสียงเข้ม
"แม่นยำร้อยเปอร์เซ็นต์ครับ มารุตตัดสินใจเคาะราคาประมูลขั้นสุดท้ายของที่ดินผืนนี้ริมน้ำไว้ที่แปดแสนห้าหมื่นบาทต่อตารางวาแน่นอน และมีแผนเสนอสร้างสวนสาธารณะเชื่อมชุมชนเพื่อดึงคะแนนบอร์ดประเมินครับ" น้ำเสียงทุ้มต่ำเฉียบขาดของอนลเอ่ยตอบกลับอย่างมั่นใจเด็ดขาด ปราศจากความอ่อนโยนละมุนละไมอย่างที่มอบให้เจตน์ยามอยู่บนเตียง "เพื่อเป็การการันตีว่าบริษัทของเราจะชนะประมูลตัดหน้าได้รับสิทธิ์ไปโดยไม่มีข้อผิดพลาด ผมสั่งทีมบริหารให้ยื่นข้อเสนอราคาตัดหน้าไปที่แปดแสนเจ็ดหมื่นบาทต่อตารางวา พร้อมข้อเสนอโครงการสวนหย่อมลอยฟ้าที่เหนือชั้นกว่าข้อเสนอสวนสาธารณะของมารุตไปอีกขั้น งานนี้บริษัทของมารุตจะไม่มีวันชนะเราได้ และเมื่อเขาแพ้การประมูลแปลงนี้ ธนาคารพันธมิตรของเราจะบีบหนี้บอร์ดบริหารของมารุตทันที โอกาสฮุบกิจการอสังหาริมทรัพย์ตระกูลมารุตจะเสร็จสิ้นในเดือนนี้ครับ"
เสียงหัวเราะแสดงความสะใจและพอใจของกลุ่มพันธมิตรธุรกิจดังขึ้นสั้น ๆ ก่อนจะปิดประเด็นการคุยลง ทว่าสำหรับเจตน์ที่ยืนตัวแข็งทื่ออยู่หลังบานประตูไม้ ความจริงทั้งหมดที่เพิ่งได้รับรู้กลับกระแทกกระทั้นเข้าใส่หัวใจดั่งพายุหิมะพัดกระหน่ำจนร่างกายเยือกแข็งและชาวาบไปทุกอณูรูขุมขน
'ตัวเลขแปดแสนห้าหมื่นบาท...'
'สวนสาธารณะเสริมชุมชน...'
มันคือข้อมูลลับสุดยอดของตระกูลพี่ชายที่เจตน์บอกอนลไปด้วยความเชื่อใจและรักหมดหัวใจ อนลไม่ได้้าช่วยเหลือบริษัทพี่ชายของเขาเลยแม้แต่น้อย ทว่ากลับใช้ประโยชน์จากความลุ่มหลงและความไร้เดียงสาของเขาเพื่อไปลวงล้วงข้อมูลมาทำลายและฮุบกิจการตระกูลมารุต เจตน์รู้สึกกระบอกตาร้อนผ่าว น้ำตาเม็ดใสรื้นขึนมาคลอเบ้าอาบแก้ม สองมือบางกำแน่นจนสั่นสะท้าน ความเ็ปจากการโดนคนที่รักที่สุดหลอกใช้บดขยี้ก้อนเนื้อในอกซ้ายจนเจ็บระบมแทบหายใจไม่ออก
เจตน์พยายามกวาดซับน้ำตาและสูดหายใจลึกเพื่อระงับเสียงสะอื้นและปั้นใบหน้าหวานให้ดูเรียบเฉยที่สุด เขาเคาะประตูห้องทำงานช้า ๆ สองครั้งก่อนจะดันประตูเปิดก้าวเข้าสู่อ้อมกอดของหมาป่าในคราบคนดี
อนลที่กำลังเซ็นเอกสารหันมามองด้วยความแปลกใจและรีบยกยิ้มกว้างละมุนทันทีเมื่อเห็นดวงหน้าหวานของคนรักรุ่นน้อง "อ้าว เจตน์ครับ! มาได้ยังไงทำไมไม่บอกผมล่วงหน้าล่ะครับ" อนลเอ่ยถามพลางลุกขึ้นจากเก้าอี้ทำงานราคาแพงก้าวมาหา เจตน์สังเกตเห็นว่าอนลรีบคว่ำแฟ้มเอกสารปกหนังสีน้ำเงินบนโต๊ะทำงานลงอย่างว่องไวเพื่อปิดบังสายตาเขา
เจตน์จ้องมองใบหน้าคมคาของคุณอนลพลางจ้องสังเกตอาการ อนลเดินเข้ามาลูบไล้แก้มใสเบา ๆ รู้สึกได้ถึงความเย็นเฉียบของผิว "เป็อะไรไปครับเจตน์ หน้าซีด ๆ ไม่สบายหรือเปล่าครับ" น้ำเสียงห่วงใยนั้นช่างเหมือนจริงใจจนเจตน์แทบใจอ่อนสะอื้น แต่ความจริงที่ได้ยินเมื่อครู่ตอกย้ำให้เจตน์ต้องฝืนแข็งใจ
"เปล่าครับ... ผมแค่เอาขนมมาฝากคุณอนลเฉย ๆ ครับ เห็นคุณงานยุ่งเลยว่าจะรีบกลับแกลเลอรีครับ" เจตน์ฝืนพูด น้ำเสียงแ่เบาจนอนลเอะใจเล็กน้อยแต่ก็ปัดความกังวลทิ้งไป
"ยุ่งแค่ไหนผมก็มีเวลาให้เจตน์เสมอครับ เย็นนี้ขับรถไปเจอกันที่คอนโดผมนะครับ เดี๋ยวผมตามไป" อนลกระซิบคำหวานพลางกดจูบหน้าผากเจตน์เบา ๆ
---
เย็นวันนั้น เจตน์ขับรถยนต์ส่วนตัวท่ามกลางแสงอาทิตย์อัสดงสีแดงฉานประหนึ่งสายเื สาดส่องทาบทับผิวถนนกรุงเทพฯ สะท้อนถึงความเ็ปร้าวรานในหัวใจของเจตน์ที่พังยับเยินไม่มีชิ้นดี เมื่อมาถึงคอนโดมิเนียมหรูหรากลางเมืองหลังเดิม บรรยากาศภายในเพนต์เฮาส์ชั้นสูงสุดยังคงงดงามน่าทึ่งด้วยวิวทิวทัศน์ยามราตรี ทว่าสำหรับเจตน์แล้ว ที่นี่ไม่ได้เปรียบเสมือน์อบอุ่นเหมือนคืนแรกอีกต่อไป แต่มันกลับรู้สึกเหมือนคุกกักขังหรูหราที่จองจำความโง่เขลาของเขาเอาไว้เงียบ ๆ
เจตน์เดินเลี่ยงไปยืนจ้องมองวิวเมืองนอกบานกระจกสูงสะท้อนดวงหน้าหวานที่หมองเศร้า น้ำตาไหลอาบแก้มเงียบ ๆ อนลเปิดประตูเข้ามา ถอดเสื้อสูทสากลเดินตามหลังเข้ามาโอบกอดรัดเอวบางของเจตน์จากด้านหลัง กดจูบไซร้ไปตามซอกคอขาวเนียนอย่างโหยหาตัณหาตามสัญชาตญาณชายหนุ่มผู้มีอำนาจ ััเนื้อแนบเนื้อที่คุ้นเคยปลุกกระตุ้นความรู้สึกรัญจวนใจของเจตน์ แต่ในขณะเดียวกัน เสียงกระซิบหักหลังและปมธุรกิจลับก็กรีดหัวใจจนเจตน์ต้องหลับตาแน่นเพื่อกักกั้นน้ำตาและเสียงสะอื้น
"คืนนี้เจตน์ดูนิ่งเงียบจังเลยครับ... โกรธงานหรือโกรธอะไรผมหรือเปล่าหืม?" อนลถามกระซิบข้างใบหูพลางซุกไซร้เล้าโลมแ่เบา
"เปล่าครับ... เจตน์แค่เหนื่อยงานแกลเลอรีนิดหน่อยครับคุณอนล" เจตน์ฝืนตอบพลางหันตัวกลับมาในอ้อมกอด วงแขนเรียวยกขึ้นกอดรัดรอบคออนลแ่าประหนึ่ง้าเหนี่ยวรั้งความรักที่กำลังจะหลุดลอย หรืออาจจะเป็การยอมรับกับตัวเองว่า แม้จะรู้ว่าโดนหลอกใช้จนแทบไม่เหลือเกียรติ แต่หัวใจของเขากลับยังคงเสพติดและรักชายใจร้ายคนนี้อย่างถอนตัวไม่ขึ้น
อนลขยับตัวจับมือบางของเจตน์ขึ้นมาถูไถเบา ๆ เพื่อเพิ่มความอบอุ่น เขาเลิกคิ้วมองเจตน์ด้วยความห่วงใยยามรู้สึกว่าปลายนิ้วของอีกฝ่ายเย็นเฉียบราวกับน้ำแข็ง "ทำไมมือเย็นขนาดนี้ล่ะครับเจตน์ หนาวเหรอครับ? ปะ... เข้าไปในห้องนอนกันดีกว่า เดี๋ยวผมจะกอดประคองสวมกอดให้เจตน์อุ่นขึ้นเองนะเด็กดี" อนลเอ่ยปากน้ำเสียงทุ้มหวานเย้ายวนดั่ง์จอมปลอม เจตน์มองใบหน้าหล่อเหลาที่ตนรักด้วยแววตาหมองแ่เบาแล้วพยักหน้าตามคำชักชวนช้า ๆ ยอมเดินนำเข้าสู่ห้องนอนขนาดใหญ่เพื่อเผชิญหน้ากับความเร่าร้อนและคราบน้ำตาที่รอวันะเิออกมาในพริบตา
เส้นด้ายความสัมพันธ์อันแสนบอบบางที่เคยถักทอเชื่อมประสานร้อยเรียงด้วยความรักอันแสนบริสุทธิ์และความเชื่อใจที่ไร้ขอบเขตจำกัด บัดนี้ถูกตัณหาความโลภและผลประโยชน์ทางธุรกิจดึงจนตึงเครียดเ็ปลึกซึ้งและใกล้จะขาดสะบั้นลงทุกขณะจิต เหลือเพียงฉากหน้าของบทรักจอมปลอมที่เต็มไปด้วยเล่ห์กลกลลวงและการทรยศหักหลังอันแสนหวานที่จะกรีดลึกเข้าสู่ขั้วหัวใจดวงน้อยของเจตน์ให้ต้องพังยับเยินย่อยยับลงไปอย่างไม่มีชิ้นดีในวันรุ่งขึ้น ยามเมื่อเอกสารเสนอราคาการประมูลสิทธิ์ที่ดินผืนงามถูกยื่นส่งให้คณะกรรมการบริหารอย่างเป็ทางการในเช้าวันใหม่คืบคลานเข้ามา