ั้แ่ที่ชายหนุ่มหัวถึงหมอน เหยียนชิงก็อยู่ใน่นิทรามาั้แ่ตอนนั้น เขานอนหลับด้วยความเคลิบเคลิ้ม คล้ายจะไม่อยากตื่นขึ้นมาจนกว่าจะถึงเช้าของอีกวัน แต่ในที่สุดจนกระทั่งยามไห่(่สามทุ่มถึงห้าทุ่ม)ของวัน ในที่สุดชายหนุ่มก็ลืมตาขึ้นมาด้วยความงัวเงีย ด้วยเสียงเคาะประตูจากภายนอก
“ข้า......เกลียดคนที่มารบกวนเวลานอนของข้ามากที่สุด...” ชายหนุ่มบ่น การนอนนั้นเป็สิ่งที่เขารักรองลงมาจากการล่าสัตว์และแต่งบทกวี
เขาก้าวเท้าตรงไปยังประตูที่มีเสียงเคาะมาจากด้านนอก สติค่อยๆแจ่มชัดแล้วจึงนึกขึ้นมาได้ในทันที
“อ้อใช่แล้ว.....ข้ามีนัดทานข้าวกับพี่ชายเ้าของโรงเตี๊ยมนี่!” เหยีนชิงรีบเปลี่ยนท่าทางของเขาในทันใด จากที่บึ้งตึงเมื่อครู่แปรเปลี่ยนมาเป็ยิ้มแย้มในเวลาไม่กี่วินาที ก่อนจะเปิดประตูออกไป
“คุณชาย บัดนี้ยามไห่แล้ว นายท่านส่งข่าวมาว่าให้ท่านรีบลงไปทานอาหารกับนายท่าน” คนที่มาหาเขายังคงเป็สองบ่าวใช้ก่อนหน้า แต่บัดนี้นางเปลี่ยนชุดเป็สีขาวสะอาดตาที่ดูงดงามและสุภาพเรียบร้อยไปพร้อมกัน
“ขออภัยพี่สาวทั้งสอง บอกพี่ชายให้กับข้าด้วย ว่าอีกสักครู่ข้าจะลงไปหาเขา ตอนนี้ข้าขอตัวไปอาบน้ำก่อน”ชายหนุ่มพูดพร้อมส่งยิ้มไปให้พวกนาง
“ถ้าเช่นนั้นบ่าวขอตัวลา ถ้าหากท่าน้าสิ่งใดโปรดสั่นกระดิ่งที่อยู่ในห้องน้ำได้เลยเ้าค่ะ” หนึ่งในสองบ่าวพูดขึ้นก่อนจะหลบสายตาลงต่ำ ดูเหมือนพวกนางจะเป็ฝาแฝดกัน เขาแทบแยกไม่ออกว่าใครเป็อวี้ฟางใครเป็อวี้เสวี่ยกันแน่
ชายหนุ่มเหงื่อตก กระดิ่งในห้องน้ำ..... ห้องพิเศษนี่ถึงขั้นมีกระดิ่งเรียกบ่าวใช้ในห้องน้ำ! เ้าพวกคนที่มาพักนี่เป็คนพิการหรือไรกัน ถึงไม่อาจช่วยตัวเองได้แม้กระทั่งการอาบน้ำ....เอ....หรือว่าเป็บริการเสริมของโรงเตี๊ยมกัน?
เหยียนชิงสลัดความคิดออก เขาเดินเข้าห้องอาบน้ำในทันที เมื่อผ่านไปได้สักพัก เขาก็ออกมาพร้อมกับชุดคลุมยาวสีเขียวที่ทางโรงเตี๊ยมได้เตรียมไว้เป็พิเศษ ชายหนุ่มที่บัดนี้ได้สลัดคราบพรานป่าออก เปลี่ยนเป็บุรุษรูปงามในชุดคลุมยาวสีเขียว ั์ตาที่มีเสน่ห์เปล่งประกายออกมา ใบหน้าประดับยิ้มที่ไม่มีใครรู้ว่าเป็ยิ้มที่ออกมาจากใจจริงหรือไม่
ชายหนุ่มเดินออกจากห้อง มุ่งตรงมายังบันไดชั้นล่าง ที่ๆมีผู้คนมากมายกำลังสนทนากันอยู่ ในชั่วขณะที่เขาเดินลงมานั้นเอง หญิงสาวที่มาพักในโรงเตี๊ยมมองเขาอย่างเป็ประกายทันที แม้กระทั่งบ่าวสาวบางคนยังหยุดทำกิจกรรมภายใน หันมาจ้องชายหนุ่มเป็ตาเดียว คล้ายกับถูกมนต์สะกดที่มองไม่เห็นควบคุมเอาไว้
เหยียนชิงสาวเท้าก้าวลงมาถึงชั้นล่าง ตรงจุดศูนย์กลางของโรงเตี๊ยมมีโต๊ะอาหารโต๊ะหนึ่งตั้งอยู่ พี่ชายอ้วนนั่งตรงหัวโต๊ะ ข้างซ้ายของเขาเป็หญิงสาวที่ดูงดงามคนหนึ่ง ข้างขวามีเด็กหญิงอายุห้าขวบนั่งอยู่
“อ๋า? หรือว่าพี่ชายคนนี้มีภรรยาแล้ว?” เหยียนชิงคิดก่อนจะเดินไปหาพวกเขา
“มามา! น้องชาย คืนนี้มากินอาหารเป็เพื่อนข้า” ชายอ้วนเรียกให้เหยียนชิงนั่งลงบนเก้าอี้ สาวใช้ก้าวมาตักอาหารให้เขาทันที
“พี่ชาย..นี่ภรรยากับลูกของท่านหรือ?” เหยียนชิงถามด้วยความสงสัย
ถูกต้องแล้ว หนิงเอ๋อ สวี่เอ๋อร์ นี่คือน้องชายเพื่อนใหม่ของข้าเอง! โอ้ ใช่ ข้าลืมเื่สำคัญไปได้เช่นไร น้องชาย ข้า ฮุ่ยเหนิง เ้าของโรงเตี๊ยมคุณชายสามแห่งนี้ ยินดีที่ได้รู้จักเ้าอีกรอบ!” ชายอ้วนที่ชื่อฮุ่ยเหนิงแนะนำตัวขึ้นอีกครั้ง
“ข้าชื่อเหยียนชิง ยินดีที่ได้รู้จักพี่ชายและพี่สะใภ้ทั้งสอง โอ้ะ! เ้าด้วยเช่นกันแม่หนูน้อย”ชายหนุ่มกล่าวพลางยิ้มออกมาให้กับทุกคน
“พี่ฮุ่ย สหายใหม่ผู้นี้นี้มันดูไม่ธรรมดาอย่างยิ่ง มิน่าเล่านางถึงให้ตราร้านค้าของนางมา”ภรรยาของฮุ่ยเหนิงกล่าวขึ้น นางจ้องมองไปยังเหยียนชิง ที่บัดนี้อยู่ในชุดคลุมผ้าไหมยาวดูมีเสน่ห์ที่ยากจะอธิบายออกมา
“เหอ?......ใช่สิ เมื่อครู่ที่เ้าลงมา ทั้งสาวใช้ทั้งสตรีที่มาพักในโรงเตี๊ยมข้าก็มองเ้าเสียตาเป็มัน น้องชายระวังตัวเอาไว้ล่ะ บางทีพวกนางบางคนอาจกำลังหาสามีอยู่ก็ได้ ฮ่าฮ่าฮ่า!”
“อ้ายยยย พี่ฮุ่ยโปรดอย่าพูดเช่นนั้น ข้ายังเป็ผู้เยาว์อยู่เลย จะไปคิดเื่มีภรรยาได้อย่างไร?”
“หือ?! ผู้เยาว์ ปีนี้เ้าอายุเท่าไรแล้วน้องชายข้า?” ฮุ่ยเหนิงถามขึ้นอย่างสงสัย
“สิบเจ็ดปี.....” เหยียนชิงพูดขึ้นอย่างอายๆ
“พรู่ดดดดด!” ฮุ่ยเหนิงพ่นสุราที่เพิ่งดื่มออกมาทันที ภรรยาของมันยกมือปิดปากด้วยความใ
“สะ สิบเจ็ดปี!! จะ...เ้า! เ้ากลับกล้าไปเกี้ยวนาง!” ฮุ่ยเหนิงตะลึงอีกครั้ง ในใจมันบัดนี้เต็มไปด้วยความอกสั่นขวัญแขวน ....บัดซบ! เ้าเด็กนี่ช่างกล้านัก มันไม่รักชีวิตของตนแล้วหรืออย่างไร?
แต่เมื่อมันคิดไปคิดมา มิใช่ว่าเ้าเด็กนี่กล้าหาญถึงขนาดนั้น จนทำให้นางถูกใจมันหรอกเรอะ? อ๊า ทำไมข้าคิดไม่ออกั้แ่แรกกัน!
“ถะ...ถึงอย่างนั้น สหายน้อย ข้าก็ยังคงนับเ้าเป็น้องชายข้าเช่นเดิม คนกล้าเช่นเ้าในเมืองนี้มีน้อยนิดนัก เช่นเดียวกัน คนที่ได้รับการยอมรับจากนางนั้นมีน้อยยิ่งกว่า มาเถิด ดื่มกันให้สำราญใจเสีย ฮ่าฮ่าฮ่า!” ฮุ่ยเหนิงกล่าวก่อนจะยกสุราขึ้นมาดื่มขึ้นอีกครั้ง
เหยียนชิงยิ้มอย่างขมขื่นขึ้นมา อายุ? แค่เขาอายุน้อยกว่าแล้วเป็อย่างไร เขาไม่ได้ใส่ใจเื่อายุของผู้คนมานานแล้ว หากมีโอกาส ชายหนุ่มก็จะแต่งกลอนให้กับคนอื่นๆไปเรื่อยด้วยความสำราญใจของตน โดยเฉพาะกับสาวๆ...
ทั้งสี่คนนั่งทานอาหารกันอย่างออกรส ฮุ่ยเหนิงและภรรยาของเขาถามถึงการใช้ชีวิตของเหยียนชิงก่อนหน้านี้ แถมยังยื่นข้อเสนอให้เขามาอยู่อาศัยภายในเมืองหยาดตะวันด้วย
ชายหนุ่มได้แต่ปฏิเสธน้ำใจของคนทั้งสอง ก่อนจะนึกขึ้นได้ถึงเื่ที่ตนอยากจะรู้
“ใช่แล้ว พี่ฮุ่ย ท่านบอกว่าท่านรู้เื่ภายในเมืองไปทุกที่ใช่หรือไม่?”เหยียนชิงถามขึ้นด้วยความอยากรู้ ถ้าชายคนนี้รู้ทุกเื่ในเมือง...มันย่อมต้องรู้จักเขตตะวันออก!
“หือ? แน่นอนข้ารู้ทุกซอกมุมของเมืองนี้ เ้าสงสัยสิ่งใด ถามมาได้เลย!”ฮุ่ยเหนิงตอบคำ เขาเกิดและโตขึ้นมาในเมืองนี้ั้แ่แรก ไม่มีที่ไหนที่เขาจะไม่รู้จักและไม่คุ้นเคยภายในเมือง
“ถ้าเช่นนั้น....ท่านรู้จักเขตตะวันออกหรือไม่?”ชายหนุ่มถามขึ้นมา
“หือ? เขตตะวันออก? ย่อมต้องรู้! ทำไมข้าจะไม่รู้ ที่นั่นเป็เขตของสำนักไป๋เจี้ยน(กระบี่ขาว) สำนักของผู้ฝึกยุทธ์ที่แข็งแกร่งที่สุดในเมืองแห่งนี้!”
“สำนักกระบี่ขาว? ผู้ฝึกยุทธ์?........แล้วท่านรู้หรือไม่ว่าผู้ฝึกยุทธ์คืออะไร?” ชายหนุ่มถามด้วยความสงสัยที่นับวันกำลังจะเอ่อล้นออกมา
“นี่เ้าไม่รู้เื่อะไรเลยรึ หรือเป็เพราะเ้าอยู่หมู่บ้านห่างไกล เลยไม่รู้เื่ของโลกภายนอกเท่าไร?”ฮุ่ยเหนิงสงสัยขึ้นมาทันใด ปกติแล้วไม่ว่าหมู่บ้านจะห่างไกลเท่าไรก็ยังต้องรู้เื่ผู้ฝึกยุทธ์และยุทธภพอยู่บ้าง แต่เ้าเด็กนี่กลับดูเหมือนไม่รู้เื่อันไดเลยแม้แต่น้อย เหมือนกับว่ามีคนจงใจพยายามปิดบังไม่ให้ชายหนุ่มรู้เื่....
“ผู้ฝึกยุทธ์เป็ผู้ที่ใช้พลังปราณในร่างกายเพื่อขัดเกลาตนเอง ปกติแล้วพวกมันล้วนทรงพลังอย่างยิ่ง ในหมู่คนที่อ่อนแอที่สุดก็ยังเก่งกาจกว่าชาวบ้านธรรมดาทั้งหลายนัก” ฮุ่ยเหนิงเริ่มอธิบายพร้อมทั้งเคี้ยวอาหารในปากไปด้วย
“พลังปราณ? คนพวกนั้นฝึกฝนให้ตนเองเหนือกว่าคนธรรมดาเพียงแค่นั้นน่ะรึ?” ตอนนี้เหยียนชิงสับสนงุนงงเป็อย่างยิ่ง พลังปราณ? ผู้ฝึกยุทธ์ สำนักกระบี่ขาวเขตตะวันออก? ทุกอย่างตีกันยุ่งอยู่ในหัวเขาจนแทบะเิ
“มันมิใช่อย่างนั้นน้องชายข้า เท่าที่ข้ารู้ พวกผู้ฝึกยุทธ์จะฝึกฝนพลังเพื่อให้แข็งแกร่งขึ้น เมื่อพวกมันแข็งแกร่ง อายุก็จะยืนยาวกว่าคนธรรมดานัก ผู้ฝึกยุทธ์าุโบางคนที่ข้าเคยเห็นมีอายุหลายร้อยปีเชียวล่ะ”
“หลาย....ร้อยปี!” ชายหนุ่มอุทานขึ้นมาด้วยความใ ปกติแล้วมนุษย์นั้นอยู่ได้เพียงไม่กี่สิบปีก็ตายไป แต่คนเ่าั้กลับมีอายุหลายร้อยปี! หนทางที่นำไปสู่อายุหลายร้อยปีนั้นช่างแปลกประหลาดยิ่ง
งั้น......ถ้าข้าเป็ผู้ฝึกยุทธ์ ข้าก็จะสามารถมีชีวิตอยู่ได้นานขึ้น...เช่นนั้น ข้าก็จะสามารถเรียนรู้โลกใบนี้ได้มากขึ้น! ตาของเด็กหนุ่มบัดนี้สาดประกายแสงแปลกๆออกมา คล้ายกับประกายของความแน่วแน่อันรุนแรง
“ถ้าเช่นนั้น พี่ฮุ่ย มีหนทางที่ชาวบ้านจะกลายเป็ผู้ฝึกยุทธ์หรือไม่?” เหยียนชิงถามด้วยความคาดหวัง
“หนทางที่จะเป็ผู้ฝึกยุทธ์? ฮ่าฮ่า...ย่อมมีอยู่แล้ว! ดูอย่างหนิงเอ๋อร์ลูกข้าสิ นางพอจะมีพร์ลมปราณอยู่บ้าง ในหมู่คนธรรมดานั้นจะหาคนมีพลังปราณโดดเด่นได้ยาก ลูกข้านับว่าเป็หนึ่งในนั้น” ฮุ่ยเหนิงกล่าวอย่างภูมิใจ สาวน้อยวัยห้าขวบยิ้มรับสายตาบิดาของนางอย่างไร้เดียงสา
“หมายความว่าผู้ฝึกยุทธ์ส่วนใหญ่เกิดในตระกูลชนชั้นสูงอย่างนั้นหรือ?”เหยียนชิงถามต่อ เขาเกิดในครอบครัวนายพราณอันต่ำต้อย เช่นนั้นจะสามารถเป็ผู้ฝึกยุทธ์ได้หรือไม่?
“เฮ้อ....ที่ข้าบอกว่าผู้ฝึกยุทธ์ในตระกูลใหญ่นั้นมากมายนั่นเพราะพวกมันมีเม็ดยาที่มอบให้กับเหล่าบุตรและศิษย์ของตนเอง เพื่อเพิ่มพูนพลังปราณให้มากขึ้น จนสุดท้ายพวกมันก็โดดเด่นออกมา แน่นอนว่าตระกูลใหญ่เ่าั้มีสำนักเป็ของตนเอง บางคราก็เปิดรับศิษย์นอกไปเป็เด็กรับใช้ ผู้ฝึกยุทธ์ธรรมดาหรือมีฐานะยากจนก็จะไปสมัครกับมัน แต่น้อยคนนักที่จะได้เป็ศิษย์สายในจริงๆ”
ฮุ่ยเหนิงกล่าวต่อ
“โอ้ะ ใช่เเล้ว ดูเหมือนเ้าจะสงสัยใคร่รู้ในเื่พวกนี้ ถ้าเ้าอยากรู้ถึงพลังปราณของเ้า พรุ่งนี้ก็จงไปยังเขตใจกลางเมือง แล้วตรงไปที่หอลิขิตฟ้า ที่นั่นสามารถทดสอบและบ่งบอกถึงสภาพพลังปราณของเ้าได้” ฮุ่ยเหนิงแนะนำชายหนุ่ม หากกล่าวตามตรงแล้ว เขาก็อยากรู้ถึงพลังปราณของชายหนุ่มด้วย เด็กน้อยที่นางส่งมาให้เขาดูคล้ายจะพิเศษเป็อย่างยิ่ง
“หอลิขิตฟ้า? ถ้าเช่นนั้นข้าขอขอบคุณพี่ฮุ่ยมากกับข้อมูลเื่นี้กับเื่เขตตะวันออก ข้ามาพักโดยมาเสียเงินแถมยังถามข้อมูลกับท่านมากมายอีก น่าละอายใจยิ่งนัก” เหยียนชิงโค้งคารวะฮุ่ยเหนิงทันที
“ฮะฮะ เ้าอย่าได้พูดเช่นนั้น การที่เ้ามีตราร้านของนางนั่นก็แสดงให้เห็นว่าเ้าพิเศษแล้ว ปกติแล้วนางไม่เคยส่งมอบตรานั่นให้กับคนนอกตระกูลมาก่อนเลยด้วยซ้ำ ดูท่าเ้าจะเป็คนนอกคนแรกที่ได้ตรานี้จากนาง”ฮุ่ยเหนิงกล่าว
“นาง.....พิเศษขนาดนั้น?”เหยียนชิงยังคงสงสัยในตัวนาง ดูเหมือนพี่ชายอ้วนผู้นี้ทั้งเคารพและหวาดกลัวนางในคราเดียวกัน
“เมื่อถึงเวลา ข้าคิดว่าเ้าก็จะรู้เอง ข้าไม่อาจสอดแทรกเื่ของเ้ากับนางได้มากกว่านี้อีกแล้ว”ฮุ่ยเหนิงกล่ามพร้อมกับเช็ดเหงื่อที่เริ่มซึมออกจากผิวหน้า ให้ตายเถอะ พูดถึงเื่นี้ทีไรล่ะข้าเสียวไส้ทุกที
“ถ้าเช่นนั้นข้าก็จะไม่รบกวนถามเื่นี้กับพี่ฮุ่ยอีกต่อไป หากเป็ไปได้ข้าจะค้นหาคำตอบด้วยตัวข้าเอง!” เหยียนชิงให้สัญญากับฮุ่ยเหนิง เขาต้องรู้ให้ได้ว่านางเป็ใครกันแน่!
“โอ้? ช่างแน่วแน่สมกับเป็ลูกผู้ชยนัก ฮ่าฮ่าฮ่า ข้าขออวยพรให้เ้าโชคดี มาๆ ชนแก้ว!”
ทั้งสองพูดคุยเื่จิปาถะกับจนดึกดื่น ภรรยาและลูกสาวของฮุ่ยเหนิงขอตัวไปนอนก่อน สุดท้ายทั้งคู่ต่างเมามายด้วยฤทธิ์สุรา ฮุ่ยเหนิงฟุบหลับอยู่บนโต๊ะอาหาร ส่วนเหยียนชิงเดินโซซัดโซเซขึ้นบันในชั้นสอง โชคดีที่บ่าวรับใช้ทั้งคู่เห็นเขา จึงเข้ามาช่วยพยุง มิเช่นนั้นหนุ่มน้อยผู้นี้คงตกจากบันไดคอหักตายไปแล้ว
ทั้งสองหิ้วเหยียนชิงที่อยู่ในอาการเมามายมาที่เตียงของเขา ก่อนช่วยกันจัดท่านอนเพื่อให้นอนได้สะดวกขึ้นหลังจากเสร็จสิ้นภารกิจ ทั้งคู่โค้งตัวลาพร้อมทั้งดับเปลวเทียนในห้องพักแล้วจึงเดินออกไป
ในห้องที่มืดสนิท มีเพียงแสงจันทร์ที่ลอดผ่านเข้ามาเท่านั้นที่ให้แสงสว่างได้
ดวงตาของชายหนุ่มที่หลับอยู่ค่อยๆลืมขึ้นมาทันใด
“ผู้ฝึกยุทธ์รึ........”เหยียนชิงพูดขึ้นเบาๆกับตัวเอง บัดนี้ในหัวของเขาเต็มไปด้วยคำถามมากมาย ...ผู้ฝึกยุทธ์ พลังปราณ ทั้งหมดนี่คือสิ่งใด แล้วเหตุใดเขาจึงไม่เคยได้ยินมาก่อนหน้านี้? ลุงและป้าของเขาก็ไม่เคยกล่าวถึงมันมาก่อน โอ้....เหมือนท่านลุงจะเคยพูดถึงครั้งหนึ่งก่อนหน้านี้ แต่ถูกท่านป้าขัดขึ้นเสียก่อน
“ท่านลุง...ท่านป้า ความลับอะไรที่พวกท่านไม่อยากให้ข้ารู้กันแน่?” ชายหนุ่มรำพันขึ้นมา ก่อนจะค่อยๆปิดเปลือกตาลง จมดิ่งเข้าสู่ห้วงนิทราอันหอมหวานของค่ำคืนแรกที่งดงาม ค่ำคืนที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตของเขา...ไปตลอดกาล