หลังจากนางตามไป๋ชิงเทียนมาที่ถ้ำ เขาก็ทำตามสัญญาทันที คราแรกเขาจะโยนเนื้อกวางดิบให้นางหากทว่าฟู่หนิงหนิงกลับปฏิเสธเสียงแข็ง นาง้าให้เขาย่างให้เท่านั้น แม้จะอิดออดในคราแรก แต่ไป๋ชิงเทียนก็ยังยอมตามใจจิ้งจอกน้อยเช่นนางอยู่ดี
กลิ่นหอมของเนื้อย่างโชยเข้าจมูกน้อยๆ ของฟู่หนิงหนิง นางสูดจมูกฟุดฟิดดมกลิ่นหอมด้วยความหิว ดวงตาเปล่งประกายจ้องมองเนื้อกวางสีน้ำตาลอย่างไม่ลดละราวกับว่าหากนางคลาดสายตาเนื้อกวางนั้นจะมลายหายไปในพริบตา
เมื่อเนื้อสุกได้ที่ฟู่หนิงหนิงก็ผุดลุกขึ้น นางกระดิกหางโดยสัญชาตญาณ ดวงตารอคอยเนื้ออันโอชะ
ฟู่หนิงหนิงมองตาละห้อย นางรอว่าตอนไหนเขาจะยื่นมาให้เสียที ในยามนี้ท้องน้อยๆ เจ็บจนจะทนไม่ไหวเสียแล้ว
"คอย" เขาบอก "มันยังร้อน"
'ข้าหิว' นางส่งสายตาตัดพ้อไปให้เขา
ไป๋ชิงเทียนยกยิ้มมุมปาก เขาชูขึ้น "นั่งลง" เสียงทรงอำนาจสั่ง
ฟู่หนิงหนิงจ้องมองเขา นางหรี่ตาลงอย่างโมโหแต่เขาสั่งนางจำต้องปฏิบัติตาม
"ขอมือก่อน" เขายื่นมือออกมา
ฟู่หนิงหนิงเตรียมจะยื่นเท้าหน้าไป แต่ทว่ากลับต้องชะงัก ดวงตาสีฟ้าเงยขึ้นจ้องหน้าเขาอย่างไม่พอใจ
นี่เขาปฏิบัติกับนางราวกับเป็สุนัขชัดๆ
'ท่านผู้เฒ่า ข้าไม่ใช่สุนัข!' นางเอ่ยเถียงออกไปผ่านสายตา โชคดีที่เป็เผ่าพันธุ์เดียวกันเขาจึงเข้าใจที่นางพูด
"ฮ่าๆๆๆ เ้ามันสุนัขชัดๆ" เขาลูบหัวของนางก่อนจะยื่นเนื้อไปให้ "กินระวังๆ เล่า"
ฟู่หนิงหนิงส่งสายตาให้เขาวางลงบนใบไม้ เห็นเช่นนี้นางก็รักสะอาดพอตัวนะ นางก้มลงก่อนจะใช้ฟันซี่เล็กๆ กัดชิ้นเนื้อมาหนึ่งคำ รสชาติของเนื้อย่างที่เกรียมเล็กน้อยผสานกับการปรุงรสด้วยเกลือทำให้นางพยักหน้าอย่างพึงพอใจ นางเหลือบมองไป๋ชิงเทียนที่มองนางอยู่อย่างไม่พอใจ ดังนั้นร่างเล็กของจิ้งจอกขาวจึงหันหลังให้เขา นางลู่หางลงอย่างเหนียมอายก่อนจะกินต่อโดยไม่ต้องสนสายตาใคร…
ไป๋ชิงเทียนมองท่าทางของนางอย่างขบขัน นางช่างน่าสนใจนัก เขายกยิ้มมุมปากก่อนจะหลับตาลงระหว่างรอนางกินอาหาร…
หลังจากฟู่หนิงหนิงกินอิ่มนางจึงขอตัวกลับถ้ำ หากแต่จิ้งจอกเฒ่าเช่นเขากลับบอกว่าพรุ่งนี้เช้าค่อยกลับวันนี้ดึกดื่นมากแล้ว
ฟู่หนิงหนิงนึกถึงปีศาจงู ขนกายของนางก็ลุกชัน ระหว่างออกไปเป็อาหารงูกับพักอยู่ที่นี่ แน่นอนว่าฟู่หนิงหนิงเลือกอย่างหลัง ดังนั้นไป๋ชิงเทียนจึงเรียกข้ารับใช้ให้พานางไปพักผ่อนยังห้อง
ฟู่หนิงหนิงมองเขาอยากซาบซึ้งใจ 'ขอบคุณเ้าค่ะ' นอกจากเขาจะช่วยนางแล้วยังให้อาหารนางกินอีกหนึ่งมื้อพร้อมทั้งให้ที่พักพิงแก่นาง หากกลับไปนางจะป่าวประกาศไปทั่วหุบเขาไป๋หลิงว่าาาจิ้งจอกผู้นี้ช่างมีเมตตา
ในค่ำคืนนี้ฟู่หนิงหนิงพักอาศัยอยู่ที่ถ้ำของไป๋ชิงเทียน นางหวังว่าพรุ่งนี้นางจะได้เจอกับมารดาของตนที่ถ้ำ…
แสงเปลวเทียนในกระโจมกะพริบไหวตามจังหวะการเดินของคนร่างสูง เขามองหมอหลวงก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจ
"นางเป็อย่างไร?" เซียวหู่เหลือบมองใบหน้างดงามล่มเมืองของนางก่อนจะยกยิ้ม บางทีนางอาจจะเป็สตรีปริศนาที่เหล่าพรานป่าพบเห็น
"ทูลฝ่าา นางปลอดภัยพ่ะย่ะค่ะ" หมอหลวงก้มหน้าลงเอ่ยทูลอาการของสตรีที่เซียวหู่พามา เขาเองก็แปลกใจว่าเหตุใดนางจึงไปโผล่กลางป่าได้ ใบหน้าและผิวพรรณของนางหาใช่คนธรรมดา นางช่างงดงามเกินบรรยาย งดงามราวกับปีศาจ…
เมื่อคิดถึงข้อนี้หมอหลวงก็อดเหงื่อตกไม่ได้ จะเป็ไปได้อย่างไร ฝ่าาเป็ถึงโอรส์จะไปเก็บสิ่งอัปมงคลเช่นนั้นมาได้อย่างไร
"เ้าออกไปเถอะ" เขาสั่ง
"พ่ะย่ะค่ะ" หมอหลวงคำนับก่อนจะเดินออกไปตามรับสั่ง
เซียวหู่เหลือบมองเมื่อไม่มีใครอยู่ในกระโจมแล้วเขาจึงเดินไปยังเตียงที่สตรีผู้นั้นนอนอยู่ เขานั่งลงข้างๆ ก่อนจะยกมือขึ้นััแก้มนวลเบาๆ
มุมปากของเขายกขึ้น ดูเหมือนว่าเขาจะเก็บปีศาจจิ้งจอกมาได้ มือหนาเลื่อนลงไปลูบผมดำขลับ ความเย้ายวนของร่างบางทำเอาเซียวหู่แทบคุมสติไม่อยู่ นี่สินะที่บอกกล่าวว่าอำนาจของปีศาจจิ้งจอก เพียงแค่มองก็ทำให้บุรุษลุ่มหลง
ในตำนานยังมีบันทึกไว้ว่าแม้แต่ฮ่องเต้ผู้เกรียงไกรยังทำแว่นแคว้นเพียงเพราะนางปีศาจจิ้งจอก
เขาคือฮ่องเต้แห่งแคว้นฉู่ผู้มีอำนาจเหนืออื่นใด จะพ่ายแพ้ต่อปีศาจจิ้งจอกธรรมดาได้อย่างไร สิ่งที่เขาต้องทำคือ ทำให้นางสยบแทบเท้า…
แพขนตางอนขยับเบาๆ เป็สัญญาณบ่งบอกว่านางได้สติ ฟู่เจินลืมตาขึ้นพร้อมกับความเ็ปไปทั่วสรรพางค์กาย นางมองรอบๆ กระโจมอย่างใก่อนที่สายตาจะไปปะทะกับบุรุษที่นั่งอยู่ข้างเตียง
นางผุดลุกขึ้นก่อนจะถอยร่นไปชิดกับอีกด้านของเตียง ดวงตาคู่สวยมองเขาอย่างแค้นเคือง มือขาวนวลกำหาเข้าหากันก่อนที่ร่างบางจะพุ่งไปยังบุรุษตรงหน้า นางกางกรงเล็บหมายจะจ้วงแทงเซียวหู่ หากทว่าปีศาจที่าเ็จะสู้แรงของชายฉกรรจ์ได้อย่างไร
มือหนากำข้อมือบางไว้แน่นราวกับคีมเหล็ก "เ้าจะฆ่าข้า?" เขาเอ่ยด้วยรอยยิ้มไร้ซึ่งความสะทกสะท้าน ยิ่งเห็นท่าทีดื้อรั้นของนางยิ่งทำให้เขาสนใจ
สตรีภายในวังหลวงล้วนเชื่อฟัง เขาเองก็เบื่อที่จะต้องปั้นหน้ายิ้มแย้มกับพวกนาง
เขารวบมือนางไว้ ดวงตาคู่คมมองกรงเล็บของนางก่อนจะดึงมือคู่นั้นขึ้นมาจุมพิตอย่างแ่เบา
ดวงตาของฟู่เจินเบิกกว้าง ภายในใจของนางลุกโชนด้วยความโกรธ มนุษย์ล้วนชั่วช้า นางอยากจะฆ่าเขานัก หากแต่ในยามนี้นางไม่อาจสู้แรงของเขาได้
เซียวหู่หัวเราะเบาๆ เขาดึงร่างบางเข้ามาในอ้อมกอด เขาดึงเสื้อของนางออกเพื่อดูาแที่หัวไหล่ของนาง "ฟื้นฟูเร็วดีนี่" เขาเอ่ย
"ปล่อย" น้ำเสียงหวานล้ำเอ่ยขึ้น เมื่อใช้กำลังเข้าสู้ไม่ได้นางจึงต้องยอมประนีประนอม "ข้ามีบุตรที่ต้องเลี้ยงดู" นางหลุบตาลง มือน้อยที่แข็งขืนก็ผ่อนแรงลงแต่เซียวหู่หาได้ปล่อยมือจากนาง ฟู่เจินคิดว่าหากเขารู้ว่านางมีบุตรแล้วเขาจะปล่อยนางไป ไม่ใช่ว่ามนุษย์ยึดถือความบริสุทธิ์เป็ที่ตั้งหรือ…
ฟู่เจินถอนหายใจ ครั้งหนึ่งนางเองก็เคยใช้ชีวิตเฉกเช่นมนุษย์ หากแต่พวกเขารับรู้ว่านางคือปีศาจกลับขับไสไล่ส่งคิดจะเผานางทั้งเป็ นางไม่เข้าใจว่าเหตุใดพวกเขาจึงเกลียดชังปีศาจนัก ทั้งๆ ที่พวกนางบางตนไม่เคยทำร้ายใครก่อนด้วยซ้ำ
"เ้ามีบุตรด้วยหรือ?" เขาเอ่ยอย่างประหลาดใจ
"พวกท่านมันสารเลว ฆ่าเผ่าพันธุ์พวกเราไปเท่าไหร่ ท่านยังไม่พอใจอีกหรือ?" เข้าสู่คิมหันต์คราใด พวกเขาล้วนเข้ามาล่าสัตว์ในเขตของหุบเขาไป๋หลิง ในทุกๆ ปี จะมีจิ้งจอกมากมายที่ถูกพวกเขาฆ่า
"ช่วยไม่ได้ ขนของพวกเ้าช่าง...งดงาม" เขาเชยคางนางขึ้น ใบหน้าคมก้มลงหมายจะชิมริมฝีปากแดงก่ำดุจผลอิงเถา[1]ของนาง หากทว่าร่างแน่งน้อยกลับเบือนหลบจากััของเขา
"เ้ามนุษย์ต่ำช้า" นางกำหมัดแน่น
"ข้าต่ำช้าได้มากกว่าที่เ้าคิด" เอ่ยจบเขาก็บีบคางของนางก่อนจะบังคับให้นางกินยาลูกกลอน
"แค่กๆ เ้า!" นางเอ่ยพร้อมทั้งหอบหายใจ ร่างกายของนางในยามนี้ช่างไร้เรี่ยวแรงจากผลของยา
เซียวหู่วางนางลงบนเตียง เขาก้มลงกระซิบเบาๆ ที่หูของฟู่เจิน "เ้าต้องพักผ่อน" เขาเอ่ยพร้อมทั้งหยิบผ้าห่มขึ้นมาคลุมกายให้ฟู่เจิน
เขาลูบผมนางเบาๆ "เ้าเป็ห่วงลูกหรือ ได้ ข้าจะพาลูกมาให้เ้า...เลือก" เขาเอ่ยพร้อมทั้งยกยิ้ม
แม้ปีศาจจะได้ขึ้นชื่อว่าโเี้ แต่จะสู้ความโหดร้ายเ้าเล่ห์ของมนุษย์เช่นเขาได้อย่างไร…
เสียงอึกทึกครึกโครมภายนอกทำให้ฟู่หนิงหนิงสะดุ้งตื่น นางลุกขึ้นก่อนจะวิ่งออกมาด้านนอก
'เกิดอะไรขึ้น?' นางมองจิ้งจอกข้ารับใช้อย่างงุนงง
"พวกเราต้องรีบอพยพหนีแล้ว" หลันถิงเอ่ย พร้อมทั้งอุ้มฟู่หนิงหนิงขึ้น
'ท่านแม่ข้าล่ะ' นางยังไม่ได้กลับไปหานางด้วยซ้ำ
"ตอนนี้าาจิ้งจอกกำลังต่อสู้กับพวกมนุษย์ที่บุกรุกเข้ามา พวกมันถึงกับโค่นล้มต้นไม้แถมยังจับลูกจิ้งจอกไปนับสิบ" น้ำเสียงของนางเอ่ยอย่างโกรธแค้น แม้พวกนางจะเป็ปีศาจจิ้งจอก แต่ก็หาได้มีพละกำลังต่อสู้กับมนุษย์ที่เกณฑ์กำลังมานับพัน
ดังนั้นในตอนนี้จึงทำได้เพียงอพยพย้ายถิ่นฐานออกไปจากป่านี้เท่านั้น
ฟู่หนิงหนิงมองรอบกายอย่างเป็กังวล นางเป็ห่วงมารดาแต่ก็คิดว่ามารดาของนางน่าจะเอาตัวรอดได้ ดังนั้นนางจึงพยักหน้าตัดสินใจตามหลันถิงไป
หลันถิงมองฟู่หนิงหนิงก่อนจะแปลงกายเป็จิ้งจอกสีน้ำตาลตัวใหญ่ นางคาบฟู่หนิงหนิงไว้ในปากก่อนจะวิ่งออกจากถ้ำไปอย่างไร้ทิศทาง
เกิดอะไรขึ้นกันแน่…
เหตุใดพวกมนุษย์จึงบุกที่ของจิ้งจอกเช่นนี้ ถิ่นฐานที่อยู่อาศัยมานับพันปีจะถูกมนุษย์ทำลายเพียงในวันเดียวจริงหรือ
เสียงต่อสู้กันดังขึ้นทั่วบริเวณป่า เหล่าสัตว์เล็กสัตว์น้อยต่างหนีตายกันจ้าละหวั่น
หลันถิงพาฟู่หนิงหนิงวิ่งฝ่าวงล้อมออกไป นางพยายามวิ่งให้เร็วสุดกำลัง
สายตาของทหารนายหนึ่งเหลือบมองเห็นสุนัขจิ้งจอกขนน้ำตาลที่คาบจิ้งจอกน้อยวิ่งหนี เขารีบคว้าคันธนูขึ้นก่อนจะเล็งไปยังจิ้งจอกตนนั้น
หลันถิงหลบธนูได้อย่างทันท่วงที แต่ทว่าธนูอีกดอกก็ตามมาติดๆ ทำให้นางถูกลูกธนูปักเข้าที่ขาหน้า
ผลัก! ร่างของนางล้มตึงลงทำให้ฟู่หนิงหนิงกระเด็นไปด้านหน้าหลายก้าว
อัก! ร่างจิ้งจอกน้อยลอยละลิ่วไปชนกับต้นไม้ที่โค่นล้ม ความเ็ปทำให้ฟู่หนิงหนิงตาพร่า นางมองหลันถิงที่พยายามลุกขึ้นแล้วลนลานหนีไปตาละห้อย
หยดเืหลั่งรินลงตามแผลของฟู่หนิงหนิง นางพยายามฝืนลุกขึ้นแต่ทว่าเดินได้ไม่กี่ก้าวนางก็ต้องล้มลง
เสียงฝีเท้าดังขึ้นด้านหลัง พร้อมกับมือคู่หนึ่งดึงนางขึ้นพร้อมกับโยนเข้าไปในกรงอย่างไม่เบามือนัก ดวงตาของฟู่หนิงหนิงพร่ามัว รอบด้านของนางยังมีลูกจิ้งจอกอีกหลายตัว
มุมปากของนางยกขึ้น บางทีนางอาจจะต้องจบชีวิตที่สองลง หากเป็ไปได้นางเองก็ไม่อยากที่จะมีชีวิตที่สามอีก…
ร่างองอาจที่นั่งอยู่บนหลังม้าจ้องมองกรงที่ขังลูกจิ้งจอกอย่างพึงพอใจ เขายกยิ้มมุมขึ้นด้วยอยากจะรู้นักว่าแม่จิ้งจอกน้อยของเขาจะแสดงสีหน้าเช่นไรเมื่อเห็นภาพนี้ เซียวหู่ยกมือขึ้นก่อนจะสั่งให้ทหารถอยทัพ เขาดึงบังเหียนอาชาก่อนจะหันหลังกลับไปยังทิศทางของกระโจม
หวังจิ้นหันมองภาพผืนป่าที่ถูกทำลายก่อนจะหันมามองฮ่องเต้ของตน ดวงตาของเขาหลุบลงซ่อนความรู้สึกสังเวชใจ เหตุใดฝ่าาจึงทำเช่นนี้ หรือเป็เพราะจิ้งจอกสาวตนนั้น...
[1] อิงเถาคือผลเชอร์รี่