ตำนานสามภพ ภาค พลิกชะตายุทธภพ จบแล้ว(มีE-Book)

    บทที่3 ตอนที่ 7 บททดสอบสิบฉายา หัตถ์ทลายศิลา 2/2

            ด้านไป๋หลันฮวา ลี่เจียง และ อูหมินจิง “จากที่ข้าสำรวจด้วยคลื่นเสียง มีจุดหนึ่งที่มีคนไปรวมตัวกันเป็นจำนวนมาก ข้าว่าเราควรลองไปดูทางนั้น” ไป๋หลันฮวาเสนอความคิดของตนเพราะว่าตอนนี้พวกเขาทั้งสามกำลังเดินโดยไร้จุดหมาย และไม่รู้เกี่ยวกับสุสานแห่งนี้มากมายนัก

            “คงต้องลองไปดู เพราะว่าเราเองก็ไม่รู้เกี่ยวกับสุสานแห่งนี้ ไม่แน่ว่าจุดที่คนรวมตัวกันอาจมีทางไปต่อหรือมีคนที่รู้เกี่ยวกับสุสานแห่งนี้มากกว่าพวกเรา” ลี่เจียง เองก็เห็นด้วยกับข้อเสนอนั้น

            “เอาตามที่พวกท่านว่า” อูหมินจิงตอบ จากนั้นทั้งสามคนได้เดินไปยังจุดที่ไป๋หลันฮวาบอก ไม่นานเขาก็มาถึงจุดนั้นพบว่ามีหลายคนกำลังยืนอยู่ต่อหน้าหินขนาดใหญ่ที่ปิดทางไปต่อเอาไว้ ทั้งสามได้มองเห็นคนมากมายที่พยายามเข้าไปโจมตีหินนั้นแต่ว่า รอบๆ หินนั้นมีอาณาเขตม่านพลังบางๆ ปกคลุมอยู่ทุกคนที่เข้าไประดับพลังจะเหลือเพียงลมปราณระดับสาม เท่านั้น

            “พี่ชายๆ หินนั่นคืออะไรงั้นเหรอ” อูหมินจิง ตัดสินใจเข้าไปถามนักสู้จากพักพรรคกระบี่ที่ยืนอยู่ใกล้ๆ นักสู้คนนั้นเมื่อเห็นว่าอูหมินจิงมาจากสถาบันร้อยศาสตราและยังมาพร้อมกับไป๋หลันฮวาสหายของศิษย์พี่เขาจึงได้ยอมกล่าวว่า

            “เหมือนว่านั่นจะเป็นบททดสอบที่สร้างจากฉายาของเทพกระบี่คงหมิง ฉายาหัตถ์ทลายศิลา ในตอนที่เทพกระบี่คงหมิงมีลมปราณระดับสาม เขาสามารถทำลายหินขนาดใหญ่เท่ากับหินตรงหน้าได้ด้วยมือเปล่า การที่ผู้เข้าไปใกล้หินจะเหลือลมปราณระดับสาม หมายความว่าบททดสอบนี้หากจะผ่านไปต้องสามารถทำได้เหมือนกับเทพกระบี่คงหมิงในอดีต และยังต้องใช้หมัดเท่านั้น” นักสู้จากพรรคสิบกระบี่ได้กล่าวออกมาหากสังเกตดีๆ จะพบว่าที่มือของเขามีบาดแผล อยู่ไม่น้อยเลยทีเดียวแสดงให้เห็นว่าตัวเขาเองก็ได้เข้าไปลองดูแล้วแต่ก็ไม่อาจทำลายศิลานั้นลงไปได้

            ทั้งสามที่มาใหม่ได้มองไปยังคนที่เข้าไปทดสอบ ไม่ใช่เพียงแค่ระดับลมปราณเหลือระดับสามเท่านั้น แต่ปราณธาตุก็ไม่อาจใช้ได้จำเป็นจะต้องใช้เพียงลมปราณบริสุทธิ์ประสานเข้ากับสำนึกแห่งหมัดเท่านั้น ชายที่กำลังทดสอบอยู่ได้ต่อยออกไปที่ศิลาอย่างรุนแรง ศิลาขนาดยักษ์เกิดรอยร้าวขึ้นแต่ว่าเพียงไม่นานศิลานั้นก็ฟื้นฟูกลับมาเหมือนเดิม นักสู้คนนั้นพยายามต่อยออกไปอีกครั้งแต่ว่าศิลานั้นก็กลับมาฟื้นฟูเหมือนเดิมตลอดเวลา

            “ศิลานั่นสามารถฟื้นฟูตัวเองได้งั้นเหรอ” ลี่เจียง ที่เห็นดังนั้นได้กล่าวออกมาเพราะว่าศิลาขนาดใหญ่แบบนั้นหากมีพลังฟื้นฟูตัวเองด้วยการทำลายมันยิ่งยากเข้าไปใหญ่

            “เป็นศิลาแบบเดียวที่เทพกระบี่คงหมิงเคยทำลาย เป็นศิลาทดสอบที่มีค่ายกลรักษาตัวเอง หากต้องการทำลายศิลานั้นจะต้องใช้สำนึกหมัดที่รุนแรงทำลายในครั้งเดียวหรือว่าต้องปล่อยไปเรื่อยๆ จนกว่ามันจะไม่ซ่อมแซมตัวเองได้” นักสู้จากพรรคสิบกระบี่ได้กล่าวออกมา นักสู้ที่ได้เข้าไปทดสอบได้ต่อยไปเรื่อยๆ จนมือของเขามีเลือดออกแต่ว่าก็ยังไม่สามารถทำลายศิลาขนาดใหญ่ลงไปได้ ถอดใจเดินกลับออกมาจากบททดสอบ หากดูจากที่มือของหลายคนแล้วพบว่ามีมากกว่ายี่สิบสามสิบคนที่หลังมือมีบาดแผลจากการชกหินขนาดใหญ่ซ้ำไปมา

            จากนั้นมีได้กลุ่มคนสี่คนที่เข้าไปพร้อมๆ กัน คนทั้งหมดต่างโดนกดระดับพลังลงทันที “ต่อยให้แยกไปเลย"ทั้งสี่คนต่างพยายามส่งเสียงแสดงความกล้าออกมาทั้งๆ ที่โดนกดระดับพลัง จากนั้นก็ช่วยกันต่อยไปยังศิลาขนาดใหญ่ แม้ว่าจะสามารถโจมตีจนทำลายศิลาขนาดยักษ์ไปได้บางส่วน แต่ว่าแม้ทั้งสี่จะช่วยกันโจมตีก็โจมตีกันไปได้เพียงไม่กี่สิบทีเท่านั้นลมปราณในร่างก็หมดลงหมัดที่ต่อยไปยังศิลาต่างเริ่มเกิดแผล ทั้งสี่จึงตัดสินใจยอมแพ้

            “โถ่เว้ยย ไอ้บททดสอบแบบนี้ใครจะไปผ่านได้กัน ลมปราณระดับสามนอกจากจะอ่อนแอแล้วยังมีปริมาณน้อยอีก” หนึ่งในสี่คนที่เข้าไปได้กล่าวออกมาอย่างหัวเสียพร้อมกับเดินออกมา

            “นั่นสิ บททดสอบนี้อาจไม่มีใครผ่านไปได้เลยก็ได้” ชายอีกคนที่ไปด้วยก็กล่าวออกมาอย่างเห็นด้วยกับสหายของตนเองแม้พวกเข้าจะช่วยกันแต่ก็ไม่อาจทำลายศิลาขนาดยักษ์ตรงหน้าได้

            “เหมือนว่าบททดสอบแห่งนี้จะเหมาะกับข้ายิ่งนัก” ลี่เจียงได้กล่าวออกมาโดยไม่สนใจว่าจะมีคนถอดใจไปมากเพียงใด เขาเองก็เป็นผู้ฝึกฝนเพลงหมัดเช่นเดียวกัน บททดสอบแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อทดสอบผู้ใช้เพลงหมัด และเขาเองตั้งแต่เกิดก็ฝึกเพียงลมปราณปฐพีและเพลงหมัดเท่านั้น

            ลี่เจียงได้เดินเข้าไป ยังบททดสอบการเดินเข้าไปของลี่เจียงนั้นไม่ได้เรียกความสนใจให้กลับคนอื่นมากนัก เพราะว่าไม่มีใครเชื่อว่าลี่เขียงจะสามารถทลายศิลานี้ลงไปได้ เมื่อเดินผ่านม่านพลังเข้าไประดับพลังของลี่เจียงถูกกดลงทันที และในบททดสอบนี้ยังไม่อาจใช้ร่างของยักษ์ศิลาที่ลี่เจียงถนัด หมายความว่าลี่เจียงต้องใช้หมัดเพียงอย่างเดียวในการทำลายศิลาตรงหน้า ลี่เจียงรวบรวมลมปราณบริสุทธิ์ไว้ที่มือจากนั้นเร่งจิตแห่งหมัดที่ประสานไว้ด้วยพลังจิตสายเสริมกาย ทั้งท่าเตรียมปล่อยหมัดที่ดูจากภายนอกแล้วมั่นคงยิ่งนัก รวบรวมพลังหมัดที่รุนแรงที่สุดของตนเองปล่อยออกไปที่ศิลาอย่างรุนแรงที่สุด

    ตูมมมม เสียงการปะทะของหมัดและศิลาที่รุนแรงที่สุดตั้งแต่มีบททดสอบขึ้นมาได้ดังขึ้น สร้างความตื่นตะลึงให้กับผู้ที่เข้าทดสอบก่อนหน้านี้ นี่หมายความว่าสำนึกหมัดของลี่เจียงแข็งแกร่งที่สุดภายในผู้เข้าทดสอบทั้งหมด

            “อะไรกัน!! พลังหมัดของชายคนนั้นรุนแรงเป็นอย่างยิ่ง” นักสู้คนหนึ่งที่ได้เข้าทดสอบก่อนหน้านี้ได้กล่าว ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านั้นมีคนที่ได้ลองใช้ครึ่งก้าวแก่นแท้แห่งหมัดโจมตีแล้วแต่ก็ยังไม่สามารถสร้างการโจมตีที่รุนแรงแบบนี้ได้

            “แต่ว่าพลังหมัดที่รุนแรงขนาดนั้นกลับยังไม่สามารถ ทำลายศิลาได้อีกงั้นหรือ” นักสู้อีกคนที่ได้เขาฝึกทดสอบก็ได้กล่าวขึ้นมาเช่นกันแต่ว่าแม้เขาจะเห็นว่า ศิลาขนาดยักษ์ถูกทำลายไปมากกว่าที่ผ่านๆ มาแต่ว่าก็ยังไม่อาจทำลายศิลานั้นลงได้ มันค่อยๆ ซ่อมแซมตัวเองอย่างรวดเร็ว

            “ยังไม่จบสักหน่อย” ลี่เจียงได้กล่าวพร้อมกับต่อยออกไปอีกหมัด ตูม!!เสียงการปะทะได้ดังขึ้นรุนแรงอีกครั้ง แต่ศิลานั้นก็ยังสามารถซ่อมแซมตัวเองได้อีกครั้ง ตูม!!         เมื่อศิลาซ่อมแซมตัวเองลี่เจียงก็ต่อยไปอีกครั้ง แต่ศิลาที่โดนต่อยก็ซ่อมแซมตัวเองอย่างรวดเร็ว แต่ลี่เจียงก็ไม่ยอมแพ้กลับต่อยศิลาขนาดยักษ์ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งการต่อยของลี่เจียงนั้นต่อยไปเกินยี่สิบหมัด การต่อยศิลาที่แข็งด้วยระดับลมปราณเพียงระดับสาม ลมปราณในร่างกายค่อยๆ หมดลง ทำให้ที่มือของเขาเริ่มมีบาดแผลจากการปะทะที่รุนแรง ลมปราณที่ปกป้องที่มือกลับอ่อนกำลังลง แต่ลี่เจียงก็ไม่ได้สนใจบาดแผลของตนกลับต่อยลงไปที่ศิลาเรื่อยๆ ไม่ยอมหยุด ในขณะที่ลมปราณค่อยๆ หมดลง จิตใจที่ไม่ย่อท้อและความแน่วแน่ของเขาทำให้พลังจิตสายเสริมกายนั้นค่อยๆ ทวีความรุนแรงมากขึ้นหมัดของเขายิ่งปล่อยออกไปยิ่งรุนแรงกว่าเดิม

            ในรูปแบบพลังทั้งสามสายพลังจิต คือพลังที่ฝึกฝนได้ง่ายที่สุด พลังจิตของแต่ละคนจะแสดงพลังออกมาได้ขึ้นอยู่กับสภาพจิตใจ และพลังจิตที่ถนัดของแต่ละคน ยังแสดงออกมาตามลักษณะนิสัย ยิ่งนิสัยของใครเหมาะสมกับจิตประเภทนั้น พลังจิตจะยิ่งสามารถแสดงพลังออกมาได้ดียิ่งขึ้น

            จงหมิ่นที่มีพลังหลากหลายธาตุ มีพลังจิตสายเสริมกำลังและสายสรรค์สร้าง แต่พลังจิตของเขาจะผกผันกับอารมณ์ ยิ่งจงหมิ่นใช้อารมณ์ด้านลบเช่นความโกรธแค้นประสานเข้ากับพลังจิต พลังจิตสายเสริมกายของเขาจะยิ่งรุนแรงมากขึ้น

            อูหลินเฟิง ที่เป็นคนประเภทรอบคอบและชอบควบคุมสถานการณ์ จึงมีพลังจิตสายประเภทควบคุมจิตใจแบบการแบ่งแยกประสาททำให้สามารถควบคุมสัตว์อสูรพร้อมกันได้หลายตัว

            ลุค ที่เป็นหัวขโมย เขาจึงมีพลังจิตสายหลอนประสาท มีความสามารถในการซ่อนตัวและการค้นหาในระดับสูง รวมถึงตอนนี้สามารถใช้พลังจิตสายสร้างสรรค์ในการสร้างภาพมายาได้เหนือกว่าอูหลินเฟิง

            ลี่เจียง ไม่ได้เป็นอัจฉริยะเหมือนกับคนอื่นสิ่งที่เขามี มีเพียงแค่ความมุ่งมั่นเท่านั้น หลังจากที่ได้รับวิธีการฝึกพลังจิตสายพลังจิตเสริมกายจากอูหลินเฟิง เขาใช้เวลาทุกวันในการฝึกพลังจิตสายเสริมการควบคู่กับลมปราณปฐพี พลังจิตของลี่เจียงจะแข็งแกร่งขึ้นตามความมุ่งมั่นของจิตใจเขา

    การโจมตีของลี่เจียงตอนนี้เขาได้ปล่อยไปยังศิลาเกินห้าสิบครั้ง สิ่งที่สร้างความตกใจให้แก่ผู้คนที่มองอยู่ไม่ใช่เพียงแค่พลังโจมตีที่ค่อยๆ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่ว่า กลับเป็นสภาพจิตใจที่ไม่ย่อท้อ แม้ตอนนี้หมัดของลี่เจียงจะเต็มไปด้วยเลือดแล้วก็ตาม ก็ยังคงต่อยศิลานั้นต่อไปเรื่อยๆ โดยไม่เสียจังหวะเลยแม้แต่น้อย

            “สุดยอดไปเลยคนผู้นั้นนอกจากเพลงหมัดที่แน่วแน่ แล้วยังมีจิตใจที่แน่วแน่ยิ่งกว่า” นักสู้จากพรรคสิบกระบี่ที่ได้อธิบายเรื่องราวให้แก่กลุ่มของทั้งสาม ได้กล่าวออกมาอย่างตื่นตะลึงในบรรดาคนทั้งหมดที่เข้าไปทดสอบเขายังไม่เคยเจอใครที่มีสภาพจิตใจแน่วแน่ขนาดนี้ ไม่ใช้แต่เขาเท่านั้นหลายคนที่ได้เข้าไปยังบททดสอบนี้ต่างยังไม่เคยมีใครค่อยได้เกินสี่สิบครั้งมาก่อน

            ความรุนแรงของเพลงหมัดยังคงรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ลี่เจียงราวกับตกอยู่ภายในภวังค์แห่งหมัด ยิ่งปล่อยออกไปเขากับรู้สึกว่าเข้าใกล้พลังที่ยิ่งใหญ่ของพลังหมัดขึ้นเรื่อยๆ หมัดที่ปล่อยออกไปเกินแปดสิบครั้งแล้ว ศิลาขนาดใหญ่ตอนนี้ถูกทำลายไปเกินครึ่ง ความรุนแรงของเพลงหมัดเริ่มที่จะมากกว่าความเร็วในการซ่อมแซมของศิลาขนาดยักษ์แล้ว

            จนกระทั่งพอเลยหมัดที่เก้าสิบ สำนึกหมัดของลี่เจียงจากพลังจิตแห่งหมัดได้กลายเป็นหมัดที่แฝงไว้ด้วยพลังของครึ่งก้าวแก่นแท้แห่งหมัด แต่ว่าในตอนนั้นเองแสงของม่านพลังได้ส่องแสงสว่างขึ้นมากกว่าเดิมความเร็วในการซ่อมแซมของมันมากขึ้นกว่าเดิมเกือบสองเท่า จากศิลาที่ควรถูกทำลายไปเกินครึ่งกลับถูกซ่อมแซมจนเกือบจะสมบูรณ์

            หากเป็นผู้อื่นที่เห็นเหตุการณ์แบบนี้ย่อมต้องถอดใจยอมแพ้ แต่ไม่ใช่กับลี่เจียงเขายังคงต่อยต่อไป ตัวของลี่เจียงยังคงดำดิ่งต่อไปภายในภวังค์แห่งเพลงหมัด จนกระทั่งถึงหมัดที่หนึ่งร้อย เป็นหมัดที่สมควรจะเผาผลาญลมปราณและพลังจิตของเขาทั้งหมด แต่ว่าสำนึกหมัดของเขากลับบรรลุถึงระดับแก่นแท้แห่งหมัด สร้างการโจมตีที่รุนแรงที่สุดที่ไม่มีผู้เข้าทดสอบคนไหนทำได้ ปล่อยออกไปยังศิลาที่ซ่อมแซมตัวเองสมบูรณ์เรียบร้อยแล้ว

            ตูม!!! การโจมตีที่รุนแรงที่สุดตั้งแต่บททดสอบแห่งนี้เกิดขึ้นได้โจมตีเข้าไปยังศิลาตรงๆ การโจมตีนี้โจมตีเดียวสามารถทำให้ศิลาขนาดยักษ์ถูกทำลายลงโดยสมบูรณ์ภายใต้การโจมตีเดียว

            “สุดยอด” ไป๋หลันฮวา ได้กล่าวออกมานางไม่เคยเจอใครที่มีความมุ่งมั่นและไม่ย่อท้อเท่ากับชายตรงหน้ามาก่อน ไม่ใช่เพียงแค่นางเท่านั้นที่คิดแต่ว่านักสู้โดยรอบต่างคิดเช่นเดียวกันกับไป๋หลันฮวา

            เมื่อศิลาถูกทำลายลงทางไปต่อได้ปรากฏขึ้นกลิ่นอายสมบัติวิเศษต่างๆ ได้ทะลักออกมาจากทางเดินนั้น แต่กลับไม่มีใครกล้าแย่งเข้าไปเลยแม้แต่คนเดียว พวกเขาต่างรอให้ลี่เจียงที่สามารถทำลายศิลาขนาดยักษ์ได้เข้าไปเป็นคนแรก การกระทำของลี่เจียงที่ไม่ย่อท้อต่อการซ่อมแซมตัวเองของศิลาขนาดยักษ์ ผู้คนที่พบเห็นนับถือได้อย่างง่ายดาย หลังจากนี้เองคือจุดเริ่มต้นของ ฉายาใหม่ที่ลี่เจียงได้รับ หัตถ์ทลายศิลา ลี่เจียง

            แต่ในตอนนั้นเองจุดที่ลี่เจียง ยืนอยู่ได้ปรากฏแสงขึ้นที่เท้าของเขา มันคือค่ายกลเคลื่อนย้ายแบบที่ส่งทุกคนกระจัดกระจายไปคนละทิศละทาง แต่ว่าในครั้งนี้ค่ายกลเคลื่อนย้าย ได้ย้ายเพียงแค่ลี่เจียงเท่านั้น สร้างความตกตะลึงให้แก่คนทั้งหมดเป็นอย่างยิ่ง

            ..

            ..

            ..

            จบตอน

    คล้ายกับเรื่องตำนานสามภพ ภาค พลิกชะตายุทธภพ จบแล้ว(มีE-Book) ที่คุณอ่าน