ค่ายซานตง
รถม้าแล่นเข้าไปในค่ายซานตง องค์หญิงอี้อันเดินลงจากรถม้า เสวี่ยซิง ลงจากหลังม้ามายืนรอรับ นางยิ้มให้เขาอย่างกว้างขวางเช่นเดิม แล้วเขาทำความเคารพก่อนแยกไปยังกองทิศตะวันออก นางเข้ามาทำความเคารพเสด็จพี่ ที่ยืนคุมการฝึก แล้วนางยืนมองทหารที่กำลังผลัดกันฝึกธนูขี่ม้ายิงเป้าเคลื่อนที่ “ทหารกองของเสด็จพี่ล้วนก้าวหน้าขึ้นมากเลยเพคะ”
“วันนี้ไปส่งเสนาบดีโค่วหลุนกลับต้าหลี่ เป็อย่างไรบ้าง เศร้าใจหรือไม่?”
“มีนิดหน่อยเพคะ เมื่อครั้งหม่อมฉันอยู่ต้าหลี่ พบท่านเสนาบดีโคว่บ่อยๆ เขาเป็ขุนนางที่ซื่อสัตย์ และเที่ยงตรงคนหนึ่งของเสด็จลุง”
“ราชสำนักใดมีขุนนางซื่อตรง ภักดี ถือเป็บุญของราษฎร เอาหละ กลับไปสำนักของเ้าได้แล้ว” พี่ชายกล่าวเช่นนี้นางจึงยิ้มกว้าง “เพคะ” ว่าแล้วนางเดินตัวปลิวไปกองทิศตะวันตก แต่ไม่ลืมเหลียวไปมองดูผู้ฝึกองทิศตะวันออก เขากำลังโดดลงไปทดสอบการใช้กระบี่ของเหล่าทหาร ท่าทางของเขาช่างองอาจยิ่งนัก พลทหารนับสิบกำลังรายล้อมฝึกดาบอยู่กับเขาล้วนไม่สามารถสยบเขาได้
นางหยุดยืนมองดูเขาด้วยสายตาชื่นชม คงเพราะยืนนานไปกระมัง พี่ชายจึงเข้ามาดีดหน้าผากเบาๆ ให้นางรู้สึกตัว จากนั้นนางจึงวิ่งไปกลับกองทิศตะวันตก
เมื่อถึงกองฝึก อี้อันพบว่ามู่ไป๋ กำลังยืนคุมการฝึกเพื่อนทหารอยู่ เฟยฉี ฮุ่ยชิว พอเห็นเ้าสำนักมาถึง สองสหาย แสดงฝีมือโดดม้วนตัวฝึกซัดอาวุธ แล้วรีบเลื่อนตัวเองไปอยู่แถวหลังสุด เ้าสำนักยืนกอดอกเอียงคอมองสองคนที่ขยับตัวไปฝึกอยู่ท้ายแถว มู่ไป๋ ออกคำสั่งตั้งแถวใหม่ ลูกศิษย์ทั้งหมดมารวมตัวกันตั้งแถวเบื้องหน้าเ้าสำนัก เฟยฉี ฮุ่ยชิว จึงจำใจต้องกลับมายืนด้านหน้าเช่นเดิม เมื่อหนีไม่ได้แล้วสองสหายยิ้มยิงฟันให้เ้าสำนัก เพราะรู้ตัวว่าเมื่อวานเขาพูดคำที่ท่านเ้าสำนักไม่ชอบออกมา เฟยฉีบอกว่า นาง“คล้ำไปหน่อย”
“วันนี้ข้าจะให้เ้าฝึกหมัดมวย เพื่อใช้ป้องกันตัวจากคนร้าย ยามที่ไม่มีอาวุธใดๆ อยู่ในมือ ยกเว้นอาวุธลับประจำกายเ้า กระบวนท่าของวิชาหมัดมวยนี้สามารถใช้ทุกโอกาสซัดอาวุธใส่คู่ต่อสู้ได้” เ้าสำนักยืนเด่นอยู่บนเวที แสดงตัวอย่างให้ลูกศิษย์ทำตาม
“ทุกคน ทำตามข้า เริ่มได้ ....
....ทุกคนแยกเท้าออกให้กายเ้าตั้งตรงอย่างสมดุล โคจรลมปราณของเ้าส่งไปจุดกวานหยวนแล้วส่งออกผ่านเส้นชีพจรสองแขน สองขา สุดที่ปลายหมัด ปลายเท้า ส่งแรงไปที่ฝ่ามือสองข้าง ผลักไปข้างหน้าใส่คู่ต่อสู้ ดึงมือกลับ พุ่งหมัดไปข้างหน้า อีกหมัดสะบัดโต้ตอบ เท้าขวายืนมั่น เท้าซ้ายยกปัดป้อง จิตควบคุมการเคลื่อนไหวทั้งหมดของร่างกาย ทุกการเคลื่อนไหวไม่เพียงสู้ แต่ต้องปัดป้องด้วย....
....หมัดขวาพุ่งต่อไปข้างหน้า ติดตามด้วยหมัดซ้ายวาดเป็วงกลม สลับกันไปอย่างต่อเนื่อง ขณะที่พุ่งหมัดเ้าสามารถส่งแรงซัดอาวุธออกไป ยามเ้าเตะเท้าขึ้นสกัดคู่ต่อสู้เ้าจงส่งแรงสะบัดอาวุธออกไป ยามเ้ากวาดเท้ายกขึ้นแล้วกระแทกเท้าเ้าจงเตะและซัดอาวุธออกไป ยามเ้าะโขึ้นพุ่งตรงเข้าจู่โจมคู่ต่อสู้สองมือเ้าจงซัดอาวุธออกไป...
....จิตของเ้าต้องนิ่งยามซัดอาวุธ หากในมือศัตรูมีอาวุธ ตา หู ใจ ของเ้าจงประสานกัน ตาจับจ้องอาวุธศัตรู หูฟังเสียงกรีดร้องที่มันแทรกผ่านอากาศ แล้วสะบัดอาวุธสวนกลับไปให้เร็วกว่าอาวุธเขา”
ขับขานลำนำกองฝึกสี่ทิศ
ลำธารน้ำไหล ูเาสูงใหญ่ ผืนป่าหนาแน่น
แผ่นดินอุดม ผืนนาเขียวใส ไร่สวนสมบูรณ์
ประชาร่มเย็น ขุนนางสัตย์ซื่อ พระาาเปี่ยมเมตตา
กองทิศตะวันตก ฝึกหมัดมวย กำหมัดแกร่งบดขยี้ศัตรู
กองทิศเหนือ ปักหลักตั้งอกผาย ง้างคันธนู ไม่พลาดเป้า
กองทิศตะวันออก กระบวนท่าฟันแทง ทะลวงศึก ไม่กลัวเกรง
กองทิศใต้ ทวนวงเดือน แทง ฟัน ตี เกี่ยว ขับเคี่ยวศัตรูให้ล่าถอย
ทุกกองเพียรฝึกฝนฝันฝ่า เพื่อปกป้องประชาของแผ่นดิน
ที่ห้องกินข้าว วันนี้ทุกคนต่างกินข้าวอย่างเอร็ดอร่อย ไม่ใช่เพราะมีอาหารจากวังส่งมา แต่เพราะวันนี้ทุกคนร่วมฝึกซ้อมกับทหารในกองอย่างหนัก และสำคัญยิ่งคือต่างพอใจกับผลการฝึกซ้อมในวันนี้ ภายหลังกินข้าวแล้ว องค์รัชทายาทมานั่งที่โต๊ะบัญชาการ เพื่อสอบความคืบหน้าภารกิจที่ทรงมอบหมาย เสวี่ยซิง และจางเหยา นั่งเก้าอี้คนละฝั่ง ส่วนองค์หญิงยกเก้าอี้มาตั้งไว้ข้างโต๊ะพี่ชาย นั่งลงกำลังจะล้วงลูกเหอเถาในถ้วยที่นางถือมา พี่ชายปรายตามองแล้วเก็บหินทับกระดาษไปวางอีกฝั่งให้ห่างมือน้องสาว หัวคิ้วของอี้อันชนกัน มองพี่ชาย
“จางเหยาเมื่อเช้าไปที่กรมอาญา เสนาบดีเหวินเจ๋อว่าอย่างไรบ้าง” องค์รัชทายาทตรัสถามพระสหาย
จางเหยารายงาน “เป็ตามที่เสวี่ยซิงบอกไว้ ่ 20 วันที่ผ่านมา มีคดีั้แ่ทะเลาะวิวาท ลักขโมยเล็กน้อยไปจนถึงปล้นชิงทรัพย์ทั่วเมืองกว่า 100 คดีทำให้กรมอาญาต้องส่งคนออกไปตามคดีร่วมกับมือปราบของท่านเ้าเมืองเปี้ยนจิง จนคดีเสนาบดีเฮ่อหยุน คดีลอบสังหารองค์รัชทายาท และคดีขันทีปลอม 8 คน ต้องหยุดตามชั่วคราวเพราะกำลังคนไม่พอ แต่กระหม่อมตามเื่มาได้ว่า เสนาบดีเจิ้งชิง รองเ้ากรมพิธีการเอง ได้ส่งรายชื่อขันทีและนางกำนัลที่ตามขบวนคณะทูตต้าหลี่เข้าวัง ให้กับเสนาบดีเหวินเจ๋อไว้เมื่อสิบวันก่อนแล้ว รายชื่อเหล่านี้ได้รับมาจากหัวหน้าขันทีเต๋อชิง ซึ่งพบว่าขันทีแต่ละคนล้วนมาจากต่างเมืองกันทั้งสิ้น เสนาเหวินเจ๋อเองได้ส่งข่าวไปยังนายอำเภอเมืองนั้นๆ ให้ตามหาญาติของขันทีผู้นั้นแล้ว ต้องรอข่าวจากอำเภอตอบกลับมา”
เสวี่ยซิง วิเคราะห์สีหน้าเคร่งเครียด “กระหม่อมคาดว่าขันทีตัวจริงทั้ง 8 คน อาจถูกสังหารไปแล้ว ที่เรายังไม่พบร่องรอยเลยอาจจะเป็เพราะถูกฝังดินก็เป็ได้ เพราะหากทิ้งศพลงน้ำ หรือทิ้งในป่า ต้องมีผู้พบเห็นและมาแจ้งทางการแล้ว แต่กรมอาญายังไม่ได้รับแจ้งว่าพบศพไร้ญาติใดๆ เลย ส่วนถูกเผาคงทำได้ยากเพราะมีศพจำนวนมาก การเผาจะเป็ที่สังเกตของผู้คนมากไป หากว่าถูกฝังดินก็ยากที่คนของกรมอาญาจะตามขุดค้นได้ เช่นนั้น ทูลองค์รัชทายาท กระหม่อมมีแผนหนึ่งจะทูลเสนอ”
“เชิญท่านเสวี่ยซิง” องค์รัชทายาทผายมือเป็เชิงอนุญาต
“ให้กรมอาญาติดป้ายประกาศว่า จับโจรกลุ่มหนึ่งได้แล้ว มันสารภาพว่า 1 เดือนที่ผ่านมาพวกมันออกปล้นทรัพย์สินรวบรวมได้จำนวนมากมากจึงคิดจะแบ่งทรัพย์ที่ปล้นมา แต่แบ่งไม่ลงตัว ที่สุดได้ฆ่าพวกพ้องฝังศพไปพร้อมกับทรัพย์สินที่ปล้นมาได้ แต่เพราะความมืดมันจึงจำไม่ได้ว่าฝังไว้ที่ใด ดังนั้นชาวบ้านคนใครที่รู้เบาะแสว่ามีสถานที่ฝังศพโจรจำนวนมากอยู่ที่ใด หากนำเ้าหน้าที่ไปขุดพบศพโจรและยืนยันว่ามีทรัพย์สินของตนอยู่ตรงนั้นด้วยสามารถนำกลับไปได้ และทางการจะมอบรางวัลเพิ่มให้อีก คาดว่าน่าจะพบหลักฐานได้เร็วขึ้น”
“ดีมาก ทำตามที่ท่านว่า”
“น้อมรับพระบัญชา” เสวี่ยซิงน้อมรับคำสั่ง
”องค์รัชทายาท องค์หญิงหายไปไหนแล้ว” จางเหยาสงสัยหันซ้ายหันขวาแต่ไม่พบเงาขององค์หญิงอี้อัน ขณะที่สามสหายเคร่งเครียดกับการไขคดีนั้น อยู่ๆ สมาชิกคนหนึ่งหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย เสวี่ยซิง หันซ้ายหันขวาก็ไม่เห็นเช่นกัน เก้าอี้ที่นางยกมาตั้งเองก็ว่างเปล่า แต่องค์รัชทายาทไม่ได้มีสีหน้าใแต่อย่างใด แต่ทรงทำท่าบุ้ยใบ้ให้มองมาข้างกายพระองค์ สองพระสหายขมวดคิ้วกับท่าทีแปลกๆ ขององค์รัชทายาท ลุกขึ้นมายืนมองข้ามโต๊ะหน้าพระที่นั่ง เห็นองค์หญิงกำลังนอนหนุนตักองค์รัชทายาทหลับสบายอยู่ สามสหายพามองหน้ากันแล้วส่ายหน้าหัวเราะ
เฮ้อ...... องค์หญิง กินง่าย หลับง่ายดีจริง …………..
องค์หญิงอี้อันตื่นขึ้นมานั่งเหลียวซ้ายขวา เป็เฟยฉี ยืนตัวตรงรออยู่ ที่พระแท่นเสด็จพี่ไม่อยู่แล้ว มีหนังสือประมาณหนึ่งตั้งอยู่ให้นางใช้หนุนศีรษะ นางถามเฟยฉี ตอนนี้ยามไหนแล้ว “ต้นยามอุ้ย (13.30น) พะยะค่ะ” เฟยฉี ตอบ
“เอาหละไปซ้อมกันต่อเถอะ”
เฟยฉีท้วง “เอ่อ..เ้าสำนักขอรับ องค์รัชทายาทตรัสว่าให้ท่านพักผ่อนที่นี่ก่อนขอรับ”
“ไม่ต้อง ข้าไม่ได้เป็อะไร ไปกันเถอะ” ว่าแล้วเ้าสำนักลุกขึ้น เดินตัวปลิวไปกองฝึก....จริงสิ นางจำได้ว่า ภายหลังกินข้าวอิ่ม นางนั่งเก้าอี้ด้านข้างเสด็จพี่ นั่งฟังทั้งสามปรึกษากันเื่ไขคดีที่ยังปิดไม่ลง ฉับพลันนาง รู้สึกเหนื่อย จึงมานั่งที่พระแท่นข้างพี่ชายพิงไหล่เขา แล้วหลับไปตอนไหนไม่รู้เื่เลย....
ที่ลานฝึกกองทิศตะวันตก เมื่อนางมาถึง มู่ไป๋กำลังนำการฝึกซ้อมอยู่บนเวที ทุกคนหยุดการซ้อมพากันถามเสียงเซ็งแซ่ว่า “ท่านเ้าสำนักไม่สบายหรือขอรับ พักผ่อนก่อนเถิด”
“ข้าไม่เป็อะไร สบายดี แค่รู้สึกเหนื่อยนิดหน่อย เอาหละฝึกกันต่อ มู่ไป๋ เ้าอยู่ตรงนี้เถิด นำฝึกพร้อมกับข้า” จากนั้นเ้าสำนัก และลูกศิษย์ เริ่มฝึกซ้อมเพลงหมัดมวยกันต่อไปจนถึงเย็น
บนรถม้าพระที่นั่งองค์รัชทายาท องค์หญิงอี้อันนอนหนุนตักพี่ชายหลับไปอีกครั้ง พี่ชายลูบศีรษะน้องสาวเบาๆ รู้สึกกังวลเล็กน้อย ทรงให้รถม้าตำหนักฮุ่ยหลิงของนางกลับไปก่อน พระองค์ตั้งใจไปส่งน้องสาวด้วยตนเอง นอกรถม้ามีทหารติดตาม 4 คน จางเหยาขี่ม้าเคียงคู่ไปกับรถม้าพระที่นั่ง ออกจากค่ายมาตามเส้นทางก่อนเข้าเมือง ปรากฏว่าเสวี่ยซิงควบม้าตรงมาที่รถม้า กล่าวรายงานต่อองค์รัชทายาทในรถม้า
“ได้พบเสนาบดีเหวินเจ๋อ ทุกอย่างทำตามรับสั่ง พรุ่งนี้เช้ากรมอาญาจะปิดป้ายประกาศทั่วเมืองพ่ะย่ะค่ะ”
“ดีมาก ไปตำหนักฮุ่ยหลิงก่อน” องค์รัชทายาทสั่งคนบังคับรถม้า เสวี่ยซิง ขมวดคิ้วเล็กน้อย ใช้สายตาถามจางเหยาว่ามีอะไรหรือ
ที่หน้าพระตำหนักฮุ่ยหลิง รถม้าพระที่นั่งองค์รัชทายาทหยุดหน้าประตู มีแม่นมเฉินยืนรอรับองค์หญิงอี้อัน ครั้นเห็นองค์รัชทายาทเสด็จลงจากรถม้าก่อนมารอรับองค์หญิงอี้อันออกจากประตูขยี้ตาเดินลงมาอย่างงุนงง. “องค์หญิง ไม่สบายหรือเพคะ” แม่นมเฉินดูร้อนรน รีบเข้ามาประคองนาง “ข้าไม่เป็อะไร แค่ง่วงนอนท่านั้น” นางยิ้มกว้างโบกมือไปมา ยืนเซเล็กน้อย หนังตาหนักแทลืมไม่ขึ้น
“พี่ไปส่งเ้าที่ตำหนักเสด็จแม่ เสวี่ยซิง ไปตามหมอหลวงสุยมาตำหนักฮุ่ยหลิงด้วย”
“พ่ะย่ะค่ะ” เขารับคำสั่งแล้วเดินไปทางสำนักหมอหลวง
ตำหนักฮุ่ยหลิง
องค์หญิงอี้อันนอนหลับบนเตียง หมอหลวงสุย ตรวจชีพจรผ่านผ้าแพร หมอผู้เฒ่านิ่งวัดชีพจรสักครู่ แล้วจึงพยักหน้าเบาๆ หันมากล่าวว่า “เป็เพราะองค์หญิงใช้พลังในกายไปมาก จึงรู้สึกเหนื่อยล้าพะยะค่ะ เอ่อ .....” หมอหลวงผู้เฒ่า อึกอัก ไม่กล่าวให้จบ ต้วนฮองเฮา สีพระพักตร์เริ่มเสีย องค์หญิงเหออัน และแม่นมเริ่มวิตก องค์รัชทายาทตรัสเสียงเข้ม “มีอะไร ท่านหมอหลวงสุยกล่าวมาได้”
“องค์หญิงอี้อันมีพระวรกายอ่อนแอมาั้แ่เด็ก แม้จะเจริญวัยแล้วโรคหอบจะหายไป ทรงฝึกยุทธ์ให้พระวรกายแข็งแรง แต่หากทรงทำงานหนักและพักผ่อนน้อย โรคเก่าอาจกลับมาได้อีกนะพ่ะย่ะค่ะ” หมอหลวงสุยผู้เฒ่าก้มคำนับทูลรายงาน
“อาชิว น้องแค่ไปช่วยเ้าคุมการฝึกทหารไม่ใช่หรือ ไม่ใช่นางไปฝึกเอง ทำไมน้องถึงเหนื่อยมากขนาดนั้นล่ะลูก องค์รัชทายาทพลันประสานมือคุกเข่าก้มหน้าต่อพระพักตร์ฮองเฮา “เสด็จแม่โปรดลงพระอาญา หม่อมฉันไม่ดีเองที่ดูแลน้องไม่ดี ปล่อยให้นางต้องตรากตรำ”
“น้องตรากตรำเื่อะไรหรือ เมื่อเช้าตอนไปส่งคณะทูตต้าหลี่นางยังดีๆ อยู่เลย” ฮองเฮาตรัสถามพระโอรส
“อี้อันทุ่มเทฝึกทหารด้วยตนเองทุกวันพ่ะย่ะค่ะ” องค์รัชทายาททูลพระมารดา ฮองเฮามองพระธิดาส่ายหน้ากับความดื้อรั้นของนาง
“กระหม่อมจะไปจัดเทียบยาให้องค์หญิงแล้วส่งมาที่พระตำหนัก กระหม่อมทูลลาพ่ะย่ะค่ะ” หมอหลวงสุย หัวหน้าสำนักหมอหลวงกล่าว แล้วทำความเคารพ ฮองเฮา องค์รัชทายาท และองค์หญิงเหออัน แล้วกลับไป องค์รัชทายาทหันมาทำความเคารพพระมารดา
“กระหม่อมทูลลาเสด็จแม่” องค์รัชทายาท เสวี่ยซิง จางเหยาทำความเคารพแล้วออกจากพระตำหนัก องค์รัชทายาทส่งสายตาให้แม่นมเฉินตามพระองค์ออกมา
“แม่นมเฉิน หมอหลวงบอกว่าอี้อันพักผ่อนน้อย นางออกไปข้างนอกบ่อยๆ หรือ” องค์รัชทายาทถามแม่นมเฉินตรงๆ นางนิ่งสักครู่แล้วทูลว่า “องค์รัชทายาท เชิญเสด็จตามหม่อมฉันมาเพคะ” แม่นมเฉินเดินนำหน้าองค์รัชทายาทออกไปหน้าพระตำหนักฮองเฮา องค์รัชทายาทพยักหน้าให้เสวี่ยซิงและจางเหยาตามพระองค์ไป เสวี่ยซิง ชำเลืองสายตาลอบมององค์หญิงเหออัน เห็นนางกำลังเช็ดตัวองค์หญิงอี้อันอยู่ ก่อนจะติดตามองค์รัชทายาทไป เดินผ่านตำหนักขององค์หญิงเหออัน นางกำนัลยืนเฝ้าหน้าประตู แล้วตรงมาที่ตำหนักขององค์หญิงอี้อัน มีนางกำนัลเฝ้าหน้าห้อง 2 นาง แม่นมเฉินให้นางกำนัลหน้าห้องกลับไปก่อน แล้วเปิดประตูเข้าไป
ในห้องของนางมีเครื่องเรือนเท่าที่จำเป็ เตียง ชั้นวางหนังสือ โต๊ะตั้งพื้นตัวใหญ่ มีหนังสือ กระดาษ เครื่องเขียนนิดหน่อย ตรงกลางห้องโล่งกว้างมีเพียงโต๊ะไม้ตั้งพื้นค่อนข้างใหญ่ บนโต๊ะมีผืนหนังเย็บติดกันขนาดใหญ่เท่าโต๊ะวางอยู่ บนผืนหนังมีภาพแผนที่นครเปี้ยนจิง บางจุดลงรายละเอียดสถานที่ ชื่อขุนนาง ชื่อคหบดี ร้านค้าสำคัญของเมือง ยังขาดรายละเอียดตรอกซอยอีกหลายแห่ง องค์ชายรัชทายาท เสวี่ยซิง จางเหยา ตะลึงกับภาพตรงหน้า
“แผนที่นี้อี้อันเป็ผู้วาดเองหรือ?” องค์ชายรัชทายาทถาม
“เพคะ” แม่นมเฉินทูลตอบ
“นางทำแผนที่นี้เพื่ออะไร” องค์รัชทายาทตรัสถามต่อ แต่แม่นมเฉินนิ่งไปสักครู่ แล้วค่อยๆกล่าวช้าๆ “ฝ่าาคงเล่าให้องค์รัชทายาทแล้วใช่หรือไม่ สาเหตุที่องค์หญิงอี้อันตัดสินใจเดินทางเกือบหลายพันลี้กลับมาต้าซ่ง เพราะได้ยินข่าวเสด็จพี่ถูกลอบสังหาร ต้าซ่งมีทั้งศึกภายนอกและศึกภายใน แม้แผ่นดินต้าหลี่สงบสุขให้นางมีอิสระได้ออกไปท่องเที่ยวพร้อมองค์ชายสามอี้จิน แต่สุดท้ายองค์หญิงอี้อัน นางเลือกอกตัญญูต่อเสด็จลุง เสด็จป้า ขอกลับมาปกป้องพระบิดา พระมารดา และเสด็จพี่ทั้งสองเพคะ”
ทั้งเสวี่ยซิง และ จางเหยา ตะลึงกับคำตอบของแม่นมเฉิน องค์หญิงที่เขาเห็นว่านางเป็เด็กสาวที่ยิ้มกว้างทุกครั้งที่พบเจอกันเหมือนจะมีสติปัญญาไม่สมอายุ กลับเป็คนที่มีน้ำใจน่านับถือยิ่งนัก องค์รัชทายาทนิ่งอี้ง รู้สึกหนักไปทั่วร่างจนทรุดลงข้างโต๊ะ
เขาดูภาพแผนที่หนังที่วางแผ่บนโต๊ะ เห็นสัญลักษณ์บนถนนจุดที่เขาถูกลอบสังหาร บ้านเสนาบดีเฮ่อหยุน และเสนาบดีคนอื่นๆ ในราชสำนัก กรมต่างๆ “เสด็จแม่ และเหออัน รู้เื่นี้หรือไม่” องค์รัชทายาทถามแม่นมเฉิน
“ทุกพระองค์ไม่ทรงทราบเพคะ ทั้งเื่การเสด็จกลับมา และเื่แผนผังเมือง ที่ฝ่าาทรงทราบเหตุผลที่องค์หญิงกลับบ้านเพราะเสด็จลุงทรงพระอักษรถึงฝ่าาเองเพคะ”
องค์ชายรัชทายาทพยักหน้ารับรู้ “เช่นนั้นแม่นม ท่านไม่ต้องบอกเสด็จแม่เื่ที่นางแอบออกไปสืบคดี เกรงว่าเสด็จแม่จะพลอยกังวลจนเสียสุขภาพ”
“น้อมรับพระบัญชาเพคะ” แม่นมเฉินน้อมรับ
ค่ายซานตง
เช้าวันนี้ องค์หญิงอี้อัน องค์หญิงเหออัน พร้อมแม่นมเดินมาที่หน้าประตูพระตำหนักฮุ่ยหลิง พบว่ารถม้าที่ประทับองค์รัชทายาทมารอรับ พร้อมทหารอีก 4 นาย ท่านเสวี่ยซิงยืนรออยู่ เขารู้สึกดีใจไม่น้อยที่ ได้พบองค์หญิงเหออันตรงๆ อีกครั้ง เขาทำความเคารพองค์หญิงทั้งสองและแม่นมเฉิน สตรีทั้งสามทำความเคารพตอบ แล้วองค์หญิงอี้อันเดินขึ้นรถม้าภายในว่างเปล่า จึงถามเสวี่ยซิงว่า “เสด็จพี่ไม่เสด็จมาด้วยหรือ”
“องค์รัชทายาทให้กระหม่อมมารับองค์หญิงก่อน”
“อ้อ ... ดีเหมือนกัน” แล้วนางยิ้มกว้างกับเขา เมื่อขึ้นรถม้าที่ประทับแล้วเปิดผ้ากั้นหน้าต่าง ชวนองครักษ์เสวี่ยซิงคุยเื่จิปาถะ สัพเพเหระที่ขี่ม้าอยู่ข้างๆ จนรถม้ามาถึงตำหนักบูรพา องค์รัชทายาทเสด็จขึ้นมาบนรถม้า รถม้านำสองพี่น้องแล่นเข้าประตูค่ายซานตงไปที่กองทิศตะวันตก บนเวทีใหญ่หน้าลานฝึกทิศตะวันตก มีเก้าอี้เ้าสำนักตั้งหน้าเวที บรรดาลูกศิษย์ตั้งแถวรอเ้าสำนัก
องค์รัชทายาทเดินนำหน้าองค์หญิงอี้อัน ตามด้วยเสวี่ยซิงและจางเหยา เหล่าทหารทั้ง 200 คนทำความเคารพองค์รัชทายาท เ้าสำนักและรองผู้บัญชาการทั้งสอง จากนั้นองค์รัชทายาทสั่งให้น้องสาวนั่งเก้าอี้เ้าสำนัก ให้เสวี่ยซิงเอาเส้นด้ายสีขาวผูกที่ข้อเท้าทั้งสองข้างกับเก้าอี้เ้าสำนัก นางตะลึงกับคำสั่งของพี่ชายถามว่า “เสด็จพี่ทำอะไร”
“หมอหลวง บอกว่าเ้าเหนื่อยเกินไปสองวันนี้ห้ามเ้าใช้กำลังใดๆ ทั้งสิ้น เที่ยงนี้แม่นมจะเอายามาส่งให้เ้า เสวี่ยซิงผูกเท้าเ้าไว้กับเก้าอี้ ถ้าวันนี้เ้าทำด้ายขาด พรุ่งนี้พี่จะให้เ้านอนพักผ่อนที่วังไม่ให้มาค่าย” ตรัสแล้วเสด็จกลับไปกอง พระสหายทั้งสองก็ตามเสด็จไปด้วย ปล่อยให้เ้าสำนักนิ่งอึ้งอยู่ที่เก้าอี้ก้มมองด้ายสีขาวที่มัดข้อเท้านาง มู่ไป๋ เดินเข้ามาถาม “เมื่อวานท่านเ้าสำนักไม่ค่อยสบาย วันนี้เป็อย่างไรบ้างขอรับ”
“ข้าสบายดี วันนี้ก็สบายดี ทำไมไม่มีใครเข้าใจข้าเลยนะ” เ้าสำนักเริ่มหงุดหงิด ลูกศิษย์คนหนึ่งในกองปราดเข้ามาถามนาง
“ท่านเ้าสำนัก เราจะฝึกต่อหรือไม่ ฝึกอย่างไรดี” เ้าสำนักคิดสักครู่จึงกล่าว “ฝึกกระบวนท่าหมัดมวย 1 ชั่วยาม แล้วแบ่งออกเป็ 2 กลุ่มฝึกซ้อมเป็คู่ ตอนบ่ายจับคู่ฝึกซ้อมบนยอดไผ่ ...เริ่มได้”
ทุกกองดำเนินการฝึกซ้อมกัน กองทิศตะวันตกเช่นกัน ขณะฝึกออกหมัด ต้าหล่างที่รูปร่างสูงใหญ่ถอยหลังไปถูกเพื่อนที่กำลังซ้อมกับคู่ฝึกอยู่ ความเกรงใจเพื่อนทำให้เขาจะหงายหลัง เป็จังหวะที่คู่ฝึกซ้อมซัดอาวุธใส่ต้าหล่าง เ้าสำนักที่นั่งคุมการฝึกพลันเห็นเข้านางโดดลงจากเก้าอี้อย่างรวดเร็วซัดใบมีดไม้ไผ่สะบัดอาวุธลับนั้นก่อนพุ่งถูกร่างพลทหารต้าหล่าง นางเข้าไปถาม ต้าหล่างที่นั่งกับพื้น “เ้าไม่เป็อะไรใช่ไหม” เพื่อนๆ ต่างรีบมาพยุงต้าหล่างขึ้น คู่ฝึกเข้ามาขออภัยเ้าสำนักที่เลินเล่อจนเกือบทำร้ายเพื่อนเสียแล้ว และขอโทษต้าหล่าง แต่ทว่ากลับมีเื่ที่น่าสะพรึงยิ่งกว่านั้น
“ท่านเ้าสำนัก เชือกขาดแล้ว” เฟยฉี ชี้ไปที่ข้อเท้านางพร้อมทำสีหน้าสยองขวัญอย่างสุดบรรยาย
บัดนี้เชือกที่ผูกข้อเท้านางไว้ขาดออกจากเก้าอี้เสียแล้ว นางรีบโดดอย่างลนลานกลับไปนั่งเก้าอี้ทันที แต่ฟ้าไม่เข้าข้างเ้าสำนัก เมื่อเหล่าลูกศิษย์ชี้ไปที่ด้านหลัง เห็นรองผู้บัญชาการเสวี่ยซิงกำลังตรงมายังกองทิศตะวันตก พวกเขามองตากันแล้วตัดสินใจวิ่งกรูกันเข้าไปล้อมหน้าล้อมหลังเขา ทำทีชวนเขาสนทนา
“ท่านรองผู้บัญชาการ ท่านทุ่มเทฝึกซ้อม ท่านเหนื่อยหรือไม่ ให้พวกเราไปนำน้ำมาให้ท่านดื่มแก้กระหายนะ” ระหว่างนี้เฟยฉี รีบพาเ้าสำนักนั่งลง ผูกเชือกที่ขาดเข้าด้วยกัน ฮุ่ยชิวกับมู่ไป๋ เอาตัวเองบังเก้าอี้เ้าสำนัก เสวี่ยซิงขมวดคิ้วกับอาการแปลกประหลาด ร้อนรนของทหารกองทิศตะวันตกยิ่งนัก พอจะคาดเดาอะไรได้บ้าง เขาไม่สนใจตอบทหารเ่าั้แหวกกลุ่มพลทหารที่ล้อมเขาอยู่ออก เดินมาที่เ้าสำนัก เห็นนางยิ้มกว้างขวางนั่งรอเขาอยู่ เขาทำความเคารพแล้วก้มลงแก้เชือกที่มัดข้อเท้า เห็นแล้วว่ามันขาดแล้ว แต่กลับถูกมัดปมขึ้นมาให้ต่อกันแบบบิดเบี้ยว เขาแอบยิ้มเล็กน้อย ไม่ได้กล่าวอะไร
.... ไม่ผิดไปจากที่คาดไว้อยู่แล้ว....
“แม่นมเฉินนำยามาให้องค์หญิงแล้ว เชิญไปที่ห้องอาหารเถิดพ่ะย่ะค่ะ” เ้าสำนักมองหน้าเขา คิดว่าเขาคงเห็นเชือกที่ขาดแล้ว แต่เห็นเขาไม่ต่อว่าอะไร จึงเดินตามเขาไปเงียบๆ แล้วหันหลังมามองเหล่าลูกศิษย์ 200 คนยืนนิ่งยกมือโบกไว้อาลัยให้เ้าสำนัก “กินข้าวให้อร่อยนะ ท่านเ้าสำนัก”
ห้องอาหารค่ายซานตง
ฮองเฮาโปรดให้แม่นมเฉินนำพระกระยาหารจากพระตำหนักฮุ่ยหลิงมาให้ และนำยาของพระธิดามาส่งด้วย แม่นมเฉินนั่งร่วมกินข้าวพร้อมกัน เพราะองค์รัชทายาทเชื้อเชิญนางให้ร่วมโต๊ะอาหารด้วยกัน ทั้ง 5 สนทนาอย่างสนุกสนาน ครั้นได้เวลาแม่นมเฉินยื่นถ้วยยาสีดำเข้มชามเล็กส่งให้องค์หญิง นางมองถ้วยยาเบ้หน้าแล้วเงยขึ้นมองพี่ชาย แต่พี่ชายผู้ทันความคิดนาง
“นี่ยาของเ้า ไม่ใช่ของพี่” แม่นมเฉินหัวเราะ “ดื่มเถิดเพคะ”
“ท่านเ้าสำนัก เวลานี้หยางท่านพร่อง จำเป็ต้องเติมธาตุหยิน เพื่อให้ร่างกายเกิดความสมดุล เช่นนั้นท่านก็ดื่มเสียเถิด” จางเหยา กล่าวยิ้มๆ ราวกับมีนัยยะแอบแฝง เ้าสำนักหันขวับไปมองหน้าจางเหยาทันที คำนี้คุ้นหูยิ่งนัก “ท่านแอบฟังข้าสอนลูกศิษย์หรือ”
“กองของท่านเ้าสำนักอยู่ติดกับกระหม่อมแค่ 10 ก้าว หม่อมฉันไปส่องดูการสอนของพระองค์อยู่บ่อยๆ เป็เื่ปกติ องค์หญิงเองยังแอบไปส่องกองเสวี่ยซิงอยู่ทุกวันเลย” คำกล่าวเย้าแหย่ของจางเหยา ทำให้องค์รัชทายาทกับแม่นมเฉินอึ้งไป ส่วน เสวี่ยซิง หันไปมองจางเหยา สายตาของเขามีคำถามส่งให้จางเหยา เมื่อวงสนทนาหยุดนิ่งเช่นนี้ทำให้จางเหยาเอะใจ ครั้นเห็นสายตาที่องค์รัชทายาทจ้องเขาอยู่ ทำให้เขารู้ตัวว่าต้องหยุดพูดเื่นี้ทันที
เสวี่ยซิงเห็นจางเหยาไม่กล่าวอะไรต่อ จึงหันไปถามองค์หญิงว่า “องค์หญิงมีธุระอันใดกับกระหม่อมหรือ” องค์หญิงอี้อันยิ้มกว้างกำลังจะตอบเขา พี่ชายรีบดึงถ้วยยาจากมือแม่นมเฉินส่งให้อี้อัน สั่งให้รีบดื่มให้หมด แล้วกล่าวกับเสวี่ยซิงว่า “ไม่มีอะไรหรอก จางเหยา เ้าพูดเล่นไปเรื่อย” จางเหยาเห็นสายตาองค์รัชทายาทจึงนิ่งไม่กล่าวอะไรต่อ
หลังอาหาร องค์รัชทายาท ประชุมกับเสวี่ยซิง และจางเหยา นางขอเข้าร่วมฟังด้วย บอกว่าวันนี้จะไม่นอนหลับอีกแล้ว นางนั่งเก้าอี้กลมตัวเดิมข้างพี่ชาย ลูกเหอเถายังอยู่เต็มถ้วย องค์รัชทายาทยกหินทับกระดาษไปวางอีกฝั่ง เกรงว่าน้องสาวจะใช้มันทุบลูกเหอเถาอีก
“เมื่อเช้ากระหม่อมไปที่กรมอาญา พบว่าเสนาเหวินเจ๋อติดประกาศไปทั่วเมืองเรียบร้อยแล้ว ตอนนี้เราแค่รอว่าจะมีคนมาแจ้งเบาะแสสถานที่ฝังศพคนจำนวนมาก และคาดว่าม้าเร็วที่ส่งไปยังอำเภอต่างๆ ตามประวัติของขันทีทั้ง 8 คนจะส่งข่าวกลับมาจะมาถึงราวพรุ่งนี้ก่อนยามอุ้ยพะยะค่ะ” จางเหยาทูลรายงานความคืบหน้า