สวีปิงเอ่อร์ยกยิ้นอย่างขมขื่นและกล่าวออกไป "ข้าเพียงได้รับพิษในระหว่างการฝึกฝนแต่ก็ไม่ได้ร้ายแรง อีกทั้งข้ายังสะกดมันได้แล้วเหลือเพียงขับมันออกไปเท่านั้น พวกท่านไม่จำเป็นต้องกังวลใจ"
ลั่วอู่หลินที่ได้ยินก็หัวเราะออกมาเล็กน้อย "สะกดมันได้? แม่นางท่านนี่พูดเรื่องน่าตลกเสียจริงๆ ใบหน้าและผิวขาวซีดอีกทั้งยังมีไอเย็นผสมไอความมืดออกจากร่างตลอดเวลา สุดท้ายคือเลือดในมือท่านที่กลายเป็นน้ำแข็งในพริบตาเมื่อไหลออก นี่คือหลักฐานชั้นดีบ่งบอกว่ามันคือพิษหยิน ในระดับเดียวกับท่านข้าไม่เคยเห็นใครที่สะกดมันได้มาก่อน และหากให้ข้าเดาตอนนี้พิษกำลังผสมเข้ากับกระแสเลือดแล้ว หากไม่ได้รับการรักษา ความตายเท่านั้นที่รอท่านอยู่"
คำพูดนี้ทำให้สวีปิงเอ่อร์ถึงกับนิ่งอึ้งในทันที เพราะนางคิดว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรเนื่องจากมั่นใจว่าสะกดพิษได้แล้ว โดยหารู้ไม่ว่าหากไม่มีปราณหยางที่พิเศษจริงๆก็ไม่สามารถที่จะสะกดหรือยับยั้งพิษหยินได้ และมันจะคอยกัดกินตัวนางเช่นนั้นไปเรื่อยๆจนกว่าจะตาย
"ไม่ได้การต้องนำเรื่องนี้ไปรายงานนายท่าน"ผู้ติดตามหญิงกล่าวและพุ่งทะยานออกไปอย่างแตกตื่น บรรยากาศในตอนนี้เงียบงันเป็นอย่างมาก แม้แต่หลินชิงหลวนก็ยังไม่กล้าที่จะกล่าวอะไร
"เอาเถอะ เรามาว่าเรื่องของเรากันดีกว่า ข้าต้องทำอย่างไรบ้างในวันที่เข้าพบพันธมิตรจากแดนเซียน"ชายหนุ่มกล่าวราวกับไม่ได้สนใจหญิงงามที่ตอนนี้อยู่ในสภาพเหม่อลอย
"หลานชาย เจ้าดูบรรยากาศด้วย เจ้าพึ่งกล่าวเรื่องความเป็นความตายของนางไปนะ แล้วนางจะมีกะจิตกะใจกล่าวเรื่องอื่นได้อีกหรือ?"หลินชิงหลวนกล่าวต่อว่าหลานชาย ทันใดนั้นชายสองคนก็พุ่งทะยานร่างเข้ามายังคฤหาสน์ในอย่างรวดเร็วมาอยู่ข้างๆของสวีปิงเอ่อร์ นั่นไม่ใช่ใครอื่นนอกจากบิดาและท่านปู่ของนางที่เป็นประมุขของตระกูลสวีในเวลานี้
"เจ้าเด็กโง่ ปู่บอกกี่ครั้งแล้วว่าอย่าฝึกมันเหตุใดถึงไม่เชื่อปู่ของเจ้าบ้าง"ประมุขตระกูลสวี สวีเหอ กล่าวพร้อมกับถ่ายปราณเพื่อตรวจสอบร่างกายของหลานสาว
"ท่านพ่อ ปิงเอ่อร์จะเป็นอะไรหรือเปล่าขอรับ"บิดาของสวีปิงเอ่อร์ สวีซาน เอ่ยปากด้วยน้ำเสียงสั่นเคลือด้วยความเป็นห่วงบุตรสาว
"ท่านพ่อ ท่านปู่ ข้าขอโทษที่สร้างปัญหาเจ้าค่ะ"สวีปิงเออร์กล่าวด้วยเสียงสำนึกผิด
สวีเหอเมื่อตรวจสอบร่างกายของหลานสาวแล้ว ใบหน้าของเขาก็เต็มไปด้วยความสิ้นหวัง เนื่องจากพิษหยินได้เข้าสู่กระแสเลือดแล้ว และในตอนนี้เลือดในร่างกายของสวีปิงเอ่อร์กำลังแข็งตัวอย่างช้าๆ หากปล่อยไปเช่นนี้เกรงว่าสวีปิงเอ่อร์คงจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่ถึงสามปีด้วยซ้ำ
สวีเหอค่อยๆถ่ายพลังปราณลงไปในร่างของหลานสาวอย่างระมัดระวัง ในทางกลับกันสวีซานผู้เป็นบิดาก็นังลงและกุมมือลูกสาวเอาไว้ ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความทุกข์ใจยิ่ง
"เปล่าประโยชน์พวกท่านช่วยนางไม่ได้หรอก วิธีแก้พิษหยินอยู่สองวิธีด้วยกัน คือหนึ่งต้องบ่มเพาะคู่กับคนที่มีกายศักดิ์สิทธิ์ธาตุหยาง และสองคือต้องหาคนที่มีปราณหยินมาดึงพิษออกจากกายนาง พวกท่านที่มีธาตุสายฟ้าต่อให้ถ่ายปราณเข้าไปก็ไร้ประโยชน์"ลั่วอู่หลินกล่าว ทำให้ทั้งสวีเหอและสวีซานต้องหันมามองเขาในทันที บ่มเพาะคู่กับคนที่มีกายศักดิิ์สิทธิ์ธาตุหยางงั้นหรือพวกเขาจะไปหาที่ไหนกัน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงธาตุหยินนั่นยิ่งหายากเข้าไปใหญ่
"อ๊า หลานชายเจ้าบ่มเพาะปราณหยินไม่ใช่หรือ เจ้าก็ช่วยนางสิ"หลินชิงหลวนคิดขึ้นมาได้จึงกล่าวออกมา
ประกายความหวังของประมุขตระกูลสวีและบุตรชายกลับมาอีกครั้ง ส่วนสวีปิงเอ่อร์ราวกับได้รับความกระจ่าง ถึงว่าทำไมชายคนนี้ถึงได้ตรวจสอบพิษหยินในตัวของนางได้ ที่แท้เขาก็บ่มเพาะปราณหยินนี่เอง
"หลานชายได้โปรด ไม่ว่าจะแลกกับอะไรหากช่วยหลานสาวของข้าได้ ข้าจะหามาให้เจ้าอย่างแน่นอน"สวีเหอกล่าว
ลั่วอู่หลินถอนหายใจและส่ายหัวเบาๆ "ข้าทำไม่ได้"
"ทำไมกันล่ะ หลานชาย?"ทั้งสวีเหอ สวีซาน และหลินชิงหลวนกล่าวพร้อมกัน
"อย่าเข้าใจผิดไป ไม่ใช่ว่าข้าต้องการจะต่อรองอะไรกับพวกท่านหรอกนะขอรับ แต่ตอนนี้ข้าโดนตาแก่หลินเทียนผนึกตันเถียนเอาไว้ จึงไม่สามารถดูดกลืนพิษหยินให้แม่นางสวีปิงเอ่อร์ได้"ชายหนุ่มกล่าวไปตามตรง หลินชิงหลวนก็พลันนึกขึ้นได้ จริงด้วย หลานชายของนางถูกผนึกพลังปราณเอาไว้นี่น่า
"ผู้อาวุโสท่านแก้ผนึกเปลวเพลิงสวรรค์ได้หรือไม่ หากท่านแก้ได้ข้าก็จะถอนพิษให้หลานสาวท่าน"ลั่วอู่หลินกล่าว สวีเหอมาตรวจสอบผนึกเปลวเพลิงสวรรค์ในทันที จนในเวลาต่อมาเขาก็ถอนหายใจและส่ายหัวอย่างจนปัญญา
"เจ้าหลินเทียนถึงกับผนึกเอาไว้ถึงเจ็ดชั้นด้วยกัน มันหนาแน่นจนถึงขนาดที่ข้าก็จนปัญญาที่จะแก้ได้"สวีเหอกล่าวอย่างจนใจ
"แล้วแบบนี้เราจะทำอย่างไรดีท่านพ่อ หากปล่อยไว้นานพิษของปิงเอ่อร์อาจจะลุกลามจนนางรับไม่ไหว"สวีซานกล่าวอย่างร้อนใจ สวีปิงเอ่อร์ตอนนี้นั่งมองท่านปู่กับท่านพ่อของนางในใจมีความเจ็บปวดเหลือหลายปรากฏขึ้นมา เป็นเพราะความประมาทของนางเองแท้ๆที่ทำให้ท่านปู่กับท่านพ่อต้องทุกข์ทรมานใจเช่นนี้
"ไม่ต้องกังวล เดี๋ยวพ่อจะไปหาเจ้าหลินเทียนเดี๋ยวนี้และพาตัวมาเปิดผนึกลมปราณให้หลานชาย"สวีเหอกล่าวและกำลังจะบินไป ทว่ากลับถูกลั่วอู่หลินขัดเอาไว้ก่อน
"หากท่านไปตอนนี้จะไม่มีใครอยู่รับหน้าพวกแดนเซียนที่กำลังมาถึงนะขอรับ ข้าว่ารอให้เรื่องของแดนเซียนผ่านไปก่อนดีกว่าแล้วค่อยจัดการเรื่องนี้ก็ยังไม่สาย"
"จริงอย่างที่คุณชายกล่าวนะเจ้าคะ ท่านปู่กับท่านพ่ออย่าพึ่งกังวล พิษนี้ข้ายังทนมันได้"สวีปิงเอ่อร์กล่าวพร้อมจับมือของท่านปู่และท่านพ่อของนางเอาไว้พร้อมกับรอยยิ้มบางที่ปรากฏบนใบหน้า
"เห้อ ท่านป้า ท่านอย่าเอาเรื่องนี้ไปบอกตาแก่เชียวนะ"เมื่อเห็นภาพความสุขที่เจือความทุกข์เช่นนี้ ลั่วอู่หลินกล่าวพร้อมลุกขึ้นเดินไปอยู่เบื้องหน้าของสวีปิงเอ่อร์และยื่นมือไปให้นาง
"จับมือข้าไว้ ถึงแม้ตอนนี้ข้าจะถอนพิษให้ท่านไม่ได้ แต่ข้าจะยับยั้งมันเอาไว้ให้ท่านก่อนจะได้ไม่ทรมาน"สวีปิงเอ่อร์เมื่อได้ยินก็ยกมืออันเรียวงามไปจับมือของชายหนุ่มเอาไว้ ทันใดนั้นภาพน่าทึ่งก็ปรากฏขึ้นมาจนทำให้หลินชิงหลวน สวีซาน หรือแม้แต่สวีเหอยังต้องตาเบิกกว้างอ้าปากค้างเมื่อได้เห็นมัน
ทั้งลั่วอู่หลินและสวีปิงเอ่อร์ลอยขึ้นจากพื้นเล็กน้อย ร่างกายของชายหนุ่มที่เปล่งแสงระยิบระยับออกมาพร้อมพฤกษาจรัสแสงขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นด้านหลังทำให้ดูราวกับเทพสวรรค์ที่ลงมาโปรดมนุษย์ผู้แสนต่ำต้อยอย่างไรอย่างนั้น
ลั่วอู่หลินค่อยๆถ่ายแสงสว่างและพลังชีวิตเข้าไปในร่างของหญิงสาวเพื่อชะลอพิษหยินเอาไว้ เมื่อทำทุกอย่างจนเสร็จสิ้นพฤกษาจรัสแสงก็พลันหายไปพร้อมกับร่างกายของลั่วอู่หลินที่กลับมาเป็นปกติดังเดิมและค่อยๆลอยลงมายังพื้นดิน
"เรียบร้อย นับจากนี้จนกว่าจะถอนพิษหยินออก ท่านห้ามบ่มเพาะพลังหรือใช้พลังปราณโดยเด็ดขาด เพราะมันจะไปกระตุ้นให้พิษกำเริบ เข้าใจหรือไม่"ลั่วอู่หลินยกยิ้มบาง เขาปล่อยมือจากนางและเดินไปนั่งยังที่เดิมภายใต้การจ้องมองอย่างแปกประหลาดของทุกคนที่อยู่ ณ ที่แห่งนี้
ผ่านมาสักพักสวีเหอและสวีซานที่ตกอยู่ในภวังค์เมื่อครู่ก็ได้สติขึ้นมา พวกเขารีบเดินไปหาสวีปิงเอ่อร์ในทันทีและตรวจสอบร่างกายของนางอีกครั้ง
"พิษถูกยับยั้งจริงๆตอนนี้มันแทบจะไม่ลุกลามหรือเรียกได้ว่าหยุดนิ่งไปเลยก็ว่าได้"สวีเหอกล่าวด้วยความตื่นตะลึง ต้องบอกก่อนว่าแม้แต่ตัวเขาเองที่บรรลุระดับเซียนแล้วยังไม่อาจที่จะยับยั้งพิษหยินได้ ทว่าเด็กหนุ่มเบื้องหน้ากลับทำได้ด้วยแสงสว่างศักดิ์สิทธิ์ที่ปรากฏออกมาเมื่อครู่นี้ อีกทั้งมันยับยั้งพิษหยินได้ดีประดุจปิดผนึกมันเอาไว้ก็ไม่ปาน
"หลานชาย ขอบคุณเจ้ามาก ขอบคุณเจ้ามากจริงๆ"สวีซานกอดลูกสาวตัวเองเอาไว้พร้อมกับหันหน้าไปหาลั่วอู่หลินและกล่าวอย่างทราบซึ้งใจ ตัวเขาสูญเสียภรรยาไปแล้วและเหลือบุตรสาวเพียงคนเดียว หากต้องสูญเสียไปอีกคงไม่อาจอยู่เป็นคนได้
"ไม่เป็นอะไรขอรับ แค่เรื่องเมื่อครู่พวกท่านเงียบเอาไว้ก็พอ"
"รับรองได้ๆเรื่องเมื่อครู่จะไม่มีทางออกจากปากของพวกเราโดยเด็ดขาด ข้าสาบานต่อสวรรค์เลยก็ได้"สวีเหอกล่าว ตอนนี้เขาเองก็โล่งใจเอาเสียมากๆ เนื่องจากเขาเองก็รักหลานสาวคนนี้ประดุจแก้วตาดวงใจเช่นเดียวกัน และคงทำใจไม่ได้แน่ๆหากต้องสูญเสียนางไป