“ทว่าในการเพาะเลี้ยงอสูรกลายพันธุ์สิ่งสำคัญที่สุดก็คือการเสริมความแข็งแกร่งให้ตนเอง”
เมื่อคิดถึงจุดนี้อวี๋จื่ออวี๋ก็เลื่อนสายตาไปยังแผงสถานะทันที
ตอนนี้เขามีแต้มวิวัฒนาการสะสม 172แต้ม เพียงพอที่จะอัปเกรดความสามารถดีๆ ได้หลายอย่าง
ยกตัวอย่างเช่นเริ่มจากเสริมแกร่งกิ่งก้านเสียก่อน
อวี๋จื่ออวี๋คิดแล้วลงมือทำโดยไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย
“ติ๊ง! คุณยืนยันใช้แต้มวิวัฒนาการ 5แต้ม เพื่อเสริมแกร่งกิ่งก้านหรือไม่?”
“ยืนยัน”
อวี๋จื่ออวี๋พยักหน้าตอบรับ
แม้แต้มวิวัฒนาการ 5แต้มจะดูเยอะไปหน่อย แต่การลงทุนเพื่อวิวัฒนาการมักจะคุ้มค่า
นั่นหมายความว่าการเสริมแกร่งครั้งนี้ย่อมคุ้มค่าอย่างแน่นอน
ฉับพลันอวี๋จื่ออวี๋สัมผัสได้ถึงกระแสความอบอุ่นที่พลุ่งพล่านจากส่วนลึกของร่างกายก่อนที่จะแพร่กระจายไปยังกิ่งก้านหนึ่งอย่างรวดเร็วแทบไม่ทันได้ตั้งตัว
“แกรก...”
พร้อมกับเสียงแตกเปรี๊ยะราวกับเปลือกไม้ระเบิดกิ่งก้านที่เสริมแกร่งอีกครั้งนี้แตกหน่อใหม่ออกมาจากปลายกิ่ง
ในเวลาเดียวกันพลังชีวิตที่เข้มข้นยิ่งกว่าเดิมก็แผ่ซ่านออกมาอย่างไม่อาจหยุดยั้งพร้อมกับกลิ่นหอมที่บริสุทธิ์ยิ่งขึ้น
“นี่มัน...”
อวี๋จื่ออวี๋ตกตะลึงกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเขารู้สึกว่ากิ่งก้านเกิดการเปลี่ยนแปลงที่อธิบายไม่ถูก
แต่เดิมกิ่งก้านที่เสริมแกร่งด้วยแต้มวิวัฒนาการนั้นสามารถควบคุมได้อย่างอิสระ
ทว่าตอนนี้การเสริมแกร่งบนพื้นฐานของการควบคุมได้อย่างอิสระนั้นนอกเหนือจากจะทำให้กิ่งก้านแข็งแกร่งยิ่งขึ้นแล้วยังดูเหมือนจะมีความสามารถพิเศษเพิ่มขึ้นมาอีกด้วย
เมื่อคิดถึงจุดนี้อวี๋จื่ออวี๋ก็เลื่อนสายตาไปยังแผงสถานะ
[กิ่งก้านกลายพันธุ์ (เลเวล 2)– กิ่งก้านที่ผ่านการเสริมแกร่งหลายครั้งความแข็งแกร่งเทียบได้กับเหล็กกล้า สามารถโค้งงอและเติบโตได้อย่างอิสระในเวลาเดียวกัน ยังสามารถหลั่งพิษชนิดพิเศษ ซึ่งเพียงพอที่จะทำให้เหยื่อเป็นอัมพาตหรือแม้กระทั่งหมดสติได้ในทันที]
อวี๋จื่ออวี๋จ้องมองข้อมูลนี้อย่างตกตะลึงและนิ่งงันไปชั่วขณะ
ช่างน่ากลัวจริงๆ
กิ่งก้านที่แข็งแกร่งอยู่แล้วตอนนี้กลับสามารถหลั่งพิษได้... แค่คิดก็ขนลุกขึ้นมาทันที
ตอนนี้อวี๋จื่ออวี๋มีความคิดหนึ่งเกิดขึ้นในใจ
หากเขาเสริมแกร่งกิ่งก้านที่มีอยู่ทั้งหมดพลังรบของเขาต้องพุ่งสูงขึ้นหลายเท่าตัวแน่
กิ่งก้านนับหมื่นของเขาเหล่านี้เปรียบเสมือนหนวด
เมื่อกิ่งก้านยื่นไป การโจมตีก็ดาหน้าเข้ามา
แต่ตอนนี้ หลังจากเสริมแกร่งแล้วการแค่สกัดกั้นการโจมตียังไม่พอ แต่ยังต้องต้านทานพิษที่เขาสังเคราะห์อีกด้วย
แม้ว่าตอนนี้จะยังไม่รู้ว่าพิษที่สังเคราะห์ได้น่ากลัวแค่ไหนแต่แค่ดูว่าเป็นความสามารถเลเวล 2 ก็เพียงพอจะการันตีความน่ากลัวได้แล้ว
เพราะว่าความสามารถเลเวล 2ที่อวี๋จื่ออวี๋ครอบครองอยู่ตอนนี้ ล้วนไม่ใช่สิ่งที่จะดูแคลนได้เลย
ม่านหมอกเลเวล 2ที่มีแนวโน้มจะปกคลุมขุนเขานับแสนลูก และภาพหลอนเลเวล 2 ก็สามารถสร้างภาพลวงตาได้อย่างอิสระและทำให้จิตใจสับสนภายใต้ผลกระทบของม่านหมอก
แน่นอนว่าพลังรบของอวี๋จื่ออวี๋จะน่ากลัวแค่ไหน เขาก็ยังมีข้อเสียที่ไม่อาจลบล้าง
เขาเป็นเพียงต้นหลิวต้นหนึ่งแม้ว่าพลังรบเดี่ยวจะน่าทึ่งเพียงใด ก็ไม่สามารถแยกจากพื้นดินได้
“เฮ้อ...”
อวี๋จื่ออวี๋ถอนหายใจยาวอย่างปลงตก
หากเขาสามารถถอนรากและวิ่งไปใต้แสงอาทิตย์ยามเย็นได้มนุษย์ก็ไม่น่ากลัวอะไรเลย
ถ้าสู้ไม่ได้ก็แค่วิ่งหนีไป
โลกนี้ย่อมมีที่ให้เขาอยู่อาศัย
แต่เรื่องที่เขาทำใจลำบากที่สุดในตอนนี้คือเขามีทางเลือกแค่หยั่งรากลงสู่พื้นดิน และเฝ้ามองหุบเขาแห่งนี้เงียบๆ
......
ทันใดนั้นราวกับรับรู้ได้ถึงบางสิ่งบางอย่าง จิตใจของอวี๋จื่ออวี๋พลันตื่นตัว
“ถึงจะไม่อยากทำร้ายแต่เจ้าทำตัวดื้อรั้นที่สุด”
อวี๋จื่ออวี๋ลอบยิ้มในใจสายตาเหลือบมองไปทางพี่หัวราบที่อยู่ไม่ไกลซึ่งกำลังขุดหลุมอย่างดื้อรั้นเพื่อพยายามหนีออกจากกรงต้นไม้
ตอนนี้พี่หัวราบที่บาดเจ็บหายดีแล้วเกือบทั้งหมดแม้มันจะเลือกอยู่ใกล้ร่างหลักของอวี๋จื่ออวี๋ แต่นิสัย‘บ้าบิ่น’ ของมันก็ไม่ได้เพลาลงเลย
นอกเหนือจากเวลาที่อวี๋จื่ออวี๋อนุญาตให้ออกไปล่าเหยื่อแล้วพี่หัวราบก็มุ่งมั่นขุดออกจากกรงต้นไม้ที่อวี๋จื่ออวี๋ขังไว้เพื่อไปต่อสู้กับสัตว์กลายพันธุ์อื่นๆ
ถ้าไม่ใช่เพราะเจ้าตัวนี้จะนำเหยื่อกลับมาให้อวี๋จื่ออวี๋เพื่อแลกแต้มวิวัฒนาการทุกครั้งอวี๋จื่ออวี๋คงจะจัดการมันไปนานแล้ว
แน่นอนว่าด้วยความที่พี่หัวราบมอบแต้มวิวัฒนาการให้เขาอวี๋จื่ออวี๋จึงทำได้แค่ขังมันไว้ในกรงต้นไม้ เพื่อไม่ให้มันก่อเรื่อง
ทว่าเจ้าตัวแสบนี้ราวกับเสพติดการท้าทายกรงต้นไม้ของอวี๋จื่ออวี๋
ทุกครั้งที่เห็นกรงต้นไม้โผล่ขึ้นมามันจะส่งเสียงร้องอย่างดีใจ จากนั้นก็กัดแทะอย่างบ้าคลั่งราวกับตาบอดจนเมื่อพบว่ามันกัดกรงต้นไม้ไม่เข้า มันก็จะเริ่มกลับไปขุดหลุมเหมือนเดิม
แต่มันยิ่งขุดลึกลงไปจนยี่สิบสามสิบเมตรแล้วมันก็ยังหนีออกจากกรงต้นไม้ไม่ได้
เมื่อคิดถึงจุดนี้อวี๋จื่ออวี๋ก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา
จากนั้น กิ่งก้านก็โยกไหวเบาๆ และทันใดนั้นกิ่งก้านสีเขียวก็พุ่งทะลุเข้าสู่ปากหลุมอันมืดมิดบนพื้นดินอย่างรวดเร็วราวกับสายฟ้าฟาด
ครู่ต่อมา ผ่านมุมมองของกิ่งก้านอวี๋จื่ออวี๋มองเห็นพี่หัวราบที่ขยายใหญ่ขึ้นหลายเท่าตัวกำลังเร่งเครื่องขุดอย่างเอาเป็นเอาตายกรงเล็บแหลมคมของมันกำลังตะกุยดินอย่างไม่หยุดยั้ง
อีกนิดเดียว อีกนิดเดียวเท่านั้น...
อวี๋จื่ออวี๋ควบคุมกิ่งก้านให้คืบคลานเข้าไปหาอย่างเงียบเชียบ
โชคดีที่ตอนนี้พี่หัวราบกำลังจดจ่ออยู่กับการขุดหลุมจึงไม่ทันสังเกตกิ่งก้านที่กำลังคืบคลานเข้ามาถึงตัว
และเมื่อเกือบจะถึงตัวพี่หัวราบอวี๋จื่ออวี๋ก็ควบคุมกิ่งก้านให้เร่งความเร็วพุ่งจู่โจม
“จึก!”
เสียงของแหลมคมราวกับเข็มแทงดังขึ้นรวดเร็วเสียจนพี่หัวราบไม่ทันหลบเลี่ยง
และในขณะนั้นภายใต้สายตาลุ้นผลลัพธ์ของอวี๋จื่ออวี๋การเคลื่อนไหวของพี่หัวราบหยุดชะงักลงกะทันหัน ก่อนที่มันจะเริ่มชักกระตุกรุนแรงขาทั้งสี่ดีดดิ้น...
“เป็นอัมพาตแล้วหรือ?”
อวี๋จื่ออวี๋ยิ้มยินดีเขาประหลาดใจกับความเร็วและความน่ากลัวของพิษใหม่นี้
แต่ก่อนที่อวี๋จื่ออวี๋จะประหลาดใจไปมากกว่านี้
“ฮื่อ...”
เสียงคำรามต่ำทำให้สีหน้าของอวี๋จื่ออวี๋แข็งทื่อ
เมื่อมองลงไปที่มันอีกครั้งพี่หัวราบที่ตัวแข็งทื่ออยู่นั้นสะบัดหัวอย่างแรงจากนั้นก็ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น และก้มหน้าก้มตาขุดดินต่อหน้าตาเฉย
“เอ่อ...นี่มันพิษเลเวล 2 จริงใช่ไหม?”
เมื่อเห็นเช่นนี้อวี๋จื่ออวี๋ก็เริ่มสงสัยในธรรมชาติขึ้นมา
แม้แต่สัตว์อสูรกลายพันธุ์ระดับแรกเริ่มขั้นที่หกยังทำให้เป็นอัมพาตได้เพียงครู่เดียวเท่านั้นพิษนี้จะคุกคามเผ่าพันธุ์ระดับเดียวกันได้อย่างไร!