วรยุทธอสูรทะยานฟ้าผ่าปฐพี!!

    บทที่ 58 กระบี่ศิลาฟ้าดิน ปะทะ ขวานสะบั้นพันศพ

            ชายร่างสูงใหญ่กำยำผู้นั้นพุ่งตรงใส่ห่าวหรานด้วยความรวดเร็ว ขวานในมือของมันโบกสะบัดด้วยพละกำลังอันมหาศาล และเพียงแค่แรงลมก็สามารถทลายต้นไม้ใหญ่ให้หักโค่นลงหลายสิบต้นในพริบตา

            

            หากเป็นผู้อื่นที่ไม่ใช่ห่าวหรานร่างก็อาจถูกแยกเป็นสองซีกได้ แต่เขาสามารถเบี่ยงกายหลบได้อย่างฉิวเฉียด ขวานเล่มใหญ่พลาดเป้า นั้นทำให้ชายร่างใหญ่เกิดความเดือดดาลเป็นอย่างมาก มันไม่รอช้าลงมือเล่นงานห่าวหรานต่ออย่างดุเดือด ยิ่งโจมตีพละกำลังกับความเร็วก็ยิ่งเพิ่มทวีคูณ ยามนี้ห่าวหรานจึงมิอาจเบี่ยงหลบได้อีกแล้ว ทางรอดเดียวคือใช้อาวุธในมือยกขึ้นมาป้องกัน เสียงดัง เคร้ง กึกก้องกังวานสะท้อนไปไกลหลายสิบลี้

            

            “รับขวานสะบั้นพันศพของได้กระนั้นรึ? ไม่เลวนี่ไอ้หนู แต่ไอ้กระบี่หินโง่ ๆ ของเจ้ามันจะทนทานได้สักกี่น้ำเชียว ตายซะ!” ชายร่างเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้มหยิ่งผยองก่อนที่มันจะเงื้อขวานเล่มใหญ่ในมือแล้วฟันใส่สุดแรง เกิดเสียงดังโครมใหญ่ พร้อมแรงสั่นสะเทือนราวกับเกิดแผ่นดินไหว กระบี่ศิลาฟ้าดินไร้รอยขีดข่วน แต่เท้าของห่าวหรานกลับจมลงดินเล็กน้อย

            

            “ฮ่า ๆ ๆ ๆ ไอ้แผ่นหินของเจ้ามันแข็งดีนี่หว่าไอ้หนู แต่ถึงมันจะทนขวานข้าได้ แล้วตัวเจ้าล่ะจะทนได้สักแค่ไหน จงจมธรณีไปซะเถอะ” เจ้าชายร่างยักษ์ใช้สองมือจับด้ามขวานพร้อมเงื้อขึ้นสุดหัว คราวนี้มันคงคิดจะฟันให้ห่าวหรานจมดินเป็นแน่

            

            “คิดฝังข้าทั้งเป็นหรือ ฝันไปเถอะ” ห่าวหรานเอ่ยพร้อมกระชับกระบี่ศิลาฟ้าดินในมือแน่น ก่อนฟันปะทะกับขวานเล่มนั้น เมื่อนั้นพลันบังเกิดแรงสั่นสะเทือนเลือนลั่นพร้อมแรงลมมหาศาลที่แผ่ออกมา จากนั้นภาพที่ทุกคนเห็นก็คือ ห่าวหรานในสภาพนั่งทรุดเข่าถอยห่างออกมาจากจุดเดิมหลายก้าว ส่วนเจ้าชายร่างใหญ่ก็เช่นกัน มันไม่ได้ทรุดเข่าเพียงแต่ถอยห่างออกไปหลายก้าวเช่นกัน

            

            “ยกกระบี่ขึ้นมากันทันหรือไม่เลว ไม่เลวเลยไอ้หนู แต่ดูท่าทางเจ้าจะเสียแรงไปมิใช่น้อย ซึ่งผิดกับข้าที่ยังมีแรงเหลือเฟือ ฮ่า ๆ ๆ ๆ” ชายร่างใหญ่ระเบิดเสียงหัวร่อด้วยความหย่ามใจ ซึ่งก็นับว่ามันพูดถูกเพราะห่าวหรานในยามนี้รู้สึกเหนื่อยมาก มันไม่คิดว่าคู่ต่อสู้คนนี้จะแกร่งยิ่งกว่าเจ้าหมูเขี้ยวอัสนีเสียอีก

            

            “ห่าวหรานเจ้าไหวหรือไม่” หนิงอวี้เอ่ยถามขึ้นด้วยสีหน้าเป็นห่วง

            

            “ไม่ต้องเป็นห่วงคุณหนู แค่นี้สบายมาก” ห่าวหรานแค่นยิ้มก่อนจะกัดฟันพูด ซึ่งในยามนี้ร่างกายของมันหนักอึ้ง มือก็แทบจะยกกระบี่ศิลาดฟ้าดินไม่ไหวแล้ว

            

            “หมดแรงข้าวต้มแล้วหรือไอ้หนู ไม่เห็นจะปากเก่งเหมือนก่อนหน้าเลยนี่หว่า เช่นนั้นเดียวข้าจะช่วยสงเคราะห์ให้เจ้าไปสบายเอง จากนั้นจะส่งสหายของเจ้าตามไป” พูดจบมันก็สูดลมโคจรจิตปราณ ประกายขวานสั่นไหววูบวาบ แยกไม่ออกว่าจริงหรือเท็จ จู่โจมห่าวหราน

            

            ห่าวหรานไม่ถอย ไม่สิ ต้องกล่าวว่าถอยไม่ได้มากกว่า มันจำต้องรุกกลับเพียงเท่านั้น ห่าวรวบรวมจิตปราณในร่างยกกระบี่ขึ้นมา ก่อนจะพุ่งปะทะตรง ๆ ชนิดที่ว่า ต่อให้ต้องเอาชีวิตเข้าแลกมันก็ยอม ทว่า...ในเวลานั้นห่าวมิได้ล่วงรู้เลยว่า ห่างออกไปบนยอดไม้กลับมีสายตาของคนสองคนจับจ้องดูอยู่

            

            “กระบี่เล่มนั้นดูท่าจะเป็นของวิเศษหายากแต่น่าเสียดาย”

            

            “เสียดายอันใดท่านอาจารย์”

            

            “เสียดายที่ผู้ใช้เช่นเขา ยังมิมีกระบวนท่าที่ถูกต้อง จึงทำได้แค่เหวี่ยงฟาดไปมาด้วยกำลัง”

            

            “เป็นเช่นนี้นี่เอง แล้วพวกเราควรทำเช่นไรดี”

            

            “เจ้าถามข้าหรือ? นั้นสินะทำเช่นไรดี จะให้ข้าสอดมือเข้าไปช่วย เห็นทีคงจะไม่ แล้วเจ้าล่ะคิดว่าจะจัดการมันได้หรือไม่ เสี่ยวลั่ว”

            

            “มันผู้นี้จิตปราณแข็งแกร่ง พละกำลังมหาศาลแต่เต็มไปด้วยช่องโหว่ ข้าแน่ใจว่าภายในกระบวนท่าจะต้องจัดการมันได้แน่นอน”

            

            “ฮ่า ๆ ๆ ๆ สิบกระบวนท่ากระนั้นรึ เจ้าช่างทระนงตนเสียจริง งั้นเอาแบบนี้หากเกินสิบกระบวนท่า เจ้าจะต้องท่องตำราอยู่แต่ในกระท่อมสามวันห้ามออกไปเถลไถล”

            

            “สามวันเลยหรือ!! นานเกินไปแล้ว แต่ก็เอาเถิด ข้าทำได้แน่นอน” เมื่อเด็กหนุ่มลึกลับกล่าวร่างของมันก็พลันหายไปจากกิ่งไม้อย่างรวดเร็ว

            

            ตัดกลับที่ห่าวหรานในยามนี้ ดูเหมือนเขาจะตกที่นั่งลำบากเสียแล้ว เข่าข้างหนึ่งทรุดติดพื้น สองมือที่จับกระบี่ศิลาฟ้าดินเหนือหัวสั่นเทา และชา จนแทบจะกำไว้ไม่อยู่

            

            “เตรียมใจไว้ซะไอ้หนู การโจมตีครั้งต่อไป จะเป็น...หือ!” ขณะที่ชายร่างใหญ่กำลังจะเล่นงานห่าวหรานเป็นครั้งสุดท้าย พลันได้ยินเสียงลมเสียดหูดังขึ้นมาจากทางด้านหลัง มันทราบทันทีว่ามีคนจู่โจม รีบหันไปยกขวานต้านรีบเสียงดังตัง หินเล็ก ๆ ก้อนหนึ่งกระทบกับขวานจนเกิดประกายไฟ มือของมันรู้สึกชาด้านอย่างน่าเหลือเชื่อ นี่แปลว่าหินที่ถูกปามานั้นห่อหุ้มไปด้วยจิตปราณอันแข็งแกร่ง

            

            ชายร่างใหญ่ร้องด้วยโทสะ “ผู้ใดกล้ากัดข้า!?”

            

            ไม่มีคำตอบจากทางด้านหลัง ได้ยินเพียงเสียงวัตถุแหวกฝ่าอากาศดังต่อเนื่องในความมืดของพงไพร ชายร่างใหญ่มีฝีมือไม่อ่อนด้อย ร่ายรำขวานในมือก่อเกิดเป็นเกราะป้องกันตัว เสียงดังตัง ตังหลายครา ก้อนหินแตกกระจาย ประกายไฟซ่านกระเซ็น ตามด้วยเสียงร้องดัง ๆ จุดฉวี่ฉือบริเวณบ่าของมันถูกก้อนหินดีดใส่ ขวานในมือหล่นพื้นเสียงดังสนั่น

            

            ชายร่างใหญ่โกรธมากคิดจะควานมือซ้ายไปหยิบขวาน ทว่า...ก็มีเสียง เสียงหนึ่งเอ่ยขึ้น

            

            “คิดให้ดีนะพี่ชาย หากท่านหยิบขวานขึ้นมาแล้วสู้ต่อ หินก้อนต่อไปจะพุ่งทะลุแสกกลางหน้าผากท่าน แต่ถ้าท่านหยิบขวานแล้วล่าถอยไปพร้อมกับพรรคพวกบางทีท่านอาจจะรอด...” คำกล่าวของเสียงลึกลับทำเอาชายร่างใหญ่เหงื่อแตกเต็มหน้า มันกัดฟันเสียงดังกรอด ๆ ก่อนจะกล่าวว่า “เช่นนั้นก็ย่อมได้ งั้นข้าจะหยิบขวานแล้วล่าถอยไป แต่ขอทราบนามท่านได้หรือไม่เพื่อพบกันวันหลังจะได้ขอคำชี้แนะ”

            

            “นามข้าหรือ? ไม่บอกหรอก เรียกข้าว่าบิดาเจ้าก็ได้ ฮ่า ๆ ๆ ๆ” วาจากวนประสาทของเสียงลึกลับทำเอาชายร่างใหญ่เดือดดาลจนใบหน้าแดงก่ำ เส้นเลือดที่ขมับปูดโปน

            

            “ไม่บอกก็ไม่เป็นไร ขอบใจที่เมตตาไว้ชีวิต พวกเจ้าทุกคนถอย!” ชายร่างใหญ่สั่งเสียงดังก่อนที่ มันกับคนของพรรคมารจะคอย ๆ ล่าถอยเข้าไปในป่า

            

            “พะ...พวกเรารอดแล้วหรือนี่”

            

            “ขอบคุณผู้มีพระคุณไม่ทราบว่าท่านเป็น....” ห่าวหรานเอ่ยถาม ทว่า...มันกลับรู้สึกว่า คนลึกลับที่สอดมือเข้ามาช่วยได้อันตรธานหายไปแล้ว...

            

            “เป็นไรบ้างท่านอาจารย์ ข้าเอาชนะเจ้านั้นไม่ถึงสิบกระบวนท่าด้วยซ้ำเห็นหรือไม่”

            

            “ไอ้เด็กบ้า ที่เจ้าใช้มันก็แค่วิชาดัชนีดีดหินไม่ใช่รึไง นับเป็นกระบวนท่าที่ไหนกัน”

            

            “ชนะก็คือชนะ แบบนี้ข้าก็ไม่ต้องนั่งอ่านตำราสามวันแล้วใช่หรือไม่”

            

            “หนึ่งวัน”

            

            หนึ่งวันอันใด!?”

            

            “หนึ่งวันโทษฐานที่เจ้าเล่นขี้โกง ไม่ต้องต่อรองอันใดพวกเรารีบไปกันได้แล้ว”

            

            เมื่อเจ้าของเสียงกล่าวมันก็พลันหายไปจากกิ่งไม้ราวกับล่องหน ส่วนศิษย์ที่มาด้วยผู้นั้นก็ได้แต่คอตก เพราะต้องโดนลงโทษให้อ่านตำรา และอยู่แต่ในกระท่อมหนึ่งวัน ก่อนที่มันจะหายตัวตามอาจารย์ไป...

            

            จบบท

    คล้ายกับเรื่องวรยุทธอสูรทะยานฟ้าผ่าปฐพี!! ที่คุณอ่าน