ตอนที่ 5 ฟ้าสางที่สว่างแดนดิน
24 พฤศจิกายน ค.ศ.1963
สองวันหลังจากประธานาธิบดีเจเคเอฟถูกลอบสังหาร ณ สถานีตำรวจเมืองดัลลัส
ออสลี่กำลังถูกตำรวจนำตัวไปขึ้นรถเพื่อเดินทางไปยังเรือนจำแต่ขณะที่กำลังจะก้าวขึ้นรถนั้น ก็มีชายคนหนึ่งทราบชื่อภายหลังว่า จิม เอ็มเมอรัลด์วิ่งเข้ามาใช้ปืนยิงออสลี่ตายอยู่หน้าสถานีตำรวจนั้นเอง จิมถูกจับกุมไปขัง เขาเป็เ้าของผับแห่งหนึ่งในดัลลัสอดีตเป็ลูกน้องเก่าของอัลคาโปน เ้าพ่อมาเฟียชื่อดังเขาให้สัมภาษณ์ต่อผู้สื่อข่าวว่า ที่ฆ่าออสลี่เพราะเจ็บแค้นแทนประชาชนอเมริกัน เมื่อประธานาธิบดีอันเป็ที่รักถูกฆ่าตายเขาจึงแก้แค้นแทนชาวอเมริกันทุกคน แต่ในคืนนั้นจิมก็ถูกวางยาพิษตายในห้องขังก่อนจะถูกนำตัวไปขึ้นศาลแพทย์ชันสูตรแล้วลงความเห็นว่าตายเพราะหัวใจล้มเหลวดังนั้นความลับว่าใครบงการสังหารประธานาธิบดีจึงกลายเป็ปริศนาลึกลับของชาวโลกไปอีกนาน
ณทำเนียบประธานาธิบดีแห่งประเทศโซวาเซีย
ในห้องประชุมคณะรัฐมนตรี ยูริชวาสคอฟ ประธานาธิบดีนั่งเป็ประธาน แวดล้อมด้วยบรรดารัฐมนตรี ที่ปรึกษา ผู้บริหารกรมกองต่างๆ และเลขานุการผู้จดบันทึกการประชุมทั้งหมดกำลังประชุมกันในวาระเกี่ยวกับการา
“เพื่อหลีกเลี่ยงการนำพาประเทศชาติไปสู่านิวเคลียร์ล้างโลกผมขอเสนอนโยบายทางการทูตแทนการทำาด้วยอาวุธ โดยที่สันติภาพภราดรภาพของกลุ่มประเทศพันธมิตรของเรา เป็เป้าหมายที่เราต้องบรรลุถึง”
ในบรรดาคนที่เข้าร่วมประชุมนั้นมีชายสองคน กับหญิงสาวอีกหนึ่งคน ทั้งสามอยู่ในชุดสูทสีดำ กำลังนั่งฟังอย่างมีสีหน้าเคร่งเครียดแล้วหนึ่งในชายสองคนนั้นซึ่งสวมแว่นสายตาและไว้หนวดเคราก็ยกมือขึ้นกล่าวว่า
“ผมขอคัดค้านครับในฐานะรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม ผมมีความเห็นว่า ปัจจุบันประเทศทุนนิยมอย่างอเมริกาและสหรัฐอโรมากำลังแผ่อิทธิพลเข้าไปครอบงำประเทศกำลังพัฒนา หากเราวางเฉยปล่อยให้ประเทศใกล้เคียงกับเราถูกครอบงำไปเรื่อย ๆ ในที่สุด ประเทศเราเองนั่นแหละที่อาจจะตกเป็เหยื่อรายสุดท้าย ผมจึงเห็นว่าเราควรพัฒนาอาวุธและกองทัพให้ทันสมัยจะได้ต่อต้านกับอำนาจของสองประเทศนั้นอย่างมีประสิทธิภาพ”
ประธานาธิบดีได้ฟังดังนั้นก็ตอบว่า
“แต่นโยบายของผมผ่านการลงมติความเห็นชอบจากประชาชนส่วนใหญ่แล้วกำลังจะนำเข้าสภา ถ้าผ่านความเห็นชอบจากสภาเราจะเปิดการเจรจาสันติภาพกับโซเวียตและอเมริกาทันที คุณอยู่เฉย ๆรอรับคำสั่งก็แล้วกัน”
รัฐมนตรีกลาโหมโกรธมากลุกขึ้นชี้หน้ายูริ
“แล้วทุกคนในประเทศจะได้รู้ว่าควรเชื่อใคร“ เขากล่าว แล้วหันไปหาหญิงสาวในชุดสูทดำกระโปรงดำที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ว่า “ จัดการมันซะ”
“ค่ะ เ้านาย” สาวสวยกล่าว
รัฐมนตรีเดินออกไปจากห้อง โดยมีชายอีกคนเดินตามไปด้วย
แล้วหญิงสาวคนนั้นก็ไปยืนอยู่ที่หัวโต๊ะฝั่งตรงข้ามกับประธานาธิบดียกมือขึ้นข้างหนึ่ง เหมือนจะเอื้อมไปควักหัวใจของท่านผู้นำออกมาั์ตาของหล่อนเปลี่ยนเป็สีแดงสว่างสุกใส
ท่ามกลางความงุนงงของทุกคนประธานาธิบดียูริก็เกิดอาการปวดท้องอย่างรุนแรงจากนั้นก็อาเจียนเอาตับไตไส้พุงตลอดจนมันสมองให้พุ่งออกมาทางปากกองเรี่ยราดปนกับเืสด ๆ อยู่บนโต๊ะประชุมแห่งนั้นอย่างอุจาดตาเสียงผู้หญิงกรีดร้องอย่างสยองขวัญ เสียงผู้ชายก็ร้องโฮ้อย่างใกลัวบางคนก็เป็ลมคาห้องประชุมนั่นเองแล้วหญิงสาวคนดังกล่าวก็เดินออกจากห้องประชุมนั้นอย่างใจเย็น
ที่หน้าทำเนียบชายสองหญิงหนึ่งในชุดสีดำก็แปรเปลี่ยนเป็จอมมารกับนางอสูรที่เราต่างคุ้นเคยกันดีกามันดา อสูรทรมาน และนางปีศาจรมิตาเช่นเคยภารกิจแห่งความชั่วสำเร็จไปอีกครั้งหนึ่งแล้ว
ณ หอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
พิมพ์ดาราในชุดเสื้อครุย เพิ่งเสร็จจากการรับพระราชทานปริญญาก็มายืนถ่ายรูปกับพ่อ น้องสาว และแม่เลี้ยงคือบุญพริ้ง โดยมีเพลินใจลูกของแม่เลี้ยงมาร่วมแสดงความยินดีด้วย
“ยินดีกับบัณฑิตใหม่ด้วยนะจ๊ะ”บุญพริ้งส่งช่อดอกไม้ให้พิมพ์ดารา
“ขอบคุณค่ะน้า” สาวงามยิ้มแต่ภายในใจหล่อนคิดว่า ช่างน่าเสียดายนักที่ปริวรรตไม่ได้มาร่วมงานรับปริญญาของหล่อนเป็เพราะเกรงเสี่ยเริงศักดิ์ผู้เป็พ่อจะเคืองที่ยังไปติดต่อคบหากับนักร้องหนุ่ม
“ปีหน้าก็ถึงคิวของพรแล้วนะที่จะต้องสวมชุดครุยนี้” เสี่ยเริงศักดิ์กล่าว
“แน่นอนค่ะพ่ออยากให้วันนั้นมาถึงเร็ว ๆ จัง”
“เสียดายนะที่ปริวรรตไม่ได้มาร่วมงานนี้ด้วย ใครบางคนคงจะเสียใจแย่เลย” เพลินใจกล่าวลอย ๆ
พรดารีได้ฟังก็โกรธแทนพี่สาว
“นี่ แกพูดแบบนี้หมายความว่าไงแดกดันพี่พิมหรือ เดี๋ยวแม่ตบให้”
“พร อย่าน่ะ วันนี้วันมงคลอย่ามีเื่เลย” พิมพ์ดาราดึงตัวน้องสาวไว้
“เอาละ ๆเราไปหาอะไรกินแถวสามย่านกันเถอะ กินอาหารทะเลแล้วกันนะ”เสี่ยเริงศักดิ์กล่าวตัดบท
ห่างออกไปบน์ชั้นพิษณุโลก
“นาร้าย นาราย” เสียงของฤาษีนารอด หรือนารัทฤาษีกล่าวบูชาต่อเทพสี่กรผู้ทรงนั่งประทับบนบัลลังก์นาคราชเคียงข้างด้วยพระแม่ลักษมีผู้เป็เทวี
“ว่าอย่างไรล่ะท่านนารัทลมอะไรพัดพามาในวันนี้หนอ” พระวิษณุทรงถาม
“ข้าแต่องค์มหาเทพบัดนี้กามันดาและอสูรทรมานได้ก่อกรรมทำบาปเพิ่มขึ้นไม่เว้นแต่ละวันมิทราบพระองค์จะทรงนิ่งเฉยเช่นนี้ต่อไปอีกนานเท่าใดพระเ้าข้า”
“ดูก่อน เทวฤาษีบัดนี้ถึงเวลาแล้ว ที่องค์อวตารทั้งหลายจักได้รู้สถานะที่แท้จริงของตนเสียทีเราจะลงไปยังโลกเพื่อเริ่มต้นภารกิจปราบมาร ณ บัดนี้” ครั้นแล้ว องค์นารายณ์ก็เสด็จลงไปยังโลกเข้าไปประทับในร่างของเสี่ยประจักษ์ นักธุรกิจหนุ่มเ้าของโรงภาพยนตร์ศรีเมืองรามาที่เมืองอุดรธานีแล้วเดินทางด้วยเครื่องบินตรงมายังกรุงเทพในทันที
ณห้องประชุมลับของ CRA สาขาประเทศไทย
บุหรงกล่าวถึงข่าวล่าสุดที่ได้รับรายงาน
“เราได้รับรายงานว่ากองกำลังของกลุ่มผู้ก่อการร้ายตามแนวชายแดนไทยลาวเริ่มเคลื่อนไหวปลุกระดมชาวบ้านแถบจังหวัดสกลนครและนครพนมให้ต่อต้านรัฐบาลองค์กรเราเกรงว่าเครือข่ายของเภสันและเสี่ยเริงศักดิ์จะให้การสนับสนุนกลุ่มเหล่านี้อยากจะให้พวกเธอไปสืบข่าวและรายงานด่วน จะได้ประสานกองกำลังทหารลงไปกวาดล้าง”
“แต่พวกเราจะใช้อะไรเป็ข้ออ้างในการเดินทางไปไกลขนาดนั้นจากกรุงเทพไปถึงภาคอีสานไม่ใช่ใกล้ ๆ นะครับ ไปครั้งหนึ่งก็ต้องใช้เวลาหลายวัน” ตรีมิตรซึ่งปกติจะมองโลกในแง่ร้ายแง่ลบคิดถึงอุปสรรคไว้ก่อน
“นั่นเป็โจทย์ที่เธอจะต้องไปคิดหาวิธีเองนะตรีมิตร”
“พวกเรารับทราบและจะถือปฏิบัติให้สำเร็จครับ”ปริวรรตกล่าวอย่างมั่นใจ
“ดีมาก เลิกประชุมได้”
ณ สกายไลท์คลับ .ในค่ำคืนวันนั้น
นักร้องคู่ขวัญ อาดัม ก้อต กับมีนา มาลัยวัน กำลังร้องเพลงจุดเทียนหาหอยซึ่งเป็เพลงแนวสองแง่สองง่ามที่กำลังโด่งดังทางสถานีวิทยุและถูกใจคอเหล้าที่นิยมเพลงแนวสัปดน
เสี่ยประจักษ์ในชุดสูทสีน้ำตาลภายในสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวปกคอใหญ่ ๆ ไม่ผูกเนคไท หลังจากนั่งฟังเพลงได้สักพักเขาก็เรียกบ๋อยมาคุย แล้วส่งนามบัตรให้บ๋อยนำไปเชิญผู้จัดการไนต์คลับมาพบเมื่อเพลินใจได้รับนามบัตรจากบ๋อยแล้วก็เดินมาที่โต๊ะของประจักษ์
“สวัสดีค่ะ คุณประจักษ์เรียกดิฉันมามีอะไรให้รับใช้คะ”
เสี่ยหนุ่มยืนขึ้นต้อนรับผู้จัดการสาว
“โอ สวัสดีครับ ผมประจักษ์ยินดีที่รู้จักนะครับ” เขายื่นมือให้หล่อน ทั้งสองจับมือกันแล้วก็กล่าวขึ้นพร้อมกันว่า
“เชิญนั่ง”ทั้งคู่หัวเราะแล้วต่างก็ผายมือให้อีกฝ่ายนั่ง
“ผมมีธุรกิจโรงภาพยนตร์และไนต์คลับที่เมืองอุดรน่ะครับได้มาฟังวงดนตรีของคุณแล้วประทับใจมาก ถ้าไม่รังเกียจผมอยากจะขออนุญาตคุณว่าจ้างวงนี้ไปเล่นที่อุดรสักวันสองวันจะได้ไหมครับผมยินดีจ่ายค่าขาดรายได้ของคุณเป็รายวันนะครับ”
“แหม เป็เกียรติอย่างยิ่งเลยนะคะ แต่ดิฉันเกรงว่าแขกประจำของเราจะบ่นเอาน่ะสิคะถ้ามาแล้วไม่พบวงที่คุ้นเคย แล้วอีกอย่างวงดนตรีดี ๆ ก็หายากเราไม่รู้จะหาวงไหนมาเล่นสำรองนะคะ”
“เอาอย่างนี้สิครับ ผมรู้จักกับเพื่อนที่ฮ่องกงเดี๋ยวให้เขาส่งวงดนตรีและนักร้องของเขามาเล่นที่นี่ชั่วคราวผมออกค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมด ดีไหมครับ” ประจักษ์ยื่นข้อเสนอ
“โห จากฮ่องกงเลยหรือคะได้อย่างนั้นก็เยี่ยมสิคะ ไนต์คลับของเราจะได้ยกระดับอินเตอร์เสียที ตกลงค่ะ”
“ขอบคุณมากนะครับ ดื่ม” เสี่ยหนุ่มชนแก้วกับเพลินใจ
หลังจากไนต์คลับเลิกแขกพากันกลับหมดแล้ว เพลินใจเรียกประชุมนักร้องนักดนตรีและพนักงานทั้งหมด
“อาทิตย์หน้าวงเทวินคอรัสต้องไปเปิดการแสดงที่โรงหนังศรีเมืองรามากลางเมืองอุดรของเสี่ยประจักษ์นะ ส่วนทางนี้ไม่ต้องห่วงเสี่ยเขาว่าจ้างวงดนตรีจากฮ่องกงมาเล่นที่นี่ชั่วคราวเป็การแลกเปลี่ยนขอให้ทุกคนเตรียมพร้อมด้วย”
“อุ๊ย อุดรหรือคะหนูขอติดตามไปด้วยได้มั๊ยคะ บ้านหนูอยู่สกลนคร ไม่ไกลจากอุดรขากลับจะได้แวะไปเยี่ยมบ้าน ไม่ได้กลับบ้านนานแล้ว เป็ห่วงคุณย่าคุณยาย” แววมธุรสเอ่ยขึ้น
เพลินใจได้ฟังก็กล่าวว่า
“ก็ได้เธอร้องเพลงลูกทุ่งหมอลำได้ไม่ใช่หรือ ไปร้องที่นั่นคงถูกใจชาวอีสานอยู่หรอกถือว่าวงของเรามีนักร้องเพิ่มอีกคนหนึ่ง ไปช่วยอีกแรงก็ดี ฉันอนุญาต”
“ได้ค่ะ หนูจะทำให้สุดความสามารถรับรองว่า ม่วนอีหลี” สาวน้อยยกนิ้วเป็รูปโอเค
พวกปริวรรตก็พากันหัวเราะอย่างครื้นเครง
สัปดาห์ต่อมาบนถนนมิตรภาพ
รถบัสโดยสารเหมาคันจากบริษัทขนส่งจำกัดนำพาคณะวงดนตรีเทวินคอรัสจากกรุงเทพผ่านสระบุรีปากช่อง สีคิ้ว ลำตะคอง นครราชสีมา :ซึ่งถนน่นั้นยังมีสองช่องจราจรเป็ถนนลาดยางแอสฟัลท์คอนกรีตที่ได้รับทุนสร้างจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกาเพิ่งจะสร้างเสร็จเมื่อพ.ศ. 2501 แต่เมื่อเลยนครราชสีมาไปแล้วถนนที่ผ่านจังหวัดขอนแก่นมุ่งตรงไปยังจังหวัดหนองคายกำลังได้รับการก่อสร้างยังไม่เสร็จหนทางจึงเต็มไปด้วยฝุ่น รถโดยสารต้องลดความเร็วลง กว่าจะไปถึงอุดรก็ใช้เวลาถึง 20ชั่วโมงจากกรุงเทพ
เมื่อมาถึงเมืองอุดร รถแล่นผ่านวงเวียนหอนาฬิกาที่มีโครงเหล็กเป็รูปโค้งครึ่งวงกลมสองอันตั้งไขว้กันเป็ฐานรอบ ๆ วงเวียนเป็อาคารพาณิชย์ทั้งแบบตึกปูน และตึกไม้แบบเก่า สองข้างถนนยังเป็ดินแดงๆ ไม่มีบาทวิถี แต่ก็มีผู้คนเดินผ่านไปมามากมายและยังมีรถสามล้อถีบคอยให้บริการผู้โดยสารให้เห็นอยู่ดาษดื่นนอกจากนี้ยังมีโรงภาพยนตร์อีกหลายแห่ง เช่น โรงหนังเ้าพระยา โรงหนังอัมพร แล้วรถบัสก็วิ่งมาถึงทุ่งศรีเมืองซึ่งโรงหนังศรีเมืองรามาที่เป็จุดหมายของวงเทวินคอรัสในการมาเปิดการแสดงก็ตั้งอยู่ข้างสวนสาธารณะแห่งนี้เอง
ขณะนั้นเป็เวลาบ่ายสองโมงแล้วเสี่ยประจักษ์หรืออีกนัยหนึ่งคือองค์นารายณ์จำแลงออกมาต้อนรับคณะศิลปิน
“ สวัสดีครับเชิญข้างในห้องรับรองก่อน ทานน้ำทานข้าวก่อน ผมเตรียมส้มตำ ไก่ย่างข้าวเหนียวไว้พร้อมแล้ว ทานเสร็จแล้วจะพาไปเข้าที่พักผมเปิดห้องไว้ให้ที่เจริญโฮเต็ล”
“แหมดีจังเลย กำลังหิว ๆ “ สังข์ชัยกล่าว
“ขอบคุณมากนะครับ” ปริวรรตพูดอย่างนอบน้อม
จากนั้นคณะของปริวรรตก็รับประทานอาหารจนอิ่มหนำสำราญกันภายในเวลาไม่กี่นาที
“โอ้โห ทำสถิติได้ดีจริง ๆ แค่สิบนาที กินกันหมดเกลี้ยง”จักราภูมิใจในผลงาน
“เอาละ พวกเราทานข้าวกินอิ่มแล้ว เชิญไปพักผ่อนที่โรงแรมก่อนนะครับคนขับรถจอดรออยู่” เสี่ยประจักษ์กล่าว ก่อนจะเดินออกไปส่งคณะนักร้องนักดนตรีไปส่งที่รถบัส
เมื่อรถแล่นออกจากโรงหนัง
“แปลกดีนะ เสี่ยเค้ารู้ได้ยังไงว่าพวกเราจะเดินทางมาถึงกี่โมงทำไมถึงเตรียมอาหารไว้ให้เราพอดี ตอนเรามาถึงไก่ย่างกับข้าวเหนียวยังอุ่น ๆอยู่เลย” ตรีมิตรกล่าวขณะนั่งรถไปยังที่พัก
“เฮ้ย แกก็คิดมากไปได้ เขาคงเดินทางบ่อยเลยกะเวลาได้ถูกว่าเราจะมาถึงกี่โมง แกนี่ขี้สงสัยจริง ๆ” คทาวุธพูด
คืนนั้นคณะศิลปินจากกรุงเทพก็พากันเข้านอนหลับสนิทด้วยความอ่อนเพลียจากการเดินทาง
วันรุ่งขึ้นที่กรุงเทพ
บุญพริ้งกับเพลินใจมาเดินช้อปปิ้งที่ห้างไทยไดมารูศูนย์การค้าราชประสงค์ จากนั้นก็ไปรับประทานอาหารกันแถวถนนเกสรขณะนั่งรับประทานเพลิน ๆ ก็มีคนมาทักทาย
“อ้าว คุณนายพริ้งมาทานข้าวหรือครับ”
บุญพริ้งหันไปตามเสียงนั้นก็พบว่าเป็เภสัน หุ้นส่วนของเสี่ยเริงศักดิ์นั่นเอง
“อ้าว สวัสดีค่ะคุณเภสันเชิญนั่งค่ะ” แม่ม่ายสาวรู้สึกตื่นเต้น
“ขอบคุณครับ นี่คุณเรวดีเป็เลขาของผม” เภสันหรือกามันดา แนะนำนางรมิตาในชื่อปลอมว่าเรวดี
“สวัสดีค่ะคุณนาย” เรวดียกมือไหว้พร้อมรอยยิ้ม
“เพลินไหว้คุณอาสิลูก”
“สวัสดีค่ะคุณอาสวัสดีค่ะคุณเรวดี” เพลินใจยกมือไหว้เภสันและเรวดี
“สวัสดีค่ะ ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ”เรวดีตอบ
“ไม่เจอกันตั้งนานหนูเพลินโตเป็สาวแล้วสวยเหมือนแม่เลยนะ” เภสันแกล้งชม
“แหม ชมเกินไปแล้วค่ะดิฉันแก่แล้ว แต่ลูกเพลินกำลังเป็สาว” บุญพริ้งเขินที่ถูกชมว่าสวย
“ตอนที่เจอคุณอาครั้งล่าสุดหนูยังเป็เด็กอายุ 12 – 13 เองกระมังคะ ตอนนั้นเรียนอยู่ ป.7 เองแล้วนี่คุณอาเพิ่งกลับมาเมืองไทยหรือคะ ไปทำธุรกิจอยู่ต่างประเทศเสียนาน”
“ใช่จ๊ะอาไปสร้างบริษัทไว้หลายประเทศทั่วโลก กำลังจะนำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ที่ฮ่องกง”
“โอว ดีจังเลยค่ะยังไงก็สอนหนูบ้างนะคะ ทำธุรกิจยังไงถึงได้รวยอย่างอา”
“ได้จ้าไว้มีโอกาสจะถ่ายทอดให้หมดเปลือกเลย”
“แล้วคุณเภสันได้ที่พักหรือยังคะคืนนี้ไปพักที่บ้านดิฉันสิ ถ้าเสี่ยเริงศักดิ์รู้คงจะดีใจที่ได้เจอสหายเก่า”
“ยังไม่ได้จองที่พักไว้เลยถ้าไม่เป็การรบกวน คืนนี้คงต้องไปอาศัยบ้านคุณสักคืนนะครับ” เภสันตอบ
“หลายคืนก็ได้ค่ะ ยินดีค่ะ”บุญพริ้งยิ้มให้เภสัน
เย็นวันนั้นที่โรงภาพยนตร์ศรีเมืองรามา
นักดนตรีวงเทวินคอรัสทั้ง 6ก็กำลังเตรียมเครื่องดนตรีสำหรับการแสดงในค่ำคืนนี้ บรรดาสาว ๆ อย่างฮาสุโกะและแวว มธุรสก็นั่งแต่งหน้าทำผมกันในห้องแต่งตัวหลังเวที
“พรุ่งนี้กลับจากอุดรแล้วหนูจะพาไปเที่ยวบ้านเกิดที่อำเภอสว่างแดนดินนะ ไม่ไกลจากอุดรเท่าไหร่หรอกไปนอนค้างที่บ้านหนูสักคืน แล้วค่อยเดินทางกลับกรุงเทพเดี๋ยวจะทำอาหารอีสานให้กิน” แวว มธุรสกล่าว
เมื่อถึงเวลาทุ่มตรง โรงหนังศรีเมืองรามาก็เนืองแน่นไปด้วยผู้ชมชาวอุดรธานีและจังหวัดใกล้เคียงที่ซื้อตั๋วเข้ามาชมคอนเสิร์ทของเทวินคอรัสเนื่องจากเคยได้อ่านข่าวของปริวรรตจากหน้าหนังสือพิมพ์จนพอได้ยินชื่อเสียงบ้างแล้ว
ดนตรีเริ่มเล่นเพลงในจังหวะชะชะช่า เรียกความตื่นเต้นคึกคักจากผู้ชมตามด้วยเพลงช้า ๆ ซึ้ง ๆ โดยนักร้องนำฝ่ายชายคือ ปริวรรต ฝ่ายหญิงคือหัสดีหรือฮาสุโกะ ร้องทั้งเพลงไทยสากล และเพลงฝรั่ง สลับกับแววมธุรสก็ร้องเพลงลูกทุ่งหมอลำ แต่อาดัม ก้อต กับมีนา มาลัยวัน มิได้มาด้วย
ในระหว่างการแสดงผู้ชมที่หน้าเวทีก็นำพวงมาลัย ช่อดอกไม้และธนบัตรใบละยี่สิบ ใบละร้อยมามอบให้นักร้องที่ตนพอใจ ซึ่งในจำนวนคนเ่าั้ปริวรรตก็พบว่าพิมพ์ดาราและพรดารีก็มามอบช่อดอกไม้กับเขาด้วยนักร้องหนุ่มรู้สึกประหลาดใจระคนตื่นเต้นยินดี แต่ก็ทำได้แค่ยิ้มทักทายเพราะต้องทำหน้าที่ร้องเพลงอยู่บนเวที
การแสดงดำเนินไปจนถึงห้าทุ่ม เพลงสุดท้ายก็จบลงผู้ชมต่างปรบมือกันเกรียวกราว แล้วทยอยลุกเดินออกไปจากโรงหนังส่วนสองสาวพี่น้องยังยืนรอพบปริวรรตอยู่ที่หน้าเวที ชายหนุ่มก็เดินมาหาแล้วถามว่า
“พิมกับพรมาได้ยังไงน่ะ”
“สวัสดีค่ะพวกเราพอได้ทราบข่าวจากพี่วิว่าพี่จะมาแสดงที่นี่ก็นั่งรถไฟตามมาค่ะ” พิมพ์ดาราตอบ
“แล้วไม่กลัวคุณพ่อรู้หรือ”
“เราโกหกว่ามาทัศนศึกษาค่ะ” พรดารีบอก
“แล้วคืนนี้จะไปพักกันที่ไหนละนี่ ไปกับพวกพี่นะเดี๋ยวจะบอกเสี่ยประจักษ์ให้เปิดห้องพักเพิ่ม”
“แล้วแต่พี่ค่ะ” พิมตอบ
ในคืนนั้นคณะเทวินคอรัสก็ไปพักกันที่โรงแรมเจริญโฮเต็ลอีกหนึ่งคืนและในอีกมุมหนึ่งที่กรุงเทพเภสันกับเรวดีซึ่งเป็แขกสำคัญไปพักที่บ้านของเสี่ยเริงศักดิ์กำลังนั่งดื่มกินอย่างมีความสุขที่โต๊ะข้างสระว่ายน้ำในบริเวณบ้าน โดยมีเรวดีคอยทำหน้าที่ชงเหล้าให้
“เสียดายไม่ได้เห็นหนูพิมกับหนูพร เคยเจอเมื่อตอนเด็ก ๆป่านนี้คงโตเป็สาวสวยแล้ว” เภสันกล่าว
“สองคนนั้นเขาไปทัศนศึกษาทางภาคอีสานน่ะ อีกสองสามวันก็กลับ”เริงศักดิ์กล่าว
เมื่อเภสันเห็นว่าบุญพริ้งกับเพลินใจปลีกตัวไปเข้านอนแล้วเขาก็กระซิบกับเสี่ยว่า
“แล้วเื่ของที่ให้ส่งไปสกลนครเรียบร้อยใช่มั๊ย”
“ส่งไปแล้วครับ กองกำลังพร้อมก่อการได้ตามกำหนด”
“เยี่ยม” เภสันกล่าวชมแล้วยกแก้ววิสกี้ขึ้นดื่ม
รุ่งอรุณยามเช้าที่เมืองอุดร
รถโดยสารนำพาคณะเทวินคอรัสเดินทางไปยังอำเภอสว่างแดนดินบ้านเกิดของแวว มธุรส จนมาหยุดอยู่ที่วัดบ้านค้อเหนือ ตำบลค้อเหนือสาวแววก็พาทีมงานไปกราบท่านเ้าอาวาส
“กราบนมัสการเ้าค่ะท่านอาจารย์”แววและทีมงานก็พากันกราบหลวงพ่อ
“เอ้า เป็จั๋งได๋พากันมาแต่ไสล่ะ อีแววเอ้ย”
“พาหมู่มาแต่กรุงเทพค่ะข้าเ้าเป็นักฮ้องนักดนตรี เมื่อวานไปเล่นอยู่อุดรมื้อนี้หนูเลยพามาหยามบ้านเกิด”
“อ้อ เออ ๆ ขอให้อยู่ดีมีแฮงเด้อลูกหลานเอ้ย” หลวงพ่ออวยพรแล้วก็ประพรมน้ำมนต์ให้ทุกคน
จากนั้นแววก็พาหมู่คณะไปที่บ้านของหล่อนซึ่งเป็บ้านไม้ใต้ถุนสูงแบบอีสานโบราณ หลังคามุงด้วยแป้นเกร็ดทำด้วยไม้อย่างดีขนาดบ้านกว้างใหญ่ แวดล้อมด้วยป่าไผ่ และสวนผักสมุนไพรนานาชนิดเมื่อขึ้นไปบนบ้านก็ยังแบ่งเป็ห้องอีกหลายห้อง มีห้องโถงไว้นั่งเล่นมีพระบรมฉายาลักษณ์ของในหลวงและพระราชินี ถัดลงมารูปถ่ายคนเฒ่าคนแก่ติดไว้ข้างฝาและยังมีตู้โชว์เก็บข้าวของเครื่องใช้ของคนโบราณอีกหลายอย่าง บ่งบอกว่าพื้นฐานของครอบครัวน่าจะเคยมีฐานะดีมาก่อน
“เอ้า เมือบ้านแล้วบ่ อีแวว”ยายของแววเอิ้นถามจากเชิงบันไดหน้าบ้าน
“จ้าแม่ใหญ่ สวัสดีจ้า”แววยกมือไหว้
“เออ ๆ นั่งกันก่อนเด้อเดี๋ยวสิไปเฮ็ดแนวกินมาสู่มาต้อน ตามสบายเด้อ” ยายกล่าวอย่างเอื้ออารี แล้วเดินไปที่ครัวหลังบ้าน
“บ้านแววนี่ก็ดูร่มรื่นน่าอยู่ดีนะทำไมไม่ใช้ชีวิตอยู่บ้านเกิดล่ะ ไปทำงานไกลถึงกรุงเทพทำไม” ฮาสุโกะถาม
“ั้แ่หมดาอินโดจีนเศรษฐกิจก็ไม่ค่อยดี ไร่นาก็ไม่ค่อยได้ผลผลิตเพียงพอ พ่อก็ไปติดหนี้นายทุน เลยต้องไปทำงานหาเงินที่กรุงเทพมาส่งใช้ดอกเบี้ยเงินกู้ให้พวกเถ้าแก่น่ะ”
“แต่ดูจากบ้านช่อง ครอบครัวของแววก็ไม่น่าจะใช่คนยากจนเลยนะ” พิมพ์ดารากล่าว
“ค่ะคุณทวดของหนูเคยเป็ขุนนางสมัยรัชกาลที่ 5 เคยไปรบในาปราบฮ่อที่เมืองพวนด้วยไปในกองทัพของกรมหลวงประจักษ์ศิลปาคมนั่นแหละพอเสร็จศึกแล้วก็มาตั้งรกรากอยู่ที่สกลนคร นี่ไงรูปทวดของหนู” สาวแววชี้ให้ดูรูปถ่ายของทหารชั้นนายสิบผิวคล้ำตัวผอมๆ เล็ก ๆ บนข้างฝาบ้าน
“พี่ ๆ นั่งกันก่อนนะเดี๋ยวหนูขอตัวไปช่วยยายทำกับข้าวก่อน ตามสบายนะ” แววพูดแล้วเดินลงไปจากเรือน
เมื่ออาหารปรุงเสร็จแล้วทุกคนก็นั่งล้อมวงกินข้าวกันที่นอกชานหน้าบ้าน ของกินก็มีปลาดุกย่าง แจ่วบองป่นปลา ส้มตำ ข้าวเหนียว ผักชนิดต่าง ๆ ต้มปลาใส่ผักขะแยง แกงผักหวานใส่ไข่มดแดงอ่อมกบ ฯลฯ
ฮาสุโกะหยิบปลาร้าตัวเล็ก ๆ มาฉีกกินหน้าตาเฉย พิมพ์ดาราเห็นดังนั้นก็แปลกใจจึงถามว่า
“เป็คนญี่ปุ่นกินปลาร้าเป็ด้วยหรือ”
“เป็สิ ไม่เห็นจะยากเลยใส่ปากแล้วก็เคี้ยว ๆ “ สาวนินจาตอบด้วยหน้าตายิ้มแย้ม แล้วพูดต่อว่า
“ไม่ได้กวนนะแต่ที่ญี่ปุ่นเขาก็กินปลาดองเค็มเหมือนกัน เรียกว่าชิโอะคาระแต่ปกติจะนิยมทำจากปลาหมึกมากกว่า มีหลายสูตร ทั้งแบบแดงและแบบดำที่ดำเพราะใช้หมึกในตัวมันนั่นแหละมาผสม”
“เพิ่งรู้นะเนี่ย” พรดารีนั่งมองสาวญี่ปุ่นกินปลาร้าจนลืมกินข้าว
ผ่านไปสักพักอาหารในพาข้าวหรือสำรับยังไม่หมด แต่ทุกคนเริ่มอิ่มแล้ว
“โอ้ กับข้าวตั้งเยอะแยะกินกันจนพุงกางยังไม่หมด” สังข์ชัยพูดหลังจากอิ่มข้าวแล้ว พูดไปก็เอามือลูบท้องไป
“ทั้งหมดนี่ไม่ต้องได้เสียตังซื้อเลยนะหาเอาจากรอบ ๆ บ้านตามธรรมชาตินี่แหละ” แววกล่าวอย่างภูมิใจ
“ชีวิตที่เรียบง่ายพึ่งพาธรรมชาติ ดีจริง ๆ นะ ต่างจากคนกรุง ชีวิตมีแต่แก่งแย่ง แสวงหาไม่รู้จบ”พรดารีพูด
“ระบบทุนนิยมตะวันตกเริ่มเข้ามาชีวิตคนไทยก็เริ่มเปลี่ยนแปลง ไม่รู้อนาคตจะเปลี่ยนไปขนาดไหน” ปริวรรตกล่าว
“พวกเราอิ่มแล้วหนูจะพาไปเดินเล่นที่ลำห้วยใกล้ ๆ นี่ ไปเถอะ” แววลุกขึ้นเชิญชวน
“ดี ๆ ไปสิ” พรเทพกล่าว
แล้ว 7 หนุ่ม กับ 4 สาวก็พากันเดินลัดไปตามคันนาที่ต้นข้าวกำลังเขียวขจีแต่ไม่ทันออกรวง พิมพ์ดาราไม่เคยไปเดินในท้องทุ่งแบบนั้นก็เสียหลักจวนเจียนจะล้ม แต่ปริวรรตปรี่เข้าไปประคองหล่อนไว้ได้แล้วสายตาของทั้งสองคนก็ประสานกัน หญิงสาวก็เขินอาย รีบเดินต่อไปทางเดินนั้นทอดยาวตรงไปสู่ลำห้วยเล็ก ๆ ที่มีแก่งหิน น้ำใส ไหลเย็นน่ารื่นรมย์ยิ่งนัก พวกเขาก็นั่งพักผ่อนกันอยู่ริมธารนั้นอย่างมีความสุขแล้วสาวแววก็ร้องเพลงหมอลำแบบพื้นบ้านที่เรียกว่าลำล่อง โดยมีหนุ่ม ๆ ที่พกเอาแคน เครื่องดนตรีคู่กายมาหาจับปลาในลำห้วย ช่วยเป่าแคนคลอไปกับสาวหมอลำด้วย เนื้อกลอนลำบรรยายชีวิตของชาวไร่ชาวนาในชนบทว่ามีความทุกข์ยากเพียงใดบ้างก็จากบ้านเกิดไปตกระกำลำบากในกรุงเทพ ต้องทนให้นายจ้างกดขี่บังคับต่าง ๆ นานาคนทางบ้านก็เรียกร้องให้หนุ่มสาวหวนคืนสู่บ้านนามาสร้างชีวิตใหม่
ในค่ำคืนนั้นบนเรือนของแวว มธุรส
ทุกคนต่างแยกกันนอนในห้องโถงใหญ่พวกผู้ชายกางมุ้งอยู่มุมหนึ่ง พวกสาว ๆ กางมุ้งนอนอีกมุมหนึ่งส่วนยายของแววแยกไปนอนในห้องส่วนตัว พอตกดึก ทุกคนยกเว้นยายของแววก็ต้องตื่นขึ้นเมื่อได้ยินเสียงใครบางคนร้องเรียกเมื่อลืมตาขึ้นมาก็พบแสงสว่างเรืองรองไปทั่วทั้งห้องและที่กลางห้องนั้นมีร่างของแวว มธุรสกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่แต่เหนือศีรษะของหล่อนนั้น ปรากฏเป็ร่างพระแม่ซันโตชิ ในปางสี่กรสองกรหลังถือดาบและตรีศูรย์อย่างละข้าง ส่วนพระกรซ้ายด้านหน้า ถือจานข้าวทิพย์และพระหัตถ์ขวาของพระกรหน้า ยกมือในปางประทานพร ประทับนั่งขัดสมาธิราบบนอากาศสวมอาภรณ์แบบมหาเทวีของเทพฮินดู ในขณะที่ทุกคนตกตะลึงอยู่นั้น พระแม่ก็ทรงกล่าวว่า
“อย่ากลัวไปเลยลูก ๆ ทั้งหลาย เราคือซันโตชิธิดาแห่งพระคเณศ อวตารลงมาในร่างของแววเพื่อมารับภารกิจปราบปรามอสูรสามตนเดี๋ยวเราจะย้อนภาพอดีตเมื่อหลายสิบปีก่อนให้พวกเธอได้เห็นแล้วจะรู้จักตัวตนของเธอเอง”
ครั้นแล้วก็ทรงดึงจิตของทุกคนให้เห็นภาพนิมิตเหตุการณ์ที่กามันดาขโมยเทวรูปจาก์แล้วหนีลงมายังโลกมนุษย์จนกระทั่งพระศิวะทรงตำรัสสั่งให้พระแม่ซันโตชิอวตารลงมาพร้อมอาวุธวิเศษต่าง ๆดังนี้
เส้นพระเกศาของพระศิวะอวตารมาเป็ ปริวรรต
ลูกศรของพระแม่อุมาเทวีอวตารมาเป็ พิมพ์ดารา
หม้อน้ำกลัศของพระพรหมอวตารมาเป็ พรดารี
ดาบของพระแม่อุมาเทวี อวตารมาเป็ ม่านคำ
วีณาของพระแม่สุรัสวดีอวตารมาเป็ วิกานดา
อาวุธทั้งสี่ของพระนารายณ์ คือตรี สังข์ จักร และคทา อวตารมาเป็ ตรีมิตร สังข์ชัย จักรา และคทาวุธ
ดอกบัวของพระแม่ลักษมีอวตารมาเป็ ฮาสุโกะ
นอกจากนี้ยังมีนางฟ้าที่อวตารลงมาเฝ้าเทวรูปซึ่งพระอินทร์นำไปซ่อนไว้ในประเทศต่างๆ อีกหลายนาง
ส่วนกมลและพรเทพนั้น เป็เพียงคนธรรมดาที่ไม่ใช่เทพอวตารลงมา
จากนั้นพระแม่ก็นำภาพเหตุการณ์ที่อสูรทั้งสามก่อวินาศกรรมไว้บนโลกเช่นที่แหลมตะลุมพุกที่เวียดนาม หรือการลอบสังหารประธานาธิบดีสหรัฐและโซวาเซียให้ทุกคนได้เห็น รวมไปถึงเื้ัของเสี่ยเริงศักดิ์และหิรัญด้วย
“ในเมื่อทุกคนเห็นแล้วว่าพวกกามันดาอยู่เื้ักลุ่มก่อการร้ายทั่วโลกและยังสร้างภัยพิบัติต่าง ๆ ให้ดุเหมือนเกิดขึ้นโดยธรรมชาติแต่จุดประสงค์ของมัน้าให้เกิดาขึ้นทั่วโลก ยุให้คนรบราฆ่าฟันกันมาก ๆทำให้คนเสื่อมศรัทธาจากศาสนาและศีลธรรม นอกจากนั้นมันยังมุ่งที่จะรวบรวมเทวรูปทั้ง6 ให้ครบ ถ้ามันได้ทั้งหมดเมื่อใดก็จะมีพลังอำนาจที่สามารถทำลายได้ทั้งสามโลก ซึ่งองค์กรสายลับอย่าง CRA ที่พวกเ้าสังกัดไม่อาจจะต่อกรกับกามันดาและพ่อของมันได้แน่นอน หนทางที่เราจะเอาชนะมันได้พวกเธอจะต้องไปรวบรวมเทวรูปทั้ง 6 จากประเทศต่าง ๆที่กามันดาและพระอินทร์นำไปซ่อนไว้ ได้แก่ ลาว กัมพูชา เวียดนาม พม่า ญี่ปุ่นและเกาะชวา เมื่อรวบรวมได้แล้วจะต้องทำพิธีบวงสรวงโดยใช้ร่างของแววเป็สื่อกลางในการรวมพลังจากเทวรูปทั้ง 6ให้เป็หนึ่งเดียว แล้วจึงจะมีฤทธิ์ทำลายอสูรทั้งสามได้”
“ ไม่จริง คุณพ่อต้องไม่ทำสิ่งเลวร้ายอย่างนั้นแน่”พิมพ์ดาราใที่รู้ว่าพ่อของตนเป็มาเฟียร้ายที่อยู่เื้ักลุ่มก่อการร้ายมากมาย และยังช็อคที่รู้ว่าปริวรรตกับเพื่อนๆ เป็สายลับที่สืบหาความลับเพื่อเอาผิดพ่อของหล่อน
“มันอาจจะยากที่เ้าจะยอมรับ พิมพ์ดารา แต่นี่คือความจริงและต้องเป็ไปตามกฎแห่งกรรม” พระแม่กล่าว
“แล้วเทวรูปทั้ง 6 ซ่อนอยู่ส่วนไหนของประเทศเ่าั้ละครับ”ตรีมิตรถาม
“ยังบอกไม่ได้ พวกเธอจะต้องไขปริศนาตามลายแทงให้ได้ก่อนจึงจะรู้ที่ซ่อนเ่าั้” พระแม่ตอบ
“อ้าว ทำไมไม่บอกมาทีเดียวเลย จะได้รู้ชัด ๆ ว่าอยู่ที่ไหน”สังข์ชัยก็สงสัย
“ถ้าบอกโจ่งแจ้งหมดเปลือก พวกกามันดาก็อาจจะรู้ก่อนแล้วชิงไปเอาเทวรูปมาได้ก่อนพวกเธอน่ะสิ” พระแม่กล่าว
“แล้วลายแทงเ่าั้อยู่ที่ไหนละครับ” ปริวรรตถาม
“เราจะมอบให้วิกานดาเมื่อถึงเวลาก่อนทำภารกิจแต่ละประเทศ” พระแม่ตอบ
“แต่น้องวิไม่ได้มากับคณะเราด้วย แล้วเธอจะรู้เื่ราวนี้ไหมครับ”จักราถาม
“รู้สิเพราะตอนนี้วิกานดาก็เห็นเหตุการณ์ตอนนี้ในความฝันราวกับได้มาด้วยตนเองเพียงแต่พูดโต้ตอบกับเธอไม่ได้เท่านั้น” พระแม่ไขข้อสงสัย
“ถ้าเช่นนั้น พวกเราขอรับโองการไปกระทำภารกิจให้สำเร็จขอรับ”ปริวรรตกล่าว
“ข้าน้อยเช่นกัน” ทุกคนกล่าวพร้อมกัน
“ดีมาก สำหรับกมลกับพรเทพไม่ต้องน้อยใจนะแม้พวกเ้าสองคนจะไม่ใช่เทพอวตาร แต่ก็สามารถทำความดีได้ไม่ด้อยไปกว่าทวยเทพเลย เอาละเราจะเปิดจิตญานของพวกเ้าให้คืนฤทธานุภาพ”
แล้วพระแม่ก็ทรงกวาดพระหัตถ์จากซ้ายไปขวาก็เกิดแสงสว่างขึ้นที่กลางหน้าผากของทุกคนบรรดาผู้ที่อวตารมาจากสิ่งวิเศษก็แสดงร่างเดิมออกมาแล้วของวิเศษเ่าั้ก็ลอยหายเข้าไปในมือของแต่ละคน ส่วนกมลและพรเทพนั้นพระแม่ทรงประทานเสื้อเกราะเพชรให้ป้องกันอันตรายจากอาวุธได้ทุกอย่าง
“บัดนี้ พวกเ้าก็มีฤทธิพอที่จะใช้ต่อสู้กับพวกกามันดาได้บ้างแล้ว เราขออวยพรให้ทุกคนปลอดภัยและประสบความสำเร็จ”พอกล่าวจบ พระแม่ก็หายวับไปแล้วแวว มธุรสก็ตื่นขึ้น
“เป็ยังไงบ้างแวว” พิมพ์ดาราถามขณะที่เข้าไปประคองร่างของแวว
“นี่ฉันฝันไปหรือนี่ พวกพี่เห็นเหมือนหนูมั๊ย หนูเห็นพระแม่ซันโตชิท่านบอกอะไรพวกเรามากมาย หนูได้ยินที่พวกพี่ถามปัญหาต่าง ๆ แล้ว มันเป็จริงหรือว่าหนูฝัน”
“มันเป็เื่จริง แววไม่ได้ฝันหรอก หนูเป็ร่างอวตารของพระแม่ และพวกเรามีภารกิจสำคัญต้องทำร่วมกัน”ปริวรรตยืนยัน
“แล้วพวกเราจะทำอย่างไรต่อไป”กมลถาม
“รอรับลายแทงชุดแรกจากวิก่อนเถอะ” ปริวรรตตอบ
“พวกเรานอนกันก่อนเถอะ มันดึกแล้วเดี๋ยวยายตื่นมาจะยุ่ง” แววบอก แล้วทุกคนก็แยกย้ายกันเข้านอน
เช้าวันรุ่งขึ้นมีคนมาหาแววแล้วบอกว่า
“อีหล้า ๆหลวงพ่อให้มาตามหมู่ของเ้าไปเล่นดนตรีที่วัดให้แหน่มื้อนี้มีงานบุญผ้าป่าของคนกรุงเทพ”
“อ๋อ จ้าไปบอกหลวงพ่อว่าเดี๋ยวข้อยสิตามไปเด้อ”
หลังจากนั้นวงเทวินคอรัสก็ไปเล่นดนตรีในงานบุญของวัดสร้างความหฤหรรษ์ให้ชาวบ้านค้อเหนือเป็อย่างมากและพวกเขายังร้องเพลงปลุกใจให้รักชาติ เพื่อปกป้องสถาบันชาติ ศาสนาพระมหากษัตริย์ให้พ้นภัยจากคอมมิวนิสต์อีกด้วยเสร็จงานในตอนเย็นพวกเขาก็กลับไปอาบน้ำชำระร่างกายเปลี่ยนเสื้อผ้า เตรียมไปร่วมงานบายศรีสู่ขวัญที่ชาวบ้านจัดขึ้นเพื่อต้อนรับและขอบคุณคณะของเทวินคอรัสในตอนค่ำที่ศาลาวัด
ระหว่างเดินจากบ้านแววไปวัด ตรีมิตรก็ถามแววว่า
“เออนี่แวว พี่ถามหน่อยทำไมสำเนียงพูดของแววกับยาย ถึงไม่เหมือนสำเนียงพูดของคนในหมู่บ้านล่ะ ฟังดูเพี้ยนๆ กันหน่อยนึงนะ”
“อืม ช่างสังเกตดีนะพี่ตรีเนี่ย ใช่ค่ะ สำเนียงไม่เหมือนกันเพราะคนในอำเภอสว่างแดนดินส่วนใหญ่ รวมถึงคนในตำบลนี้ เป็เผ่าญ้อ หรือไทย้อแต่ครอบครัวของแววเป็ลาวอีสาน มาจากอุบลจ้า อพยพมาตั้งรกรากที่นี่นานมาแล้ว”
“ฮ่วย คนอุบลคือกันกับอ้ายเด้นี่”พรเทพพูดอีสานกับคณะเป็ครั้งแรก
“เอ้า อีหลีบ่จ้า อ้ายคือบ่บอกอ้ายอยู่อำเภออิหยัง” แววตื่นเต้น
“อ้ายคนอำเภอเมืองแต่ไปเฮียนหนังสือละก็เฮ็ดงานอยู่กรุงเทพแต่ยังเป็บ่าวน้อย”
“พวกเราก็เพิ่งรู้นะว่าแกเป็คนอีสาน ดูหน้าตาเหมือนคนแถวอยุธยา” สังข์ชัยว่า
“ว่าซั่น” พรเทพอุทาน
่ค่ำ หลังจากผูกข้อมือด้วยฝ้ายแล้วก็มีการรำบายศรี ร่วมรับประทานอาหารค่ำแบบพื้นเมืองหรือพาข้าวแลงในระหว่างที่หัสดีหรือฮาสุโกะกลับจากไปเข้าห้องน้ำหลังวัดก็พบกับชายคนหนึ่งมายืนดักรออยู่ใต้ต้นคูณข้างศาลา
“น้องคนสวย มาคุยกันก่อน”
“อะไรคะพี่”
“น้องเป็พวกทหารแม่นบ่”
“เปล่านี่คะ ทำไมหรือคะ”
“ชาวบ้านแถวนี้เกลียดชังรัฐบาลของไอ้จอมพลขี้ข้าอเมริกันนั่นเมื่อสองปีก่อน ครูครองกับนายทองพันธ์ก็โดนจับไปยิงเป้าที่สนามบินสว่างแดนดินทั้งที่ครูรักประชาธิปไตย ต่อต้านเผด็จการ ชาวบ้านรักครูทั้งนั้นแหละ พวกข้อยถูกกดขี่เอารัดเอาเปรียบจากนายทุนที่ขูดรีดและติดสินบนพวกข้าราชการเราจึงเข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ถ้าเ้าบ่อยากตายก็จงรีบไปซะั้แ่วันพรุ่งนี้ บ่เช่นนั้น พวกข้อยบ่รับรองความปลอดภัยของเ้า”
หัสดีได้ฟังเช่นนั้นก็จึงสะกดจิตชายคนนั้น
“จงบอกมาพวกเ้าเตรียมแผนการอะไรเอาไว้และมีที่ตั้งกองกำลังอยู่ที่ไหนบ้าง”
“พวกเราเตรียมบุกเข้ายึดที่ว่าการอำเภอในเวลาเที่ยงคืนวันมะรืนได้ตระเตรียมอาวุธไว้ต่อสู้กับพวกตำรวจและทหารไว้แล้ว เราซ่อนฐานที่มั่นไว้ในดงพระเ้าป่าช้าบ้านหนองผักติ้ว ห่างจากที่นี่ 30 กิโลเมตร”
“ดีมาก จงกลับไปที่อยู่ของเ้าแล้วลืมทุกสิ่งที่คุยกับฉันทั้งหมด”
ชายคนนั้นก็เดินจากไปในความมืดของราตรี
“ฉันก็สงสารชาวบ้านเหมือนกันแต่มันเป็หน้าที่ของฉันที่ต้องรับใช้องค์กร อโหสิกรรมให้ฉันเถิด” หัสดีคิดในใจ หล่อนเองก็เกิดความขัดแย้งระหว่างความถูกต้องกับหน้าที่ว่าอะไรควรจะมาก่อน
เมื่อกลับมาถึงที่พักพิมพ์ดาราก็คุยกับปริวรรตเื่พ่อของหล่อนตามลำพังที่ลานกว้างหน้าบ้านของแวว
“พวกพี่รู้มานานแล้วใช่มั๊ยเื่พ่อของพิม มีแต่พิมที่โง่อยู่คนเดียว แล้วก็เื่พวกพี่เป็สายลับด้วยที่มาคบกับพิมนี่เพื่อจะสืบข่าวของพ่อใช่มั๊ย” สาวสวยงอนใส่ชายหนุ่ม
“อย่าว่าตัวเองอย่างนั้นสิพี่ก็ไม่ตั้งใจจะปิดบังพิมหรอก แต่มันเป็หน้าที่ซึ่งพวกพี่ต้องเก็บเป็ความลับส่วนเื่เภสันนั่น พี่ก็เพิ่งรู้ว่าพวกเขาเป็จอมปีศาจมารอสูรเมื่อก่อนก็นึกว่าเป็แค่พวกมาเฟียที่เป็มนุษย์ธรรมดาเครือข่ายของเภสันมีอยู่ทั่วโลก ส่วนพ่อของพิมเป็แค่สาขาหนึ่งของเขาเท่านั้นถ้าเป็ไปได้ พี่อยากให้พิมช่วยดึงพ่อออกจากวังวนของเภสันเสียพี่ไม่อยากต้องลงมือทำร้ายพ่อของคนที่พี่รัก” ปริวรรตกล่าวจบ พิมก็มองหน้าเขา
“ถ้าไม่อยากทำร้ายพ่อพิมก็วางมือจากอาชีพสายลับสิคะ”
“แล้วจะปล่อยให้เภสันบงการพ่อพิมไปอย่างนี้น่ะเหรอจะต้องมีผู้คนล้มตายไปอีกกี่หมื่นกี่แสนคน โลกอาจต้องแตกสลายไปหากเกิดานิวเคลียร์ เราต้องหยุดพวกเภสันให้ได้ เพื่อสันติภาพของโลกนะพิม”
“ถ้าอย่างนั้นพิมขออะไรอย่างได้ไหมคะหากจับกุมพ่อของพิมได้ ขอให้พี่ไว้ชีวิต ไม่ทำอันตรายพ่อของพิม สัญญานะ”
“ได้ พี่สัญญา” ปริวรรตพูดแล้วกุมมือของพิมไว้
กลางดึกคืนนั้นที่ชานหน้าบ้านของแวว
ฮาสุโกะก็นำกล่องโลหะเล็ก ๆ ใบหนึ่งมาเปิดฝาออกภายในเป็อุปกรณ์สื่อสารบางอย่างมีปุ่มควบคุมพร้อมกับแผงหน้าปัดและสัญญาณโซน่าหล่อนกดปุ่มเป็จังหวะเหมือนเป็รหัสบางอย่าง ใช้เวลาราวครึ่งชั่วโมง จากนั้นก็เก็บกล่องนั้นแล้วเข้าไปนอนกับเพื่อนสาว
วันรุ่งขึ้นที่หน้าบ้านของแวว
“ข้อยลาละเด้อแม่ใหญ่ปีหน้าสิเมือมาใหม่” แววกราบลายาย แล้วเดินไปขึ้นรถพร้อมกับเพื่อน ๆ
“กลับก่อนเด้อยายไว้ค่อยมาเยี่ยมใหม่” ปริวรรตโบกมืออำลาจากประตูรถก่อนที่รถจะแล่นออกไปจากหมู่บ้าน
รถบัสนำพาพวกเขาออกเดินทางจากสกลนครผ่านจังหวัดอุดรมาตามถนนมิตรภาพ กลับสู่กรุงเทพมหานคร
และในค่ำวันถัดมาย้อนไปที่บ้านหนองผักติ้ว
เฮลิคอปเตอร์ของทหารจำนวนสามลำบินผ่านดงพระเ้านั้นแล้วทิ้งะเิลงไปยังกระท่อมซึ่งได้รับรายงานจากฮาสุโกะว่าเป็ที่เก็บอาวุธสำหรับเตรียมยึดที่ว่าการอำเภอจนเพลิงลุกไหม้อาวุธเสียหายวอดวายเสียสิ้น บรรดาคนที่เฝ้าคลังอาวุธก็าเ็ล้มตายจำนวนมากเหตุการณ์ในครั้งนั้นกลายเป็เงื่อนไขให้พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยใช้ปลุกระดมจนเกิดการปะทะกับกองกำลังของรัฐบาลอย่างรุนแรงในเดือนสิงหาคมปีถัดมาอันเป็ที่รู้จักกันในชื่อ
“วันเสียงปืนแตก”
ณบ้านพักของปริวรรต ในตอนเย็นวันต่อมา
“กลับมาแล้วหรือพี่”วิกานดาออกมาต้อนรับพี่ชาย
“เพิ่งมาถึงกรุงเทพนี่แหละเหนื่อยมากเลย ปวดเมื่อยไปหมด แกอยู่ทางนี้เป็ยังไงบ้าง” ชายหนุ่มกล่าวพร้อมกับวางกระเป๋าเดินทางแล้วหย่อนกายลงนั่งที่โซฟา
วิกานดานั่งลงเคียงข้าง จ้องหน้าพี่ชายแล้วพูดว่า
“น้องฝันประหลาดไม่รู้ว่าจะอธิบายยังไง”
“ฝันเห็นพระแม่ใช่หรือเปล่า” ปริวรรตมองหน้าน้องสาว
“พี่รู้หรือ” วิกานดาประหลาดใจมาก
“พวกพี่ไม่ได้ฝันแต่เจอพระแม่จริง ๆ ที่บ้านของแวว แกคงรู้แล้วใช่มั๊ยว่าเื่ทั้งหมดเป็ยังไง”
“อืม รู้แล้วแต่ตอนแรกไม่แน่ใจว่าเป็ความจริงหรือความฝัน”
“พระแม่บอกจะมอบลายแทงไว้ที่แกแล้วได้มาหรือยัง”
“ยัง”
“อืม งั้นก็รอไปก่อนพี่ไปอาบน้ำก่อนนะ” นักร้องหนุ่มลุกขึ้น แล้วเดินไปยังห้องนอน
“จ้ะพี่เดี๋ยววิไปทำกับข้าวไว้รอนะ หิวหรือยัง”
“หิวแล้ว”เสียงปริวรรตดังออกมาจากห้อง
ค่ำวันเดียวกันที่บ้านของเสี่ยเริงศักดิ์
เภสันกับเรวดี ยังคงพักที่บ้านของเริงศักดิ์
“เป็ยังไงบ้างละลูก ไปทัศนศึกษาสนุกมั๊ย” พ่อของพิมพ์ดาราถามลูกสาวทั้งสอง
“สนุกค่ะพ่อได้ไปเห็นชนบทที่ไม่เคยเห็น ได้ััธรรมชาติที่สวยงาม อากาศก็บริสุทธิ์สะอาด”สาวพิมตอบ
“คุณอาเภสันมาถึงเมืองไทยหลายวันแล้วหรือคะ”พรดารีถาม
“ใช่จ้า ไม่ได้เจอกันสิบกว่าปีพวกหลานโตเป็สาวแล้วนะ” เภสันตอบ
“จะว่าไปก็ไวจริง ๆ นะคะวันเวลาในชีวิตเนี่ย เหมือนเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานเอง พิมยังจำได้ที่คุณอาเรวดีเคยซื้อตุ๊กตาให้ในงานวันรัฐธรรมนูญที่วังสราญรมย์นะค่ะ” พิมกล่าว
“เออ ใช่ ๆ พวกเธอสองคนยังตัวกะเปี๊ยกอยู่เลย”เรวดีหรือรมิตาเสริมความเห็น
“แหม น่าอิจฉานะคะ น้อง ๆ มีเวลาไปเที่ยวต่างจังหวัด แต่เพลินนี่สิ ต้องทำงานงกๆ คนเดียว” เพลินใจบ่น
“แกเป็พี่ก็ต้องรับผิดชอบมากหน่อย เออพรุ่งนี้พ่อว่าจะเข้าไปดูกิจการที่ไนต์คลับหน่อยนะ ห่างเหินมานานแล้ว”
“ดีค่ะพ่อ จะได้รู้ว่าเพลินเข้าไปพัฒนากิจการไปมากขนาดไหน”
“พ่อขึ้นนอนก่อนนะ พวกเราก็ตามสบายนะ” เริงศักดิ์ปลีกตัวขึ้นไปนอน
“พวกหนูก็ขอตัวก่อนค่ะ เดินทางมาทั้งวัน เหนื่อยมากเลยค่ะ”พิมกับพรก็แยกไปชั้นบนบ้าง
“อ้าว ไปกันหมด งั้นหนูก็ขอตัวเช่นกันนะคะคุณอา กู้ดไนท์ค่ะ”เพลินใจตามขึ้นไปอีกคน เหลือแต่เภสันกับเรวดีที่ยังนั่งอยู่ชั้นล่างในห้องรับแขก
“เธอก็ไปนอนได้แล้ว สักพักฉันก็จะนอนเช่นกัน”
“ค่ะ เ้านาย” แล้วเรวดีก็ปลีกตัวไป
ในคืนนั้น กามันดาใช้มนต์สะกดทุกคนในบ้านให้หลับหมดแล้วก็เข้าไปในห้องนอนของสาวพิม เขาเห็นหล่อนนอนห่มผ้าหลับตาพริ้มบนที่นอนจึงเอื้อมมือไปหมายจะลูบแก้มของหล่อน แต่เมื่อมือัักับพวงแก้มของพิมพ์ดาราก็รู้สึกเ็ปเหมือนมีลูกศรทิ่มแทงที่ฝ่ามือ เขาโกรธมาก จึงเลิกผ้าห่มขึ้นตั้งใจจะกอดปล้ำสาวสวย แต่ก็ยังมีลูกศรทิ่มแทงเขาอยู่ แม้จะไม่ทำให้เขาตายทว่ามันก็สร้างความรำคาญให้เขาจนหมดอารมณ์ จึงเปลี่ยนใจกลับไปนอนเสีย
เช้าวันรุ่งขึ้นที่บ้านของปริวรรต
บุรุษไปรษณีย์ขี่รถเวสป้ามาจอดหน้าบ้านแล้วกดออดเรียก วิกานดาก็เดินออกไปรับพัสดุที่ส่งมาจากคนไม่รู้จักเมื่อเธอแกะซองออกก็พบแผ่นหนังจารึกข้อความเป็คำกลอนที่เป็ปริศนาหรือว่านี่คือลายแทงที่พระแม่ส่งมาให้ หล่อนเอาแผ่นหนังนั้นไปให้พี่ชายดูคำกลอนนั้นมีข้อความว่า
“ พระพักตร์ราชันองค์ที่เจ็ด แย้มสรวลอย่างมีเลศไปในทิศอีสาน มองกาลน้ำลดจากขนดพญานาค ผุดขึ้นจากใต้น้ำคือกระดิ่งทองนำไปคล้องไว้กับคอวัว ปล่อยตัวให้เดินไปตามถนน ทวยเทพจะดลใจไปตามจำนง สู่ดงลิ้นจี่ที่ป่าใหญ่ใกล้ธารา พระบิดาอยู่ร่วมกับพระมารดร เหนือสิงขรกลางนครศิลามีอัปสราร่ายรำข้างน้ำตก มรดกยกไปไว้ในคูหา กลางพงไพรซ่อนไว้จากสายตาใครมีปัญญาจักได้ไปครองเอย” ปริวรรตอ่านข้อความจารึกแล้วก็ยังไม่เข้าใจ
“แกอ่านรู้เื่มั๊ย ยายวิ”เขาถามน้องสาว
วิกานดาส่ายหน้าแล้วว่า
“เหอะ ไม่รู้เื่เหมือนกันรู้แต่ว่า มีลำธาร มีน้ำตก มีป่า มีูเา มีพ่อแม่ มีลิ้นจี่ แต่ว่าอยู่ที่ไหนยังไม่รู้เลย”
ปริวรรตได้แต่ยืนนิ่ง ครุ่นคิดไม่พูดอะไร
ตอนสายวันนั้นที่บ้านของเสี่ยเริงศักดิ์
“อะไรนะอาวุธที่เราส่งไปให้พรรคคอมมิวนิสต์ถูกพวกทหารทำลายหมด เป็ไปได้ยังไง เออ ๆเท่านี้นะ” เ้าพ่อมาเฟียหัวเสียเป็อย่างมาก
“ใครกันวะที่ทำลายแผนการของพวกเรา” เขาบ่นกับตัวเอง
“มีเื่อะไรหรือ” เภสันถามขณะเดินเข้ามาในที่ทำงานของเสี่ย
“เอ่องานของเรามีอุปสรรคหน่อยครับนายของที่ส่งไปให้พวกคอมมิวนิสต์ถูกทหารของรัฐบาลทิ้งะเิทำลายหมด “
“ทำงานกันยังไงแล้วพวกทหารมันรู้ได้ยังไง ความลับของเรารั่วไหลแน่ ๆ มันต้องมีหนอนบ่อนไส้แกไปตามสืบมาให้ได้นะ” กามันดาหัวเสียอย่างมาก
“ครับเ้านาย ผมจะทำให้ดีที่สุด”
ค่ำวันนั้นที่สกายไลท์คลับ
วงเทวินคอรัสกลับไปเล่นดนตรีตามปกติ แต่ที่ไม่ปกติคือในคืนนี้ มีเสี่ยเริงศักดิ์เ้าของไนต์คลับมานั่งฟังด้วยหลังจากที่ร้องเพลงจบ หัสดีขึ้นร้องต่อไปปริวรรตก็ลงมาพบกับเริงศักดิ์และเพลินใจที่โต๊ะหน้าเวที
“พี่คะ นี่คุณพ่อเ้าของที่นี่ค่ะ คุณพ่อ นี่พี่วรรต ปริวรรตค่ะ” เพลินใจแนะนำให้สองคนรู้จักกัน
“สวัสดีครับเสี่ย” นักร้องหนุ่มยกมือไหว้ว่าที่พ่อตา
“หวัดดี เชิญนั่ง” เสี่ยยกมือรับไหว้ระดับอก
“ขอบคุณครับ”
“เป็ยังไงล่ะได้ข่าวว่าไปแสดงที่อุดร คนดูเยอะมั๊ย” เสี่ยถามก่อนจะยกบุหรี่ขึ้นสูบแล้วพ่นควันขึ้นเหนือศีรษะของปริวรรต
“เยอะอยู่ครับต้องขอบคุณคุณเพลินใจที่ให้โอกาสพวกผมได้ไปแสดงนะครับ”
“ไม่ต้องขอบคุณหรอกค่ะถ้าพวกพี่มีชื่อเสียงโด่งดัง ไนต์คลับของเราก็พลอยมีแขกมาเที่ยวเยอะขึ้น”เพลินใจกล่าว
ระหว่างสนทนากัน บ๋อยคนหนึ่งก็ถือนามบัตรมายื่นให้เพลินใจแล้วกล่าวว่า
“ผู้จัดการครับแขกที่โต๊ะนั้นขอเชิญไปพบครับ”
“อ้อ เดี๋ยวฉันตามไป ขอตัวไปพบแขกก่อนนะคะพ่อ” เพลินใจกล่าวก่อนจะลุกเดินไป
เสี่ยเริงศักดิ์นั่งอยู่กับปริวรรตเพียงลำพังก็กล่าวขึ้นว่า
“ยังไงก็ฝากไนต์คลับของเราด้วยช่วยกันดูแลให้มันดี อ้อ แล้วขออีกอย่าง ไม่จำเป็ก็อย่าไปยุ่งกับพิมพ์ดารานะจำไว้ ฉันไปละ” เสี่ยเริงศักดิ์ตบไหล่ปริวรรตเบา ๆ แล้วลุกไปจากที่นั่นชายหนุ่มก็อ้ำอึ้งพูดไม่ออก
ฝ่ายเพลินใจเดินไปถึงโต๊ะของชายคนหนึ่งแต่งตัวภูมิฐาน เขาเชื้อเชิญให้หล่อนนั่ง
“สวัสดีค่ะดิฉันเพลินใจเป็ผู้จัดการที่นี่ค่ะ มีอะไรให้รับใช้คะ”
“ผมชื่อ เจีย สุวัต เป็นักธุรกิจจากกัมพูชาผมมีกิจการโรงแรมและภัตตาคารที่พนมเปญและเสียมเรียบอยากจะว่าจ้างวงดนตรีและนักร้องของคุณไปแสดงที่โรงแรมของผมในเสียมเรียบคุณจะขัดข้องไหมครับ”
เพลินใจรู้สึกแปลกใจเล็กน้อยที่เหตุการณ์ดูเหมือนจะซ้ำรอยกับคราวที่เสี่ยประจักษ์มาว่าจ้างวงดนตรีไปเล่นที่อุดรแต่เธอก็ตอบไปตามเงื่อนไขเดิม
“ถ้าหากวงของเราไปแสดงที่นั่นแล้วทางนี้ขาดวงดนตรีไป แขกของเราคงไม่พอใจคุณมีเงื่อนไขอะไรมาชดเชยส่วนนี้ได้ไหมคะ”
“เื่นั้นไม่ต้องห่วง ผมจะว่าจ้างวงดนตรีจากฟิลิปปินส์มาเล่นที่นี่แทนชั่วคราวผมเคยจ้างแล้ว เขาเล่นได้ดีทีเดียว ส่วนค่าใช้จ่ายผมจะรับผิดชอบทั้งหมดตกลงไหมครับ”
“ยินดีค่ะแต่คุณต้องจ่ายมัดจำให้เราก่อนนะ”
“ได้ ไม่มีปัญหานี่ครับเช็คเงินสด คุณไปกรอกตัวเลขเอาเองเลย”เจียยื่นเช็คของธนาคารชาเตอร์ให้เพลินใจ
“โอเคค่ะ ตกลงตามนั้น”
ทั้งสองคนก็จับมือกัน
ในห้องผู้จัดการหลังจากไนต์คลับปิด
“พวกคุณต้องไปแสดงที่โรงแรมโตนเลโฮเต็ลของคุณเจียสุวัตเมืองเสียมเรียบ กัมพูชา ในอาทิตย์หน้านะ นี่เป็ที่อยู่และเบอร์โทรศัพท์ของเขาเดี๋ยวฉันจะเตรียมรถโดยสารไว้ให้”
“ได้เดินทางกันอีกแล้วหรือเนี่ย”ตรีมิตรบ่น
“ซัวซะเดยกำปูเจีย” คทาวุธหัดพูดภาษาเขมร
“เอ็งจะหาเมียเขมรหรือ” จักราถาม
“ป่าว กูหัดไว้เผื่อหลงทาง”
“กลับบ้านกลับช่องกันก่อนเถอะพวกเรา”สังข์ชัยกล่าว
แล้วคณะของเทวินคอรัสก็แยกย้ายกันกลับบ้าน ในขณะที่ถนนหน้าสกายไลท์คลับนั้นเจียสุวัตนั่งอยู่ในรถของเขา มองดูพวกปริวรรตแล้วก็แปลงร่างกลับเป็พระนารายณ์แวบหนึ่งก่อนจะคืนร่างเป็เจียดังเดิมแล้วขับรถออกไปจากที่นั้น ภารกิจของพวกปริวรรตในการตามหาเทวรูปองค์แรกที่กัมพูชากำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว
จบตอนที่ 5
โปรดติดตามตอนที่ 6 ปริศนาแห่งรอยยิ้ม
( แต่งตอนที่ 5จบเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2559 เวลา 18.30 น. อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี ประเทศไทย )