บทที่ สี่สิบเอ็ด
ภายในตำหนักฉือหนิงอันเงียบสงัดเงาไม้ไหวเอนพาดไปมาบนผืนพรมทอด้วยขนจิ้งจอกหิมะขลุ่ยหยกข้างฉากลายเมฆกระจายวางนิ่งอยู่บนแท่นหิน สะท้อนแสงวับวาวจากปลายม่านตา บนเก้าอี้พนักสูงบุผ้าทอไหมทองลวดลายวิจิตรขลิบแดงเลือดนก ฮองไทเฮาทรงเอนพระวรกายพิงเบาะนวล ผิวหน้าที่แม้ผ่านร้อนผ่านหนาวมายาวนานกลับยังคงอ่อนเยาว์กว่าคนช่วงอายุเดียวกันเหลือเพียงดวงเนตรที่ลึกซึ้งและคมกริบทอดพระเนตรตรงมายังขันทีผู้หนึ่งที่นั่งคุกเข่าอยู่ตรงหน้า
“เจ้าบอกว่า ถูกโบย?” เสียงแหบพร่าเอ่ยขึ้นช้าๆแต่กดต่ำจนชวนขนลุก
ขันทีนามว่าจางปินตัวสั่นเทิ้มอย่างยากจะฝืนแม้จะได้รับบาดเจ็บจากการถูกลากกลับมาจากตำหนักฟู่ตงเช่นกัน แต่เมื่อถูกเรียกตัวก็ต้องมากราบทูลเรื่องราวที่ตำหนักฉือหนิงเขาย่อมไม่อาจปฏิเสธ
“พ่ะย่ะค่ะ เซิน..มามายังไม่ฟื้นเลยพ่ะย่ะค่ะ” เขาคุกเข่าทาบหน้าผากลงบนพื้นเบื้องหน้าของพระนางด้วยความกลัวจนมือไม้เย็นเฉียบ“หมอตรวจแล้วแต่กล่าวว่าอาการทรุดหนัก เพราะรับโทษเกินกว่าร่างกายจะทนไหว”
ฮองไทเฮาไม่ขยับพระองค์แม้เพียงน้อยพระหัตถ์ที่เรียวยาวซึ่งวางอยู่บนที่วางแขนทำจากไม้หอมหายาก บีบรัดเบาๆจนปลายนิ้วจิกลงในผ้าไหมคลุมเบาะ เสียงในห้องเงียบสนิท มีเพียงเสียงลมหายใจของผู้คนและเสียงขลุ่ยหยกที่จู่ๆ กลิ้งตกจากแท่นกระทบพื้นหินเบาๆ ดัง ติง!
“เจ้าเล่ามาว่าเกิดอะไรขึ้น” พระสุรเสียงเอ่ยแผ่วแต่บรรยากาศรอบห้องกลับหนาวเยียบลงในทันที
ขันทีหนุ่มน้อยสะดุ้งสุดตัวก่อนเร่งกราบทูลด้วยเสียงตะกุกตะกัก “หลังจากที่เซินมามาไปถึงตำหนักฟู่ตงกระหม่อมเห็นว่านางไม่ได้รีรอเลย ทั้งยังรีบแสดงตัวตามพระบัญชาจากฮองไทเฮาแต่ทว่ากลับถูกขัดขวางโดยนางกำนัลสองนาง..คือซูเหยากับหม่าหงพ่ะย่ะค่ะ”
“ซูเหยา..หม่าหง?” ดวงเนตรของฮองไทเฮาหรี่แคบลงอย่างครุ่นคิดก่อนจะเอ่ยเสียงเย็นเฉียบ “สองนางนี้มิใช่คนที่ประจำอยู่ตำหนักเฉียนชิงหรือ?”
“พ่ะย่ะค่ะ เป็นเช่นนั้นจริง” ขันทีตอบเสียงเบา “กระหม่อมก็งุนงง ไม่ทราบว่าทำไมถึงมาที่ตำหนักฟู่ตง”
ฮองไทเฮาเงียบลงดวงเนตรทอดมองไปยังอ่างลายครามที่วางอยู่ข้างพระวรกายซึ่งมีดอกบัวสีขาวเพิ่งบานวางลอยอยู่บนผิวน้ำ หากแต่ภายในพระทัยของพระนางในขณะนี้กลับเดือดดาลราวน้ำเดือดในหม้อเหล็ก“แล้วของที่ควรจะเจอล่ะ?” พระสุรเสียงเอ่ยต่อเนิบๆ
ขันทีน้อยหลบตา“ไม่มีแม้แต่ชิ้นเดียวพ่ะย่ะค่ะทุกตู้ ทุกหีบ ทุกมุม ล้วนสะอาดเหมือนถูกเตรียมไว้ก่อน”
ริมพระโอษฐ์ของฮองไทเฮากระตุกเล็กน้อย“ลู่เจ่อ..” พระนางพึมพำ “ลู่เจ่อรายงานข้าว่าซ่อนของไว้แล้ว” ข้อนิ้วบีบเข้าหากันแน่นจนข้อต่อซีดขาวฮองไทเฮาทอดพระเนตรไปยังม่านไหมด้านข้างซึ่งปลิวไหวจากลมเบาๆ อย่างครุ่นคิด “หรือจะเป็นงูเห่าที่ซ่อนเขี้ยวหวังลอบกัดคนตอนเผลอ?”
พระนางทรงเรียกขันทีที่อยู่ใกล้ออกคำสั่งทันที“ไปตามลู่เจ่อมา”
ขันทีผู้รับคำสั่งถอยออกไปทว่าภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งถ้วยน้ำชา เขากลับรีบร้อนกลับมา พร้อมใบหน้าซีดเผือด “กราบทูลฮองไทเฮาพ่ะย่ะค่ะ..ไม่พบลู่เจ่อในเรือนนอนของขันทีไม่พบในตำหนัก และไม่พบแม้แต่ร่องรอยคนออกจากวัง”
ฮองไทเฮาทรงนิ่งงันไปชั่วครู่พระเนตรที่เยือกเย็นพลันแข็งกร้าวประหนึ่งน้ำแข็งบนยอดเขาสูง “หายไปแล้วหรือถูกทำให้หายไป?” พระนางไม่อาจจะแน่ใจได้ว่าลู่เจ่อคิดทรยศหรือถูกใครบางคนจับได้ก่อนเช่นนั้นจุดน่าสงสัยต่อไป “ซูเหยาหม่าหง” พระนางกระซิบกับตัวเองก่อนพระวรกายจะโน้มมาด้านหน้าเล็กน้อยดวงเนตรที่เปล่งประกายเยียบเย็นแทบจะสามารถจิกแทงผ่านม่านไหมไปถึงตำหนักฟู่ตง
“สตรีสองนางนี้อยู่ตำหนักเฉียนชิงมาช้านานอยู่ๆ กลับย้ายไปฟู่ตงโดยไม่มีผู้ใดกล่าวถึง..น่าสงสัยนัก”
ขันทีผู้อยู่ใกล้รีบเสริมเสียงเบา“ได้ยินว่าย้ายมาโดยไม่มีหนังสือย้ายตัวด้วยทั้งสองเป็นคนเก่าแก่ย่อมต้องรู้หลักเกณฑ์ ไม่ทำตามเช่นนี้ผู้สั่งการน่าจะ..” ความนัยเช่นนี้กล่าวออกมาใครๆก็ต้องฟังออก
หญิงสูงศักดิ์ค่อยๆลุกขึ้นจากเก้าอี้ ผ้าคลุมพระองค์สีม่วงเข้มปักลายเมฆมงคลด้วยไหมทองทอดยาวลงกับพื้นทรงก้าวไปยังแท่นหินริมหน้าต่าง หยิบหยกกลมสีเขียวมรกตขึ้นมาพลิกไปมาเบาๆ
“ข้ามองข้ามไปหรือ..” พระนางเอ่ยเสียงเบาเหมือนถามตัวเองหากแต่ในดวงเนตรกลับมีเพลิงแห่งความคั่งแค้นคุกรุ่นคนที่ยื่นมือมาปกป้องหลี่ผินเป็นคนผู้นั้นหรือ และเขาก็เลือกที่จะไม่ประนีประนอมกับนางเลยป่านนี้คงลือไปทั้งหกตำหนักว่าหลี่ผินเย้ยนางอย่างไรลงโทษคนของตำหนักฉือหนิงได้ตามใจ หยามหน้าฮองไทเฮาอย่างนาง
หลังเสร็จสิ้นการรับฟังเรื่องราวจากขันทีน้อยที่รายงานเหตุการณ์ความล้มเหลวในการค้นตำหนักฟู่ตงฮองไทเฮาแม้ยังทรงไร้วาจาโกรธกริ้วแต่ในพระทัยกลับร้อนรุ่มยิ่งนักความผิดพลาดเช่นนี้ นางไม่อาจปล่อยให้ผ่านไปโดยไม่กระเทือนชื่อเสียงของตนหากไม่เร่งหาทางเบี่ยงเบนความสนใจอาจมีเสียงซุบซิบไหลย้อนกลับมาที่ตนแล้วสาดไปทั่วแผ่นดิน
ในท้ายยามเซินช่วงเวลาแสงอ่อนสาดผ่านหลังคาแก้วตำหนักเฉียนชิงกลุ่มเมฆบางลอยต่ำ กลีบดอกไม้ร่วงโรยปลิวผ่านลมเย็นพัดเฉื่อยเฉื่อยในห้องทรงงานกลางตำหนัก เงาเรียวสูงของบุรุษผู้หนึ่งดวงหน้าคมคายแต่เรียบเฉย
โม่เหวินหานยืนพิงโต๊ะหนังสือทอดตามองกระดาษคำกราบทูลที่ทับไว้ด้วยแท่นหมึกมรกตเงียบๆ แต่แล้วเสียงฝีเท้าค่อยๆใกล้เข้ามา ร่างของขันทีคนสนิทก้าวเข้ามาในห้องก่อนโค้งคำนับและกล่าวด้วยเสียงแผ่ว
“ฝ่าบาท..ฮองไทเฮาทรงประสงค์เข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ”
โม่เหวินหานละสายตาจากเอกสารพลิกข้อมือเก็บพู่กันลงในกระถางปากแคบ จากนั้นพยักหน้าเพียงเล็กน้อยเขาไม่เอ่ยสิ่งใดเพิ่มเติม
เสียงขยับของผ้าหนักดังขึ้นอย่างนุ่มนวลพลันม่านไหมด้านหน้าก็ถูกเปิดออกชายผ้าคลุมลวดลายหงส์ประดับด้ายเงินลากยาวไปตามพื้นหินขาวปรากฏเข้ามาในสายตาร่างของหญิงสูงวัยผู้หนึ่งที่เต็มไปด้วยอำนาจ
“เสด็จย่า” โม่เหวินหานเอ่ยทักอย่างเรียบเฉยเมื่อพระนางทรงนั่งลงบนเก้าอี้ไม้หอมเบื้องหน้าของเขา “เสด็จย่ามาที่นี่ มีเหตุอันใดหรือ?”
ฮองไทเฮายิ้มบางๆก่อนจะวางพัดหยกในพระหัตถ์ลงบนตัก พัดนั้นทอลวดลายเมฆพันเถาวัลย์แต่ท่าทางนางในเวลานี้กลับนิ่งขรึมยิ่งกว่าหงส์ที่เก็บปีกไว้ในลมหนาว “ข้ามิได้มีเรื่องใหญ่โต เพียงแต่ได้ยินมาว่าฝ่าบาททรงคิดเปลี่ยนกฎเกี่ยวกับวังหลังจึงอยากมาสนทนาด้วยตนเอง”ฮองไทเฮากล่าวด้วยเสียงราบเรียบแต่แฝงความหนักแน่น
โม่เหวินหานเลิกคิ้วเพียงเล็กน้อยแล้วเอ่ยขึ้น“กฎเกี่ยวกับวังหลังหรือ..เสด็จย่าหมายถึงการเปิดให้สตรีในวังหลังเรียนวิชาต่างๆได้อย่างเสรีแม้กระทั่งขี่ม้ายิงธนู?”
“ใช่แล้ว” พระนางพยักหน้าเบาๆก่อนทอดพระเนตรไปยังภาพวาดบนผนัง “เรื่องนี้แม้ฟังดูคล้ายความหวังดีแต่หากมองให้ลึก อาจสะเทือนขนบโบราณที่มีมาแสนนานสตรีในวังหลังควรจะอ่อนหวานนุ่มนวล สงบเสงี่ยมเหมือนกลีบบุปผา มิใช่เหล็กกล้าในคราบแพรไหม”
โม่เหวินหานได้ยินดังนั้นจึงหัวเราะในลำคอเบาๆ“แต่บัดนี้พวกเราไม่ได้อาศัยอยู่ในแคว้นเล็กๆแล้วมิใช่หรือ?นี่คือแผ่นดินจินหยางแผ่นดินที่กวงเหิงฮ่องเต้ทรงใช้เวลาทั้งชีวิตรวบรวมด้วยหยาดเหงื่อและโลหิตการเปลี่ยนแปลงไม่ใช่ภัยหากแต่เป็นความกล้าหาญ” คำกล่าวของเขาหนักแน่นราวเสียงเหล็กกระทบหิน ฮองไทเฮาชะงักเพียงครู่สีหน้าที่เรียบสงบกลับฉายแววตะลึงอยู่ชั่วพริบตาหากแต่ซ่อนมันไว้เบื้องหลังรอยยิ้มเช่นเดิม
โม่เหวินหานยังคงกล่าวต่ออย่างไม่ลังเล“หากเสด็จย่าจำได้แม้แต่กวงเหิงฮ่องเต้ผู้ครองบัลลังก์พระองค์ก่อนยังเคยตรัสไว้ว่าวันหนึ่งแผ่นดินนี้ต้องเปลี่ยนหากผู้ปกครองมัวแต่ยึดติดอดีต ย่อมจะถูกวันเวลาละลายหายเช่นธารน้ำแข็ง” เสียงของโม่เหวินหานลดต่ำลงแต่แฝงความเย็นเฉียบ “ถ้าไม่ประสงค์จะรับรู้ขอเพียงเสด็จย่าอย่าหูเบาฟังเสียงกระซิบจากข้างหูมากเกินไป”
ฮองไทเฮานิ่งงันเปลือกตาสั่นระริกเพียงวูบหนึ่ง มือที่วางบนตักแน่นขึ้นจนเห็นเส้นเอ็นชัดพระนางรับรู้ได้ทันทีว่าภายใต้คำพูดเหล่านั้น มีบางสิ่งซ่อนอยู่ความหมายที่ถูกส่งตรงมาไม่ต่างจากลูกศรเคลือบยาพิษที่พุ่งทะลุม่านมุกเข้าสู่กลางใจ แต่ไม่นานนักพระนางก็ระบายลมหายใจยาว แล้วแย้มยิ้มบางอย่างเข้าใจ
“ผู้ที่เข้าใจในพระราชดำรัสของกวงเหิงฮ่องเต้ที่สุดก็คงเป็นเทียนหลงฮ่องเต้..ผู้ปกครองใต้หล้าองค์ปัจจุบัน” ฮองไทเฮาเอ่ยอย่างอ่อนโยน “เช่นนั้นคงไม่จำเป็นต้องกล่าวสิ่งใดอีกที่เหลือก็ให้เป็นหน้าที่ของขุนนางฝ่ายหน้าที่จะพิจารณา ย่าก็อายุมากแล้วอยู่ไม่ได้นานนัก การที่ยังพอเดินได้ คิดได้ ย่อมหวังเพียงให้ฝ่าบาทมั่นคงยิ่งใหญ่..ขอให้เทียนหลงฮ่องเต้เข้าใจบ้าง”
เมื่อเอ่ยจบพระนางก็ลุกขึ้นอย่างสง่างาม เตรียมจะเอ่ยลาถอยออกไปจากห้องแต่ยังไม่ทันได้เอ่ยคำลา เสียงทุ้มต่ำก็ดังขึ้น
“เดี๋ยวก่อน” โม่เหวินหานก้าวออกจากหลังโต๊ะทรงงานเดินไปยังมุมหนึ่งของห้องที่มีตู้ไม้เนื้อแข็งสีเข้มตั้งตระหง่านก่อนหยิบกล่องไม้หอมขนาดเล็กทรงแบนยาวขึ้นมาใหญ่กว่าฝ่ามือประมาณหนึ่งกล่องนั้นผนึกลายเมฆทองคำทั้งฝังหยกที่ฝา หรูหราแต่เรียบสง่า เขากล่าวเบาๆขณะยื่นให้ “เสด็จย่าควรรับไว้”
ฮองไทเฮายื่นมือไปรับเมื่อปลายนิ้วสัมผัสผิวไม้ที่ยังอุ่นอยู่ หัวใจของนางก็พลันเต้นระรัวแค่เห็นเพียงลายแกะสลักภายนอก นางก็รู้ทันทีว่า..
เมื่อเปิดฝากล่องออกสิ่งที่อยู่ภายในปรากฏเป็นกระจกมือโบราณขอบแกะสลักด้วยลายเถาวัลย์พัวพันลงบนกระจกสลักชื่อ ‘เยว่ฮวาเจี้ยน’ หมายถึงดาบแห่งบุปผาในจันทร์มีเรื่องเล่าว่าตัวกระจกโบราณนี้ส่องไม่ใช่ภาพเงาธรรมดา แต่มีคุณสมบัติพิเศษจะช่วยสงบใจให้ผู้ที่ส่องได้ยามใจไม่นิ่ง
เป็นของที่ควรอยู่คลังของฮองไทเฮาแต่มันหายไป..และไม่ควรจะอยู่ที่นั่นไม่ใช่หรือ? ฮองไทเฮาเบิกตาเล็กน้อยแต่เก็บสีหน้าไว้ก่อนเอ่ยถามช้าๆ “ของสิ่งนี้..มาอยู่กับฝ่าบาทได้อย่างไร”
โม่เหวินหานมองตรงเข้าไปในดวงตานางก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงนิ่งเย็น “ลู่เจ่อ..ขันทีผู้นั้นเสด็จย่าไม่ต้องตามหาอีกเราจัดการไปแล้ว”ก่อนจะกล่าวเสริม “จากนี้ให้เข้าใจว่าเพราะเซินมามาเป็นผู้ที่คิดว่าหลี่ผินขโมยของเสด็จย่าไปนั้นนางทำเกินกว่าเหตุ..และอ้างรับสั่งของเสด็จย่าไปปฏิบัติงานทั้งที่ไม่รับอนุญาตแต่ความจริงของชิ้นนี้ไม่เคยหายไป”
“ฝ่าบาทหมายความว่า..”
“เรื่องนี้จะได้ไม่ถือว่าเกี่ยวข้องกับเสด็จย่าแต่เป็นความผิดของเซินมามาผู้ล่วงเกินผู้อื่นเพราะก่อความผิดโดยไร้การไตร่ตรอง” เขาหยุดชั่วครู่ก่อนกล่าวต่อ “หากเสด็จย่าไม่อยากพบเรื่องปวดใจอีกโปรดอย่าให้เสียงนกเสียงกาเข้าหูมากเกินไป”
บรรยากาศรอบห้องนิ่งงันใบไม้แห้งบางส่วนนอกหน้าต่างเริ่มร่วงโรยตามแรงลม สายตาของฮองไทเฮาทอดลงบนกระจกเยว่ฮวาเจี้ยนในมือช้าๆก่อนปิดกล่องอย่างสงบนิ่ง แม้ไม่มีคำใดหลุดจากปากนางทว่านัยน์ตาของผู้ชราชั้นสูงกลับสะท้อนทั้งความพ่ายและจำนน
ณตำหนักฟู่ตง เหล่านางกำนัลขันทีต่างทยอยกันเก็บกวาดข้าวของที่ถูกรื้อให้กลับมาเป็นระเบียบอย่างแข็งขันแม้จะผ่านเหตุวุ่นวายไปไม่กี่ชั่วยามก่อนแต่บรรยากาศในตำหนักกลับยิ่งคึกคักราวพายุที่ซัดผ่านพ้นไปแล้วเหลือไว้เพียงกลิ่นดินชุ่มฝนที่ฟ้าเริ่มเปิด
ภายในเรือนส่วนตัวร่างของหญิงสาวในอาภรณ์ผ้าแพรนั่งพิงหมอนใบใหญ่บนตั่งไม้หลิวชิงเซียงหรือหลี่ผินแห่งตำหนักฟู่ตงผู้ซึ่งเพิ่งผ่านคืนพายุการลอบใส่ร้ายมาได้อย่างเฉียดฉิว
ข้างตั่งนั้นมีอิงหลานและฟ่านหรูสองนางกำนัลคนสนิทท่าทางผ่อนคลายไปตามๆกัน เสียงหัวเราะคิกคักเบาๆดังขึ้นท่ามกลางกลิ่นหอมของดอกเก๊กฮวยที่ลอยอยู่ในน้ำชาในถ้วยขาวเคลือบฟ้า
“หลี่ผินเจ้าคะ..ได้เห็นไหมเจ้าคะ” อิงหลานเป็นฝ่ายเริ่มบทสนทนาดวงตากลมโตเปล่งประกายสดใสขณะยกพัดไม้ไผ่ทาสีอ่อนพัดไล่ลมอยู่เบาๆ “ตอนพวกของเซินมามาบุกเข้าตรวจค้นมาทั้งตำหนักแทบลุกเป็นไฟเจ้าค่ะ แต่พอค้นๆ ไปพวกนางหน้าซีดเป็นไก่ต้ม..ยิ่งค้นก็ยิ่งถอดสีเห็นแล้วน่าสมเพชนัก”
“ฮื่อ! ใช่เลย!” ฟ่านหรูที่ยืนอยู่อีกฟากหนึ่งของตั่งรีบเอ่ยเสริมน้ำเสียงคลอด้วยความสะใจ “ตอนแรกที่เปิดประตูห้องเก็บของพวกนางยังทำหน้ามั่นอกมั่นใจ พอผ่านไปครู่เดียวกลับกลืนน้ำลายตัวเองแทบไม่ทันเดินออกมาอย่างหมดแรงราวกับเพิ่งปีนเขามาสิบลูกเห็นแล้วแทบกลั้นหัวเราะไม่ไหวเลยเจ้าค่ะ!”
ทั้งสองนางกล่าวพลางหัวเราะเบาๆมือยังคงหยิบขนมอบงาดำในถาดทองคำมาส่งให้ผู้เป็นนายกัดเล่นราวกับไม่ได้อยู่ในตำหนักวังหลังที่อาจพลิกเป็นสนามรบได้ทุกยามแต่ในขณะเดียวกันก็มิได้ลืมขีดแบ่งฐานะที่ตนยังต้องให้ความเคารพต่อผู้เป็นนาย
อิงหลานยังไม่ทันหยุดเล่าก็รีบเอ่ยต่อด้วยแววตาเป็นประกาย “แล้วดูเถอะเจ้าคะยังกล้ามากล่าวหานายหญิงของหม่อมฉันว่าเป็นขโมย นางคิดได้อย่างไรมีที่ไหนสนมคนโปรดได้รับของพระราชทานมากมาย ทั้งชุดผ้าไหม เครื่องประดับหีบเครื่องหอม พัดทอง ยังจะต้องไปลักเอาของต่ำต้อยพวกนั้นอีก!”
ฟ่านหรูพยักหน้ารับอย่างแรงจนปอยผมหน้าร่วงลงมานางรีบเสยขึ้นอย่างเงอะงะพลางกล่าวต่อ “ขนาดคนรับใช้อย่างหม่อมฉันยังอดคิดไม่ได้เลยว่านางช่างกล้า! ใส่ร้ายราวกับหลี่ผินเป็นโจรเร่ร่อนให้ตายเถอะ!”
หลิวชิงเซียงที่นั่งเงียบฟังอยู่นานยกถ้วยชาหอมขึ้นจิบเบาๆ ก่อนวางลงบนถาดชาทองเหลืองข้างตัวสายตาของนางทอดยาวไปยังนอกหน้าต่างที่มีเงาไผ่พาดผ่านผ้าม่านลายเมฆพลิ้วเสียงหัวเราะของสาวใช้สองนางยังดังก้องในหู แต่ในใจของหลี่ผินผู้นี้กลับพลันปรากฏรอยยิ้มจางๆ พร้อมความครุ่นคิดที่แทรกขึ้นมา ‘หากวันนั้นไม่บังเอิญพบลู่เจ่อเข้าโดยมิได้ตั้งใจ..จะเป็นอย่างไร’
แม้ไม่ได้พูดถึงแต่นางรู้ดีว่าที่รอดพ้นมาได้เพราะความโชคดีส่วนหนึ่งและความช่วยเหลือจากเขาส่วนหนึ่งสิ่งของที่ลู่เจ่อทิ้งไว้นั้น หากไม่จับได้ก่อนแผนการทั้งหมดที่พวกนั้นวางไว้คงเป็นไปอย่างสมใจคืนนั้นนางต้องขอบคุณสารลับจากหลี่เสวี่ยแท้ๆ
‘หลี่เสวี่ย’ เพียงคิดถึงชื่อนั้นแววตาของหลิวชิงเซียงพลันเงียบขรึมลง สารลับจากหลี่เสวี่ยที่ฝากมาให้นางถึงเวลาที่นางต้องทำตามแล้ว
หลิวชิงเซียงพลิกปลายนิ้วเกลี่ยชายเสื้อของตนเบาๆก่อนกล่าวขึ้นเรียบ “อิงหลานฟ่านหรู..ไปแจ้งกงกงถวายงานว่าเรามีระดูและเริ่มมีไข้อ่อนๆ ขอพักสักหน่อย คงไม่อาจปรนนิบัติฝ่าบาทได้สองสามวัน” เสียงพูดของนางไม่ได้แผ่วเบาแต่นิ่งชัดจนทั้งสองสาวใช้นัยน์ตาสบกันโดยมิได้นัดหมาย
อิงหลานเลิกคิ้วเล็กน้อยอย่างฉงน“แต่ยังไม่ถึงคราวของระดูนี่เจ้าคะ?” ฟ่านหรูก็พยักหน้าเบาๆสีหน้าฉายแววประหลาดใจแต่ไม่กล้าเอ่ยมากเกินกว่าที่ควร
หลิวชิงเซียงปรายตามองทั้งสองด้วยสีหน้าที่กลับมาเรียบสงบ“ไปแจ้งก็พอ แล้วอย่าแพร่งพรายด้วย”
เสียงนั้นแฝงไว้ด้วยแรงกดอันเยียบเย็นทั้งสองนางสะดุ้งเงียบรีบก้มหน้ารับคำในทันที “เจ้าค่ะ!”
อิงหลานรีบหันไปเตรียมเสื้อคลุมให้ผู้เป็นนายส่วนฟ่านหรูก็ลุกขึ้นเตรียมไปส่งข่าวทั้งสองแบ่งงานกันทำอย่างลงตัวไม่มีใครเอ่ยถามที่มาที่ไปของเหตุผลอีกถ้านายหญิงสั่งพวกนางก็ทำตามเพียงทำนั้น