เทียนนักรบยอดคุณหมอ ภาคสาม ตอนกำเนิดจ้าวสวรรค์

    ตอนที่ 29 ศิษย์สืบทอดสำนักเทพยุทธ์

    หลังจากเทียนได้เป็นนักสู้อันดับ ที่ 1 ท่านหัวหน้าสำนักเทพยุทธ์ก็เชิญตัวให้เทียนเข้าเรียนที่สำนักเทพยุทธ์ โดยนายท่านสี่ สนับสนุนเต็มที่ โดยให้ได้รับการแต่งตั้งเป็นศิษย์ หลักของหัวหน้าสำนักเทพยุทธ์โดยตรง สร้างความอิจฉาให้กับศิษย์ทั่วไป ศิษย์สายนอก ศิษย์สายใน เป็นอย่างมาก เทียนเข้ามาข้ามหน้าข้ามตาพวกเขาไปจนหมด ส่วนศิษย์หลักของท่านหัวหน้าสำนักเทพยุทธ์ มีแค่เพียงผู้เดียวและเป็นผู้หญิงเท่านั้น

    “นายท่านสี่เรื่องนี้ ท่านหัวหน้าสำนัก ท่านรู้หรือยังว่านี่คือร่างแปลงของข้า”

    เทียนเอ่ยด้วยความตกใจที่จู่ๆ ก็ถูกแต่งตั้งให้เป็นศิษย์หลักของเจ้าสำนักเทพยุทธ์

    “ ข้าบอกเรื่องนี้แล้ว ท่านดูการแข่งขันของเจ้าทุกครั้ง ท่านไม่มีบุตรชาย มีแต่ ชิงอี้เป็นลูกศิษย์หญิงแต่เพียงผู้เดียว คนเก่งอย่างเจ้าอาจเป็นคนที่ต้องถูกอิจฉา ริษยาเป็นเรื่องธรรมดา” นายท่านสี่กล่าวยิ้มๆ

    “ ว่าแต่ท่านได้ยินข่าวของจักรวรรดิเหวินหมิงบ้างไหม” เทียนไม่เห็นมีข่าวการตายของจ้าวจักรวรรดิออกมาเลย

    “ มีข่าวแจ้งออกมา ว่าจักรวรรดิเหวินหมิง ขอทำสัญญาสันติภาพ 20 ปีกับทุกจักรวรรดิ แล้วทุกจักรวรรดิก็ตอบรับสัญญานี้ด้วยดี โดยที่ตัวแทนสำนักเทพยุทธ์โดยนายท่านรองเป็นพยานรับทราบ ไม่มีใครทราบสาเหตุแน่ชัดเกี่ยวกับเรื่องนี้ อาจเป็นเพราะ จ้าวจักรวรรดิเหวินหมิง บาดเจ็บ ทำให้พลังลดลง ซึ่งเรื่องนี้ทุกคนต่างได้รับบาดเจ็บกันทั้งนั้น กว่าจะฟื้นตัวคงจะใช้เวลาเป็นปี ” นายท่านสี่เอ่ยตอบเทียน ซึ่งเทียนคิดในใจ ท่านราชันพรหมเทพฉลาดไม่เบา ไม่ยอมเปิดเผยว่าจ้าวจักรวรรดิเหวินหมิงตายไปแล้ว แล้วเขามั่นใจได้อย่างไรว่าเราจะไม่พูดเรื่องนี้

    “ อาเทียน ข้ารู้ว่าเจ้ายังคงแค้นจ้าวจักรวรรดิเหวินหมิงอยู่ แต่ว่าเจ้ายังเด็กหนทางยังอีกยาวไกล ยังไม่คิดเรื่องความแค้นให้มากนัก ไว้ให้โตเป็นผู้ใหญ่ค่อยๆ คิดกัน

    นี่ได้เวลาแล้ว ข้าจะพาเจ้าไปพบกับท่านเจ้าสำนัก” นายท่านสี่แนะนำเทียนแล้วก็รีบพาเทียนไปพบเจ้าสำนักเทพยุทธ์ทันที ซึ่งเทียนก็ได้แต่พยักหน้า ไม่แสดงความรู้สึกใดใด คิดว่าเป็นแบบนี้ก็ดี ชาวบ้านจะได้อยู่กับอย่างสงบไม่มีสงคราม

    นายท่านสี่พาเทียนมาที่สำนักเทพยุทธ์ เทียนเปลี่ยนเป็นร่างจริง เดินเข้ามาในห้องโถง โดยมีศิษย์สำนักเทพยุทธ์ที่ยืนมองอยู่ด้านข้าง นับร้อยคน เทียนมองไปทีบัลลังก์มีชายวัย 80 ปีนั่งอยู่เป็นประธาน มีสตรีวัย 18 ยืนด้านข้างอย่างสำรวม

    และด้านหน้าซ้ายขวา คงจะเป็นนายท่านรอง กับ นายท่านสาม และพวกราชทัณฑ์ทั้งสิบคนที่ยืนเรียงกันครบสิบ ที่ถูกเทียนฆ่าตาย คงหามาใหม่จนครบแล้ว

    “ หลี่เทียนมายืนข้างหน้าข้า” หัวหน้าสำนักเรียกเทียนให้มายืนตรงกลาง

    “ ต่อไปนี้เป็นต้นไป หลี่เทียนเป็นศิษย์หลักและเป็นผู้สืบทอดจากข้า” เจ้าสำนักพูดออกไป ท่านรอง กับ ท่านสาม เอ่ยแย้งทันที

    “ ไม่ได้นะท่านเจ้าสำนัก เขายังเด็กนักจะเป็นผู้สืบทอดจากท่านได้อย่างไร ไว้โตกว่านี้ค่อยแต่งตั้งก็ยังไม่สาย” นายท่านรองอายุเจ็ดสิบกว่าแล้วรีบเอ่ยแย้ง โดยนายท่านสามพยักหน้าเห็นด้วย ทุกคนที่ในนี้ก็เห็นด้วยกันทุกคน

    “ เดี๋ยวนี้ พวกเจ้าไม่เชื่อสายตาของข้าแล้วหรือ ไม่เป็นไร หากว่าศิษย์คนใดที่คิดว่าข้าดูผิดไป สามารถท้าประลองกับหลี่เทียนตอนนี้ได้เลย ใครชนะเขาได้ข้าจะแต่งตั้งคนนั้นเป็นศิษย์หลัก พวกเจ้าเห็นด้วยไหม” เจ้าสำนักหันไปถาม นายท่านรอง นายท่านสามที่รู้สึกยินดีแต่ นายท่านสี่ฟังแล้วก็นิ่งเฉยไม่พูดอะไร มีแต่รอยยิ้มที่มุมปากนิดหนึ่ง

    นายท่านรองกับนายท่านดีใจยิ่งนักรีบสั่งให้บุตรชายหลายชายเตรียมตัว เข้าต่อสู้ก่อนเลย เด็กอายุเพียง 7 ปีเท่านั้น ใครต่อสู้ก่อนมีโอกาสก่อน นายท่านรองกับนายท่านสามถึงกับแย่งกันสู้ก่อน เจ้าสำนักเลยให้จับฉลาก คนที่ได้ต่อสู้ก่อนกับเทียนคนแรก คือ ลูกคนโตของนายท่านรอง อายุพอๆ กับ นายท่านสี่ คือสี่สิบปี

    มีพลังเทพยุทธ์ระดับ 35 แล้วด้วย และมีวิญญาณสัตว์เป็นราชสีห์หมื่นปีสีทอง

    เดินเข้ามาหาเทียนที่กลางสนามประลอง ของสำนัก โดยมีคนดูเป็นพันๆ คน ทุกคนต่างส่งเสียงเสียดายที่ไม่มีโอกาสได้สู้ก่อน พอกรรมการประกาศเริ่มได้

    เทียนปล่อยพลังวิญญาณสัตว์ราชาหมีใหญ่คำรามก้องออกมา ร่างของราชสีห์ถูกกระแทกด้วยพลังเสียงสลายไป เทียนก็กระโดดเตะไซด์คิกเข้าใส่ลูกชายคนโตของนายท่านรอง กระเด็นสลบตกเวที พ่ายไปยังไม่ทันได้ต่อสู้เลย

    คนต่อมาเป็นบุตรชายคนโตของ นายท่านสาม มีพลังเทพยุทธ์ระดับ 37 แล้วและมีพลังวิญญาณสัตว์เป็น จระเข้หมื่นปี พอขึ้นมาก็ปล่อยจระเข้ยักษ์ออกมา เทียนปล่อยราชาหมีออกมาเช่นเดิม จระเข้เจอราชาหมีไม่นานก็ถูกฟาดจนตาย เทียนปล่อยหมัดเข้าใส่ปลายคางของบุตรชายของนายท่านสาม ล้มสลบไปเช่นกัน

    เทียนไม่อยากเสียเวลาอีก เลยบอกศิษย์ทุกคนไปว่า

    “ ที่เหลือขึ้นมาให้หมดเลย หายว่าภายใน 5 นาที ข้าไม่สามารถล้มทุกคนได้ ข้าจะไม่ขอเป็นศิษย์สำนักเทพยุทธ์อีกต่อไป” เทียนพูดออกไปแบบนี้ ทุกๆคน ที่ได้ฟังก็โมโหยิ่งนัก ต่างกระโดดขึ้นมาจนเต็มเวทีประลองไปหมด ดีที่เวทีประลองนี้ใหญ่จุคนได้เกือบ ห้าร้อยคน มีลูกศิษย์ที่ลงชื่อเพียงร้อยคน แต่คนที่ขึ้นมาเท่าที่นับได้ เกือบ สามร้อยคน

    นายท่านสี่จะประท้วง แต่ก็ถูกเทียนยกมือห้ามไว้ พอกรรมการประกาศเริ่มได้

    เทียนแปลงร่างเป็นมังกร ไล่ฟาดศิษย์ที่อยู่บนเวที จนร่วงกระเด็นตกเวทีไปเกือบหมด ที่เหลือยังไม่ยอมลง เทียนพ่นไฟไล่ไปอีก ต่างหลบหนีกันอย่างโกลาหล แย่งกันกระโดดเวที ไม่มีเหลือ คำนวณเวลาไม่ถึง หนึ่งนาทีด้วยซ้ำก็แพ้แล้ว

    คราวนี้ทุกคนต่างนิ่งเงียบ เจ้าสำนักเรียกเทียนมาใกล้ แล้วมองป้ายหยกประจำตัวไว้ให้ แล้วพาเทียนออกจากที่นีไปที่ห้องส่วนตัว โดยมีนายท่านสี่ กับ ชิงอี้ศิษย์หลักอีกคนเท่านั้น

    “ ฮ่า ฮ่า ฮ่า สะใจข้านัก ไอ้พวกนี้ที่ผ่านมาข้าตามใจพวกมันจนเคยตัว โดนอาเทียนสั่งสอนซะบ้าง” ชิงอี้นำถ้วยน้ำชามาให้ เทียนคำนับท่านอาจารย์เจ้าสำนักอย่างเป็นทางการ

    “ ต่อไปเจ้าก็ย้ายมาอยู่เสียที่นี่ซะ แล้วนี่เจ้าบอกกับคนตระกูลลี่แล้วหรือยัง”

    “ ยังขอรับ”

    “ อาสี่เจ้าไปช่วยพูดเรื่องนี้แทนข้าด้วย” นายท่านสี่รับคำ

    “ อาเทียนเจ้าไปจัดการธุระให้เรียบร้อยก่อน แล้วค่อยกลับมาหาชิงอี้พรุ่งนี้เราค่อยคุยกันต่อ” เทียนเดินออกมาจากสำนักเทพยุทธ์ ด้วยสีหน้าไม่สบายใจไม่รู้ว่าจะเอ่ยกับอาจารย์ลี่ชิงอย่างไร นายท่านสี่เห็นสีหน้าเทียนเลยอดถามไม่ได้

    “ เป็นอะไร สีหน้าเหมือนไม่สบายใจ”

    “ นายท่านสี่ ข้าไม่รู้จะพูดกับ อาจารย์ลี่ชิงอย่างไรที่จะย้ายมาอยู่ในสำนักเทพยุทธ์”

    “ ต่อไปเรียกข้าว่า ลุงสี่ ไม่ต้องเรียกนายท่านสี่ คนกันเองทั้งนั้น ส่วนเรื่องอาจารย์ลี่ชิงเจ้าไม่ต้องกังวล ข้าจะคุยเอง เชื่อว่าเขาต้องยินดีมากกว่าที่จะให้เจ้าอยู่ในตระกูลลี่” นายท่านสี่พูดให้เทียนสบายใจ พอเทียนไปถึง อาจารย์ลี่ชิงก็รีบเข้ามาถามว่าเทียนหายไปไหนไม่ยอมบอก ทำให้เป็นห่วง ทำให้เทียนรู้สึกพูดไม่ออกมองหน้า นายท่านสี่ที่มาด้วย

    “ อาจารย์ลี่ชิง ท่านเจ้าสำนักเทพยุทธ์ได้รับ อาเทียน เป็นศิษย์สืบทอดของเขาแล้ว วันนี้ข้ามาขออนุญาตเจ้า หวังว่าเจ้าจะเห็นแก่อนาคตของเขา “นายท่านสี่เอ่ยเปิดทางไว้ก่อน

    “ อะไรนะ นี่เจ้าไปรู้จักกับท่านเจ้าสำนักตั้งแต่เมื่อไร” อาจารย์ลี่ชิงสงสัย แต่ในใจเริ่มรู้สึกใจหายไม่อยากให้เทียนต้องจากไป

    “ รู้จักกันตอนที่อาเทียนไปที่สนามเทพยุทธ์ “ นายท่านสี่ตอบแทน

    “ อาเทียนเจ้าอยากไปอยู่สำนักเทพยุทธ์ไหม” อาจารย์ลี่ชิงเอ่ยถามเบาๆ

    เทียนพยักหน้า

    “ ถ้าเช่นนั้นเจ้าก็ไปเถอะ ได้เป็นศิษย์ผู้สืบทอดของเจ้าสำนักเทพยุทธ์ อนาคตต้องดีกว่าอยู่ที่นี่แน่ เจ้าไปเถอะ”

    อาจารย์ลี่ชิงพูดแค่นั้นก็ดึงเทียนมากอดด้วยความอาลัย เทียนก็รู้สึกเหมือนกัน

    ยิ่งได้กอดกับอาจารย์ลี่ชิง ที่คอยดูแลเทียนมาตลอดทำให้คิดถึงแม่เจนยิ่งนัก

    “ พวกเจ้าทั้งสองทำท่าเหมือนจากกันไปไกล สำนักเทพยุทธ์กับที่นี่ห่างกันแค่ไม่กี่ถนน คิดถึงเมื่อไร เจ้าก็เดินไปหาอาเทียนแค่นี้เอง” นายท่านสี่เอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ทำให้อาจารย์ลี่ชิงรู้สึกดีขึ้นมาบ้าง แล้วเทียนก็ย้ายมาอยู่ที่สำนักเทพยุทธ์นับตั้งแต่คืนนั้นเลย

    คืนนั้นอี้ชิงจัดบ้านหลังเล็กให้เทียนอยู่เพียงคนเดียวอย่างสงบ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากที่พักของอี้ชิงนัก หากมีปัญหาก็สามารถไปเรียก อี้ชิงได้ตลอด

    รุ่งเช้าเทียนเข้าพบอาจารย์เจ้าสำนักเทพยุทธ์

    “ อาเทียนเจ้าปล่อยพลังแท้จริงของเจ้าให้อาจารย์ดูหน่อยซิ” เจ้าสำนักให้เทียนแสดงพลังที่แท้จริงออกมา เทียนมีพลังยุทธ์ ระดับ 42 พลังวิญญาณยุทธ์ ระดับ47

    “ อืมเจ้าอายุแค่ 7 ขวบ กลับมีพลังยุทธ์ถึงเพียงนี้ต่อให้คนจากทวีปศักดิ์สิทธิ์เมฆคราม ยังไม่เคยมีใครมีพลังเท่าเจ้ามาก่อน” อาจารย์เจ้าสำนักเอ่ย

    “ ทวีปศักดิ์สิทธิ์เมฆคราม คืออะไรหรือขอรับ” เทียนสงสัย

    “ ที่ทวีปศักดิ์สิทธิ์เมฆคราม เป็นอาณาจักรแห่งเทพยุทธ์โดยแท้ คนมากมายต่างหลั่งไหลไปเรียน ที่อาณาจักรแห่งนี้ ข้ากับศิษย์น้องทั้งสามก็เช่นกัน พวกเราเคย

    ศึกษาที่สำนักม่านกู่ แต่ว่าไม่สามารถเรียนต่อไปได้ ต้องถูกขับออกมากลางคัน เพราะพลังของเราเมื่อเทียบกับคนที่ศึกษาต่างกันมากเกินไป ยิ่งเวลานี้ได้ข่าวว่าทุกสำนักรับเด็กที่มีพลังระดับ อัครพรหมเทพขึ้นไป ต่ำกว่านั้นพวกเขาไม่รับแล้ว

    เพราะจะทำให้เด็กไม่สามารถเรียนตามทันได้ ดังนั้นดินแดนของเราจึงมีพลังสูงสุดแค่เพียงระดับ ราชันพรหมเทพเท่านั้น” เจ้าสำนักเอ่ย

    “ แล้วระดับพลังที่สูงกว่าระดับ ราชันพรหมเทพคืออะไรขอรับ” เทียนอยากรู้

    “ อัครพรหมเทพคือ พลังเทพยุทธ์ ระดับที่ 41-60

    ราชันพรหมเทพคือ พลังเทพยุทธ์ ระดับที่ 61-80

    จักรพรรดิพรหมเทพคือ พลังเทพยุทธ์ ระดับ 81-100

    พลังเทพยุทธ์ ที่สูงกว่า 100 ก็จะกลายเป็นเซียน เป็นอมตะ มีอายุขัยนับพันปี ที่ข้ารู้ก็มีเพียงเท่านี้” อาจารย์เจ้าสำนักอธิบายให้เทียนฟัง

    “ เจ้าพยายามฝึกปรือ พลังให้มากที่สุด พออายุครบ 13 ปี อาจารย์จะส่งเจ้าไปทดสอบเพื่อเรียนต่อที่สำนักม่านกู่ ที่นั้นจะทำให้พลังของเจ้า เพิ่มมากขึ้นกว่าที่นี่”

    เทียนได้ฟังก็คงต้องรอตามที่อาจารย์เจ้าสำนักท่านได้ว่าไว้ แล้วอาจารย์ก็ให้ศิษย์พี่ชิงอี้ พาเทียนไปเดินดูรอบ ๆ สำนักเทพยุทธ์ ว่าในสำนักแห่งนี้มีอะไรบ้าง

    “ นี่คือห้องสมุดมีอยู่สามชั้น เจ้าสามารถเข้าไปอ่านได้ทั้งหมดสามชั้นได้เลย

    เพราะเจ้าคือผู้สืบทอดของอาจารย์ ด้านหลังเขาเป็นป่าวิญญาณเจ้าคงเคยไปมาแล้ว ส่วนสนามเทพยุทธ์ เจ้าก็เป็นอันดับ 1 ข้าคงไม่ต้องสอนอะไร แต่ว่า

    ทรัพยากรระดับ อัครพรหมเทพที่สำนักเรามีน้อยมาก ข้าไม่รู้ว่าเจ้ามีวิธีฝึกอย่างไรถึงได้พลังได้เพิ่มขึ้นเร็วถึงขนาดนี้ แต่ว่าเจ้าก็มีสิทธิ์ได้ กระดูกวิญญาณที่เอาไว้เพิ่มพลังยุทธ์ระดับอัครพรหมเทพ ที่สำนักมีอยู่เพียง 300 ชิ้น ท่านอาจารย์ให้สิทธิ์เจ้าคนเดียว 100 ชิ้น เจ้าไปเบิกได้ที่ห้องทรัพยากรได้เลย” ศิษย์พี่ชิงอี้เอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

    “ ศิษย์พี่ แล้วกระดูกวิญญาณพวกนี้ สามารถหาได้จากที่ไหนกัน”

    “ ส่วนใหญ่ก็สั่งซื้อจากทวีปศักดิ์สิทธิ์เมฆครามเป็นส่วนใหญ่” ศิษย์พี่ชิงอี้เอ่ย

    “ แล้วมันมี ทรัพยากรที่ใช้เพิ่มพลังยุทธ์อีกไหม” เทียนสงสัย

    “ มีก็พวกเม็ดยาระดับสวรรค์ แต่ดินแดนห่างไกลอย่างสำนักเราคงไม่มีใครสามารถหลอมหรือปรุงยาแบบนั้นได้หรอก” เทียนฟังจบ ก็สมองโล่งเลย เพราะว่าเขาไม่อยากนำทรัพยากรของสำนักมาใช้แต่ฝ่ายเดียว จึงคิดหลอมยาให้สำนักตอบแทนเช่นกัน เลยเอ่ยถามศิษย์พี่ชิงอี้ว่า

    “ ท่านมีสูตรยาสำหรับหลอมยาเม็ดเพิ่มระดับบ้างไหม?”...