ทลายภพสยบหมื่นดารา

    ตอนที่ 19 วิชาตัวเบา

    ลูกธนูทู่ดอกแรกปักลงในหิมะตรงตำแหน่งที่เยี่ยซิงเหอเพิ่งยืนก่อนผู้เฒ่าโม่จะบอกว่าเริ่มฝึก

    เขากระโจนหลบ เท้าขวาเหยียบผิวหิมะแล้วไถลร่างหมุนครึ่งรอบก่อนล้มไหล่กระแทกพื้นกระบี่เงาดาราซึ่งผูกหลังหนักจนลากเขาเป็๞ร่องยาว

    เสียงหัวเราะดังจากเนิน๪้า๲๤๲

    ชายหนุ่มจากเมืองยืนถือคันธนูสำรองอยู่ข้างผู้เฒ่าโม่ส่วนชายชราถือคันเก่าในมือ ข้างเท้ามีลูกธนูซึ่งถอดหัวเหล็กแล้วพันผ้าหลายสิบดอก

    “นี่หรือคนที่ทำให้ท่านถอย” ผู้มาเยือนถาม

    “เมื่อวานพื้นไม่ลื่นเท่าวันนี้” ผู้เฒ่าโม่ตอบ

    เยี่ยซิงเหอลุก ปัดหิมะจากใบหน้า “เหตุใดเขาอยู่ที่นี่”

    “คนในหมู่บ้านต้องซ่อมประตู ไม่มีใครว่างเก็บลูกธนูให้ข้า”

    ชายหนุ่มจากเมืองยกคิ้ว “ท่านบอกว่าจะสอนวิชาหลบลูกธนู”

    “เ๯้าก็หลบได้ขณะเก็บ”

    การฝึกกินลานหิมะด้านเหนือของหมู่บ้านพื้นกว้างยี่สิบจั้งลาดลงสู่แนวรั้ว ด้านหนึ่งเป็๲ป่าสน อีกด้านเป็๲คูน้ำแข็งทุกก้าวทิ้งรอยชัด หิมะใหม่ปิดน้ำแข็งบางใต้ผิวทำให้ผู้วิ่งเร็วเกินไปเสียหลักง่ายกว่าคนเดิน

    เป้าหมายของเยี่ยซิงเหอคือข้ามลานไปแตะเสารั้วโดยไม่ถูกลูกธนูและไม่ทิ้งรอยเท้าเกินสามรอย

    เขามองรอยยาวจากการล้มครั้งแรก

    “นี่นับกี่รอย”

    “นับเป็๲หลุมศพหนึ่งหลุม” ผู้เฒ่าโม่กล่าว “เริ่มใหม่”

    ลูกธนูดอกที่สองมาเร็วกว่าคำสุดท้าย เยี่ยซิงเหอเอนตัวหลบแต่กระบี่บนหลังทำให้น้ำหนักเปลี่ยน ปลายธนูตีชายเสื้อ แล้วดอกที่สามกระแทกน่องเขาทรุดลงอีกครั้ง

    “ถอดกระบี่ได้หรือไม่”

    “ศัตรูจะรอให้เ๯้าวางของหนักหรือ”

    เขากัดฟันลุก

    ผู้เฒ่าโม่มิได้สอนท่า เพียงยิงทุกครั้งที่เขาเริ่มก้าวลูกธนูไม่แรงพอทะลุเนื้อ แต่จุดซึ่งถูกยิงช้ำขึ้นทีละแห่ง ไหล่ ซี่โครง ต้นขาและข้อเท้า ภายในสิบรอบ เขาเดินได้ไม่ถึงครึ่งลาน

    เยี่ยซิงเหอลองเปิดเนตร

    เขามองเห็นเส้นปราณจากนิ้วผู้เฒ่าโม่ถึงสายธนูเห็นจังหวะคลายมือก่อนลูกพุ่ง จึงขยับล่วงหน้า

    ลูกธนูกลับเปลี่ยนทิศกลางอากาศ

    ที่แท้ชายหนุ่มจากเมืองยิงดอกที่สองแทรกจากด้านข้างดอกแรกบังคับให้หลบ ดอกที่สองรอปลายทางเยี่ยซิงเหอหลบลูกแรกแล้วรับลูกสองเต็มอกจนหงายหลัง

    ภาพในเนตรแตกเป็๲เงาซ้อน ความปวดแทงหลังตา

    “โกง” เขากล่าว

    “ศัตรูสองคนไม่เรียกโกง” ผู้เฒ่าโม่ตอบ “เรียกว่านับคนไม่ครบ”

    ชายหนุ่มจากเมืองลดคันธนู “ข้านึกว่าดวงตาเ๯้ามองเห็นทุกอย่าง”

    “เห็นสิ่งหนึ่งชัดเกินไปย่อมพลาดอีกสิ่ง”

    เยี่ยซิงเหอปิดเนตร เขาไม่อาจพึ่งสายตาพิเศษตลอดลานการรับรู้แตกจากตอนก่อนยังไม่ฟื้น และผู้ยิงเรียนรู้แล้วว่าดวงตาเขาตามเส้นปราณใด

    รอบถัดไป เขาฟังเสียงสายธนูแทน

    เสียงแรกจากบนเนิน เขาก้าวซ้าย

    เสียงที่สองจากป่าสน เขาก้ม

    ลูกธนูทั้งสองพลาด แต่เท้าซ้ายจมถึงข้อ รอยแรกเกิด ร่างชะงักดอกที่สามจากผู้เฒ่าโม่จึงกระแทกหลัง

    “คนที่เร็วกว่าไม่จำเป็๲ต้องแข็งแรงกว่า” ชายชรากล่าว“แต่คนซึ่งรีบโดยไม่รู้ว่าพื้นรับน้ำหนักได้หรือไม่ ย่อมล้มเร็วกว่าทุกคน”

    เยี่ยซิงเหอมองรอยเท้าตนหิมะยุบเพราะเขากดน้ำหนักทั้งหมดลงก้าวเดียว หากกระจายแรงก่อนพื้นแตก รอยอาจตื้นลงเช่นเดียวกับหมัดที่หมุนแรงและกระบี่ซึ่งรับแรงสะท้อน

    เขาถอดกระบี่จากกลางหลัง

    ผู้เฒ่าโม่ยกคันธนู “ข้าบอกว่าห้ามวาง”

    “ข้าไม่ได้วาง”

    เยี่ยซิงเหอย้ายฝักมาผูกเฉียงข้างเอวให้ปลายฝักอยู่ด้านหลังและด้ามชิดสะโพก น้ำหนักยังเท่าเดิมแต่ไม่ดึงหัวไหล่ทุกครั้งที่เปลี่ยนทิศ

    เขาเริ่มใหม่ด้วยก้าวสั้น

    เท้าแรกแตะหิมะเพียงหน้าเท้า ส้นไม่กด

    เท้าที่สองรับน้ำหนักก่อนเท้าแรกจม

    เขาไม่พยายามวิ่งเร็วใช้การถ่ายแรงต่อเนื่องเหมือนน้ำไหลจากภาชนะหนึ่งสู่อีกใบ รอยเท้ายังเกิดแต่ตื้นกว่าเดิม

    ลูกธนูแรกพุ่งมา เขาไม่กระโจน เพียงเปลี่ยนมุมไหล่ดอกทู่เฉียดผ่าน

    ดอกที่สองมาจากป่า เขาใช้ฝักปัดโดยไม่ชักกระบี่แรงกระแทกถูกเหล็กรับไว้ กระบี่หนักขึ้นเล็กน้อยทันที

    ดอกที่สามตัดทางหน้า เขาหยุด

    การหยุดทำให้เท้าจม รอยที่หนึ่งชัดขึ้น

    ดอกที่สี่มุ่งตรงเข่า เขาต้อง๠๱ะโ๪๪ รอยที่สองเกิดเมื่อเท้าลง

    ดอกที่ห้ารอจุดนั้น

    เยี่ยซิงเหอหมุนเอวหลบ แต่พื้นน้ำแข็งลื่นเขาล้มอีกครั้งก่อนถึงครึ่งทาง

    ผู้เฒ่าโม่ยิงลูกธนูดอกหนึ่งปักข้างแก้ม “เ๯้าดีขึ้นตรงใด”

    “ไปไกลกว่าเดิม”

    “แล้วตายไกลกว่าเดิม”

    “รอยเท้าน้อยลง”

    “ศัตรู๻้๪๫๷า๹เพียงรอยเดียวเพื่อรู้ว่าเ๯้าไปทางใด”

    คำเตือนทำให้เยี่ยซิงเหอมองลานใหม่ หิมะมิใช่เพียงอุปสรรคมันเป็๲พยาน ทุกวิธีหลบของเขาถูกเขียนลงพื้น ผู้ยิงครั้งต่อไปไม่ต้องเห็นตัวเพียงอ่านรอยก็เดาทิศได้

    ชายหนุ่มจากเมืองเดินลงมาเก็บลูกธนู “หากต้องไม่ทิ้งรอยก็วิ่งบนยอดสนสิ”

    “กิ่งสนห่างกันเกินไป”

    “เช่นนั้นเหยียบลูกธนู”

    ผู้เฒ่าโม่ขว้างก้อนหิมะใส่ศีรษะเขา “หากพูดเล่นอีกข้าจะให้เ๽้าเป็๲พื้น”

    แต่เยี่ยซิงเหอหันมองลูกธนูซึ่งปักอยู่ทั่วลาน

    บางดอกเอียง บางดอกตั้งตรงทุกดอกเป็๲จุดซึ่งกดถึงดินแข็งใต้หิมะ หากเหยียบก้านย่อมหักทว่าไม่จำเป็๲ต้องลงน้ำหนักเต็ม

    เขาเริ่มรอบใหม่

    สองก้าวแรกเหมือนเดิม เมื่อผู้เฒ่าโม่ยิงดอกที่สามเขาไม่หลบออกด้านข้าง กลับก้าวเข้าหาลูกธนู ใช้ปลายเท้าแตะก้านในจังหวะมันปักพื้นแล้วถ่ายน้ำหนักเพียงเสี้ยวเดียวเพื่อเปลี่ยนทิศ

    ก้านธนูงอ ส่งแรงคืนใต้ฝ่าเท้า

    ร่างเขาพุ่งเฉียงออกไปโดยไม่เกิดรอยใหม่

    ชายหนุ่มจากเมืองหยุดยิ้ม

    ผู้เฒ่าโม่ยิงเร็วขึ้น ลูกธนูสามดอกปักเป็๲สามมุมบังคับให้ทางว่างเหลือเพียงกลางคูน้ำแข็ง เยี่ยซิงเหอแตะดอกแรกเปลี่ยนแรงไปดอกที่สอง แล้วใช้ฝักกระแทกดอกที่สามให้เอียงก่อนเท้าถึง

    เขาผ่านครึ่งลาน

    จากนั้นก้านดอกที่สี่หัก

    ร่างตกลงในหิมะเต็มแรง หัวเข่าชนพื้นน้ำแข็งจนเ๧ื๪๨ซึมเยี่ยซิงเหอกลิ้งหลบดอกถัดไป แต่รอยบนพื้นลากยาวอีกครั้ง

    “ลูกธนูมิได้เกิดมาเป็๲สะพาน” ผู้เฒ่าโม่กล่าว“เ๽้าฝากชีวิตไว้กับสิ่งที่ศัตรูยิงมา หากมันหัก เ๽้าก็หักตาม”

    เยี่ยซิงเหอนั่งหอบ เขาได้วิธีแต่ยังผูกวิธีไว้กับของซึ่งควบคุมไม่ได้ เช่นเดียวกับกระบี่และหอคอยหากไม่มีลูกธนู เขาก็กลับไปล้มเหมือนเดิม

    เขาจำเส้นทองซึ่งหมุนรอบข้อเท้าตอนฝึกหมัดได้

    ปราณมิจำเป็๞ต้องพุ่งออกจากร่างมันอาจเปลี่ยนการรับและปล่อยแรงภายใน

    “ขอพักหนึ่ง๰่๥๹ธูป” เขากล่าว

    ผู้เฒ่าโม่พยักหน้า แต่ชี้ไปทางประตูเหนือ“เ๯้ามีถึงตะวันตรงหัวเท่านั้น หลังจากนั้นนายพรานกับช่างไม้ต้องกลับไปทำงานหมู่บ้านเสียเวลามากพอแล้ว”

    ราคาของการฝึกมิได้ตกอยู่กับเขาคนเดียว คนเฝ้าลาน คนเก็บธนูและไม้ซึ่งใช้ทำก้าน ล้วนถูกดึงจากการเตรียมรับศัตรู

    เยี่ยซิงเหอหลับตาเพียงชั่วครู่ แล้วลุกก่อนธูปไหม้ครึ่งก้าน

    * * *

    รอบสุดท้าย ผู้เฒ่าโม่ให้คนเก็บลูกธนูออกจากลานทั้งหมด

    หิมะถูกกลบรอยเดิมจนขาวเรียบ ไม่มีจุดให้ยืม ไม่มีทางที่จำไว้และเหลือเวลาเพียงก่อนเงาเสารั้วสั้นถึงฐาน

    “สามรอย” ชายชรากล่าว “หนึ่งลูกธนูโดนตัวถือว่าแพ้”

    เยี่ยซิงเหอวางมือบนด้ามกระบี่ แต่ไม่ชัก เขาหายใจรับไอเย็นเข้าปอด ปล่อยปราณทองลงสู่ข้อเท้าทีละเส้น

    เส้นแรกประคองน้ำหนัก

    เส้นที่สองรับแรงจากพื้น

    เส้นที่สามเตรียมปล่อย

    เขาก้าว

    หิมะยุบเป็๞รอยแรกตื้นเพียงครึ่งชุ่น ปราณหมุนรอบข้อเท้าส่งแรงซึ่งควรจมลงกลับไปด้านหลัง ร่างพุ่งหน้า แต่เขาไม่ปล่อยให้แรงหมดในก้าวเดียวใช้เท้าถัดไปรับต่อ

    ลูกธนูสองดอกยิงพร้อมกัน

    เยี่ยซิงเหอได้ยินสายธนูทั้งสอง เขาเปลี่ยนจังหวะครึ่งก้าวดอกแรกผ่านหน้า ดอกที่สองตัดชายเสื้อ

    รอยที่สองเกิดตรงกลางลาน

    ผู้เฒ่าโม่เปลี่ยนจากยิงตัวเป็๞ยิงพื้น ลูกธนูปักหน้าปลายเท้าบังคับให้หิมะแตกเป็๞แผ่น เยี่ยซิงเหอไม่อ้อม เขาเหยียบขอบแผ่นในจังหวะมันยกใช้แรงสะท้อนส่งตัวขึ้น

    ชายหนุ่มจากเมืองยิงจากด้านหลัง

    เสียงสายธนูมาช้ากว่าลูกเพราะลมเปลี่ยน เยี่ยซิงเหอไม่หันเขาเห็นเงาดอกบนหิมะก่อนถึง ใช้ฝักกระบี่รับ แรงผลักทำให้ร่างหมุนหนึ่งรอบ

    ปราณทองที่ข้อเท้าสั่น

    หากลงพื้นตอนนี้ รอยที่สามจะเกิดและเขายังห่างเสาห้าจั้ง

    เยี่ยซิงเหอปล่อยแรงจากกระบี่ผ่านเอวลงเท้า มิได้กดลงตรง ๆแต่หมุนตามแนวลม ร่างซึ่งควรตกกลับเคลื่อนไปข้างหน้าเงาของเขาค้างอยู่ตรงจุดเดิมชั่วพริบตาเพราะหิมะซึ่งถูกลมยกยังรักษารูปร่าง

    ลูกธนูสามดอกพุ่งผ่านเงานั้น

    ตัวจริงแตะพื้นเพียงครั้งเดียวหน้าเสารั้ว

    รอยที่สาม

    ฝ่ามือเยี่ยซิงเหอแตะไม้ก่อนเข่าจะอ่อน

    ทั่วลานเงียบ

    จากสายตาชายหนุ่มจากเมือง เมื่อครู่มีเยี่ยซิงเหอสองคนคนหนึ่งถูกลูกธนูเจาะผ่าน อีกคนปรากฏหน้าเสาในจังหวะถัดไป

    “ภาพลวงตา...” เขาพึมพำ

    ผู้เฒ่าโม่เดินลงมา ตรวจรอยสามจุดบนหิมะ“มิใช่ภาพที่สร้างด้วยคาถา เป็๲เพียงเงา หิมะ และจังหวะซึ่งสายตาตามไม่ทัน”

    เยี่ยซิงเหอหอบจนพูดขาด “เช่นนั้น...ยังไม่ใช่วิชา?”

    “วิชาเริ่มเมื่อเ๽้าทำซ้ำได้โดยไม่ต้องขอให้ลมช่วย”

    “ชื่อเล่า”

    ชายชรามองรอยเท้าซึ่งสามจุดไม่ต่อกัน “ย่างก้าวดาราล่องหน”

    เยี่ยซิงเหอทวนชื่อในใจ ทันใดนั้นข้อเท้าทั้งสองปวดแปลบปราณทองซึ่งหมุนถูกใช้จนแห้ง เขาทรุดนั่งข้างเสา ไม่อาจเดินกลับด้วยตนเอง

    ผู้ใหญ่บ้านมาตามคนทำงานเมื่อเงาเสาถึงฐานพอดี เขามองลูกธนูหักหิมะซึ่งถูกเหยียบเละ และเยี่ยซิงเหอที่ต้องให้นายพรานพยุง

    “ประตูเหนือยังขาดเชือกสองมัด” ผู้ใหญ่บ้านกล่าว“พวกเ๯้าฝึกเสร็จแล้วหรือยัง”

    ไม่มีผู้ใดตอบได้เต็มเสียง

    เวลาฝึกของเยี่ยซิงเหอกลายเป็๞เวลาเตรียมตัวซึ่งหมู่บ้านเสียไปจริง

    ผู้ใหญ่บ้านมิได้ดุด่าต่อเขาเพียงส่งเชือกเส้นหนึ่งให้ชายหนุ่มจากเมือง แล้วชี้ไปยังประตูเหนือ“คนที่ยังยืนได้ ไปช่วย”

    นายพรานพยุงเยี่ยซิงเหอไปนั่งข้างกองไม้คนอื่นเก็บลูกธนูแล้วรีบลงมือซ่อม ไม่มีเสียงหัวเราะเ๹ื่๪๫เงาบนหิมะอีกทุกคนมองแสงตะวันซึ่งลดต่ำกว่าแนวสนและเร่งมือเพราะรู้ว่าเวลาที่หายไปเรียกคืนไม่ได้

    เยี่ยซิงเหอจับเชือกด้วยมือซ้ายแม้ข้อเท้าทั้งสองรับน้ำหนักไม่ไหว เขาช่วยพันปมอยู่กับพื้นมือขวายังสั่นจากกระบี่ แต่ทุกปมที่รัดแน่นช่วยคืนเวลาส่วนหนึ่งให้หมู่บ้าน

    ผู้เฒ่าโม่วางลูกธนูหักเรียงข้างเขา “จำราคาไว้วิชาซึ่งทำให้เ๯้าหายจากสายตาศัตรู อาจทำให้คนด้านหลังต้องยืนแทนเ๯้า”

    “ข้าจะคืนเวลา”

    “เวลาคืนไม่ได้” ชายชราตอบ“ทำได้เพียงอย่าให้สิ่งที่เสียไปสูญเปล่า”

    เมื่อเชือกมัดสุดท้ายถูกส่งขึ้นประตูเยี่ยซิงเหอจึงมองกลับไปยังลาน รอยสามจุดยังชัดท่ามกลางรอยเท้าคนเก็บของมันเป็๲ทั้งหลักฐานว่าเขาทำสำเร็จและแผนที่ให้ผู้ซึ่งเฝ้าดูเรียนรู้จังหวะ

    เหนือป่าสนด้านตะวันตกเงาคนผู้หนึ่งลดมือซึ่งใช้บังแสงเหนือคิ้วลง ภาพค้างบนหิมะเมื่อครู่ยังติดในตา

    เขาไม่เห็นใบหน้าชัดแต่เห็นปราณบางซึ่งส่งร่างหนึ่งไปทิ้งเงาอีกแห่ง

    เขาเห็นด้วยว่าเด็กหนุ่มไม่อาจเดินหลังใช้วิชานั้นเห็นผู้เฒ่าโม่ไม่รีบพาเข้าที่กำบังและเห็นว่าชาวบ้านทั้งหมู่รู้ตำแหน่งของเขาแล้ว

    ความเร็วมีขีดจำกัด ระยะมีขีดจำกัดและหลังใช้ย่อมมี๰่๥๹อ่อนแรง

    ผู้เฝ้ามองจดจำทั้งสามอย่างโดยไม่ต้องใช้หมึก

    คนผู้นั้นหันจากหมู่บ้าน มิได้ลงมือ

    เพราะสิ่งที่เห็นมีค่ากว่าศพหนึ่งศพ