ลูกธนูทู่ดอกแรกปักลงในหิมะตรงตำแหน่งที่เยี่ยซิงเหอเพิ่งยืนก่อนผู้เฒ่าโม่จะบอกว่าเริ่มฝึก
เขากระโจนหลบ เท้าขวาเหยียบผิวหิมะแล้วไถลร่างหมุนครึ่งรอบก่อนล้มไหล่กระแทกพื้นกระบี่เงาดาราซึ่งผูกหลังหนักจนลากเขาเป็ร่องยาว
เสียงหัวเราะดังจากเนิน้า
ชายหนุ่มจากเมืองยืนถือคันธนูสำรองอยู่ข้างผู้เฒ่าโม่ส่วนชายชราถือคันเก่าในมือ ข้างเท้ามีลูกธนูซึ่งถอดหัวเหล็กแล้วพันผ้าหลายสิบดอก
“นี่หรือคนที่ทำให้ท่านถอย” ผู้มาเยือนถาม
“เมื่อวานพื้นไม่ลื่นเท่าวันนี้” ผู้เฒ่าโม่ตอบ
เยี่ยซิงเหอลุก ปัดหิมะจากใบหน้า “เหตุใดเขาอยู่ที่นี่”
“คนในหมู่บ้านต้องซ่อมประตู ไม่มีใครว่างเก็บลูกธนูให้ข้า”
ชายหนุ่มจากเมืองยกคิ้ว “ท่านบอกว่าจะสอนวิชาหลบลูกธนู”
“เ้าก็หลบได้ขณะเก็บ”
การฝึกกินลานหิมะด้านเหนือของหมู่บ้านพื้นกว้างยี่สิบจั้งลาดลงสู่แนวรั้ว ด้านหนึ่งเป็ป่าสน อีกด้านเป็คูน้ำแข็งทุกก้าวทิ้งรอยชัด หิมะใหม่ปิดน้ำแข็งบางใต้ผิวทำให้ผู้วิ่งเร็วเกินไปเสียหลักง่ายกว่าคนเดิน
เป้าหมายของเยี่ยซิงเหอคือข้ามลานไปแตะเสารั้วโดยไม่ถูกลูกธนูและไม่ทิ้งรอยเท้าเกินสามรอย
เขามองรอยยาวจากการล้มครั้งแรก
“นี่นับกี่รอย”
“นับเป็หลุมศพหนึ่งหลุม” ผู้เฒ่าโม่กล่าว “เริ่มใหม่”
ลูกธนูดอกที่สองมาเร็วกว่าคำสุดท้าย เยี่ยซิงเหอเอนตัวหลบแต่กระบี่บนหลังทำให้น้ำหนักเปลี่ยน ปลายธนูตีชายเสื้อ แล้วดอกที่สามกระแทกน่องเขาทรุดลงอีกครั้ง
“ถอดกระบี่ได้หรือไม่”
“ศัตรูจะรอให้เ้าวางของหนักหรือ”
เขากัดฟันลุก
ผู้เฒ่าโม่มิได้สอนท่า เพียงยิงทุกครั้งที่เขาเริ่มก้าวลูกธนูไม่แรงพอทะลุเนื้อ แต่จุดซึ่งถูกยิงช้ำขึ้นทีละแห่ง ไหล่ ซี่โครง ต้นขาและข้อเท้า ภายในสิบรอบ เขาเดินได้ไม่ถึงครึ่งลาน
เยี่ยซิงเหอลองเปิดเนตร
เขามองเห็นเส้นปราณจากนิ้วผู้เฒ่าโม่ถึงสายธนูเห็นจังหวะคลายมือก่อนลูกพุ่ง จึงขยับล่วงหน้า
ลูกธนูกลับเปลี่ยนทิศกลางอากาศ
ที่แท้ชายหนุ่มจากเมืองยิงดอกที่สองแทรกจากด้านข้างดอกแรกบังคับให้หลบ ดอกที่สองรอปลายทางเยี่ยซิงเหอหลบลูกแรกแล้วรับลูกสองเต็มอกจนหงายหลัง
ภาพในเนตรแตกเป็เงาซ้อน ความปวดแทงหลังตา
“โกง” เขากล่าว
“ศัตรูสองคนไม่เรียกโกง” ผู้เฒ่าโม่ตอบ “เรียกว่านับคนไม่ครบ”
ชายหนุ่มจากเมืองลดคันธนู “ข้านึกว่าดวงตาเ้ามองเห็นทุกอย่าง”
“เห็นสิ่งหนึ่งชัดเกินไปย่อมพลาดอีกสิ่ง”
เยี่ยซิงเหอปิดเนตร เขาไม่อาจพึ่งสายตาพิเศษตลอดลานการรับรู้แตกจากตอนก่อนยังไม่ฟื้น และผู้ยิงเรียนรู้แล้วว่าดวงตาเขาตามเส้นปราณใด
รอบถัดไป เขาฟังเสียงสายธนูแทน
เสียงแรกจากบนเนิน เขาก้าวซ้าย
เสียงที่สองจากป่าสน เขาก้ม
ลูกธนูทั้งสองพลาด แต่เท้าซ้ายจมถึงข้อ รอยแรกเกิด ร่างชะงักดอกที่สามจากผู้เฒ่าโม่จึงกระแทกหลัง
“คนที่เร็วกว่าไม่จำเป็ต้องแข็งแรงกว่า” ชายชรากล่าว“แต่คนซึ่งรีบโดยไม่รู้ว่าพื้นรับน้ำหนักได้หรือไม่ ย่อมล้มเร็วกว่าทุกคน”
เยี่ยซิงเหอมองรอยเท้าตนหิมะยุบเพราะเขากดน้ำหนักทั้งหมดลงก้าวเดียว หากกระจายแรงก่อนพื้นแตก รอยอาจตื้นลงเช่นเดียวกับหมัดที่หมุนแรงและกระบี่ซึ่งรับแรงสะท้อน
เขาถอดกระบี่จากกลางหลัง
ผู้เฒ่าโม่ยกคันธนู “ข้าบอกว่าห้ามวาง”
“ข้าไม่ได้วาง”
เยี่ยซิงเหอย้ายฝักมาผูกเฉียงข้างเอวให้ปลายฝักอยู่ด้านหลังและด้ามชิดสะโพก น้ำหนักยังเท่าเดิมแต่ไม่ดึงหัวไหล่ทุกครั้งที่เปลี่ยนทิศ
เขาเริ่มใหม่ด้วยก้าวสั้น
เท้าแรกแตะหิมะเพียงหน้าเท้า ส้นไม่กด
เท้าที่สองรับน้ำหนักก่อนเท้าแรกจม
เขาไม่พยายามวิ่งเร็วใช้การถ่ายแรงต่อเนื่องเหมือนน้ำไหลจากภาชนะหนึ่งสู่อีกใบ รอยเท้ายังเกิดแต่ตื้นกว่าเดิม
ลูกธนูแรกพุ่งมา เขาไม่กระโจน เพียงเปลี่ยนมุมไหล่ดอกทู่เฉียดผ่าน
ดอกที่สองมาจากป่า เขาใช้ฝักปัดโดยไม่ชักกระบี่แรงกระแทกถูกเหล็กรับไว้ กระบี่หนักขึ้นเล็กน้อยทันที
ดอกที่สามตัดทางหน้า เขาหยุด
การหยุดทำให้เท้าจม รอยที่หนึ่งชัดขึ้น
ดอกที่สี่มุ่งตรงเข่า เขาต้องะโ รอยที่สองเกิดเมื่อเท้าลง
ดอกที่ห้ารอจุดนั้น
เยี่ยซิงเหอหมุนเอวหลบ แต่พื้นน้ำแข็งลื่นเขาล้มอีกครั้งก่อนถึงครึ่งทาง
ผู้เฒ่าโม่ยิงลูกธนูดอกหนึ่งปักข้างแก้ม “เ้าดีขึ้นตรงใด”
“ไปไกลกว่าเดิม”
“แล้วตายไกลกว่าเดิม”
“รอยเท้าน้อยลง”
“ศัตรู้าเพียงรอยเดียวเพื่อรู้ว่าเ้าไปทางใด”
คำเตือนทำให้เยี่ยซิงเหอมองลานใหม่ หิมะมิใช่เพียงอุปสรรคมันเป็พยาน ทุกวิธีหลบของเขาถูกเขียนลงพื้น ผู้ยิงครั้งต่อไปไม่ต้องเห็นตัวเพียงอ่านรอยก็เดาทิศได้
ชายหนุ่มจากเมืองเดินลงมาเก็บลูกธนู “หากต้องไม่ทิ้งรอยก็วิ่งบนยอดสนสิ”
“กิ่งสนห่างกันเกินไป”
“เช่นนั้นเหยียบลูกธนู”
ผู้เฒ่าโม่ขว้างก้อนหิมะใส่ศีรษะเขา “หากพูดเล่นอีกข้าจะให้เ้าเป็พื้น”
แต่เยี่ยซิงเหอหันมองลูกธนูซึ่งปักอยู่ทั่วลาน
บางดอกเอียง บางดอกตั้งตรงทุกดอกเป็จุดซึ่งกดถึงดินแข็งใต้หิมะ หากเหยียบก้านย่อมหักทว่าไม่จำเป็ต้องลงน้ำหนักเต็ม
เขาเริ่มรอบใหม่
สองก้าวแรกเหมือนเดิม เมื่อผู้เฒ่าโม่ยิงดอกที่สามเขาไม่หลบออกด้านข้าง กลับก้าวเข้าหาลูกธนู ใช้ปลายเท้าแตะก้านในจังหวะมันปักพื้นแล้วถ่ายน้ำหนักเพียงเสี้ยวเดียวเพื่อเปลี่ยนทิศ
ก้านธนูงอ ส่งแรงคืนใต้ฝ่าเท้า
ร่างเขาพุ่งเฉียงออกไปโดยไม่เกิดรอยใหม่
ชายหนุ่มจากเมืองหยุดยิ้ม
ผู้เฒ่าโม่ยิงเร็วขึ้น ลูกธนูสามดอกปักเป็สามมุมบังคับให้ทางว่างเหลือเพียงกลางคูน้ำแข็ง เยี่ยซิงเหอแตะดอกแรกเปลี่ยนแรงไปดอกที่สอง แล้วใช้ฝักกระแทกดอกที่สามให้เอียงก่อนเท้าถึง
เขาผ่านครึ่งลาน
จากนั้นก้านดอกที่สี่หัก
ร่างตกลงในหิมะเต็มแรง หัวเข่าชนพื้นน้ำแข็งจนเืซึมเยี่ยซิงเหอกลิ้งหลบดอกถัดไป แต่รอยบนพื้นลากยาวอีกครั้ง
“ลูกธนูมิได้เกิดมาเป็สะพาน” ผู้เฒ่าโม่กล่าว“เ้าฝากชีวิตไว้กับสิ่งที่ศัตรูยิงมา หากมันหัก เ้าก็หักตาม”
เยี่ยซิงเหอนั่งหอบ เขาได้วิธีแต่ยังผูกวิธีไว้กับของซึ่งควบคุมไม่ได้ เช่นเดียวกับกระบี่และหอคอยหากไม่มีลูกธนู เขาก็กลับไปล้มเหมือนเดิม
เขาจำเส้นทองซึ่งหมุนรอบข้อเท้าตอนฝึกหมัดได้
ปราณมิจำเป็ต้องพุ่งออกจากร่างมันอาจเปลี่ยนการรับและปล่อยแรงภายใน
“ขอพักหนึ่ง่ธูป” เขากล่าว
ผู้เฒ่าโม่พยักหน้า แต่ชี้ไปทางประตูเหนือ“เ้ามีถึงตะวันตรงหัวเท่านั้น หลังจากนั้นนายพรานกับช่างไม้ต้องกลับไปทำงานหมู่บ้านเสียเวลามากพอแล้ว”
ราคาของการฝึกมิได้ตกอยู่กับเขาคนเดียว คนเฝ้าลาน คนเก็บธนูและไม้ซึ่งใช้ทำก้าน ล้วนถูกดึงจากการเตรียมรับศัตรู
เยี่ยซิงเหอหลับตาเพียงชั่วครู่ แล้วลุกก่อนธูปไหม้ครึ่งก้าน
* * *
รอบสุดท้าย ผู้เฒ่าโม่ให้คนเก็บลูกธนูออกจากลานทั้งหมด
หิมะถูกกลบรอยเดิมจนขาวเรียบ ไม่มีจุดให้ยืม ไม่มีทางที่จำไว้และเหลือเวลาเพียงก่อนเงาเสารั้วสั้นถึงฐาน
“สามรอย” ชายชรากล่าว “หนึ่งลูกธนูโดนตัวถือว่าแพ้”
เยี่ยซิงเหอวางมือบนด้ามกระบี่ แต่ไม่ชัก เขาหายใจรับไอเย็นเข้าปอด ปล่อยปราณทองลงสู่ข้อเท้าทีละเส้น
เส้นแรกประคองน้ำหนัก
เส้นที่สองรับแรงจากพื้น
เส้นที่สามเตรียมปล่อย
เขาก้าว
หิมะยุบเป็รอยแรกตื้นเพียงครึ่งชุ่น ปราณหมุนรอบข้อเท้าส่งแรงซึ่งควรจมลงกลับไปด้านหลัง ร่างพุ่งหน้า แต่เขาไม่ปล่อยให้แรงหมดในก้าวเดียวใช้เท้าถัดไปรับต่อ
ลูกธนูสองดอกยิงพร้อมกัน
เยี่ยซิงเหอได้ยินสายธนูทั้งสอง เขาเปลี่ยนจังหวะครึ่งก้าวดอกแรกผ่านหน้า ดอกที่สองตัดชายเสื้อ
รอยที่สองเกิดตรงกลางลาน
ผู้เฒ่าโม่เปลี่ยนจากยิงตัวเป็ยิงพื้น ลูกธนูปักหน้าปลายเท้าบังคับให้หิมะแตกเป็แผ่น เยี่ยซิงเหอไม่อ้อม เขาเหยียบขอบแผ่นในจังหวะมันยกใช้แรงสะท้อนส่งตัวขึ้น
ชายหนุ่มจากเมืองยิงจากด้านหลัง
เสียงสายธนูมาช้ากว่าลูกเพราะลมเปลี่ยน เยี่ยซิงเหอไม่หันเขาเห็นเงาดอกบนหิมะก่อนถึง ใช้ฝักกระบี่รับ แรงผลักทำให้ร่างหมุนหนึ่งรอบ
ปราณทองที่ข้อเท้าสั่น
หากลงพื้นตอนนี้ รอยที่สามจะเกิดและเขายังห่างเสาห้าจั้ง
เยี่ยซิงเหอปล่อยแรงจากกระบี่ผ่านเอวลงเท้า มิได้กดลงตรง ๆแต่หมุนตามแนวลม ร่างซึ่งควรตกกลับเคลื่อนไปข้างหน้าเงาของเขาค้างอยู่ตรงจุดเดิมชั่วพริบตาเพราะหิมะซึ่งถูกลมยกยังรักษารูปร่าง
ลูกธนูสามดอกพุ่งผ่านเงานั้น
ตัวจริงแตะพื้นเพียงครั้งเดียวหน้าเสารั้ว
รอยที่สาม
ฝ่ามือเยี่ยซิงเหอแตะไม้ก่อนเข่าจะอ่อน
ทั่วลานเงียบ
จากสายตาชายหนุ่มจากเมือง เมื่อครู่มีเยี่ยซิงเหอสองคนคนหนึ่งถูกลูกธนูเจาะผ่าน อีกคนปรากฏหน้าเสาในจังหวะถัดไป
“ภาพลวงตา...” เขาพึมพำ
ผู้เฒ่าโม่เดินลงมา ตรวจรอยสามจุดบนหิมะ“มิใช่ภาพที่สร้างด้วยคาถา เป็เพียงเงา หิมะ และจังหวะซึ่งสายตาตามไม่ทัน”
เยี่ยซิงเหอหอบจนพูดขาด “เช่นนั้น...ยังไม่ใช่วิชา?”
“วิชาเริ่มเมื่อเ้าทำซ้ำได้โดยไม่ต้องขอให้ลมช่วย”
“ชื่อเล่า”
ชายชรามองรอยเท้าซึ่งสามจุดไม่ต่อกัน “ย่างก้าวดาราล่องหน”
เยี่ยซิงเหอทวนชื่อในใจ ทันใดนั้นข้อเท้าทั้งสองปวดแปลบปราณทองซึ่งหมุนถูกใช้จนแห้ง เขาทรุดนั่งข้างเสา ไม่อาจเดินกลับด้วยตนเอง
ผู้ใหญ่บ้านมาตามคนทำงานเมื่อเงาเสาถึงฐานพอดี เขามองลูกธนูหักหิมะซึ่งถูกเหยียบเละ และเยี่ยซิงเหอที่ต้องให้นายพรานพยุง
“ประตูเหนือยังขาดเชือกสองมัด” ผู้ใหญ่บ้านกล่าว“พวกเ้าฝึกเสร็จแล้วหรือยัง”
ไม่มีผู้ใดตอบได้เต็มเสียง
เวลาฝึกของเยี่ยซิงเหอกลายเป็เวลาเตรียมตัวซึ่งหมู่บ้านเสียไปจริง
ผู้ใหญ่บ้านมิได้ดุด่าต่อเขาเพียงส่งเชือกเส้นหนึ่งให้ชายหนุ่มจากเมือง แล้วชี้ไปยังประตูเหนือ“คนที่ยังยืนได้ ไปช่วย”
นายพรานพยุงเยี่ยซิงเหอไปนั่งข้างกองไม้คนอื่นเก็บลูกธนูแล้วรีบลงมือซ่อม ไม่มีเสียงหัวเราะเื่เงาบนหิมะอีกทุกคนมองแสงตะวันซึ่งลดต่ำกว่าแนวสนและเร่งมือเพราะรู้ว่าเวลาที่หายไปเรียกคืนไม่ได้
เยี่ยซิงเหอจับเชือกด้วยมือซ้ายแม้ข้อเท้าทั้งสองรับน้ำหนักไม่ไหว เขาช่วยพันปมอยู่กับพื้นมือขวายังสั่นจากกระบี่ แต่ทุกปมที่รัดแน่นช่วยคืนเวลาส่วนหนึ่งให้หมู่บ้าน
ผู้เฒ่าโม่วางลูกธนูหักเรียงข้างเขา “จำราคาไว้วิชาซึ่งทำให้เ้าหายจากสายตาศัตรู อาจทำให้คนด้านหลังต้องยืนแทนเ้า”
“ข้าจะคืนเวลา”
“เวลาคืนไม่ได้” ชายชราตอบ“ทำได้เพียงอย่าให้สิ่งที่เสียไปสูญเปล่า”
เมื่อเชือกมัดสุดท้ายถูกส่งขึ้นประตูเยี่ยซิงเหอจึงมองกลับไปยังลาน รอยสามจุดยังชัดท่ามกลางรอยเท้าคนเก็บของมันเป็ทั้งหลักฐานว่าเขาทำสำเร็จและแผนที่ให้ผู้ซึ่งเฝ้าดูเรียนรู้จังหวะ
เหนือป่าสนด้านตะวันตกเงาคนผู้หนึ่งลดมือซึ่งใช้บังแสงเหนือคิ้วลง ภาพค้างบนหิมะเมื่อครู่ยังติดในตา
เขาไม่เห็นใบหน้าชัดแต่เห็นปราณบางซึ่งส่งร่างหนึ่งไปทิ้งเงาอีกแห่ง
เขาเห็นด้วยว่าเด็กหนุ่มไม่อาจเดินหลังใช้วิชานั้นเห็นผู้เฒ่าโม่ไม่รีบพาเข้าที่กำบังและเห็นว่าชาวบ้านทั้งหมู่รู้ตำแหน่งของเขาแล้ว
ความเร็วมีขีดจำกัด ระยะมีขีดจำกัดและหลังใช้ย่อมมี่อ่อนแรง
ผู้เฝ้ามองจดจำทั้งสามอย่างโดยไม่ต้องใช้หมึก
คนผู้นั้นหันจากหมู่บ้าน มิได้ลงมือ
เพราะสิ่งที่เห็นมีค่ากว่าศพหนึ่งศพ