"ชื่อหรือขอรับ? ข้าไม่ทราบ แม้แต่ท่านแม่ก็ไม่ทราบเช่นกัน ความสัมพันธ์ของพวกเขาเป็เพียงเื่ชั่วคราว แต่ท่านแม่บอกว่าจะต้องพาข้าไปหาท่านพ่อให้ได้ ข้าเป็เืเนื้อเชื้อไขของเขา ต่อให้เขาไม่ยอมรับข้าก็ต้องให้เขารู้ว่ามีข้าอยู่บนโลกนี้" เสี่ยวอี้มองไปยังหลงเยี่ยเยี่ยน พร้อมกับตอบอย่างจริงจัง
คิ้วของหลงเยี่ยเยี่ยนขมวดเข้าหากันจนเป็รูปตัวอักษร ‘川’ ลูกนอกสมรสของพี่ใหญ่เขามีอยู่เป็ฝูง จะยอมรับหรือไม่ก็ไม่มีความแตกต่างกันเลยสักนิด แต่ถึงอย่างนั้นเขาไม่อาจจะเอ่ยความจริงออกมาแม้แต่ครึ่งคำ
หลานโจวเองก็ขมวดคิ้วเช่นกัน นายท่านหมายความว่าอย่างไร? หรือว่าไม่อยากยอมรับลูกในไส้? เสี่ยวอี้น่ารักและว่าง่ายถึงเพียงนี้ จะใจดำไม่บอกความจริงได้อย่างไรกัน?
ทว่าเขาไม่กล้าพูดมาก ได้แต่แอบพยายามอย่างเงียบ ๆ การจับคู่นายท่านกับแม่นางจิ่วเยว่ก็เพื่อให้ทั้งสามคนพ่อแม่ลูกได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขด้วยกัน
อีกทั้งหลานโจวคาดไม่ถึงว่าเสี่ยวอี้อายุเพียงสี่ขวบ กลับสามารถฟักสัตว์นิมิตของตนเองออกมาได้แล้ว ยิ่งทำให้นึกถึงตอนนั้น หงส์เพลิงของนายท่านใช้เวลานานมากกว่าจะฟักออกมา จนกระทั่งเมื่อห้าปีก่อนด้วยความบังเอิญบางอย่าง หงส์เพลิงจึงได้ถือกำเนิดขึ้น
แถมหงส์เพลิงตัวนั้นยังชอบนอนเป็ที่สุด ในหนึ่งปีมีสิบสองเดือน แต่มันอยากจะนอนให้ครบสิบสามเดือนเสียให้ได้
แต่ดูสัตว์เทพของเสี่ยวอี้สิ ช่างรู้ความยิ่งนัก ถึงขนาดตื่นขึ้นมานึ่งซาลาเปาให้เ้านายตัวน้อยั้แ่ฟ้ายังไม่สาง ซาลาเปานึ่งแป้งบางไส้แน่น หากกัดลงไปคำหนึ่งน้ำซุปต้องไหลเยิ้มแน่นอน
แต่หลานโจวไม่เข้าใจ สัตว์เทพตัวใหญ่ขนาดนี้เหตุใดกลับขี้อายยิ่งนัก คงไม่ได้แสร้งทำใช่หรือไม่ ในโลกนี้จะมีสัตว์เทพที่ขี้อายได้อย่างไร?
ยิ่งไปกว่านั้น ตามตำนานเล่าว่ากิเลนเป็สัตว์ที่รักการต่อสู้เป็ที่เลื่องลือ วิธีการต่อสู้ดุดันและมีพลังทำลายล้างน่าสะพรึงกลัว
แต่เมื่อเห็นกิเลนตัวนี้หดคอหลบอยู่ข้างหลังเสี่ยวอี้ บนหัวที่ดูคล้ายัั์กลับเผยท่าทางเอียงอายและขี้ขลาดออกมาเล็กน้อย หลานโจวจึงรู้สึกว่า สัตว์เทพตัวนี้อาจจะมีนิสัยแปลก ๆ เป็กิเลนที่ชอบทำอาหารแต่ไม่ชอบต่อสู้ก็เป็ได้
อืม ต้องเป็เช่นนั้นแน่ ๆ
สายตาของหลงเยี่ยเยี่ยนจดจ้องอยู่ที่กิเลนเป็เวลานาน คิ้วขมวดมุ่นเล็กน้อย เขามองออกว่ากิเลนของเสี่ยวอี้ดูเหมือนจะมีิญญาเทพที่ไม่สมบูรณ์นัก
"ลูกรัก แม่หิวเหลือเกิน ให้แม่ดมหน่อยซิ วันนี้ทำซาลาเปาไส้ผักกาดดองหมูใช่หรือไม่ลูก?" อวิ๋นหรั่นเยว่ในท่าทางเกียจคร้านค่อย ๆ เดินเข้ามาจากด้านนอก
ลูกตาที่ใหญ่โตอยู่แล้วของกิเลนยิ่งเบิกกว้างขึ้นไปอีกราวกับเห็นแม่เสือโคร่ง มันรีบกลายเป็แสงสีทองแล้วกลับเข้าไปอยู่ในห้วงนิมิตระหว่างคิ้วของเสี่ยวอี้ทันที
"จมูกของท่านแม่วิเศษที่สุดเลยขอรับ!" เสี่ยวอี้รีบวิ่งเข้าไปข้างหน้า นำซาลาเปาวางลงในจานจากนั้นจึงจูงมือท่านแม่เดินออกไปพร้อมกัน
"ท่านอาหลาน ซาลาเปาที่เหลือยกให้ท่านนะขอรับ!"
หลงเยี่ยเยี่ยนหันไปมองแผ่นหลังของสองแม่ลูก คิ้วยิ่งขมวดแน่นขึ้นกว่าเดิม เหตุใดเมื่อครู่นางไม่ได้ปรายตามองเขาเลยแม้แต่นิดเดียว แถมเสี่ยวอี้เองก็ดูเหมือนจะตั้งใจเว้นระยะห่างจากเขาอีก
"รสชาติดีเกินไปแล้ว!" หลานโจวไม่ทันสังเกตเห็นอารมณ์แปรปรวนของเ้านาย เขากัดซาลาเปาไส้ผักกาดดองหมูคำหนึ่ง รสชาติกลมกล่อมจนแทบจะกลืนลิ้นลงไป ผักกาดดองรสชาติดั้งเดิม ส่วนเนื้อดูเหมือนจะเป็เนื้อของสัตว์ิญญาบางชนิด นุ่มละมุนลิ้นมาก ช่างเป็รสเลิศที่เขาไม่เคยััที่ไหนมาก่อน
หลังจากกินหมดไปหนึ่งลูก ในขณะที่กำลังจะหยิบลูกที่สอง เขาก็ััได้ถึงสายตาพิฆาตของเ้านาย
มือของหลานโจวชะงักค้างกลางอากาศ "นายท่าน ท่านอยากทานด้วยหรือขอรับ? เมื่อวานท่านบอกว่าไม่ทานของพวกนี้ไม่ใช่หรือขอรับ?"
"ซาลาเปาเยอะขนาดนี้ ระวังจะสำลักตายเสียล่ะ" หลงเยี่ยเยี่ยนเดินออกไปด้วยใบหน้าไร้อารมณ์ ขณะที่เดินผ่านห้องของอวิ๋นหรั่นเยว่ เขาชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกลับเข้าห้องของตนเอง
เขาหลับตาลงนั่งสมาธิ แต่พบว่าไม่สามารถสงบจิตใจได้เลย จึงต้องหยิบงานแกะสลักไม้ที่ทำค้างไว้เมื่อวานขึ้นมาแกะสลักต่อ
ทว่ายังไม่ทันได้รวบรวมสมาธิได้มั่นคงดี ก็ได้ยินเสียงคนเคาะประตูจากด้านนอก "มีใครอยู่ข้างในหรือไม่? ข้าคือจีอู๋เนี่ยนแห่งแคว้นต้าเหยี่ยน มาขอเข้าพบแม่นางจิ่วเยว่ หากเป็การรบกวนโปรดให้อภัยด้วย"
เมื่อได้ยินชื่อจีอู๋เนี่ยน หลงเยี่ยเยี่ยนก็วางมีดแกะสลักลงด้วยใบหน้าเ็า เสียงเปิดประตูจากห้องข้าง ๆ ดังขึ้นไม่นานประตูก็เปิดออกเพื่อต้อนรับคนนอกเข้ามา
"ท่านอาจี ท่านมาหาท่านแม่ของข้ามีธุระอะไรหรือขอรับ?" เสี่ยวอี้ถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น น้ำเสียงดูเป็มิตร
"เป็เื่เกี่ยวกับสำนักาาผี" จีอู๋เนี่ยนลูบหัวเสี่ยวอี้อย่างอ่อนโยน ก่อนจะเงยหน้ามองหญิงสาวที่ยืนอยู่ใต้ชายคา
นางสวมชุดกระโปรงยาวสีชมพูอ่อน รูปร่างสูงโปร่งและเพรียวบาง แม้จะมีผ้าคลุมหน้าแต่ก็ไม่อาจปกปิดกลิ่นอายที่หลุดพ้นจากโลกีย์ได้ ทำให้ผู้คนอยากรู้ว่าภายใต้ผ้าคลุมหน้านั้น จะมีรูปโฉมเป็อย่างไร จึงจะคู่ควรกับความสง่างามที่ดูเกียจคร้านและเป็อิสระเช่นนี้
เพราะแสงแดดในลานบ้านแรงมาก อวิ๋นหรั่นเยว่ที่ไม่ชอบแสงแดดจึงไม่ได้เดินออกไปต้อนรับแขกผู้เยือนแต่อย่างใด
"แม่นางจิ่วเยว่ ข้ามาเพื่อตอบแทนบุญคุณ"
"ตอบแทนบุญคุณ?" อวิ๋นหรั่นเยว่ส่งเสียงสงสัยออกมา ในใจพลันจินตนาการไปถึงฉากการตอบแทนด้วยร่างกายอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
"เมื่อครู่ท่านพูดถึงสำนักาาผี ท่านหมายความว่า สำนักาาผีเคยมีบุญคุณต่อท่านงั้นหรือ?" นางถาม
จีอู๋เนี่ยนพยักหน้า "แม่นางจิ่วเยว่กล่าวได้ถูกต้อง ตอนข้ายังเด็กเคยถูกศัตรูตามล่า ต่อมาได้รับความช่วยเหลือจากสำนักาาผี พวกเขาให้ข้าพักอาศัยในสำนักเพื่อรักษาอาการาเ็และส่งข้ากลับไปยังแคว้นต้าเหยี่ยนอย่างปลอดภัย บุญคุณช่วยชีวิตครั้งนี้ข้ามิอาจลืมเลือนได้ชั่วชีวิต”
“น่าเสียดายที่เมื่อห้าปีก่อนตอนที่สำนักาาผีถูกกวาดล้าง ยามนั้นข้ากำลังปิดด่านฝึกตน เมื่อออกมาอีกครั้ง ทุกอย่างก็สายเกินแก้..."
อวิ๋นหรั่นเยว่ขมวดคิ้วแน่น มองเขา "คนภายนอกต่างบอกว่าสำนักาาผีทำชั่วไว้มากจึงถูกวิถี์ลงทัณฑ์ แล้วท่านเล่าคิดเห็นอย่างไร?"
"ไม่มีทาง!" สีหน้าของจีอู๋เนี่ยนดูตื่นเต้นเล็กน้อย
"ข้าอาศัยอยู่ในสำนักาาผีนานกว่าสามเดือน ข้ารู้จักกฎของสำนักเป็อย่างดี พวกเขาไม่มีทางทำชั่วเด็ดขาด เื่ที่ว่านำคนเป็ทั้งหมู่บ้านมาหลอมศพในตอนนั้นความจริงแล้วล้วนเป็ฝีมือของผู้อื่น เป็การใส่ร้ายป้ายสี! น่าเสียดายที่เมื่อข้าไปสืบสวน ร่องรอยทั้งหมดก็ถูกลบเลือนไปหมดแล้วจึงไม่สามารถสืบได้ว่าเป็ฝีมือของใครกันแน่"
อวิ๋นหรั่นเยว่กำหมัดแน่น สำนักาาผีคือหยาดเหงื่อแรงกายของอาจารย์เก้า ในสำนักมีลูกศิษย์รักของท่าน มีทั้งลูกศิษย์และหลานศิษย์ แต่กลับต้องตายทั้งหมดเพราะการใส่ร้าย!
หากอาจารย์เก้ารู้ว่าสำนักของตนถูกทำลาย แถมยังถูกตราหน้าว่าเข้าสู่วิถีมาร เกรงว่าคงโกรธจนไม่สามารถรวมร่างิญญาผีได้แน่
"คนที่ทำชั่วที่แท้จริง จะต้องชดใช้อย่างสาสม"
ในชั่วพริบตานี้ จีอู๋เนี่ยนราวกับเห็นเจตนาฆ่าที่เด่นชัดวาบผ่านตัวนาง เส้นผมสีดำปลิวไสวทั้งที่ไม่มีลม ทว่าร่างกายของนางกลับไม่มีความผันผวนของพลังิญญาเลยแม้แต่น้อย ราวกับเป็เพียงภาพลวงตา
เขาพยักหน้ากล่าว "ท่านกล่าวได้ถูกต้อง สำนักาาผีจะถูกใส่ร้ายตลอดไปไม่ได้ วันหนึ่งความจริงต้องปรากฏ เมื่อวานข้าเห็นเสี่ยวอี้ถือกรรไกรแห่งเหตุและผลจึงรู้ว่าพวกท่านต้องมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับสำนักาาผี บัดนี้สำนักถูกทำลายหากแม่นางจิ่วเยว่อยากฟื้นฟูสำนักข้ายินดีจะช่วยเหลือท่าน"
ช่วยนางฟื้นฟูสำนัก?
อวิ๋นหรั่นเยว่มองเขาด้วยความประหลาดใจ พลันรู้สึกว่าการปล่อยให้เขายืนอยู่เช่นนี้ดูจะไม่สุภาพนัก
"คุณชายจี เช่นนั้นท่านเข้ามาข้างในก่อนเถิด เราค่อยนั่งคุยรายละเอียดกัน"
สิ้นคำพูดของนาง หลานโจวก็วิ่งพรวดพราดเข้ามาพร้อมกับชี้ไปยังห้องอีกด้านหนึ่งอย่างกระตือรือร้น "แม่นางจิ่วเยว่ ทางนี้คือห้องรับรอง ท่านกับคุณชายจีสามารถไปคุยกันที่นั่นได้ ข้าน้อยจะไปชงชามาให้เดี๋ยวนี้ขอรับ"
"ก็ดี" อวิ๋นหรั่นเยว่พยักหน้า นางเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าการให้บุรุษร่างใหญ่เช่นจีอู๋เนี่ยนเข้ามาในห้องของนางดูไม่ค่อยจะเหมาะสมนัก
หลานโจวถอนหายใจด้วยความโล่งอกในใจ มีเพียงผีเท่านั้นที่รู้ว่าเขากังวลเพียงใดตอนที่เขาได้ยินเสียงอันเย็นเยียบของนายท่านดังขึ้นในหัวเมื่อครู่
แต่ในใจเขากลับมีความสุข ดูท่านายท่านจะใส่ใจแม่นางจิ่วเยว่อยู่ไม่น้อย มิเช่นนั้นจะยอมให้เขานำคนไปที่ห้องรับรองได้อย่างไร
"ความจริงข้าอยากช่วยฟื้นฟูสำนักาาผีมานานแล้ว แต่เคล็ดวิชาโบราณของสำนักาาผีสูญหายไปจนหมดสิ้นภายใต้สายฟ้า์ครั้งนั้น ข้าจึงไร้กำลังจะช่วยเหลือ ทว่าใน่ไม่กี่ปีมานี้ข้าได้พบลูกศิษย์สำนักาาผีที่ซ่อนตัวอยู่ภายนอกหลายสิบคน และยังจัดหาที่ปลอดภัยให้พวกเขาเพื่อรอโอกาสที่เหมาะสม"
จีอู๋เนี่ยนใช้ดวงตาหงส์อันงดงามมองอวิ๋นหรั่นเยว่ "และตอนนี้โอกาสนั้นมาถึงแล้ว แม่นางจิ่วเยว่ ข้าเชื่อว่าท่านมีความสามารถนี้"
"แค่ก ๆ ชามาแล้วขอรับ ชามาแล้ว!" หลานโจวถือถาดน้ำชา เดินเข้ามาแทรกกลางระหว่างจีอู๋เนี่ยนและอวิ๋นหรั่นเยว่ ตั้งใจบดบังสายตาของจีอู๋เนี่ยนเต็มที่
รัชทายาทจีคนนี้ เห็นได้ชัดเลยว่าคิดจะขุดกำแพงบ้านนายท่าน! ฝันไปเถอะ!
จีอู๋เนี่ยนนั่งตัวตรงยกถ้วยชาขึ้นจิบคำหนึ่ง แล้วถามขึ้นอย่างไม่ใส่ใจว่า "จริงด้วย แม่นางจิ่วเยว่ นายบ่าวสองคนนี้มีความสัมพันธ์อย่างไรกับท่านและเสี่ยวอี้หรือ?"