สัญญาธนาการ | Eternity Bondage
[ตอนที่ 3] ภพ: สัญญา ตอน 1
พ.ศ. 2515
นาวาสะดุ้งตื่นสูดลมหายใจเฮือกใหญ่ เขาฝันประหลาดถึงเหตุการณ์ของสองนายบ่าวั้แ่ย้ายมาเป็นายอำเภอที่นี่ บ้านเมืองไกลปืนเที่ยง ต้องกระเตงข้าวของนั่งรถโดยสารชั้นสองสภาพผุพังจากกรุงเทพ หนำซ้ำรถยังยางะเิข้างทางเป็ป่ารกร้างที่นคร์ ต้องนั่งแกร่วอยู่นาน มีเพียงเหรียญกษาปณ์เก่าๆ ที่เจอโดยบังเอิญเท่านั้นที่อยู่เป็เพื่อน ผู้คนในรถต่างอ่อนล้าไม่มีใครพูดคุยกัน ความมืดของป่ารกต่างทำให้ทุกคนเจียมตัว มีแต่เขาที่เดินมานั่งข้างพงร้างลำพัง กว่าจะมาถึงเชียงใหม่ได้ เขาใช้เวลาเกือบยี่สิบชั่วโมง เขาไม่น่าขัดใจคุณหญิงแม่ที่จะให้คนขับรถที่บ้านมาส่งเลย แต่คิดได้ตอนนี้ก็สายไปเสียแล้ว
นาวาหนุ่มไทยวัย 29 ปี เป็นายอำเภอใหม่อนาคตไกล เขาไต่เต้าจากการเป็ข้าราชการชั้นผู้น้อย และไต่ระดับมาเรื่อยๆ ด้วยพื้นฐานครอบครัวที่ร่ำรวยและทำงานราชการมาโดยตลอด จึงไม่แปลกที่เขาจะได้เลื่อนขั้นเร็วปานสายฟ้า ตำแหน่งที่เขาได้มา ก็ไม่สามารถปฎิเสธได้ว่ามีเส้นสายคอยหนุนหลังอยู่ เมื่อได้ยินว่าจะต้องมาเป็นายอำเภอไกลถึงเชียงใหม่ เขาแทบจะกราบกรานขอให้รีบย้าย เนื่องจากทนแรงกดดันจากทางบ้านไม่ไหว
“นาวา อายุแกก็ปูนนี้แล้วนะ เมื่อไหร่จะแต่งงาน มีหลานให้แม่อุ้มเสียที แกเป็ลูกชายคนโตของบ้านนะ”
สภาพทางสังคมและหน้าตาของวงศ์ตระกูลบังคับให้เขาต้องทนกล้ำกลืน เขาอยากแต่งงาน แต่เขารู้สึกว่าจิตใจของเขามิได้เอนเอียงใฝ่เสน่หาไปทางหญิงใด ถึงแม้่ชีวิตวัยรุ่นเขาจะสำมะเลเทเมาและเคล้านารีอยู่ไม่น้อย แต่กามรสในชายเมื่อตอนที่เขาไปร่ำเรียนวิชากฎหมายที่เมืองนอกก็ทำให้เขาติดใจยากเกินจะถอนตัว และเมื่อถูกที่บ้านบังคับเคี่ยวเข็ญให้ต้องแต่งงาน เขาก็อยากจะหนีไปให้ไกลๆ เพื่อนพ้องและญาติพี่น้องวัยเดียวกันของเขาต่างก็มีลูกกันแทบทั้งนั้น
วันนี้นาวาไปทำงานตามปรกติ เขามีมอเตอร์ไซค์เ้าแก่ประจำตำแหน่งซึ่งตกทอดมาจากนายอำเภอคนเก่าเอาไว้ขี่ไปทำงานและที่ต่างๆ การทำงานกับคนที่นี่ไม่ยาก ไม่มีการแก่งแย่งกันเหมือนในเมืองหลวง ผู้คนเมืองเหนือต่างเป็มิตร ผู้มีอิทธิพลส่วนใหญ่ต่างก็รู้จักครอบครัวของเขาดี อาจจะเรียกได้ว่ารู้จักกันเสมือนญาติ เพราะวันแรกที่เขามาถึง เพื่อนพ้องของคุณพ่อต่างพากันแห่แหนมารับราวกับว่าเขาเป็ลูกชายคนหนึ่งเลยทีเดียว ถ้าจะถามถึงเื่การถูกคุกคาม เขาตอบได้เลยว่าแทบจะเป็ศูนย์ ยกเว้นวันนี้...
เสียงโวยวายลั่นบนอาคาร ถึงแม้ห้องทำงานของเขาจะปิดล้อมด้วยประตู แต่ก็ไม่สามารถกั้นเสียงนั้นได้ นาวาเดินออกไปดูเหตุการณ์ข้างนอก ผู้ชายคนหนึ่งกำลังถูกเสมียนดึงตัวไว้ เสียงเอะอะด้วยสีหน้าโกรธจัดแกมหมดหวัง หน้าตาแดงก่ำเหมือนคนกำลังจะร้องไห้ ส่งเสียงด่าทอจนลั่น
“พวกมึงก็เหมือนกันหมด เข้าข้างคนขี้โกง กูมันก็แค่คนจนตาสีตาสา ไม่มีใครมาสนใจ มันโกงกู ที่ดินของกู ของพ่อของแม่กู มึงกลับบอกว่าเป็ของมัน ไอ้คนขี้โกง ข้าราชการขี้โกง”
“เขาเป็อะไร” นาวาถามลูกน้องที่ยืนสังเกตการณ์อยู่ข้างๆ
“เขาชื่อนายสองค่ะ ไปค้ำประกันเงินกู้ของเพื่อนแต่เพื่อนตาย ที่ดินเลยโดนยึด เขามาโวยวายที่อำเภอทุกเดือนแหละค่ะ ทุกคนที่นี่ชินเสียแล้ว”
“อ้าว แล้วไม่มีใครช่วยอะไรเขาเลยรึ”
“ทุกคนช่วยแล้วนะคะนายอำเภอ แต่อีกฝ่ายมีสัญญาชัดเจน มีลายนิ้วมือนายสองเด่นชัด ถ้าตามกฎหมายแล้วเราทำอะไรไม่ได้เลย แถมนายสองก็ยากจน ไม่มีสมบัติอะไรจะไปฟ้องร้องอีกฝ่ายได้”
“อีกฝ่ายนี่ใคร”
“พ่อเลี้ยงสิงห์คำค่ะ”
“ใช่สิงห์คำ อภิมนตรีหรือเปล่า”
“ใช่ค่ะ นายอำเภอรู้จักเหรอคะ”
นาวายิ้ม รู้จักยิ่งกว่ารู้จักเสียอีก พ่อเลี้ยงสิงห์คำ หรือนายสิงห์คำ อดีตคนขับรถที่บ้านเขาสมัยก่อน พอคุณปู่เสีย ก็ได้มองเงินทองปูนบำเหน็จให้ก้อนหนึ่งก่อนที่เขาจะลาออกกลับมาอยู่บ้านที่เมืองเหนือ ไม่คิดเลยว่าเวลาผ่านไปสิบกว่าปี นายสิงห์คำจะรุ่งเรืองจนกลายมาเป็พ่อเลี้ยงมีอำนาจใหญ่โตที่นี่ได้
“เดี๋ยวตามนายสองมาพบผมที่ห้องนะ แต่ทำให้เขาสงบสติอารมณ์ก่อนเข้ามาล่ะ” นาวาสั่งลูกน้อง ก่อนจะครุ่นคิดคนเดียวเงียบๆ
