เมื่อทุกคนเปลี่ยนอาชีพ: สัตว์อัญเชิญของข้าล้วนเป็นขนาดยักษ์!

    เล่มที่ 3 บทที่ 73 การปฏิบัติที่แตกต่าง ศัตรูจากเหล่านักศึกษาใหม่

            “นักศึกษาหวังเฉินจิ้งจอกเก้าหางและมังกรถือเป็นการโจมตีและสนับสนุนที่สมบูรณ์แบบที่สุดความแข็งแกร่งของนายจะถูกแสดงออกมาอย่างเต็มที่ก็ต่อเมื่อนายเข้าสู่คณะประจัญยุทธ์ของเราเท่านั้น”

            “พวกเราสามารถตอบสนองทุกความต้องการของนายได้ นอกจากนี้คณะประจัญยุทธ์ยังขอรับรองว่าเมื่อนายบรรลุพลังระดับเปลี่ยนอาชีพขั้นสามเราจะจัดหาสัตว์อสูรเทวะร่างยักษ์ให้อีกหนึ่งตัว!”

            อาจารย์จากคณะประจัญยุทธ์เบียดเสียดแทรกตัวมาด้านหน้าด้วยร่างกายอันกำยำดวงตาของเขาเปล่งประกายร้อนแรง

            เมื่อได้ยินเงื่อนไขของอาจารย์ผู้นี้หวังเฉินก็พยักหน้าในใจ

            มหาวิทยาลัยเหยียนหลงแบ่งออกเป็นสามวิทยาลัยตามแนวทางอาชีพในอนาคตของนักศึกษาได้แก่ คณะประจัญยุทธ์ คณะเวทศาสตร์ และคณะกำลังสนับสนุน

            ในฐานะผู้ฝึกสัตว์อสูรยักษ์สายอาชีพของหวังเฉินนั้นไม่มีขีดจำกัด ถือเป็นสายอาชีพที่ยืดหยุ่นสามารถเข้าร่วมวิทยาลัยใดก็ได้ในสามแห่งนี้

            แต่โดยส่วนตัวแล้วเขามักจะเอนเอียงไปทางคณะประจัญยุทธ์มากกว่าเพราะเทียบกับการหลบอยู่ด้านหลังแล้วปล่อยทักษะเขาย่อมชอบที่จะพุ่งเข้าประจันหน้ากับศัตรูในระยะประชิดมากกว่า

            ในตอนนี้เมื่อเห็นใบหน้าของหวังเฉินเผยแววครุ่นคิดอาจารย์โดยรอบก็พลันกระสับกระส่ายขึ้นมาทันที

            “นักศึกษาหวังเฉิน อย่าไปฟังไอ้หัวโล้นนั่นพูดเพ้อเจ้อนะ!”

            “นายในฐานะผู้ฝึกสัตว์อสูร โดยเฉพาะผู้ฝึกสัตว์อสูรยักษ์ในอนาคตเมื่อสัตว์อสูรเพิ่มขึ้นค่าประสบการณ์ที่ต้องใช้ในการเลื่อนระดับจะมหาศาลอย่างยิ่ง”

            “หากนายเข้าคณะประจัญยุทธ์การฝึกฝนของพวกเขาจะทำให้การพัฒนาความแข็งแกร่งของนายล่าช้าลงอย่างมาก”

            “มาที่คณะเวทศาสตร์ของเราเถอะ!แค่ทักษะเวทมนตร์เพียงครั้งเดียวก็สามารถกวาดล้างศัตรูได้ในพริบตารับรองว่านายจะอัปเลเวลอย่างรวดเร็วแน่นอน!”

            “อาจารย์ขอสัญญาว่าคณะเวทศาสตร์จะไม่เพียงมอบทรัพยากรสำหรับการเติบโตทั้งหมดให้แก่นายแต่ยังสามารถมอบคัมภีร์ทักษะระดับ S สองเล่มให้ด้วย!”

            อาจารย์หญิงจากคณะเวทศาสตร์เบียดไอ้หัวโล้นออกไปแล้วหยิบคัมภีร์ทักษะสองเล่มออกมาแกว่งในมือ แสดงความจริงใจอย่างเต็มเปี่ยม

            หลังจากเธออาจารย์คนอื่นๆ ก็ต่างพากันเสนอตัวให้แต่ละวิทยาลัยของตนเองเช่นกันต่างใช้ถ้อยคำโน้มน้าวใจ ทั้งด้วยอารมณ์และเหตุผลแสงสว่างจากคัมภีร์ทักษะระดับสูงและอุปกรณ์ต่างๆสาดส่องจนหวังเฉินรู้สึกมึนงงไปหมด

            “เอ่อ… อาจารย์ทุกท่านครับ…”

            “รอให้การประลองจัดอันดับสิ้นสุดลงก่อน แล้วผมค่อยตัดสินใจดีไหมครับ?”

            หวังเฉินมองอาจารย์โดยรอบที่ดูเหมือนจะพร้อมลากตัวเขาออกไปทันทีก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะอย่างขมขื่น

            ช่างกระตือรือร้นเกินไปแล้ว!

            “ดี! ดี! ไม่ต้องรีบร้อน นายยังมีเวลาคิดพิจารณาแต่จำไว้ว่าอย่าเลือกไอ้พวกบ้าระห่ำพวกนั้นก็พอ!”

            “ไม่มีปัญหา นี่เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการวางแผนในอนาคตแต่ผมเชื่อว่าคุณจะเลือกคณะประจัญยุทธ์ของเรา คุณเป็นนักรบโดยกำเนิดจะไปคบค้ากับพวกสำอางได้อย่างไรกัน?”

            “…”

            อาจารย์รอบข้างต่างพยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดของหวังเฉิน แต่ก็ยังคงจ้องหน้ากันอย่างดุเดือดราวกับมีดินปืนในแววตา

            เมื่อเห็นภาพนี้หวังเฉินก็อดไม่ได้ที่จะส่ายหน้าและหัวเราะอย่างขมขื่นก่อนจะกล่าวลาและเดินตรงไปยังบริเวณที่นักศึกษาใหม่ยืนอยู่

            …

            ในขณะเดียวกันเหล่านักศึกษาใหม่ที่ยืนอยู่ใจกลางลานกว้างมองร่างที่เดินออกมาจากการถูกอาจารย์รายล้อม ใบหน้าของแต่ละคนก็ดูไม่สู้ดีนัก

            ทำไมถึงเป็นแบบนี้?

            พวกเขายืนอยู่อย่างโดดเดี่ยวไม่มีอาจารย์คนไหนเข้ามาสอบถามเลยแม้แต่คนเดียวแล้วทำไมหวังเฉินถึงได้รับความนิยมขนาดนั้น?

            ในหมู่นักศึกษาใหม่ทั้งหลายกลุ่มเจ็ดหนุ่มสาวที่ดูโดดเด่นเป็นพิเศษนั้นกลับจ้องมองไปยังหวังเฉินด้วยสายตาขุ่นเคือง

            เจ็ดคนนี้คือผู้ที่ได้รับการคาดการณ์ว่าจะเป็นอันดับหนึ่งในการประลองจัดอันดับของนักศึกษาใหม่ปีนี้พวกเขาล้วนเป็นนักเรียนหัวกะทิจากแต่ละมณฑล

            “พวกคุณคิดยังไงกัน?” ชายหนุ่มร่างกำยำหน้าตาธรรมดาหนึ่งในเจ็ดเอ่ยถาม

            เขาชื่อจ้าวลี่อาชีพอัศวินศักดิ์สิทธิ์ (พาลาดิน) เป็นอาชีพพิเศษ เลเวล 60มาจากมณฑลหลิวเยว่

            “ไร้สาระน่า แค่มีสัตว์อสูรยักษ์สองตัวแล้วจะยังไง? ไอ้พวกชนชั้นต่ำที่ถูกยกยอในตอนนี้ยิ่งถูกยกสูงเท่าไรก็ยิ่งตกลงมาเจ็บแรงเท่านั้นแหละ!”

            ชายหนุ่มผู้มีออร่าเย็นชาที่อยู่ข้างๆส่ายหน้าอย่างดูถูก

            คนผู้นี้ชื่อโจวอู่เป็นนักเรียนหัวกะทิจากมณฑลหมิงกวง มาจากตระกูลผู้มั่งคั่งชั้นนำของมณฑลหมิงกวงความแข็งแกร่งของเขาเทียบเท่ากับจ้าวลี่

            เมื่อได้ยินโจวอู่กล่าวถึงพื้นเพของหวังเฉินเด็กสาวคนหนึ่งในกลุ่มเจ็ดคนก็หัวเราะเยาะออกมา

            “จริงด้วย เลเวลแค่ 40 ยังไม่อาจเทียบชั้นกลุ่มแนวหน้าของนักศึกษาใหม่ได้อีกทั้งอุปกรณ์และก็ทักษะห่างจากพวกเราเกินไปมาก”

            “รอดูตอนที่เขาได้อันดับบ๊วยในการประลองจัดอันดับเถอะ! ฉันอยากรู้จริงๆว่าเขาจะยังกล้ามาที่มหาวิทยาลัยเหยียนหลงได้ยังไง”

            “นั่นแหละ!”

            เมื่อได้ยินเช่นนั้นเด็กสาวอีกคนในกลุ่มเจ็ดคนก็พยักหน้าเห็นด้วย และพูดด้วยน้ำเสียงประชดประชันว่า

            “ทุกคนก็ได้รับการประเมินระดับ SSS เหมือนกันแต่อาจารย์กลับปฏิบัติกับเขาแตกต่างจากพวกเราขนาดนี้พอการประลองจัดอันดับสิ้นสุดลง เขานั่นแหละที่จะต้องอับอายขายหน้า”

            “การประลองจัดอันดับจะมีรอบการแข่งขันบนเวที เมื่อถึงตอนนั้นต้องจัดการหวังเฉินอย่างหนักให้พวกอาจารย์รู้ว่าพวกเราต่างหากที่เป็นอัจฉริยะตัวจริง!”

            เมื่อได้ยินคำพูดของเธอผู้ที่เดิมทีไม่คิดจะเข้าร่วมวงสนทนาหลายคนก็อดไม่ได้ที่จะแสดงความไม่พอใจออกมา

            เด็กสาวคนนี้พูดได้ถูกต้องทุกคนได้รับการประเมินระดับ SSS เหมือนกันแต่กลับได้รับการปฏิบัติที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนมันเป็นสิ่งที่พวกเขาไม่อาจยอมรับได้

            …

            “นายดูเป็นที่นิยมดีนะ!”

            ขณะที่หวังเฉินเดินมาหยุดที่บริเวณนักศึกษาใหม่ซือถูอวี้ก็พูดขึ้นอย่างมีนัย

            เมื่อได้ยินเช่นนั้นหวังเฉินเหลือบมองสายตาอาฆาตที่พุ่งมายังตนเอง ก็ได้แต่ลูบจมูกอย่างจนใจ

            เข้ามาเรียนได้แค่สองวันเขาก็สร้างความเกลียดชังให้นักศึกษาใหม่แทบจะทุกคนแล้ว

            นี่คงเป็นครั้งแรกในมหาวิทยาลัยเหยียนหลงเลยก็ว่าได้!

            แต่ถึงกระนั้นนอกจากความจนใจเล็กน้อย เขาก็ไม่ได้รู้สึกหวาดกลัวอะไร

            ไม่ว่าจะเป็นความเกลียดชังหรือความรักมันเกี่ยวอะไรกับเขากัน?

            เขามาที่มหาวิทยาลัยเหยียนหลงเพื่อพัฒนาความแข็งแกร่งของตัวเองไม่ใช่เพื่อสร้างความสัมพันธ์

            “วัวควายย่อมอยู่รวมกันเป็นฝูง สัตว์ร้ายย่อมเดียวดาย!”

            หวังเฉินกล่าวด้วยน้ำเสียงเนิบช้าก่อนจะจ้องมองไปที่ไหล่ของซือถูอวี้ “เธอทำพันธสัญญาผูกมัดกับหมาป่าจันทราแล้วเหรอ?เจ้าตัวเล็กนี่ชื่ออะไร?”

            “เสี่ยวไป๋!”

            ซือถูอวี้เหล่ตามองหวังเฉินแล้วหันหน้าหนีทันที

            “น่าเสียดายที่สัตว์ร้ายบางตนเป็นพวกวิปริต!”

            เธอพึมพำเสียงเบา

            เมื่อได้ยินคำพูดของเธอมุมปากของหวังเฉินก็กระตุกเล็กน้อย

            ให้ตายเถอะ!นี่คงเป็นสิ่งที่ติดอยู่ในใจเธอไปแล้ว!

            แต่ตอนนี้เขาก็ไม่ทันได้อธิบายอะไรมากนักในระหว่างที่ทั้งสองคนกำลังคุยกัน หญิงสาวในชุดคลุมเวทมนตร์ตัวหลวมๆก็เดินขึ้นไปยังแท่นสูงที่อยู่ตรงกลางลานกว้าง

            “ทุกคนโปรดอยู่ในความสงบ!”

            ไม้เท้าเวทมนตร์ในมือของเธอชี้ลงเบาๆกระแสพลังไร้รูปก็พลันแผ่กระจาย บรรยากาศที่เคยจอแจบนลานกว้างก็เงียบสงบลง

            ในชั่วพริบตาทุกคนก็มองไปที่เธอด้วยความคาดหวัง

            “ทุกคนโปรดทราบ การประลองจัดอันดับแบ่งออกเป็นสองส่วนคือการบุกดันเจี้ยนและการประลองบนเวทีอันดับของพวกคุณจะถูกตัดสินโดยคะแนนเฉลี่ยสูงสุดจากทั้งสองส่วน”

            “ห้าสิบอันดับแรกจะเข้าสู่กระดานจัดอันดับนักศึกษาใหม่และได้รับรางวัลและสิทธิพิเศษตามลำดับ”

            “ส่วนที่เหลือในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้าจะได้รับเพียงค่าตอบแทนพื้นฐานเท่านั้น”

            “ฉันคืออาจารย์ซุนเหมียวจากคณะเวทศาสตร์ผู้รับผิดชอบการตัดสินการบุกดันเจี้ยน”

            “หากไม่มีใครมีข้อโต้แย้ง การประลองจัดอันดับจะเริ่มขึ้น ณ บัดนี้!”

            อาจารย์ซุนเหมียวกวาดสายตาไปยังนักศึกษาใหม่ที่อยู่ตรงหน้าเมื่อเห็นว่าไม่มีใครเอ่ยปาก เธอก็ยกไม้เท้าเวทมนตร์ในมือขึ้นทันที

            ครืนนนน!ครืนนน! ครืนนน!

            พลังเวทอันบ้าคลั่งพุ่งขึ้นจากไม้เท้าเวทมนตร์ทันใดนั้นลานกว้างก็ปั่นป่วนไปด้วยกระแสลม

            ประตูแสงขนาดมหึมาปรากฏขึ้นตรงหน้าของนักศึกษาใหม่ทุกคนในชั่วพริบตา

             

    คล้ายกับเรื่องเมื่อทุกคนเปลี่ยนอาชีพ: สัตว์อัญเชิญของข้าล้วนเป็นขนาดยักษ์! ที่คุณอ่าน