เยี่ยนโจว เมืองหลวงแคว้นเยี่ยน
สตรีเนื้อตัวซีดเซียวและซูบผอมในชุดฮั่นฝู่ ที่ใคร ๆก็ต่างมองออกว่าตัวชุดได้นั้นผ่านการใช้งานมาอย่างยาวนานร่างบอบบางยืนเกร็งเครียดอยู่หน้าหอโคมแดงขึ้นชื่อของเยี่ยนโจว เมืองหลวงแคว้นเยี่ยนดวงตากลมโตที่เคลือบคลอไปด้วยคราบน้ำตาแหงนหน้าขึ้นมองไปยังป้ายอักษร “หอชือสว่าน”หรือเหล่าดอกไม้พิษนางพยายามรวบรวมความกล้าหาญทั้งหมดที่มี มือเรียวบางกำเนื้อผ้ากระโปรงไว้จนแน่นก่อนก้มหน้าลงตัดสินใจก้าวขาผ่านธรณีประตูเข้าไปอย่างอ่อนแรง
“หยุดก่อน แม่นาง” เป็ชายหน้าโหดที่ยืนเฝ้าประตูนั้นยื่นกระบี่ที่ยังอยู่ในฝักเข้ามาขวางทางนางไว้
“ข้า ขอเข้าไปข้างใน หอชือสว่านสักหน่อย”
“เ้ามีธุระอันใดที่นี่ไม่ใช่ที่ของเ้า หากเพียงจะมารับจ้างทำครัวให้ไปคุยกับหลงจู๊ ข้างหลังร้าน”
“ข้ามาหาคนผู้หนึ่ง ชุนเทียนอยู่ที่นี่ใช่หรือไม่”
“ชุนเทียน ผู้นั้นหรอกหรือเ้าช่างไม่คู่ควรยิ่งนัก กลับไปเสียเถิด” ผู้คุ้มกันหน้าหอหรี่ตามองอย่างประเมินมาที่ตัวนาง
“หนึ่งตำลึงเงินพอหรือไม่”นางยื่นหนึ่งตำลึงเงินในมือส่งไปให้ผู้คุ้มกันหน้าหอ เขาตกตะลึงกับก้อนเงินในมือบางสลับมองกลับมาที่นางอีกครั้งหัวจรดเท้าอย่างชั่งใจ หนึ่งตำลึงเงินมิใช่น้อยหรือนางจะของขาดจน้าสิ่งนั้นเป็หนักหนา
“เช่นนั้นย่อมได้ แต่แม่นางต้องผลัดเปลี่ยนอาภรณ์สักหน่อยหากเข้าไปทั้งสารรูปเช่นนี้ช่างไม่เหมาะยิ่งนัก ท่านเข้าไม่ถึง ชุนเทียน หรอกหนา”
“ชิงชิง พาแม่นางผู้นี้ไปดูแล นาง้าพบ ชุนเทียน” เขาเรียกแม่นางน้อยมารับลูกค้าไปดูแล
นางเพียงเดินตามแม่นางชิงชิง พาอ้อมไปทางด้านหลังจนถึงห้องแต่งตัวเล็กๆ ที่มีเสื้อผ้าชุดฮั่นฝู่ใหม่ ๆ สวยๆ แขวนเรียงรายหลากหลายสีสัน
“ชุดพวกนี้ เอาไว้ขายเซ่อจี้(โสเภณี)ท่านเลือกเอาสักชุดเถิดหนา ราคารวมในหนึ่งตำลึงเงินนั่นแล้ว”
“แม่นางชิงชิง ท่านเลือกมาให้ข้าเถิดข้าเพียง้าพบ ชุนเทียน เพียงเท่านั้น” นางตอบกลับแววตาเศร้าสร้อย
“ท่านได้พบเขาแน่ แต่ต้องรอเวลาอีกหนึ่งก้านธูปหลังคุณหนูซ่งเสร็จกิจก่อน เอาหละชุดนี้แล้วกันสีส้มอ่อน พลิ้วไหว ลายดอกมู่ตานท่านเอาไปเปลี่ยน แล้วออกมาให้ข้าแต่งหน้าทาแก้ม ทาบสีชาดที่ปากให้”
ชิงชิง รวบผมที่ดำขลับของนางไว้ข้างหลัง แบ่งช่อผมออกเป็มวยเล็ก ๆหลายแฉกคล้ายกลีบดอกไม้ทัดปักด้วยดอกมู่ตาน บรรจงแต่งหน้าทาแก้มและเคลือบสีชาดลงบนปากอวบอิ่ม จนหน้าใบหน้าที่เคยไร้สีสันของนางเริ่มมีสีแดงระเรื่อกลบซ่อนความซีดเซียวจนหมดสิ้น เผยความงามอย่างคุณหนูในห้องหอ
“ใกล้เสร็จแล้ว สีชาดทาปากนี้เหมาะกับแม่นางยิ่งใบหน้าท่านหวานหยดงดงามราวเทพธิดา หากแต่แววตาไยเศร้าหมองไปหลายส่วน นี่ ๆ แม่นางท่านสนใจรับงานเซ่อจี้หรือไม่รายได้ดียิ่งนัก” ชิงชิง พร่ำพรรณนาระหว่างบรรจงตกแต่งใบหน้างาม
นางไม่ได้ฟังที่ชิงชิงกล่าวผินตัวหันไปมอง ฮั่นจื้อ กระจกเงาทองแดง ความสวยงามที่ปรากฎอยู่เบื้องหน้า ทำให้หวนนึกถึงเมื่อครั้งหนึ่งคราวที่นางสวมชุดแดงเข้าพิธีคำนับฟ้าดินแต่งเข้าสกุลเหอเขาผู้นั้นเมื่อเปิดผ้าคลุมหน้านางออกในคืนเข้าหอ ชื่นชมและพึงพอใจในความงามของนางยิ่งนักถึงกับเอ่ยคำมั่นสัญญาว่าจะรักนางเพียงผู้เดียว จะไม่มีวันทำให้นางเสียใจแม้แต่น้อยพลันน้ำตาเริ่มคลอเคลียเบ้าตาหม่น กระจกเงาทองแดงสะท้อนคราบน้ำตาความเศร้าจากแววตาช่วยดึงนางกลับให้มาอยู่กับปัจจุบัน
“งามจนกลั้นน้ำตาไม่อยู่เลยหรือ แม่นาง” เป็ชิงชิงที่เอ่ยขึ้น ใบหน้างามที่สะท้อนผ่านฮั่นจื้อทอดถอนใจก่อนจะหลุบเปลือกตาลงไล่น้ำตาออกมาทางหางตาแล้วเอาผ้าเช็ดซับออกเบาๆ
“ชุนเทียน อยู่ที่ใด ข้าพร้อมแล้ว”
“ตามข้ามา แล้วจงรอคอยแต่เพียงในห้องรับรองปีกขวาบนชั้นสอง โปรดนั่งภายในห้องเท่านั้นอย่าได้เดินเพ่นพ่านไปทั่ว ประเดี๋ยวแขกท่านอื่นจะเข้าใจว่าท่านมารับงานเซ่อจี้เอาได้ข้าจะเอาชากับขนมมาให้ ขอเตือนว่าท่านอย่าได้ไปรบกวนเวลาสำราญของคุณหนูซ่งที่ห้องปีกซ้ายนั่นเมื่อถึงเวลาแล้ว ท่านชุนเทียน จะเข้ามาหาแม่นางเอง”ชิงชิงหันมากำชับก่อนจะเดินจากไป
ร่างบอบบางในชุดสีส้มอ่อนลายดอกมู่ตานลุกขึ้นเดินไปมาภายในห้องรับรองนั้นอย่างกังวลครุ่นคิด มิอาจสะกดกลั้นจิตใจที่กระวนกระวายร้อนรุ่นลงได้ขอให้ ชุนเทียน ดาวเด่นที่เลื่องลือประจำ หอชือสว่าน หาใช่ท่านพี่ที่นางรัก แม้ในใจนางลึกๆแล้วยังเชื่อมั่นว่าเขามั่นคงในคำมั่นสัญญาที่เคยให้ไว้ท่านพี่รักนางและทำเพื่อนางเสมอมา แต่ถึงอย่างไรนางต้องพิสูจน์ให้เห็นกับตาเพื่อให้เขาพ้นข้อครหานั้น เมื่อไม่อาจอดทนรอคอยเวลาได้แล้ว นางจึงตัดสินใจเปิดประตูออกจากห้องรับรองปีกขวาเดินไปยังห้องรับรองของคุณหนูซ่งตรงปีกซ้ายนั้นอย่างมุ่งมั่น
หน้าห้องรับรองตรงปีกซ้าย เสียงครวญครางของสตรีและบุรุษสอดประสานขึ้นอย่างสุดหฤหรรษ์เนิ่นนาน จบลงด้วยเสียงกรีดร้องอย่างสุขสมปานขึ้น์ของสตรี และเสียงร้องครางกระหื่มอย่างอดกลั้นไว้ไม่อยู่ของบุรุษ
จวบจนสิ้นเสียงครางเสียวกระสันจากสองร่างความเร่าร้อนภายในห้องเริ่มหรี่เสียงลง คงเหลือเพียงเสียงหัวร่อต่อกระซิกเบา ๆจากสตรีในห้องนั้น
ร่างบอบบางยืนน้ำตานองหน้าอยู่ตรงบานประตูหนานางไม่กล้าแม้แต่จะผลักประตูเข้าไป หรือแม้แต่ะโออกไปให้เขาได้รู้ว่านางยืนอยู่ตรงนี้หากยังหวังในส่วนลึกของหัวใจว่าภายในห้องนั้นหาใช่ชายอันเป็ที่รักยิ่งของนาง เป็เพียงนางเองที่เข้าใจผิดไป
ปัง ปัง เสียงชิงชิง กำลังเคาะประตูหน้าห้องนั้นหลังเสียงภายในห้องสงบลง
“ชุนเทียน ท่านเสร็จหรือยัง มีแขก้าพบท่านต่อ” ชิงชิงกล่าวจ่ายงาน
“แม่นาง ท่านโปรดกลับไปรอที่ห้องรับรองปีกขวาของท่าน”ชิงชิงหันมาตวัดสายตาตำหนิใส่ร่างบางในชุดสีส้มอ่อนลายดอกมู่ตาน นางยืนนิ่งเงียบงันอยู่ข้างหลังเหตุใดแม่นางผู้นี้ช่างดื้อดึงไม่ยอมรอในห้องรับรองปีกขวา หากแต่กลับยืนบื้อใบ้อยู่หน้าห้องปีกซ้ายนี่แทน
“คืนนี้ ชุนเทียนของข้า จะไม่รับแขกคนอื่นข้าจะจ่ายเพิ่มอีกหนึ่งตำลึงเงิน” เสียงหวานใสจากภายในห้องของคุณหนูซ่งเอ่ยออกมา
“เห็นจะไม่ได้เ้าค่ะ หอชือสว่าน รับเงินจากคุณหนูผู้หนึ่งมาแล้ว”ชิงชิง เอ่ยตอบกลับไป ก่อนที่ประตูบานนั้นจะเปิดกว้างขึ้น
“ห้องไหน ชิงชิง ข้าพร้อมแล้ว” เสียงทุ้มนุ่มอันคุ้นเคยเอ่ยขึ้นอย่างเรียบนิ่งพร้อมดึงจัดแต่งชุดคลุมให้เข้าที่ ยามร่างหนาเดินมายืนค้ำบานประตูที่กำลังเปิดอ้า
“ทางนี้เ้าค่ะ ท่าน ชุนเทียน” ชิงชิงเอ่ยขึ้นแล้วหลบฉากออกไปจากหน้าบานประตูที่เปิดค้างนั้น
เหลือเพียงร่างบางในชุดสีส้มอ่อนลายดอกมู่ตานที่ยังคงยืนนิ่งประจันหน้าจ้องมองผ่านม่านน้ำตามาที่เขาผู้นั้น นิ้วเรียวบางกดกำแน่นเข้าหากันจนข้อมือเล็กตึงเกร็งหัวใจของนางไหวสั่นระริกปวดร้าวจนแทบจะหยุดเต้นลงราวกับมีเข็มเป็หมื่นเป็พันเล่มทิ่มแทงใจ
“ฮวาเอ๋อร์ เ้า ... ทำไมเป็เ้า”
ตาเขาเบิกกว้างอย่างตกตะลึง ในขณะที่มือใหญ่กำลังจัดแต่งชุดคลุมให้เข้าที่ก่อนที่ข้อมือหนาจะร่วงหล่นลงข้างตัวด้วยความใความเย็นะเืแผ่ซ่านจากปลายเท้าถึงหนังศีรษะของชายงาม
“ท่านพี่.....เหอชุนเทียน เป็....เป็ท่านจริง ๆด้วย”
นางกล่าวเสียงแหบแห้งเกือบหายเข้าไปในลำคอ ก่อนจะเอามือบางขึ้นป้องปากปิดกลั้นเสียงร่ำไห้
พลันหัวใจนางที่กำลังปวดร้าวนั้นกลับยิ่งรู้สึกเหมือนถูกควักออกมาจากอก แล้วถูกบีบขยี้ด้วยมือของเขาผู้ที่ได้ชื่อว่าสามีอยู่ตรงนี้ความเ็ปรวดร้าวอย่างถึงที่สุด เมื่อเห็นสตรีนางหนึ่งลุกมาจากเตียงด้านในสภาพเสื้อผ้าหลุดลุ่ยสตรีผู้นั้นออกมายืนกอดแขน เหอชุนเทียน สามีของนางไว้อย่างหวงแหน
เหอหลันฮวา ผู้ได้ชื่อว่าเป็ฮูหยินของ เหอชุนเทียน ยืนมองภาพบาดตาเบื้องหน้าด้วยหัวใจที่แตกสลายประหนึ่งโดนสายฟ้าฟาดผ่านจนมิอาจทนมองต่อไปได้ นางหอบพาร่างอันบอบบางในชุดสีส้มอ่อนลายดอกมู่ตานนั้นวิ่งเตลิดออกไปจากหอชือสว่าน
นางวิ่งหนีอย่างไร้ซึ่งจุดหมายปลายทางร่างบางวิ่งห้อไปตามตรอกซอกซอยจากใจกลางเมืองทะลุออกมานอกเขตตัวเมืองชั้นใน จนท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนเป็สีดำทะมึนเมฒฝนตั้งเค้ากำลังเคลื่อนตัวเข้ามาปกคลุมทั่วทั้งเมือง เสียงฟ้าร้องดังลั่นเป็สัญญาณว่าฝนใกล้จะตกหลันฮวาที่เตลิดหนีไปอย่างไร้ทิศทาง วิ่งไปร้องไห้ไปแข่งกับเสียงฟ้าร้องคำรามลั่น
ในขณะที่ร่างบางกำลังสับขาวิ่งเพื่อหลบหนีความจริงตรงหน้าที่แสนมืดครึ้มภายในใจหลันฮวารู้สึกเหมือนถูกควักหัวใจแล้วกระชากออกมาจากอก โดยมือคุ้นเคยของสามีที่เคยทะนุถนอมใจดวงนี้เป็หนักหนา
นางเ็ปสาหัสราวกับถูกเขาเหยียบขยี้ใจดวงน้อยลงกลางพื้นถนนร้อนๆในวันที่แสงแดดเดือดระอุ จนหัวใจที่แสนบริสุทธิ์นั้นแหลกสลายไม่เหลือชิ้นดีเมื่อได้รับรู้ว่าคนรักที่ผูกพันรักมั่นมากว่าสี่ปี นอกกายสำส่อนอย่างตั้งอกตั้งใจจะด้วยเหตุผลใดนางมิอาจเข้าถึงมันได้เลย คำมั่นสัญญาในวันแต่งงานถูกฉีกขาดอย่างไม่มีวันต่อกลับได้ดังเดิมดวงแก้วในมือที่เคยถูกประคองไว้อย่างดีไม่ได้เพียงแค่ปริร้าว หากแต่มันได้พลัดตกจากอุ้งมือตกลงสู่พื้นกระแทกจนแตกกระจัดกระจาย
ความมืดที่เริ่มปกคลุมกอปรกับที่หลันฮวาหมดเรี่ยวแรงจะวิ่งต่อไปนางหยุดลงที่อารามร้างแห่งหนึ่งใกล้ชายป่า ล้มตัวลงคุกเข่าลงอย่างอ่อนแรง ต่อหน้ารูปปั้นคล้ายองค์เทพที่ใกล้จะผุพังในอารามร้างแห่งนั้น
“ข้าเจ็บเหลือเกิน ท่านพี่...เหอชุนเทียน สามีที่ข้ารักและไว้ใจเขาอย่างสุดซึ้งไยท่านจึงทำกับข้าเช่นนี้ ข้าเจ็บจนไม่อยากมีชีวิตอยู่อีกต่อไปพระองค์ท่านได้โปรดเมตตา มอบความตาย เพื่อจากลา ให้ข้าตัดวาสนากับชายผู้นั้นด้วยเถิดเ้าค่ะจะชาตินี้หรือชาติหน้าขอให้สิ้นวาสนาชะตารักต่อกัน”
เสียงนางพร่ำร้องวิงวอนโหยหวนปานใจจะขาด แข่งกับเสียงพายุฝนที่พัดกระหน่ำอยู่ภายนอกอารามร้างแห่งนี้ราวกับจะกลบทุกเสียงความเศร้าโศกทั้งหมดที่นางมี เมื่อความมืดเข้าปกคลุมทั่วทั้งอารามร้างจึงมีเพียงแสงจากสายฟ้าแลบสว่างวาบมาเป็ครั้งคราว