บทที่41
ตลาดผู้ฝึกตน
“นี่คือตลาดของผู้ฝึกตนสินะ”
เสียงทุ้มนิ่งของหยุนโม่เอ่ยแผ่วเบาดวงตาคมปลาบภายใต้หน้ากากเหล็กกวาดมองไปทั่วทั้งบริเวณอย่างสนใจ
นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้มาเยือนตลาดของผู้ฝึกตนด้วยตนเอง
สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาเป็นภาพที่ยากจะหาได้จากโลกเดิม
บรรยากาศภายในตลาดดูคึกคักเป็นพิเศษแต่กลับแฝงไปด้วยความกดดันแปลกประหลาดที่มองไม่เห็น
สองข้างทางเรียงรายไปด้วยแผงขายสินค้านานาชนิด
มีทั้งโอสถบำรุงปราณ ใบยันต์ลมปราณอาวุธวิญญาณที่ลอยคว้างเหนือค่ายกลยันต์ป้องกันรวมถึงสัตว์อสูรที่ถูกพันธนาการด้วยโซ่ตรวนวิญญาณ ส่งเสียงคำรามต่ำ ๆสะท้อนสะเทือนบรรยากาศ
กลิ่นสมุนไพร กลิ่นเหล็กโลหะคลุ้งปะปนกันในอากาศ
ทุกสิ่งล้วนเรืองรองไปด้วยพลังวิญญาณที่กระเพื่อมไหว
แม้แต่สินค้าธรรมดาก็ล้วนมีปราณวิญญาณแฝงเร้นอยู่ทุกชิ้น
ผู้คนที่เดินไปมาเกือบทั้งหมดล้วนเป็นผู้ฝึกตนขอบเขตปรับแต่งพลัง
แววตาของพวกมันเต็มไปด้วยความระแวดระวังบางคนเปี่ยมด้วยความหยิ่งยโส บางคนแฝงเร้นเจตนารมณ์ที่ไม่อาจเดา
หยุนโม่ที่เดินผ่านกลางตลาดนั้นแม้จะปกปิดตนด้วยอาภรณ์คลุมยาวสีเทาและหน้ากากเหล็ก
แต่ยังไม่อาจหลุดรอดจากสายตาของผู้ฝึกตนเหล่านั้นได้
หลายสายตาจับจ้องเขาด้วยความไม่เป็นมิตร
บางคนทอดสายตามาอย่างเหยียดหยามและดูแคลนชัดเจนว่าอีกฝ่ายสามารถสัมผัสได้ว่าเขาไร้ปราณวิญญาณ หาใช่ผู้ฝึกตนไม่
ทว่า หยุนโม่หาได้ใส่ใจไม่
เขาเดินอย่างสงบ มั่นคงในทุกย่างก้าวไม่มีวาจา ไม่มีอารมณ์บนใบหน้า เบื้องหลังหน้ากากมีเพียงความดูแคลนกลับไปบิดามาเถอะไอ้พวกผู้ฝึกตนขอบเขตปรับแต่งพลังพวกนี้ ดวงตามองสูงไม่เห็นหัวใครปืนในมือของเขาเป่ากระโหลกพวกมันทีเดียวก็ตายห่าไปหมดแล้ว
หลังจากเดินชมตลาดอยู่ครู่หนึ่งเขาจึงเลือกทำเลที่ตั้งร้าน
เป็นสุดถนนของตลาดผู้ฝึกตนจุดที่ผู้คนเดินผ่านไม่มากนัก แต่ยังคงมีคนสัญจร
จากนั้นเขาไปติดต่อชายอ้วนท้วนผู้ดูแลพื้นที่ตลาด
ชายผู้นั้นสวมอาภรณ์จีนที่ดูหรูหราตัดเย็บจากผ้าไหมชั้นดี ปักลายเมฆสีทองล้อมขอบเสื้อ
บนอกเสื้อมีตราสัญลักษณ์ของอาณาจักรอวี้เทียนแสดงชัดว่าอีกฝ่ายเป็นคนของทางการ
หยุนโม่ไม่กล่าววาจามากความเพียงยื่นถุงเหรียญทองสิบเหรียญอย่างเงียบ ๆ
ชายอ้วนยิ้มแย้มรับถุงเงินด้วยความพึงพอใจพลางพยักหน้ารับและโบกมือเป็นสัญญาณอนุญาตโดยไม่เอ่ยถามอันใด
เมื่อจัดการเรื่องพื้นที่เรียบร้อย
หยุนโม่จึงมาตั้งแผงของตนเองตรงมุมถนนที่เลือกไว้
แผงไม้ขนาดเล็กถูกตั้งขึ้นอย่างเรียบง่ายไม่มีสิ่งประดับอวดอ้าง
บนแผงไม้เขานำเอาสิ่งของที่ตั้งใจจะขายในวันนี้ออกมาวาง
สิ่งนั้นคือ ลูกแก้วปราณป้องกัน
ลูกแก้วกลมขนาดพอดีมือแต่ละลูกส่องแสงเย็นเยียบเรืองรองเบาบาง
พื้นผิวเรียบลื่นมีกลิ่นอายปราณวิญญาณแผ่วจาง เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่สิ่งของธรรมดา
หยุนโม่จัดวางอย่างเป็นระเบียบไม่เร่งร้อน ไม่กระทำการใดเกินตัว
เขาเพียงนั่งนิ่งอยู่หลังแผงค้าเงียบๆ ปล่อยให้เวลาและผู้คนตัดสินใจเข้าหาเอง
ในยามนี้ หลังจากที่หยุนโม่ตั้งร้านเสร็จเรียบร้อยแล้ว
เขาก็เอนตัวเล็กน้อยพิงพนักเก้าอี้ไม้เรียบง่ายก่อนจะหลุบตาลงครุ่นคิดถึงเรื่องค่าธรรมเนียมที่เขาเพิ่งจ่ายไป
สิบเหรียญทอง
สำหรับคนธรรมดาทั่วไปนับเป็นจำนวนเงินที่มากมายมหาศาล
แต่สำหรับผู้ฝึกตนแล้วนี่เป็นเพียงตัวเลขที่ไม่ต่างอะไรจากเศษเงิน
ในตลาดผู้ฝึกตนแห่งนี้หน่วยแลกเปลี่ยนขั้นต่ำที่ใช้กันโดยทั่วไปคือเหรียญทอง
หากสูงไปกว่านั้น ก็เป็น หินวิญญาณซึ่งมีค่ามากกว่าเหรียญทองหลายเท่า
ดังนั้นการเช่าแผงค้าด้วยเงินสิบเหรียญทอง จึงไม่ใช่เรื่องใหญ่สำหรับผู้ฝึกตน
แน่นอน...แม้หยุนโม่จะเป็นเพียงปุถุชนหาได้มีปราณวิญญาณไม่
แต่ด้วยวิธีการของเขารวมถึงสิ่งที่เก็บเกี่ยวมาในช่วงเวลาที่ผ่านมา
ทรัพย์สินของเขาในตอนนี้...ย่อมไม่ด้อยไปกว่าผู้ฝึกตนทั่วไปแม้แต่น้อย
เรื่องเงินสิบเหรียญทองเขาจึงมิได้ยึดถือว่าเป็นปัญหาอันใด
สิ่งที่เขาให้ความสนใจอย่างแท้จริงไม่ใช่จำนวนเงิน
แต่เป็น เส้นทางของเงินเหล่านั้น
เงินค่าธรรมเนียมที่จ่ายให้เจ้าหน้าที่ทางการของเมือง
แม้ภายนอกจะดูเหมือนถูกจัดเก็บโดยราชสำนักอวี้เทียน
แต่ในความเป็นจริงเขารู้ดีว่าเงินเหล่านี้จะถูกแบ่งไปยังสองตระกูลใหญ่ของเมืองอวี้หยาง
นั่นคือ ตระกูลหลี่ และ ตระกูลถัง
สองตระกูลที่มีอำนาจแทบผูกขาดกิจการภายในเมืองแห่งนี้และยื่นมือครอบงำแทบทุกเส้นทางการค้า
แม้แต่พื้นที่เล็ก ๆสำหรับการตั้งแผงขายของ ก็มิอาจหลุดพ้นการควบคุมของพวกมัน
หยุนโม่ครุ่นคิดถึงข้อมูลเหล่านี้อย่างสงบเงียบ
ในขณะที่สายตายังคงทอดมองฝูงชนที่เดินผ่านไปมาอย่างไม่เร่งร้อน
จนกระทั่ง...ในห้วงสายตา
มีร่างหนึ่งสะดุดความสนใจของเขา
ร่างอรชรในชุดอาภรณ์สีดำสนิท
เส้นผมสีดำขลับถูกรวบเกล้าอย่างเรียบง่ายแต่กลับขับให้ใบหน้าคมคายงดงามยิ่งขึ้น
ดวงตาของนางทอแสงเยียบเย็น นิ่งสงบแต่กลับแฝงเร้นแรงกดดันบางอย่างที่ยากจะอธิบาย
การก้าวเดินของนางมั่นคงและราบเรียบแต่กลับเปี่ยมด้วยอำนาจ
ทุกฝีก้าวที่เหยียบย่างผ่านฝูงชนสองข้างทางต่างหลีกทางให้นางโดยไม่รู้ตัว
หยุนโม่มองผ่านหน้ากากเหล็กพลันดวงตาใต้เงาหน้ากากหรี่ลงเล็กน้อย
หมิงเยว่หลาน
นางเดินตรงเข้ามา
และยืนหยุดอยู่ตรงหน้าแผงค้าของเขาโดยไม่กล่าวคำใด
“ของพวกนี้คือของที่เจ้าใช้ป้องกันก่อนหน้านี้งั้นหรือ?”
เสียงของหมิงเยว่หลานเอ่ยขึ้นอย่างนุ่มนวลรอยยิ้มบางปรากฏบนใบหน้างดงามของนาง ดวงตาคมคายจับจ้องหยุนโม่อย่างไม่เร่งร้อน
หยุนโม่ปรายตามองนางผ่านหน้ากากเหล็ก
ก่อนจะเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยไม่บ่งบอกอารมณ์
“แม่นางหมายความว่าอย่างไร?”
ท่าทีของเขาสงบเยือกเย็นแววตาไร้คลื่นอารมณ์ยามเอ่ยปฏิเสธ ดั่งไม่รู้ไม่ชี้ต่อคำถามของนางแม้แต่น้อย
ยามนี้ เขาปลอมตัวอยู่ย่อมไม่อาจเปิดเผยตนโดยง่าย
ทว่าหมิงเยว่หลานกลับเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
ท่าทางของนางเรียบง่ายทว่างดงามอย่างยิ่งยวด
ริมฝีปากขยับเอื้อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนแฝงแววขบขันเล็กน้อย
“โอ้ว...จะทำเป็นไม่รู้จักกันเช่นนั้นหรือ?”
“เจ้าไม่รู้อีกหรือว่าการหลอกสายตาสตรีน่ะ แม้จะปกปิดใบหน้า แต่ข้าก็จำเจ้าได้”
แววตาของนางเป็นประกายคล้ายเย้าหยอก
หยุนโม่ทอดถอนใจแผ่วเบา
“ไม่ต้องมาบอกว่าจำข้าได้หรอก...”
เขาพูดขณะยกมือขึ้นลูบเส้นผมตนเองอย่างเหนื่อยหน่ายราวคนปวดหัว
“เกรงว่าแม่นางหมิงคงจะทิ้งคนคอยสังเกตข้า รอให้ข้าเข้าเมืองไว้อยู่แล้วกระมัง”
เขามิใช่คนโง่มีหรือจะไม่รู้ถึงความตั้งใจของสตรีตรงหน้า
นางมิใช่คนธรรมดาหากเป็นคนที่ไม่ควรมองข้ามแม้แต่น้อย
หมิงเยว่หลานเพียงยิ้ม
รอยยิ้มนั้นแม้จะบางเบาทว่างดงามประดุจนางเซียนเหยียบนภา