บทที่ 22อ่อนแอเกินไป
ค่ำคืนนั้นหิมะโปรยปรายลงมาอย่างหนักจนทั่วทั้งบริเวณกลายเป็นสีขาวโพลน
ภายในห้องพักซอมซ่อหลังหนึ่งหลิวต้ากับพี่น้องร่วมสาบานอีกสองคนกำลังนั่งล้อมวงกินเนื้อดื่มสุรากันอย่างสำราญ
ทว่าหลังจากกระดกเหล้าเข้าปากไปได้ไม่กี่จอกรอยยิ้มบนใบหน้าของหลิวต้าก็พลันหายวับไปเปลี่ยนเป็นความเคร่งเครียด
"ไอ้เด็กตระกูลลู่นั่นไม่รู้หนีไปมุดหัวอยู่ที่ไหน!"
เขาสบถออกมาอย่างหัวเสีย
"วันนี้พวกเรารื้อบ้านมันจนเละเทะก็ยังหาโฉนดไม่เจอแล้วข้าจะไปอธิบายกับนายน้อยหวงอย่างไร?"
ชายหน้าบากซึ่งเป็นน้องสามในกลุ่มกัดเนื้อไก่คำโตก่อนจะเอ่ยขึ้น
"พี่ใหญ่พวกเราชิงฮุบบ้านเก่าตระกูลลู่ไปทื่อๆ เลยไม่ได้หรือ?ไอ้เด็กนั่นก็เหลือตัวคนเดียวแล้ว ต่อให้ทุบมันจนตายคามือก็ไม่มีใครมานั่งสนใจหรอก"
"เจ้าคิดง่ายไป"
ชายร่างอ้วนที่เป็นน้องสี่รีบแย้งทันที
"บ้านหลังนั้นขายได้อย่างต่ำก็สามสิบตำลึงเงินถ้ายึดเอาดื้อๆ โดยไม่มีโฉนด คนอื่นในละแวกนี้จะยอมนั่งมองเฉยๆ หรือ?ใครๆ ก็อยากได้เงินก้อนนี้ทั้งนั้น"
หลิวต้าถอนหายใจยาวด้วยความเสียดาย
"เมื่อสองปีก่อนตอนที่พ่อแม่ของมันตายใหม่ๆน้องรองเคยเตือนให้รีบกำจัดเด็กนั่นแล้วชิงบ้านมา แต่พวกเราดันลงมือช้าไปจนตอนนี้บ้านหลังนั้นถูกนายน้อยหวงหมายตาไว้แล้วเรื่องมันถึงได้ยุ่งยากเช่นนี้"
"นั่นน่ะสิน่าเสียดายจริงๆ"
ชายหน้าบากกับชายร่างอ้วนต่างทอดถอนใจพร้อมกันยิ่งคิดก็ยิ่งหงุดหงิดใจ จึงทำได้เพียงยกจอกสุราขึ้นดื่มย้อมใจ
ทันใดนั้นเองบานประตูห้องก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรงชายร่างเตี้ยหน้าตาเจ้าเล่ห์คล้ายหนูรีบก้าวเข้ามาในห้องพร้อมรอยยิ้มประจบสอพลอ
"พี่หลิว!ไอ้เด็กตระกูลลู่มันกลับมาแล้ว!"
"อะไรนะ?!"
หลิวต้าผุดลุกขึ้นด้วยความดีใจปรี่เข้าไปกระชากคอเสื้ออีกฝ่ายทันที
"เจ้าแน่ใจนะ?"
"ข้าเห็นกับตามันกลับมาแล้วแน่นอนขอรับ!"
"ดีมาก!"
หลิวต้าคว้าน่องไก่บนโต๊ะยัดใส่มือชายร่างเตี้ย
"รางวัลของเจ้า!...พี่น้อง ไปกัน! คืนนี้ต้องสั่งสอนไอ้เด็กตระกูลลู่นั่นให้รู้สำนึก!"
ท่ามกลางความมืดมิดในบ้านตระกูลลู่ลู่เฟิงนั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียงไม้เก่า พื้นห้องเต็มไปด้วยฟาง และเศษนุ่นกระจัดกระจาย
ผ้าห่มผืนเดิมถูกพวกหลิวต้าฉีกทึ้งจนเละเทะแม้แต่เศษเงินร้อยยี่สิบเหรียญที่ซ่อนไว้ใต้เตียงก็ยังถูกเอาไป
แหจับปลาถูกทำลายเงินเก็บสูญหาย ผ้าห่มกลายเป็นเศษผ้า สำหรับคนธรรมดาในฤดูหนาวเช่นนี้นี่คือการบีบให้ไปตายชัดๆ
'หากข้าไม่มีแผงระบบ และไม่ได้เข้าพรรคเจ็ดดารา ข้าคงตายไปแล้วจริงๆ'
ลู่เฟิงคิดทว่าแววตาของเขากลับสงบนิ่งดุจน้ำในสระลึก
เขารวบรวมสมาธิสัมผัสพลังปราณโลหิตในกายยามนี้พลังบ่มเพาะของเขาใกล้จะบรรลุขั้นบำรุงโลหิตเต็มที
เพียงแค่เพ่งจิตก็คล้ายได้ยินเสียงเลือดในกายไหลเวียนดุจสายน้ำหลาก ทั้งยังมองเห็นโครงสร้างกระดูกและเส้นเลือดของตนเองได้อย่างเลือนราง
ตามคำสอนของเฉาเฟิงผู้ฝึกยุทธ์ในขั้นนี้ต้องค้นหาปราณโลหิตที่กระจายอยู่ทั่วร่างจากนั้นใช้วิธีหายใจชักนำพลังมารวมที่จุดเดียวเพื่อควบคุมมันให้สมบูรณ์
โดยต้องควบแน่นให้ได้สามเส้นจึงจะนับว่าเข้าสู่ขั้นบำรุงโลหิตอย่างแท้จริง
ลู่เฟิงลองตั้งจิตค้นหาดูผ่านไปเพียงสองชั่วยาม เขากลับพบกระแสปราณโลหิตทุกสายตามแขนขา และลำตัว
'แปลก... ทำไมมันง่ายกว่าที่ครูฝึกกับเทียนซิงบอกไว้?'
จ้าวเทียนซิงที่มีพื้นฐานดีเยี่ยมยังต้องใช้เวลาถึงสองวันเต็มในการสัมผัสและควบแน่นปราณเส้นแรก ทว่าตัวเขากลับใช้เวลาเพียงชั่วยามเดียวในการค้นหา
'ขั้นต่อไปคือใช้ท่าร่าง และลมหายใจของหมัดสิบสองรูปแบบรวบรวมชักนำพวกมันให้ควบแน่น...ขั้นตอนนี้จะยากหรือเปล่านะ?'
ลู่เฟิงก้าวลงจากเตียงแยกเท้าเตรียมจะทดลองขับเคลื่อนพลัง ทว่าเพิ่งจะตั้งท่า หูพลันได้ยินเสียงฝีเท้า จนต้องชักเท้ากลับทันควัน
'มีคนมา... สี่คน สามคนพอมีพื้นฐานแต่ย่างก้าวสะเปะสะปะส่วนอีกคนอ่อนแอเหมือนคนธรรมดา'
ไม่นานเสียงตะโกนของหลิวต้าก็ดังลั่นมาจากลานบ้าน
"ลู่เฟิง!เจ้าหลบอยู่หลายวัน ในที่สุดก็โผล่หัวออกมาจนได้ ไสหัวออกมาหาข้า!"
ลู่เฟิงขมวดคิ้วเดิมทีเขาตั้งใจจะรอให้ถึงเที่ยงคืนค่อยออกไปจัดการพวกมันที่บ้านไม่คิดว่าศัตรูจะรนหาที่ตาย
'ฆ่านักเลงไม่กี่คนคงไม่เป็นเรื่องใหญ่แต่ถ้าปล่อยให้ตายในลานบ้านข้าจะยุ่งยากเกินไป... ช่างเถอะถือโอกาสทดสอบพลังฝีมือในตอนนี้เลยแล้วกัน'
ลู่เฟิงเดินเปิดประตูออกมาเขาพบว่ากลางลานบ้านมีหลิวต้า ชายหน้าบาก และชายถือโคมไฟยืนถมึงทึงจ้องมองมาส่วนชายเตี้ยหน้าหนูยืนคุมเชิงอยู่ตรงประตูรั้ว
'ขาดไปคนหนึ่ง... พี่รองของพวกมันไม่ได้มาด้วย'
ลู่เฟิงแผ่ประสาทสัมผัสออกไปตรวจดูจึงรู้ว่าขาดไปหนึ่งคน
"เห็นไหมพี่หลิวข้าบอกแล้วว่ามันกลับมา!"
ชายเตี้ยตะโกน
"กลับมาก็ดี!"
หลิวต้ายิ้มเหี้ยม
"ไอ้สารเลวเจ้าทำให้ข้าต้องเสียเวลาหาอยู่หลายวัน จนถูกนายน้อยหวงด่าจนหูชาวันนี้เจ้าหนีไม่พ้นแน่!"
'นายน้อยหวง... หวงอวี่ ลูกชายหวงโส่วเหลียงสินะ'
แววตาของลู่เฟิงเย็นเยียบขึ้นอีกสาย
ชายถือโคมเอ่ยอย่างหงุดหงิด"พี่ใหญ่ จะเสียเวลาทำไม? หักขามันสองข้างก่อนแล้วค่อยบีบให้มันส่งโฉนดมาถ้ามันไม่ยอม คืนนี้ก็ฝังมันไว้ที่นี่แหละ!"
ลู่เฟิงมองภาพตรงหน้าด้วยสายตาเรียบนิ่งก่อนจะก้าวไปข้างหน้าสองก้าวอย่างมั่นคง
"หือ?ไอ้เด็กนี่..."
หลิวต้าไม่รอช้า รีบสืบเท้าพุ่งเข้ามายื่นมือหมายจะตะปบคว้าคอเสื้อของเด็กหนุ่ม
แทนที่จะหลบลู่เฟิงเลือกสวนกลับทันควันสองหมัดพุ่งชกเข้าขมับทั้งสองข้างของหลิวต้าพร้อมกันอย่างดุดัน!
แรงกระแทกส่งผลให้สมองสะเทือนจนหลิวต้าตาเหลือกและหมดสติไปทันที
ที่ไม่ฆ่าเพราะลู่เฟิงจงใจออมแรงไว้เขาไม่อยากให้มีคนตายในบ้าน
เขารีบคว้าคอเสื้อหลิวต้าแล้วเหวี่ยงร่างนั้นไปกระแทกใส่ชายถือโคมจนล้มกลิ้งไปด้วยกัน
ชายหน้าบากเห็นท่าไม่ดีจึงร้องคำรามออกมาและชกหมัดขวาเข้าใส่หน้าอกลู่เฟิงสุดแรง
ทว่าลู่เฟิงเบี่ยงกายหลบอย่างพลิ้วไหวมือซ้ายสับเข้าต้นคอ มือขวาชกสวนเข้าลิ้นปี่พร้อมตวัดขาเตะสกัดล่างจนล้มตึงสลบไปอีกคน
เพียงพริบตาเดียวอานุภาพของหมัดสิบสองรูปแบบขั้นเชี่ยวชาญก็สยบนักเลงลงไปได้ถึงสอง!
หลิวต้าที่โดนเหวี่ยงไปพยายามตะเกียกตะกายลุกขึ้นมาสะบัดหัวเรียกสติแต่ยังไม่ทันทำอะไร ลู่เฟิงก็พุ่งเข้าประชิดเตะอัดเข้ากลางหัวเข่าซ้ายจนกระดูกหักดังกร๊อบ!
หลิวต้าร้องโหยหวนทรุดฮวบลงคุกเข่าลู่เฟิงไม่ปล่อยให้ตั้งตัว ตวัดแข้งขวาเตะเสยเข้าข้างขมับซ้ำอีกทีส่งร่างลอยไปกระแทกกองฟืนมุมลานบ้านจนแน่นิ่งไป
ชายถือโคมไฟกับชายเตี้ยหน้าหนูที่เหลือรอดอ้าปากค้างตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว
'อ่อนแอเกินไป...'
ลู่เฟิงก้มมองกำปั้นตัวเองพลางนึกสงสัยว่า คนที่ฝึกในสำนักยุทธ์มาครึ่งปีเหตุใดจึงกระจอกถึงเพียงนี้?
หรือหมัดสิบสองรูปแบบขั้นเชี่ยวชาญของเขาจะแข็งแกร่งกว่าขั้นบำรุงโลหิตทั่วไปไปแล้ว
ชายถือโคมเห็นลู่เฟิงยืนนิ่งจึงสบโอกาสลอบกัดพุ่งเข้ามาหมายจะเตะเข้าที่ท้อง
ลู่เฟิงเพียงถอยครึ่งก้าวหลบวิถีเท้าอย่างง่ายดายแล้วสวนหมัดรูปแบบหมีอัดเข้ากลางอกมันจนกระเด็นหงายหลังจุกจนลุกไม่ขึ้น
ชายเตี้ยหน้าหนูเห็นพวกพ้องโดนสยบราบคาบในพริบตาก็กรีดร้องแล้วหันหลังโกยแน่บหนีไป
ลู่เฟิงก้มหยิบท่อนฟืนบนพื้นขว้างตามหลังไปสุดแรงท่อนไม้พุ่งกระแทรกกลางหลังอย่างแม่นยำ จนมันล้มคว่ำกลิ้งไปบนพื้นหิมะนอกรั้วบ้าน
หลิวต้าที่เพิ่งได้สติกลับมาพยายามตะเกียกตะกายลุกขึ้นอย่างทุลักทุเลโดยมีพรรคพวกที่เหลืออีกสองคนรีบถลาเข้ามาช่วยพยุงแล้วพากันลนลานคลานหนีออกจากลานบ้านไปอย่างรวดเร็ว
ลู่เฟิงทอดสายตามองตามคนกลุ่มนั้นอยู่ครู่หนึ่งโดยไม่คิดจะขัดขวาง
เมื่อพวกมันลนลานหนีพ้นไปจากลานบ้านเขาจึงหมุนตัวกลับเข้าห้องอย่างรวดเร็ว
เด็กหนุ่มจัดการเปลี่ยนเป็นชุดที่รัดกุมใช้ผ้าดำผูกปิดบังใบหน้าอย่างมิดชิด ก่อนจะเหน็บขวานคมกริบไว้ที่ข้างเอวแล้วพุ่งทะยานออกสู่ความมืด สะกดรอยตามคนเหล่านั้นไปในทันที