สำนักเทพเปย์ศิษย์

    สำนักเทพเปย์ศิษย์_35_ร่างจิตวิญญาณหยินหายนะและเจตจำนงแห่งฟ้าดิน

    ขณะเดียวกัน เมื่อซวนหยวนชิงเทียนที่อยู่ข้าง ๆ หยู่เหวินเซิ่งซิน เพียงค้อมตัวคำนับก็ทำให้เกิดภัยพิบัติต่าง ๆ รวมถึงพลังปราณสีม่วงเช่นนี้


    นางจึงสับสนไปหมด


    นางจ้องมองไปบนอากาศก็พบกับกลิ่นอายอันสูงส่งที่ปกคลุมไปทั่ว แรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวที่ทำให้ทุกรูขุมขนลุกชัน อีกทั้งยังมีร่างเงาสูงสิบจั้งนั่นอีก มันทำให้ผู้พบเห็นลมหายใจติดขัด และทำให้เวลานี้ความรู้สึกที่ไม่อาจต้านทานได้อีกต่อไปก็ปรากฏขึ้นในความคิดของนาง


    “ปะ...เป็นไปมิได้”


    “นางคือมหาปราชญ์แห่งชิงเหลียนจริง ๆ หรือนี่”


    “เมื่อหลายพันปีก่อน มหาปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ได้อาศัยร่างจิตวิญญาณหยินหายนะก้าวขึ้นจุดสูงสุดในยุคสมัยนั้น”


    “สวรรค์...ข้าขู่ว่าจะฆ่านางจริง ๆ รึ?”


    “ข้าบ้าไปแล้วหรืออย่างไร?”


    ซวนหยวนชิงเทียน รู้สึกปวดเศียรเวียนเกล้าเป็นอย่างมาก


    ช่วงเวลาที่นางได้เห็นร่างเงาสูงสิบจั้งนั้น ในที่สุดความสงสัยของนางก็หายไปอย่างสมบูรณ์ สตรีชุดเขียวที่อยู่ตรงหน้านางนั้นคือมหาปราชญ์ชิงเหลียนจริง ๆ!


    หลังจากยืนยันได้เช่นนี้แล้ว นางก็อดไม่ได้ที่จะกังวล


    “เวรกรรมจริง!”


    “แม้ว่าเจ้านิกายผู้นี้จะมีความลึกลับยากจะหยั่งถึง แต่มหาปราชญ์ชิงเหลียนหาใช่ธรรมดาไม่ สิ่งที่เขาต้องเผชิญคือเจตจำนงแห่งฟ้าดิน เขาจะต้านทานได้อย่างนั้นหรือ?”


    ใบหน้าอันงดงามของนางปรากฏความกังวลขึ้นมาอย่างเด่นชัด


    และตอนนั้นเอง


    แรงกดดันจากพลังฟ้าดินพลันก่อตัวขึ้นบนท้องฟ้าอันกว้างใหญ่


    พลังอันน่าสะพรึงกลัวได้พุ่งทะยานเข้าหาหลินเฟิง อย่างรวดเร็ว


    ราวกับว่า หลินเฟิงเป็นเพียงมดที่พร้อมจะถูกบดขยี้ได้ทุกเมื่อ


    พลังอันน่าสะพรึงกลัวที่มองไม่เห็นนั้น ไม่ว่ามันจะผ่านไปที่ใดทุกสิ่งล้วนถูกทำลายสิ้น แม้แต่อากาศก็ไม่ยกเว้น!!


    เป็นพลังที่ไม่อาจต่อกร


    ต่อให้แข็งแกร่งเพียงใด ทว่าเมื่ออยู่เบื้องหน้าพลังแห่งฟ้าดิน ย่อมไม่สามารถต้านทานและไม่มีทางหนีพ้นความตาย


    “ติ๊ง! ระบบสัมผัสได้ว่าเจ้านายอยู่ในอันตราย ระบบรู้สึกโกรธเป็นอย่างมาก เหตุการณ์ครั้งนี้จะต้องมีคนรับผิดชอบ”


    “ติ๊ง! เปิดค่ายกลป้องกันอนุสรณ์เทพพิทักษ์โดยอัตโนมัติ”


    เมื่อหลินเฟิงรู้สึกว่าร่างกายของเขากำลังจะถูกบดขยี้นั้น เสียงที่ไร้อารมณ์ของระบบก็ดังขึ้นในหัวของเขา


    ฉับพลันนั้นร่างกายของเขาก็เริ่มผ่อนคลายลงทันที


    เขาไม่ได้คาดคิดว่าการกลับชาติมาเกิดของมหาปราชญ์จะร้ายแรงถึงขนาดนี้


    หากรวมเรื่องกระบี่ศักดิ์สิทธิ์ซวนหยวน นี่ก็เป็นครั้งที่สองแล้วที่คิดว่าชีวิตน้อย ๆ ของเขาเกือบจะไม่สามารถรักษาเอาไว้ได้


    มันช่างเป็นความรู้สึกที่น่าหดหู่อย่างยิ่ง


    ก่อนหน้านี้ตอนเผชิญกับทัณฑ์สวรรค์ ระบบได้มอบฟ้าคนรวมเป็นหนึ่งให้กับเขา


    แต่หากให้เขาเผชิญกับทัณฑ์สวรรค์ตรง ๆ เกรงว่าวิญญาณของเขาคงแหลกสลายไปในไม่กี่วินาที แค่คิดก็กลัวแล้ว


    แต่ตอนนี้เขาได้เจอกับเจตจำนงแห่งฟ้าดิน ซึ่งมันน่ากลัวกว่าทัณฑ์สวรรค์เป็นไหน ๆ


    น่ากลัว


    น่ากลัวเกินไปแล้ว!!


    “ดูเหมือนข้าจะไม่สามารถดูหมิ่นคนของโลกนี้ได้เลย ไม่เช่นนั้นคงกลายเป็นการเผชิญหน้ากับเจตจำนงแห่งฟ้าดินโดยไม่ตั้งใจ”


    “นี่คืออำนาจแห่งมหาปราชญ์อย่างนั้นหรือ?”


    “โชคดีที่ระบบพอจะมีเหตุผลอยู่บ้าง ในช่วงวิกฤตเลยเปิดใช้งานค่ายกลป้องกันอนุสรณ์เทพพิทักษ์อัตโนมัติ”


    “ไม่อย่างนั้นเห็นทีวันนี้คงไม่รอด”


    หลินเฟิงพึมพำออกมาด้วยความเฉื่อยชา


    ซวนหยวนชิงเทียน ที่อยู่ข้าง ๆ นั้นเมื่อสัมผัสได้ถึงพลังอันยิ่งใหญ่ของเจตจำนงแห่งฟ้าดินมุ่งเป้ามายังเจ้านิกาย สีหน้าของนางก็แปรเปลี่ยนไปในทันที


    ความลังเลปรากฏขึ้นบนสีหน้าอย่างเด่นชัด


    ในไม่ช้านางก็กัดฟัน นัยน์ตาแสดงถึงความมุ่งมั่น จากนั้นนางก็เค้นพลังปราณและพลังชีวิตทั้งหมดออกมาอย่างไม่ลังเล จนกระทั่งพลังของนางถูกฟื้นคืนกลับมาจนอยู่ในจุดสูงสุด


    กลิ่นอายอันน่าสยดสยองเริ่มก่อตัวขึ้นเป็นรูปร่าง


    นี่คือพลังต้องห้ามสุดท้ายของนางที่เก็บเอาไว้ใช้ตอนต่อสู้เป็นตาย


    เมื่อปลดปล่อยพลังทั้งหมดออกมา การโจมตีจะรุนแรงมากกว่าเดิมนับสิบเท่า


    หากศัตรูไม่สิ้น ข้าก็มอดม้วยไปเอง!!


    เวลานี้นางจะต้องทนทุกข์กับความทรมานแสนสุดจะบรรยาย ร่างกายที่เพิ่งได้รับมามีโอกาสแตกสลายไปได้ทุกช่วงเวลา


    อย่างไรก็ตาม ในฐานะผู้อาวุโสแห่งนิกายเทพกระบี่ นางจะทนมองดูเจ้านิกายได้รับอันตรายไปต่อหน้าต่อตาได้อย่างไร?


    ยิ่งไปกว่านั้น สถานการณ์ของเจ้านิกายนั้นอยู่ในวิกฤตร้ายแรง แต่เขากลับไม่พูดอะไรกับนางสักคำ


    เมื่อมองย้อนไป เจ้านิกายได้มอบหยกแห่งหายนะ ดอกบัวศักดิ์สิทธิ์เก้าหยินหยาง จนสร้างร่างกายขึ้นมาได้


    จากนั้นก็มอบยอดเขาซวนหยวน ทรัพยากรต่าง ๆ ช่วยจัดการทัณฑ์สายฟ้า ไหนจะกระบี่ศักดิ์สิทธิ์ซวนหยวนอีก


    นับว่าเป็นเมตตาที่สูงเทียมสวรรค์แล้ว


    นางหาได้มีสิ่งใดตอบแทน แล้วเมื่อเห็นความตายที่คืบคลานมาหาอีกฝ่ายเช่นนี้ นางจะยอมอยู่เฉยได้อย่างไร?


    ถึงเวลาที่จะต้องก้าวออกไปช่วยอย่างไม่ลังเลแล้ว


    เพื่อช่วยเจ้านิกายผู้มีพระคุณ ต่อให้ตนต้องกลับไปอยู่ในร่างวิญญาณแล้วมันอย่างไรเล่า?


    จะต้องพยายามอย่างเต็มที่เพื่อช่วยเจ้านิกายให้จงได้!


    อย่างไรก็ตาม ขณะที่พลังต้องห้ามถูกรีดเค้นออกมายังไม่สมบูรณ์ ฉากที่น่าตื่นตะลึงก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้า


    แผ่นศิลาประตูทางเข้านิกายที่อยู่ไกลออกไปนั้น จู่ ๆ ก็ปรากฏแสงสว่างขึ้นมาโดยไม่มีการเตือนล่วงหน้า


    วินาทีแห่งความตกตะลึง ทันใดนั้นหมอกสีดำทมิฬก็ปะทุขึ้นจากศิลา


    หมอกสีดำทมิฬนี้น่าสะพรึงกลัวเป็นอย่างยิ่ง ราวกับมันจะกลืนกินทุกสิ่งในโลกหล้า แม้แต่แสงก็ยังไม่พ้นการถูกเขมือบ


    เมื่อมันย่างกรายไปแห่งหนใดจะกลายเป็นความมืดเข้าปกคลุม


    ครึม ครึม ครึม


    ขณะนั้นเองเสียงอันทุ้มต่ำก็ดังขึ้นมาจากแท่นศิลา ราวกับมันกำลังคำรามออกมาด้วยความพิโรธ


    เวลาต่อมา


    หมอกสีดำทมิฬได้ก่อตัวขึ้นพร้อมกับทะยานเข้ามาโอบล้อมหลินเฟิง ราวกับเป็นผู้พิทักษ์ที่มีชีวิต


    เวลาเดียวกัน หมอกทมิฬอีกกลุ่มก้อนก็พุ่งสู่ท้องนภาเพื่อต้านทานพลังที่มองไม่เห็นจากเจตจำนงแห่งฟ้าดิน


    ท่ามกลางอากาศ


    หมอกสีดำปะทะเข้ากับพลังที่มองไม่เห็น!!


    หลังจากนั้น...


    หมอกสีดำทมิฬได้ไล่ต้อนพลังที่มองไม่เห็นนี้พร้อมกับขยายตัวกลายเป็นปากขนาดใหญ่ร้อยจั้ง ฉับพลันมันได้เขมือบพลังของเจตจำนงแห่งฟ้าดินเข้าไปทั้งหมด


    จากนั้นหมอกสีดำทมิฬก็ได้พุ่งกลับเข้าไปในอนุสรณ์เทพผู้พิทักษ์ จากนั้นพลังอันน่าพรั่นพรึงของเจตจำนงแห่งฟ้าดินก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย โดยไม่ทิ้งแม้แต่กลิ่นอายให้หลงเหลืออยู่ในอากาศ


    แท่นศิลาสีดำนั้น หากมองอย่างละเอียดจะพบว่าในตอนนี้จะมีกลิ่นอายจาง ๆ ปรากฏให้เห็นเล็กน้อย


    หลังจากเห็นภาพทั้งหมด หยู่เหวินเซิ่งซินก็จ้องมองไปยังแท่นศิลาด้วยสีหน้านิ่งงัน โดยที่ในหัวของนางนั้นราวกับมีพายุก่อตัวขึ้นลูกแล้วลูกเล่า


    เอ๊ะ?


    สมบัติเมื่อครู่คืออะไร?


    เขมือบเจตจำนงแห่งฟ้าดินโดยไม่เหลือร่องรอยเลยหรือ?


    เป็นภาพหลอนหรืออะไร?


    ในเวลานี้นางอดไม่ได้ที่จะขยี้ตาซ้ำแล้วซ้ำเล่า...


    ในขณะเดียวกัน ซวนหยวนชิงเทียนได้ระงับพลังต้องห้ามพร้อมกับที่ค่อย ๆ ฟื้นฟูร่างกาย


    แน่นอนว่านางเองก็แทบไม่ต่างจากหยู่เหวินเซิ่งซิน เวลานี้นางหายใจหอบถี่ทำให้หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงอย่างรวดเร็ว


    “สวรรค์ เหตุใดเจ้านิกายผู้นี้ถึงได้มีอำนาจพลิกสวรรค์เช่นนี้?”


    “เขาเป็นตัวอะไรกันแน่?”


    “เขาเพิ่งวางแท่นศิลานั่นไว้ที่ทางเข้าประตูนิกายไม่ใช่หรือ เหตุใดเขามีพลังที่คาดเดาสิ่งใดมิได้เช่นนี้?”


    “เจ้านิกายมีสมบัติพลิกสวรรค์เช่นนี้อยู่กี่ชนิดกันแน่?”


    “พอแล้ว ๆ ไม่อยากคิดแล้ว”


    อีกครั้งที่นางตกตะลึงกับวิธีการของเจ้านิกาย นางจ้องมองไปยังเขาโดยปล่อยให้สายตาอันโง่งมนั้นลอยไปกับความคิดนับไม่ถ้วนในหัว ดวงตาของนางกระพริบไปมาด้วยความอื้ออึงราวกับสติหลุดลอย


    “ตัวตนของเจ้านิกายคือปีศาจตนไหนกันแน่?”


    “ภูมิหลังของเขาคืออะไรกันแน่?”