ขณะเดียวกัน เมื่อซวนหยวนชิงเทียนที่อยู่ข้าง ๆ หยู่เหวินเซิ่งซิน เพียงค้อมตัวคำนับก็ทำให้เกิดภัยพิบัติต่าง ๆ รวมถึงพลังปราณสีม่วงเช่นนี้
นางจึงสับสนไปหมด
นางจ้องมองไปบนอากาศก็พบกับกลิ่นอายอันสูงส่งที่ปกคลุมไปทั่ว แรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวที่ทำให้ทุกรูขุมขนลุกชัน อีกทั้งยังมีร่างเงาสูงสิบจั้งนั่นอีก มันทำให้ผู้พบเห็นลมหายใจติดขัด และทำให้เวลานี้ความรู้สึกที่ไม่อาจต้านทานได้อีกต่อไปก็ปรากฏขึ้นในความคิดของนาง
“ปะ...เป็นไปมิได้”
“นางคือมหาปราชญ์แห่งชิงเหลียนจริง ๆ หรือนี่”
“เมื่อหลายพันปีก่อน มหาปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ได้อาศัยร่างจิตวิญญาณหยินหายนะก้าวขึ้นจุดสูงสุดในยุคสมัยนั้น”
“สวรรค์...ข้าขู่ว่าจะฆ่านางจริง ๆ รึ?”
“ข้าบ้าไปแล้วหรืออย่างไร?”
ซวนหยวนชิงเทียน รู้สึกปวดเศียรเวียนเกล้าเป็นอย่างมาก
ช่วงเวลาที่นางได้เห็นร่างเงาสูงสิบจั้งนั้น ในที่สุดความสงสัยของนางก็หายไปอย่างสมบูรณ์ สตรีชุดเขียวที่อยู่ตรงหน้านางนั้นคือมหาปราชญ์ชิงเหลียนจริง ๆ!
หลังจากยืนยันได้เช่นนี้แล้ว นางก็อดไม่ได้ที่จะกังวล
“เวรกรรมจริง!”
“แม้ว่าเจ้านิกายผู้นี้จะมีความลึกลับยากจะหยั่งถึง แต่มหาปราชญ์ชิงเหลียนหาใช่ธรรมดาไม่ สิ่งที่เขาต้องเผชิญคือเจตจำนงแห่งฟ้าดิน เขาจะต้านทานได้อย่างนั้นหรือ?”
ใบหน้าอันงดงามของนางปรากฏความกังวลขึ้นมาอย่างเด่นชัด
และตอนนั้นเอง
แรงกดดันจากพลังฟ้าดินพลันก่อตัวขึ้นบนท้องฟ้าอันกว้างใหญ่
พลังอันน่าสะพรึงกลัวได้พุ่งทะยานเข้าหาหลินเฟิง อย่างรวดเร็ว
ราวกับว่า หลินเฟิงเป็นเพียงมดที่พร้อมจะถูกบดขยี้ได้ทุกเมื่อ
พลังอันน่าสะพรึงกลัวที่มองไม่เห็นนั้น ไม่ว่ามันจะผ่านไปที่ใดทุกสิ่งล้วนถูกทำลายสิ้น แม้แต่อากาศก็ไม่ยกเว้น!!
เป็นพลังที่ไม่อาจต่อกร
ต่อให้แข็งแกร่งเพียงใด ทว่าเมื่ออยู่เบื้องหน้าพลังแห่งฟ้าดิน ย่อมไม่สามารถต้านทานและไม่มีทางหนีพ้นความตาย
“ติ๊ง! ระบบสัมผัสได้ว่าเจ้านายอยู่ในอันตราย ระบบรู้สึกโกรธเป็นอย่างมาก เหตุการณ์ครั้งนี้จะต้องมีคนรับผิดชอบ”
“ติ๊ง! เปิดค่ายกลป้องกันอนุสรณ์เทพพิทักษ์โดยอัตโนมัติ”
เมื่อหลินเฟิงรู้สึกว่าร่างกายของเขากำลังจะถูกบดขยี้นั้น เสียงที่ไร้อารมณ์ของระบบก็ดังขึ้นในหัวของเขา
ฉับพลันนั้นร่างกายของเขาก็เริ่มผ่อนคลายลงทันที
เขาไม่ได้คาดคิดว่าการกลับชาติมาเกิดของมหาปราชญ์จะร้ายแรงถึงขนาดนี้
หากรวมเรื่องกระบี่ศักดิ์สิทธิ์ซวนหยวน นี่ก็เป็นครั้งที่สองแล้วที่คิดว่าชีวิตน้อย ๆ ของเขาเกือบจะไม่สามารถรักษาเอาไว้ได้
มันช่างเป็นความรู้สึกที่น่าหดหู่อย่างยิ่ง
ก่อนหน้านี้ตอนเผชิญกับทัณฑ์สวรรค์ ระบบได้มอบฟ้าคนรวมเป็นหนึ่งให้กับเขา
แต่หากให้เขาเผชิญกับทัณฑ์สวรรค์ตรง ๆ เกรงว่าวิญญาณของเขาคงแหลกสลายไปในไม่กี่วินาที แค่คิดก็กลัวแล้ว
แต่ตอนนี้เขาได้เจอกับเจตจำนงแห่งฟ้าดิน ซึ่งมันน่ากลัวกว่าทัณฑ์สวรรค์เป็นไหน ๆ
น่ากลัว
น่ากลัวเกินไปแล้ว!!
“ดูเหมือนข้าจะไม่สามารถดูหมิ่นคนของโลกนี้ได้เลย ไม่เช่นนั้นคงกลายเป็นการเผชิญหน้ากับเจตจำนงแห่งฟ้าดินโดยไม่ตั้งใจ”
“นี่คืออำนาจแห่งมหาปราชญ์อย่างนั้นหรือ?”
“โชคดีที่ระบบพอจะมีเหตุผลอยู่บ้าง ในช่วงวิกฤตเลยเปิดใช้งานค่ายกลป้องกันอนุสรณ์เทพพิทักษ์อัตโนมัติ”
“ไม่อย่างนั้นเห็นทีวันนี้คงไม่รอด”
หลินเฟิงพึมพำออกมาด้วยความเฉื่อยชา
ซวนหยวนชิงเทียน ที่อยู่ข้าง ๆ นั้นเมื่อสัมผัสได้ถึงพลังอันยิ่งใหญ่ของเจตจำนงแห่งฟ้าดินมุ่งเป้ามายังเจ้านิกาย สีหน้าของนางก็แปรเปลี่ยนไปในทันที
ความลังเลปรากฏขึ้นบนสีหน้าอย่างเด่นชัด
ในไม่ช้านางก็กัดฟัน นัยน์ตาแสดงถึงความมุ่งมั่น จากนั้นนางก็เค้นพลังปราณและพลังชีวิตทั้งหมดออกมาอย่างไม่ลังเล จนกระทั่งพลังของนางถูกฟื้นคืนกลับมาจนอยู่ในจุดสูงสุด
กลิ่นอายอันน่าสยดสยองเริ่มก่อตัวขึ้นเป็นรูปร่าง
นี่คือพลังต้องห้ามสุดท้ายของนางที่เก็บเอาไว้ใช้ตอนต่อสู้เป็นตาย
เมื่อปลดปล่อยพลังทั้งหมดออกมา การโจมตีจะรุนแรงมากกว่าเดิมนับสิบเท่า
หากศัตรูไม่สิ้น ข้าก็มอดม้วยไปเอง!!
เวลานี้นางจะต้องทนทุกข์กับความทรมานแสนสุดจะบรรยาย ร่างกายที่เพิ่งได้รับมามีโอกาสแตกสลายไปได้ทุกช่วงเวลา
อย่างไรก็ตาม ในฐานะผู้อาวุโสแห่งนิกายเทพกระบี่ นางจะทนมองดูเจ้านิกายได้รับอันตรายไปต่อหน้าต่อตาได้อย่างไร?
ยิ่งไปกว่านั้น สถานการณ์ของเจ้านิกายนั้นอยู่ในวิกฤตร้ายแรง แต่เขากลับไม่พูดอะไรกับนางสักคำ
เมื่อมองย้อนไป เจ้านิกายได้มอบหยกแห่งหายนะ ดอกบัวศักดิ์สิทธิ์เก้าหยินหยาง จนสร้างร่างกายขึ้นมาได้
จากนั้นก็มอบยอดเขาซวนหยวน ทรัพยากรต่าง ๆ ช่วยจัดการทัณฑ์สายฟ้า ไหนจะกระบี่ศักดิ์สิทธิ์ซวนหยวนอีก
นับว่าเป็นเมตตาที่สูงเทียมสวรรค์แล้ว
นางหาได้มีสิ่งใดตอบแทน แล้วเมื่อเห็นความตายที่คืบคลานมาหาอีกฝ่ายเช่นนี้ นางจะยอมอยู่เฉยได้อย่างไร?
ถึงเวลาที่จะต้องก้าวออกไปช่วยอย่างไม่ลังเลแล้ว
เพื่อช่วยเจ้านิกายผู้มีพระคุณ ต่อให้ตนต้องกลับไปอยู่ในร่างวิญญาณแล้วมันอย่างไรเล่า?
จะต้องพยายามอย่างเต็มที่เพื่อช่วยเจ้านิกายให้จงได้!
อย่างไรก็ตาม ขณะที่พลังต้องห้ามถูกรีดเค้นออกมายังไม่สมบูรณ์ ฉากที่น่าตื่นตะลึงก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้า
แผ่นศิลาประตูทางเข้านิกายที่อยู่ไกลออกไปนั้น จู่ ๆ ก็ปรากฏแสงสว่างขึ้นมาโดยไม่มีการเตือนล่วงหน้า
วินาทีแห่งความตกตะลึง ทันใดนั้นหมอกสีดำทมิฬก็ปะทุขึ้นจากศิลา
หมอกสีดำทมิฬนี้น่าสะพรึงกลัวเป็นอย่างยิ่ง ราวกับมันจะกลืนกินทุกสิ่งในโลกหล้า แม้แต่แสงก็ยังไม่พ้นการถูกเขมือบ
เมื่อมันย่างกรายไปแห่งหนใดจะกลายเป็นความมืดเข้าปกคลุม
ครึม ครึม ครึม
ขณะนั้นเองเสียงอันทุ้มต่ำก็ดังขึ้นมาจากแท่นศิลา ราวกับมันกำลังคำรามออกมาด้วยความพิโรธ
เวลาต่อมา
หมอกสีดำทมิฬได้ก่อตัวขึ้นพร้อมกับทะยานเข้ามาโอบล้อมหลินเฟิง ราวกับเป็นผู้พิทักษ์ที่มีชีวิต
เวลาเดียวกัน หมอกทมิฬอีกกลุ่มก้อนก็พุ่งสู่ท้องนภาเพื่อต้านทานพลังที่มองไม่เห็นจากเจตจำนงแห่งฟ้าดิน
ท่ามกลางอากาศ
หมอกสีดำปะทะเข้ากับพลังที่มองไม่เห็น!!
หลังจากนั้น...
หมอกสีดำทมิฬได้ไล่ต้อนพลังที่มองไม่เห็นนี้พร้อมกับขยายตัวกลายเป็นปากขนาดใหญ่ร้อยจั้ง ฉับพลันมันได้เขมือบพลังของเจตจำนงแห่งฟ้าดินเข้าไปทั้งหมด
จากนั้นหมอกสีดำทมิฬก็ได้พุ่งกลับเข้าไปในอนุสรณ์เทพผู้พิทักษ์ จากนั้นพลังอันน่าพรั่นพรึงของเจตจำนงแห่งฟ้าดินก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย โดยไม่ทิ้งแม้แต่กลิ่นอายให้หลงเหลืออยู่ในอากาศ
แท่นศิลาสีดำนั้น หากมองอย่างละเอียดจะพบว่าในตอนนี้จะมีกลิ่นอายจาง ๆ ปรากฏให้เห็นเล็กน้อย
หลังจากเห็นภาพทั้งหมด หยู่เหวินเซิ่งซินก็จ้องมองไปยังแท่นศิลาด้วยสีหน้านิ่งงัน โดยที่ในหัวของนางนั้นราวกับมีพายุก่อตัวขึ้นลูกแล้วลูกเล่า
เอ๊ะ?
สมบัติเมื่อครู่คืออะไร?
เขมือบเจตจำนงแห่งฟ้าดินโดยไม่เหลือร่องรอยเลยหรือ?
เป็นภาพหลอนหรืออะไร?
ในเวลานี้นางอดไม่ได้ที่จะขยี้ตาซ้ำแล้วซ้ำเล่า...
ในขณะเดียวกัน ซวนหยวนชิงเทียนได้ระงับพลังต้องห้ามพร้อมกับที่ค่อย ๆ ฟื้นฟูร่างกาย
แน่นอนว่านางเองก็แทบไม่ต่างจากหยู่เหวินเซิ่งซิน เวลานี้นางหายใจหอบถี่ทำให้หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงอย่างรวดเร็ว
“สวรรค์ เหตุใดเจ้านิกายผู้นี้ถึงได้มีอำนาจพลิกสวรรค์เช่นนี้?”
“เขาเป็นตัวอะไรกันแน่?”
“เขาเพิ่งวางแท่นศิลานั่นไว้ที่ทางเข้าประตูนิกายไม่ใช่หรือ เหตุใดเขามีพลังที่คาดเดาสิ่งใดมิได้เช่นนี้?”
“เจ้านิกายมีสมบัติพลิกสวรรค์เช่นนี้อยู่กี่ชนิดกันแน่?”
“พอแล้ว ๆ ไม่อยากคิดแล้ว”
อีกครั้งที่นางตกตะลึงกับวิธีการของเจ้านิกาย นางจ้องมองไปยังเขาโดยปล่อยให้สายตาอันโง่งมนั้นลอยไปกับความคิดนับไม่ถ้วนในหัว ดวงตาของนางกระพริบไปมาด้วยความอื้ออึงราวกับสติหลุดลอย
“ตัวตนของเจ้านิกายคือปีศาจตนไหนกันแน่?”
“ภูมิหลังของเขาคืออะไรกันแน่?”