น่าเสียดาย…
เห็นเฉินเซียวที่กำลังร้อนใจเลือกหนีไปแล้ว หลินอวิ๋นก็แอบคิดในใจ
ถ้าพุ่งเข้ามาบางทีอาจจะใช้สัตว์อสูรช่วยแก้ปัญหาตรงนี้ก่อนได้
เมื่อหันไปมองก็พบว่ามีสายลมอสูรพัดพาเข้ามาเป็นระลอก ๆ สัตว์อสูรไม่รู้นามที่กำลังมุ่งหน้าเข้ามาเพราะศพเสือเขี้ยวดาบกำลังจะมาถึงแล้ว
หลินอวิ๋นเลือกอีกทางอย่างไม่ลังเล ไปหยิบห่อสัมภาระที่ซ่อนไว้ก่อนหน้านี้แล้วเดินทางไกลออกไป
สามวันต่อมา
หลินอวิ๋นมาโผล่ในร้านค้าที่กิจการดีที่สุดในอำเภอเล็ก ๆ ใต้ตีนเขาสำนักชิงอวิ๋น
อำเภอเล็ก ๆ นี่มีชื่อว่าอำเภอชิงอวิ๋น สร้างอยู่บนภูเขา ร้านค้าส่วนใหญ่ในอำเภอจะเป็นกิจการของศิษย์ในสำนัก มีคนเข้าออกร้านค้ามากมายล้วนเป็นศิษย์สำนักกับผู้ฝึกยุทธ์ในละแวกใกล้เคียงทั้งสิ้น
มาถึงหน้าแท่นต้อนรับแล้วก็วางสัมภาระที่บรรจุแน่นไปด้วยชิ้นส่วนสัตว์ร้ายลงบนนั้น
เจ้าของร้านเป็นชายชราคนหนึ่ง เอกลักษณ์สุขุม เขาแกะสัมภาระออกแล้วตรวจสอบของในนั้นอย่างชำนาญ
ทั้งยังชำเลืองตามองหลินอวิ๋นตลอด นัยน์ตาฉายแววแปลกใจ
คนเดียวกับมีชิ้นส่วนสัตว์ร้ายเยอะขนาดนี้ ถือว่าพบเห็นได้ยาก ในจำนวนนั้นยังมีกรงเล็บหมาป่าเหล็ก นี่คือสัตว์อสูรที่มีชื่อเสียงเรื่องการอยู่เป็นฝูง หากพบเจอด้วยตัวคนเดียวนั้นรับมือพวกมันได้ยากยิ่ง
“กรงเล็บหมาป่าเหล็กให้สามพัน หนังพยัคฆ์ลายด่างให้เจ้าเต็มที่สองพัน เขาวัวคมคุณภาพปานกลางให้เก้าร้อย เศษเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างอื่นรวม ๆ ให้เจ้าหนึ่งพันห้าร้อย เจ้าว่าอย่างไร?”
เจ้าของร้านบริการชำนาญ หลังตรวจสอบเสร็จก็ให้ราคาอย่างรวดเร็ว
หลินอวิ๋นพยักหน้า “เหลือไว้ให้ข้าห้าร้อย ข้าอยากซื้อยาลูกกลอนอื่น ๆ ด้วย”
“ได้!”
ผู้ดูแลได้ยินแบบนั้นก็ยิ้มทันที การค้าขายครั้งนี้คุ้มค่า ก่อนจะพูดเสียงต่ำ “ต้องการยาอะไร ถึงยาลูกกลอนของเราจะเทียบกับที่สำนักพวกท่านหลอมไม่ได้ ทว่าคุณภาพก็พอ ๆ กัน รับรองว่าทำให้ท่านพอใจแน่”
วันที่สิบห้าของทุกเดือนสำนักจะแจกจ่ายบำนาญเป็นเหรียญเงินกับยาลูกกลอนตามขั้นพลังแน่นอน ทว่าของพวกนี้ไม่พอใช้ในการฝึกฝนเลย
เว้นแต่จะเป็นศิษย์ฝ่ายในหรือศิษย์ที่อยู่อันดับต้น ๆ ถึงจะมีสวัสดิการพิเศษ
“ให้ข้าดูใบรายการหน่อย”
เจ้าของร้านโยนใบรายการให้หลินอวิ๋น ด้านบนมีมากมายหลากหลาย เขียนชื่อและสรรพคุณของยาลูกกลอนทุกชนิดไว้เต็มไปหมด หลินอวิ๋นส่ายหน้าเล็กน้อย ยาลูกกลอนแพงจนน่าตกใจ ตำลึงเงินเจ็ดพันของเขาไม่ได้มากอย่างที่คิดไว้เลย ยาลูกกลอนส่วนใหญ่หนึ่งเม็ดต้องมีหลายพัน คุณภาพก็ยังปานกลาง
“ยาบำรุงกายสองเม็ด ยาบ่มเพาะต้นกำเนิดสองเม็ด แล้วเอายาหลอมกายอีกขวด”
เงินเกือบเจ็ดพันตำลึงเงินแลกเป็นยาสี่เม็ดกับยาน้ำราคาถูกอีกขวด
นี่ไม่เหมือนกับการฝึกเส้นเลือดลมในวิถียุทธ์ขั้นสาม วิถียุทธ์ขั้นสี่ฝึกฝนกล้ามเนื้อทั้งตัว ถ้ามียาลูกกลอนหลอมกายจะต้องได้ผลคุ้มค่าแน่
น่าเสียดาย ราคายาลูกกลอนหลอมกายหนึ่งเม็ดก็สองหมื่นตำลึงเงินแล้ว เลยได้แต่ถอยออกมาเลือกของเหลวหลอมกายแทน
ยาลูกกลอนบำรุงกายคือยาลูกกลอนพื้นฐาน มีคุณประโยชน์มากมาย มีส่วนช่วยวิถียุทธ์ทุกขั้นตั้งแต่ขั้นหนึ่งถึงขั้นสิบ เพียงแต่ยิ่งระดับขั้นสูงขึ้นก็ยิ่งได้ผลน้อยลง
ยาลูกกลอนบ่มเพาะพลังต้นกำเนิดก็ใช้กระชับพลังภายใน
หลินอวิ๋นมองยาลูกกลอนที่เจ้าของร้านส่งมาแล้วเข้าใจว่าเหตุใดคนทั้งสำนักถึงชอบเอาเรื่องของซูจื่อเหยากับเขามาพูด
ส่วนใหญ่คงจะริษยา รางวัลของซูจื่อเหยามีค่าไม่เบาจริง ๆ
“แต่ว่าควรคืนก็ต้องคืน”
กลับสำนักชิงอวิ๋นแล้ว หลินอวิ๋นก็เริ่มเข้าฌานสมาธิทันที
การเดินทางในเทือกเขาเหิงอวิ๋นทำให้เขาได้อะไรมาเยอะมาก ทั้งยังทะลวงวิชาและขั้นพลังไปพร้อมกันด้วย
ทะลวงพลังมาได้ไกลขนาดนี้ในช่วงเวลาสั้น ๆ จะต้องงดความหุนหันพลันแล่น ปรับเสถียรภาพขั้นพลัง พร้อมกับย่อยยาลูกกลอนที่ซื้อมาด้วย
ขณะเดียวกันนั้น
โจวผิงที่โดนหลินอวิ๋นหักกระดูกซี่โครงหายดีแล้วจึงวิ่งแจ้นไปที่พักตระกูลตน
“ท่านพี่ ครั้งนี้ถ้าท่านพี่ไม่ช่วยออกหน้าให้ข้า ข้าคงอยู่สำนักชิงอวิ๋นต่อไปไม่ได้จริง ๆ แล้ว!”
โจวผิงพูดหน้าม่อยคอตกดูน่าสงสาร
เขาโดนหลินอวิ๋นหักกระดูกซี่โครงในสามกระบวนท่ากลางโถงกิจการสำนัก นอนกองกับพื้นราวกับสุนัขตาย ทำให้เขากลายเป็นตัวตลกในหมู่ศิษย์ฝ่ายนอก ที่แม้แต่ทาสกระบี่เกาะสตรีกินยังสู้ไม่ได้
“ไสหัวไป”
โจวอวิ๋นพี่ชายเขาเอ่ยด้วยสีหน้าเย็นชาและเหยียดหยาม
โจวอวิ๋นมีขั้นพลังวิถียุทธ์ขั้นเจ็ด มีกำลังรบอยู่อันดับสิบในศิษย์ฝ่ายนอกหลายพันคนแห่งสำนักชิงอวิ๋น!
เขาจะต้องมีชื่อเข้าศิษย์ฝ่ายในในการทดสอบกลางปีที่จะถึงในอีกสองเดือนให้หลังอย่างแน่นอน
เดิมทีเขาขี้เกียจจะสนใจน้องชายขยะนี่อยู่แล้ว แล้วนับประสาอะไรจะให้ไปจัดการกับทาสกระบี่ หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไปคนอื่นจะมองเขาอย่างไร
“ท่านพี่ ท่านพี่ช่วยข้าเถอะ หลายวันมานี้แม้แต่นักการโรงชะล้างกระบี่พวกนั้นยังไม่ฟังคำพูดข้าเลย ขืนเป็นแบบนี้ต่อไป บางทีข้าอาจจะโดนไล่ออกจากสำนักก็ได้…”
โจวผิงแทบจะคุกเข่าอ้อนวอนไม่หยุด
นัยน์ตาโจวอวิ๋นฉายแววเบื่อหน่ายวูบหนึ่งก่อนจะถอนหายใจอยู่ข้างใน แล้วเอ่ยเสียงเย็นชา “เจ้าไปก่อนเถอะ ข้าจะช่วยเจ้าอีกสักครั้ง แต่แค่ครั้งเดียวเท่านั้น”
“ขอบคุณท่านพี่ ขอบคุณท่านพี่!”
โจวผิงได้ยินดังนั้นก็ยิ้มเบิกบานทันที เห็นได้ชัดว่าเขาไม่ได้แย่อย่างที่ตนบอก
เห็นน้องชายขยะตนเช่นนี้แล้ว โจวอวิ๋นเองก็จนปัญญาเหมือนกัน
แต่ดีเลวอย่างไรก็เป็นน้องชายแท้ ๆ เขาหลับตาขบคิดอยู่ชั่วครู่ มีความคิดอะไรดี ๆ แล้ว
เรื่องนี้เขาจะออกหน้าเองไม่ได้ ถ้าเขาจะแย่งชิงตำแหน่งศิษย์ฝ่ายในจะทำอะไรสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้เด็ดขาด
ต้องหาคนที่ยินดีจะลงมือ ต้องเปลืองยาลูกกลอนอีกแล้ว
……..
ณ กลางภูเขาสำนักชิงอวิ๋น ภายในห้องไม้ของหลินอวิ๋น
หลินอวิ๋นกลับมาสองวันแล้ว เขาหลอมละลายยาลูกกลอนบำรุงกายกับบ่มเพาะวิญญาณไปอย่างละเม็ด มันเห็นผลชัดเจนด้วยผลจากยาลูกกลอน ทำให้ขั้นพลังเสถียรภาพอยู่ที่วิถียุทธ์ขั้นสี่แล้ว
โดยเฉพาะพลังภายใน เดิมทีพลังภายในวิชาตะวันบริสุทธิ์หนักและหนาอยู่แล้ว พอได้ยาลูกกลอนบ่มเพาะต้นกำเนิดยิ่งได้ผลเยี่ยมยิ่งกว่าเดิม
เขาคาดการณ์ไว้ว่าต่อให้เจอศิษย์วิถียุทธ์ขั้นห้า พลังภายในของเขาก็ได้เปรียบกว่าเล็กน้อย
ถึงการฝึกวิชาตะวันบริสุทธิ์จะเชื่องช้า ทว่าผลลัพธ์กลับดีกว่าวิชาอื่น ๆ มาก
ตรงหน้าเขาเป็นอ่างอาบน้ำสูงครึ่งเมตรกว่า
เขาหยิบของเหลวหลอมกายออกมา เทเข้าไปหนึ่งส่วนสามแล้วก็ปิดฝาขวดยา
ปุด ๆ!
เมื่อของเหลวยาผสมกับน้ำ ครู่ต่อมาก็เกิดปฏิกิริยาขึ้น เกิดไอความร้อนขึ้นเป็นชั้น ๆ
น้ำแร่ใสสะอาดกลายเป็นสีเขียวสดใสกลิ่นหอมยาโชยมาทั้งหมด
เขาถอดเสื้อผ้าลงไปแช่กลางอ่าง ฉึก… รู้สึกได้ถึงการกระตุ้นอันร้อนแรงในทันที เมื่อยาซึมเข้าไปในร่างกายก็ถูกกล้ามเนื้อทั้งตัวกระตุ้นมาสูบไปทั้งหมด ทุกอณูกายเหมือนคืนชีพขึ้นมา รู้สึกสบายอย่างยิ่ง
ห้านาทีต่อมา ความรู้สึกที่ร่างกายกำลังแข็งแกร่งขึ้นอย่างชัดเจนถึงค่อย ๆ อ่อนลง
หลินอวิ๋นถอนหายใจเบา ๆ “ก็ยังเป็นแค่ยาหลอมกาย ถ้าเป็นยาลูกกลอนหลอมกายละก็ เกรงว่าขั้นพลังข้าคงทะลวงขึ้นไปไม่น้อย”
หลินอวิ๋นมองผ่านม่านหมอกน้ำสลัวไปที่ม้วนภาพวาดบนโต๊ะหนังสือข้าง ๆ
ใจมีพยัคฆ์ ดอมดมกุหลาบไม้เลื้อย!
สีหน้าเขาเคร่งขรึมขึ้นมาเล็กน้อย ม้วนภาพลึกลับนี่มีที่มาที่ไปอย่างไรกันแน่ถึงได้ปรับเปลี่ยนหมัดพยัคฆ์ร้ายของเขาไปอย่างไร้ร่องรอย
ทำให้ร้อยสัตว์เข้าเฝ้ากระบวนท่าสังหารที่แกร่งที่สุดของหมัดพยัคฆ์ร้ายบรรลุถึงหมัดและกระบี่ผสานรวมเป็นหนึ่งได้อย่างคาดไม่ถึง
หลินอวิ๋นไปหยิบมาด้วยความระมัดระวัง ก่อนตรึกตรองอยู่ครู่หนึ่งแล้วค่อย ๆ กางม้วนภาพวาดออกตรงมุม
โครม!
มันยังคงเหมือนเดิม วินาทีที่กางม้วนภาพออกก็มีพยัคฆ์ร้ายกระโดดออกมาจากกลางภาพวาด คล้าย ๆ ว่ามีเสียงคำรามเกรี้ยวกราดดังข้างหู เหมือนมีสายลมคลั่งโถมใส่หน้า ความรู้สึกถึงแรงกดดันน่าสะพรึงทั้งหนักหน่วงและสมจริง
ทว่าจิตใจของหลินอวิ๋นเคยฝึกฝนระหว่างความเป็นตายมาแล้ว ประกอบกับเคยมีประสบการณ์สู้กับเสือเขี้ยวดาบมาก่อน หลินอวิ๋นในวันนี้จึงไม่ใช่ตัวเขาเมื่อก่อนอีก
มือที่ถือม้วนภาพอยู่ยังคงสั่นไหวเล็กน้อย แต่ก็ยังเผชิญหน้ากับพยัคฆ์นี้ได้ซึ่งหน้า ปล่อยให้มันกระโจนเข้ามาไม่หยุด หนึ่งวินาที สองวินาที สามวินาที… จนถึงหนึ่งนาทีเต็ม ๆ
ท่วงทำนองพยัคฆ์ร้ายโถมเข้าในใจของเขาอย่างต่อเนื่อง ช่วงขณะที่คิดว่าตนจะยืนหยัดไม่ไหวนั้นก็เหมือนเห็นแสงกระบี่ในม้วนภาพวาดราง ๆ
วินาทีที่แสงกระบี่ปรากฏ หลินอวิ๋นไม่อาจทนรับได้ไหวอีกต่อจึงรีบเก็บม้วนภาพ
ตึก ๆ ตึก ๆ!
หัวใจเต้นระรัวเหมือนจะกระโดดออกมาจากหน้าอก หน้าผากเขามีแต่เหงื่อเย็น ๆ ไหลโชก
เป็นแสงกระบี่จริง ๆ ด้วย แสงกระบี่นั้นมองผ่าน ๆ แค่เดี๋ยวเดียวกลับทำให้เขาขนลุกซู่ไปได้ทั้งตัว ตกใจไม่น้อยเลย
พอสงบลงได้แล้ว หลินอวิ๋นก็มองม้วนภาพก่อนจะกางมันออกอีกครั้ง
คราวนี้มีเพียงพยัคฆ์ร้ายเรียกร้องสายตาไปทั้งหมด พากลิ่นอายสังหารของร้อยสัตว์ชิงเอาเจตนาเดิมไปตรง ๆ
แสงกระบี่นั่นไม่โผล่มาอีก
“ปริศนาเยอะจริง ๆ บางทีตอนนี้พลังอาจจะยังไม่พอ อนาคตต้องมีสักวันที่เข้าใจกระจ่างแน่”
หลินอวิ๋นวางม้วนภาพลงแล้วไม่คิดถึงมันอีก
น้ำในอ่างอาบน้ำกลับมาใสสะอาดเหมือนเดิมแล้ว ของเหลวหลอมกายถูกสูบรับเอาไปทั้งหมด
หลินอวิ๋นยืนขึ้นเช็ดตัวตามสบาย ก่อนจะสวมเสื้อผ้าแล้วถือกระบี่เก่าเดินออกจากห้องไม้
เขาชักกระบี่ออกมาและถือโอกาสใช้ทักษะกระบี่วายุเชี่ยว กวัดแกว่งอย่างมีอิสรเสรี ประหนึ่งเมฆกำลังร่ายรำ
เมื่อไม่ได้ขยับแข้งขามาสองวัน ตอนนี้พอใช้ทักษะกระบี่หลินอวิ๋นจึงตกอยู่ในห้วงความคิดนั้นอย่างรวดเร็ว
รวมสายน้ำเป็นลำธาร ไหลเชี่ยวดั่งสายลม!
ขณะที่กวัดแกว่งตามใจนั้น เจตจำนงแท้จริงแห่งทักษะกระบี่เผยออกมาอย่างเต็มที่ เขาเหมือนกับสายน้ำ แทบจะรวมเป็นหนึ่งกับกระบี่ ไหลเชี่ยวดุจสายลม ลืมทุกอย่างไป
หลินอวิ๋นเก็บกระบี่แล้วพ่นลมหายใจขุ่น ๆ ออกมา ก่อนเอ่ยเสียงเบา “ทักษะกระบี่สำเร็จขั้นต้นแล้ว ถ้าจะก้าวไปอีกขั้น อาจต้องไปลองดูที่โถงค่ายกล”
-โปรดติดตามตอนต่อไป-