การเดินทางในครั้งนี้ใช้เวลากว่าสามชั่วโมงจึงถึงจุดหมายซึ่งปกติแล้วจะใช้เวลาไม่เกินสองชั่วโมงเท่านั้นรังสิมันตุ์ซึ่งกำลังจะหักพวงมาลัยเลี้ยวรถเข้าไปจอดในอู่รถประจำทางที่สายของตนสังกัดอยู่นั้นแหงนหน้าขึ้นมองกระจกมองหลังอีกครั้งเพื่อดูให้แน่ใจว่าผู้โดยสารลงจากรถหมดทุกคนแล้ว
แต่แล้วคิ้วของชายหนุ่มก็ขมวดมุ่นเมื่อสังเกตเห็นหญิงสาวที่ยังคงหลับสนิท ร่างบอบบางหายใจเข้าออกสม่ำเสมอศีรษะพิงเข้ากับพนักเก้าอี้
‘นี่รถก็จวนจะเลี้ยวเข้าอู่อยู่แล้วแบบนี้เห็นทีคงต้อง...’
ผู้เป็คนขับตัดสินใจจอดรถเป็การชั่วคราวที่ปากทางเข้าก่อนจะเอ่ยถามพกส. ผู้ซึ่งเป็เพื่อนร่วมงานเพื่อขอความคิดเห็น
“พี่องุ่น นี่เขาจะไปลงที่ไหนครับ ?”พขร.หนุ่มเอ่ยถาม องุ่นซึ่งกำลังจัดเก็บข้าวของเตรียมตัวลงจากรถ มือข้างหนึ่งถือกระเป๋าใบเล็กมืออีกข้างหนึ่งถือใบเที่ยวซึ่งพกส.ทุกคนมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบ มีอันต้องหยุดเดินก่อนจะตอบกลับไปอย่างไม่ใส่ใจนัก
“ลงสุดสาย น้องติวปลุกเขาสิ”
“ผมเป็ผู้ชาย มันคงไม่เหมาะมั้งครับ”
“โอ๊ย !พี่จะรีบไปแล้วล่ะน้องติว ละครตอนอวสานวันนี้ กว่าจะกลับถึงบ้านคงไม่ทันดูแล้ว รีบๆ เปิดประตูเถอะพี่จะขอลงก่อนล่ะ ว่าจะลองถามคุณวิรัตน์คิดว่าตอนนี้แกคงจะยังเปิดโทรทัศน์ที่ท่ารถอยู่”
เมื่อได้ฟังดังนั้นใบหน้าหล่อเหลาของชายหนุ่มก็แสดงสีหน้าไม่สบอารมณ์อย่างเห็นได้ชัดนี่ใจคอองุ่นคงคิดจะรีบไปดูโทรทัศน์แน่ ๆ อย่างไรเสียเวลาในขณะนี้ตามปกติสำหรับรถประจำทางสายนี้แล้ว จนกว่าจะถึงเวลาก็ยังมีรถคันสุดท้ายที่ยังไม่ได้ถูกปล่อยออกจากท่าต้นทาง
พขร.หนุ่มกดเปิดประตูให้อย่างเสียไม่ได้องุ่นลงจากรถแล้วกึ่งเดินกึ่งวิ่งเข้าไปในอู่ทันทีรถทั้งคันจึงมีแต่เพียงชายหนุ่มผู้เป็คนขับกับหญิงสาวผู้ซึ่งเป็ผู้โดยสารเท่านั้น รังสิมันตุ์ตัดสินใจลุกออกจากที่นั่งของตนแล้วเดินไปยังที่นั่งของหญิงสาวซึ่งเป็เก้าอี้ตัวที่อยู่ถัดจากที่นั่งคนขับไปสองตัวก่อนที่เสียงนุ่มจะเอ่ยว่า
“คุณครับ รถจะเข้าเลี้ยวอู่แล้ว”
“...”
เงียบ... วราภรณ์ยังคงหลับสนิทแต่พขร.หนุ่มก็ไม่ละความพยายาม เรียกแล้วเรียกอีกถึงสองครั้งจนไม่รู้จะทำอย่างไรจึงตัดสินใจเอื้อมมือไปสะกิดแขนของอีกฝ่ายเบา ๆ
“คุณครับ”
คราวนี้ได้ผล เปลือกตาบอบบางขยับหญิงสาวลืมตาขึ้น ดวงตาคู่สวยมองสบตาชายหนุ่มผู้ที่เป็คนปลุกหล่อนเมื่อสติสัมปชัญญะกลับมาอย่างครบถ้วนสมบูรณ์แล้วร่างบอบบางรีบหยัดกายนั่งในท่านั่งปกติบอกตามตรงว่าเมื่อถูกใบหน้าหล่อเหลาของอีกฝ่ายจ้องมองเช่นนี้มันทำให้รู้สึกเคอะเขินขึ้นมาอย่างไรก็ไม่รู้ !
“เอ่อ... ขอโทษนะคะฉันเผลอหลับไปนี่ถึงแล้วหรือคะ ?”
“ครับ ป้ายสุดท้าย เดี๋ยวรถจะเลี้ยวเข้าไปจอดในอู่แล้วครับ”
วราภรณ์ได้ฟังดังนั้นจึงทำท่าจะรีบลุกขึ้นด้วยความเกรงใจแต่ด้วยความไม่ทันระวังเลยทำให้หล่อนเผลอทำกระเป๋าซึ่งภายในใส่เอกสารประกอบการสอนที่ต้องแจกให้กับนักศึกษาหล่นลงจากตักรังสิมันตุ์ซึ่งอยู่ใกล้กว่าก้มลงไปช่วยเก็บเอกสารที่กระจัดกระจายั์ตาคมของชายหนุ่มจึงแลเห็นข้อความที่ปรากฏอยู่บนหัวของกระดาษแผ่นหนึ่งในจำนวนนั้นอย่างไม่ได้เจตนา
‘นางสาววราภรณ์ (มนุษยศาสตร์--ภาษาศาสตร์)’
ซึ่งนี่ก็เป็โอกาสเดียวกับที่หญิงสาวได้พินิจดูใบหน้าของชายหนุ่มใกล้ๆ เช่นกัน แม้จะเป็เพียงแวบเดียวก็ตาม มือเรียวยื่นไปรับกระเป๋าใส่เอกสารที่ตนเองทำหล่นไว้พร้อมกับเอ่ยขอบคุณเบา ๆ
แต่ยังไม่ทันที่ผู้โดยสารคนสุดท้ายจะก้าวลงจากรถอภินันท์พขร.หนุ่มซึ่งเป็เพื่อนร่วมงานของรังสิมันตุ์ก็โผล่หน้าเข้ามาเรียกผู้เป็คนขับอยู่ที่ประตูหน้าของรถประจำทางซึ่งยังคงเปิดอยู่
“จะจอดอีกนานไหม ?ขวางทางรถเมล์คันอื่นจะเลี้ยวเข้าอู่”
ชายหนุ่มนามอภินันท์มีชื่อเล่นสุดแสนจะน่ารักว่า ติ๊ดตี่ เป็ชายหนุ่มที่หน้าตาหล่อเหลาอยู่ไม่น้อยรูปร่างไม่สูงไม่เตี้ย ความสูงของเขาน่าจะพอ ๆ กับความสูงของรังสิมันตุ์ผมสีดำตัดสั้นเป็ทรงชี้ตั้งด้วยเจลจัดแต่งทรงผมเครื่องแบบของชายหนุ่มอาจไม่ได้ถูกแต่งอย่างเรียบร้อยครบถ้วนทุกประการเหมือนกับเครื่องแบบของรังสิมันตุ์ซึ่งถึงแม้ว่าจะมีทรงผมและการแต่งกายแบบนั้นแต่โดยแท้จริงแล้วอภินันท์ไม่ใช่คนที่มีนิสัยนักเลงหรือมึงมาพาโวยเว้นเสียแต่ว่าถ้าเหลืออดขึ้นมาล่ะก็ อย่างที่เห็น... พร้อมจะโวยวายได้เหมือนกัน
“อะไร นี่มาทันกันเลยหรือ ?ก็อย่างที่เห็นนั่นแหละ กำลังจะเลี้ยวอยู่นี่ไง” รังสิมันตุ์เอ่ยจากนั้นจึงกลับไปนั่งประจำที่นั่งคนขับอภินันท์เห็นดังนั้นจึงก้าวถอยออกจากประตูเพื่อที่จะไปขึ้นรถประจำทางอีกคันหนึ่งซึ่งตนจอดอยู่ด้านหลังด้วยสีหน้าที่ไม่ค่อยพอใจนัก
ด้วยสถานการณ์เช่นนี้อาจารย์สาวจำต้องรีบลงจากรถโดยที่ไม่ได้สนทนากับพขร.หนุ่มต่อั์ตาคู่สวยจ้องมองรถประจำทางทั้งสองคันที่เลี้ยวเข้าอู่ไปจนลับสายตา
จากป้ายสุดท้ายที่บริเวณหน้าอู่รถประจำทางนั้นวราภรณ์ต้องโดยสารรถมอเตอร์ไซค์รับจ้างต่อไปยังบ้านของตนซึ่งอยู่ไม่ไกลเท่าใดนักเป็เช่นนี้ประจำทุกวัน
“กลับมาแล้วหรือคะพี่ตูน ?วันนี้กลับช้าจังเลยนะ”
ปาริฉัตร หรือ ปลายเป็น้องสาวและเป็ครอบครัวเพียงคนเดียวของหล่อนพ่อและแม่ของทั้งสองเสียชีวิตไปด้วยอุบัติเหตุเมื่อหลายปีก่อน จึงมีเพียงหล่อนอาศัยอยู่กับปาริฉัตรสองคนเท่านั้นปาริฉัตรเป็อาจารย์สอนที่มหาวิทยาลัยเดียวกันแต่ด้วยความที่ผู้เป็น้องสาวมักจะรับงานเป็อาจารย์พิเศษตามมหาวิทยาลัยต่าง ๆบางวันก็กลับก่อน แต่บางวันก็กลับทีหลังทำให้ทั้งสองมีโอกาสน้อยมากที่จะกลับบ้านพร้อมกัน
“พอดีรถติดน่ะ”วราภรณ์ตอบโดยไม่สบตาน้องสาว แต่ดูเหมือนว่าท่าทีแปลก ๆของหล่อนจะไม่สามารถรอดพ้นสายตาของปาริฉัตรจอมแก่นแก้วไปได้
“เอ๊ะ ๆ เป็อะไรหน้าแดง ๆ น่ะ ?บอกกันหน่อยซี่” ปาริฉัตรกระเซ้า เอาแขนกระทุ้งสีข้างพี่สาวเบา ๆวราภรณ์ได้แต่ยิ้มน้อย ๆ โดยไม่ได้ตอบอะไร
“นั่งรถอาจารย์ภูมาหรือคะ หรือว่าอย่างไร ?โอ๊ย! บอกกันหน่อยสิพี่”
‘อาจารย์ภู’ที่ปาริฉัตรกำลังพูดถึงอยู่นั้น มีชื่อจริงว่าภูชิตเขาก็คืออาจารย์หนุ่มผู้ดำรงตำแหน่งเป็ผู้ช่วยศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัยซึ่งสองพี่น้องเป็อาจารย์สอนอยู่นั่นเอง
“ไม่ใช่หรอก... แล้วที่สำคัญนะปลายพี่ไม่เคยนั่งรถอาจารย์ภูด้วยซ้ำ” วราภรณ์ทำท่าจะเดินขึ้นชั้นสองไปปาริฉัตรจึงได้แต่เบ้ปาก พร้อมกับทำหน้าเนือย ๆ
“ก็ได้ค่ะถ้าอย่างนั้นปลายขอโทษด้วยแล้วกัน”
เป็ไปตามที่รังสิมันตุ์คาดการณ์ไว้องุ่นผู้เป็พกส.ประจำรถของชายหนุ่มในวันนี้กำลังนั่งดูโทรทัศน์บริเวณท่าปล่อยรถต้นทางอย่างขะมักเขม้นชายหนุ่มเดินผ่านไปยังบริเวณที่จอดรถของพนักงานเพื่อเตรียมตัวกลับบ้านด้วยความรู้สึกเคยชินกับภาพที่เห็นไม่วายได้ยินเสียงขององุ่นที่ะโเรียกอภินันท์ซึ่งเดินตามหลังตนอยู่แว่ว ๆ
“น้องติ๊ดตี่ !ตอนอวสานแล้วนะเนี่ย รีบ ๆ มาดูเร็ว !”
อภินันท์ซึ่งเดินมาพร้อมกับอัญมณีหญิงสาวผู้เป็พกส.ประจำรถ ซึ่งมีชื่อเล่นว่า ผักกาดผมบ๊อบย้อมสีน้ำตาลอ่อนยาวประบ่าถูกรวบเป็หางม้าสั้น ๆ ไว้ด้านหลังหล่อนสวมแว่นตากรอบดำทรงสี่เหลี่ยม ซึ่งดูเหมือนกับแว่นตาของบรรดาพวกเด็กเรียนทั้งหลาย
“เมื่อสักครู่นี้กาดกับติ๊ดตี่เห็นติวเดินอยู่ไวๆ” อัญมณีเอ่ยขึ้น ก่อนจะทรุดกายลงนั่งบนเก้าอี้ข้าง ๆ กับองุ่น
“อย่าไปสนใจเลย เ้านั่นมันเป็แบบนี้แหละเรียบร้อยเหลือเกิน !” องุ่นกระแทกเสียงเหน็บแนม
“คุณชายสุดหล่อประจำสายเนี้ยบั้แ่ศีรษะจรดปลายเท้า” อภินันท์พูดขึ้นมาลอย ๆ ฟังจากคำพูดแล้วจะเรียกว่าอภินันท์ออกจะไม่ค่อยชอบรังสิมันตุ์เท่าใดนักก็คงจะพูดได้
อัญมณีซึ่งได้ฟังดังนั้นเอื้อมมือไปแตะแขนของชายหนุ่มผู้เป็เพื่อนร่วมงานเบาๆ
“ไม่เอาน่า... ติ๊ดตี่”
“แต่ก็จริงอย่างว่าล่ะนะน้องติ๊ดตี่ท่าทางรางวัลพนักงานดีเด่นคงหนีไม่พ้นเ้าติวหรอก ไม่รู้หัวหน้าจะว่าอย่างไรคงต้องรอดูกันต่อไป”
แต่ก่อนที่ทั้งสามจะได้เปิดประเด็นสนทนากันต่อนั้นก็มีเสียงหนึ่งขัดขึ้นมาเสียก่อน
“เอ้า ๆ พวกคุณน่ะนั่งดูโทรทัศน์กันอยู่นี่ ไม่กลับบ้านกันหรือ ?” เสียงของวิรัตน์ผู้เป็นายท่าต้นทางที่กำลังรอเวลาปล่อยรถประจำทางคันสุดท้ายออกจากท่าดังขึ้นสำหรับวิรัตน์นั้นเขาเป็ฝาแฝดผู้น้องของวิโรจน์ ซึ่งเป็นายท่าปลายทางนั่นเอง
“สักครู่นะคะ”องุ่นตอบโดยไม่ได้หันไปมองยังผู้ถาม ั์ตาจดจ้องอยู่กับหน้าจอโทรทัศน์จนกระทั่งละครฉากสุดท้ายจบลง พนักงานทั้งสามซึ่งเสร็จสิ้นภาระงานในวันนี้แล้วจึงแยกย้ายกันกลับบ้านพักผ่อนเพื่อการทำงานในวันต่อ ๆ ไป