『ผนึกมารขาว』(จบ)

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 41 หนึ่งอีแปะทำวีรบุรุษจนมุม (องก์สอง)

            บนถนนอันคึกคักพลุ่กพล่านลู่เต้าวิ่งอย่างไม่คิดชีวิต เสื้อผ้าหลุดลุ่ยไปหมด วิ่งไปได้ครู่หนึ่งก็หยุดหายใจกระหืดกระหอบเหงื่อไหลราวกับอาบน้ำ วิ่งเพียงครั้งเดียวเทียบเท่ากับการฝึกฝนหลายวันเลยทีเดียว

            “เพิ่งจะอาบน้ำเสร็จแท้ๆสกปรกอีกแล้ว” ไป๋เสียเอ่ยด้วยท่าทีรังเกียจ

            ภาพเมื่อครู่ยังคงติดตาไม่หายเรือนร่างอันงดงามของหงฮวาปรากฏขึ้นในหัวไม่หยุด ลู่เต้านั่งหอบหายใจอยู่บนพื้น ทันใดนั้นเด็กชายอายุไม่กี่ขวบก็ยกถ้วยน้ำชาเดินมาหา

            “เชิญดื่มชาขอรับ”

            บังเอิญลู่เต้าคอแห้งผากพอดิบพอดีจึงรับจอกชามาดื่มรวดเดียวโดยไม่ทันได้คิด

            “ฮ่า…”ลู่เต้าเป่าปากอย่างพอใจ แล้วยกมือขึ้นเช็ดปาก

            เด็กชายยิ้มกว้างยื่นมือออกมาพร้อมกล่าวว่า“หนึ่งอีแปะขอรับ”

            ทันใดนั้นลู่เต้าก็เงยหน้ามองอย่างสงสัยเห็นธงสีเหลืองเขียนตัวอักษรว่า “ชา” สีดำปลิวไสวไปตามสายลม ที่แท้ก็เป็นร้านน้ำชาไม่มีขนมเปี๊ยะตกลงมาจากฟ้าอย่างที่คิดจริงๆ ด้วย

            ลู่เต้ายอมล้วงหยิบเงินแต่พอล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อ สีหน้าเขาก็เปลี่ยนไปทันที

            “แย่แล้วลืมของไว้ที่จวนสกุลหงหมดเลย…”

            ถุงเงินฉิวหมัว ขลุ่ยสะกดมาร ถังหูลู่ รวมไปถึงยันต์ที่ผนึกจู้หลง ล้วนลืมไว้ที่นั่นทั้งสิ้น

            เด็กชายยังคงยื่นมือมา“หนึ่งอีแปะขอรับ”

            หนึ่งอีแปะทำวีรบุรุษจนมุมจริงๆเผชิญหน้ากับเด็กชายอายุเพียงไม่กี่ขวบ สายตาของลู่เต้าพลันหลุกหลิก และยิ้มฝืนๆ พลางกล่าวอย่างตะกุกตะกักว่า“คือ...ข้า...คือ...”

            พูดคำว่า“คือ” อยู่นานก็ไม่อาจพูดประโยคเต็มๆ ออกมาได้

            เด็กชายไม่สนใจว่าลู่เต้าพูดอะไรเพราะด้วยวัยเท่านี้ ต่อให้พูดไปเขาก็ไม่เข้าใจอยู่ดี จึงยังคงยื่นมือเล็กๆ ออกไปทั้งอย่างนั้น“หนึ่งอีแปะขอรับ”

            ไป๋เสียทนดูต่อไปไม่ไหวแม้แต่เด็กตัวเล็กๆ ก็ยังรับมือไม่ได้ด้วยซ้ำ ในอนาคตจะหวังพึ่งอะไรได้อีกไป๋เสียถอนหายใจ อาศัยจังหวะที่ลู่เต้าสับสนเข้ายึดร่างเขาทันใด

            “น้องชายติดไว้ก่อนได้หรือไม่ เดี๋ยวข้ากลับมาแล้วจะซื้อน้ำตาลก้อนให้เจ้าด้วยดีหรือไม่” น้ำเสียงของลู่เต้าเปลี่ยนไปฉับพลันท่าทีสับสนเมื่อครู่ก็หายวับไป

            ถูกต้อง!หากเป็นเด็กน้อย การใช้น้ำตาลก้อนล่อเป็นวิธีที่ดีที่สุด!ลู่เต้ากำหมัดอย่างตื่นเต้น แต่แล้วก็รู้สึกแปลกๆ ขึ้นมา

            เพราะวิธีการเช่นนี้ไม่เหมือนกับไป๋เสียเอาซะเลยความคิดแย่ๆ ผุดขึ้นมาในหัว เขารีบถามทันทีว่า “นี่เจ้าอย่าบอกนะว่าจะเอา‘น้ำตาลก้อนศพ’ ให้น้องเขากินน่ะ”

            “หืมไม่ดีหรือ” ไป๋เสียถามอย่างไม่เข้าใจ “คราวหน้ามาดื่มชา ก็ไม่ต้องเสียเงินแล้วไง”

            “ไม่ได้นะ!!!”

            เด็กชายยื่นมืออยู่นานจนเมื่อย ก็ตะโกนไปหลังร้านน้ำชา“พ่อ! มีคนดื่มชาไม่ยอมจ่ายเงิน!”

            ด้านหลังร้านน้ำชามีเสียงด่ากราดดังออกมาทันที“ใครหน้าไหนกล้ามากินชาไม่ยอมจ่ายในร้านข้า!”

            “อ๊ะ..เรื่องใหญ่แล้วงั้นคืนร่างให้เจ้าแล้วกัน”

            “เอ๊ะ?” ลู่เต้ายังไม่ทันได้ตอบโต้ก็ถูกยัดจอกชาใส่มือเสียแล้ว และในตอนนี้บุรุษร่างสูงใหญ่กำยำราวสองเมตรก็เดินออกมาจากหลังร้านน้ำชากล้ามเนื้อทั่วร่างเป็นมัดๆ ศีรษะโล้นเลี่ยน แต่กลับมีหนวดเคราเฟิ้มดูแล้วชวนให้รู้สึกว่าขนขึ้นผิดที่ยิ่งนัก

            เด็กน้อยวิ่งกลับไปอยู่ข้างกายบุรุษร่างยักษ์ชี้หน้าลู่เต้า “เขานี่แหละ! กินชาไม่จ่ายเงิน!”

            บุรุษร่างยักษ์แสยะยิ้มมองลู่เต้าอย่างดุร้ายใครจะคิดว่านอกจากเจ้าเด็กนี่จะใส่ร้ายแล้ว ยังใส่สีตีไข่อีกด้วย“แถมเขายังบอกอีกว่าชาร้านเราไม่อร่อย หนวดท่านพ่อทิ่มคน เท้าก็เหม็นแล้วก็ไม่ยอมซื้อขนมแป้งต้นหอมให้ข้าด้วย!”

            “เจ้าเด็กเวร!”ลู่เต้าเผยอหน้าเหยเก “เจ้าแค่อยากยืมข้ามาด่าพ่อเจ้าเองเถอะ!!!”

            คนอื่นโกหกยังมีความจริงอยู่บ้างแต่เจ้านี่โกหกเต็มสิบส่วนไม่มีผสมเลยสักนิด!

            “ก็บอกแล้วว่าให้ซื้อขนมหลอกล่อไงเล่าเจ้าก็ไม่ยอมเองนี่” ไป๋เสียเอ่ยอย่างผู้มีชัย

            บุรุษร่างยักษ์ที่ได้ยินว่าชาร้านตนไม่อร่อยก็โกรธจนตัวสั่นเขาก้าวฉับๆ มาหยุดตรงหน้าลู่เต้า มือใหญ่ตบโต๊ะดังโครม! เอ่ยด่าลั่น “พูดมา! ชาร้านข้าไม่อร่อยตรงไหน!ใบชานี่ข้าปีนเขาขึ้นไปเก็บจากหน้าผาในหุบเขาเองกับมือเชียวนะ!ข้าไม่เพียงต้องเสี่ยงชีวิตปีนเขา ไหนจะมีหมาป่าดุร้ายเต็มไปหมดอีกเห็นคนเป็นไม่ได้ไล่กัดทุกที! ใบชาที่ข้าเสี่ยงชีวิตไปเก็บมา ขายเพียงแค่หนึ่งอีแปะ!พวกเจ้าว่าแพงหรือไม่เล่า”

            ลูกค้าคนอื่นในร้านกลัวจะซวยไปด้วยจึงรีบยกจอกชาขึ้นดื่มอึกใหญ่ ก่อนจะวางเหรียญทองแดงไว้แล้วรีบออกไป บุรุษร่างยักษ์ชี้ไปที่ลู่เต้าพร้อมเอ่ยเตือน“เจ้าจะจ่ายตอนนี้ หรือจะให้ข้าหักขาเจ้าข้างหนึ่งก่อนแล้วค่อยจ่าย”

            “ไม่ต้องห่วงคนผู้นี้เป็นแค่คนธรรมดา” ไป๋เสียยุยง “สู้เจ้าไม่ได้หรอก”

            เมื่อลู่เต้าได้ฟังก็รู้สึกอึดอัดใจขึ้นมาทันใดนั้นก็พลันคิดอะไรบางอย่างได้ จึงเอ่ยอย่างแน่วแน่ออกไปว่า “อาศัยว่ามีพลังแล้วข่มเหงรังแกผู้อื่น...ข้าไม่อยากเป็นผู้ใหญ่แบบนั้น!”

            “อีกอย่างยอมรับความผิดก็ไม่เห็นน่าอายตรงไหนทำผิดก็ยอมรับไป ครั้งหน้าอย่าทำอีกก็พอ”

            ลู่เต้าก้มหน้าลงอย่างสำนึกผิดทันที“ขออภัย ข้าลืมเอาเงินมา”

            “เหอะ”ไป๋เสียไม่พอใจอย่างยิ่ง เพราะคำขอโทษไม่เคยอยู่ในพจนานุกรมของเขานั่นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เขามีศัตรูมากมายในยุทธภพ

            บุรุษร่างยักษ์ที่ไม่สนใจคำขอโทษของลู่เต้ากำลังจะอ้าปากด่าทอแต่ทันใดนั้นสายตาก็เหลือบไปเห็นลายปักรูปพยัคฆ์คำรามบนเสื้อของลู่เต้า สีหน้าพลันซีดเผือดไร้เลือดทันที

            ริมฝีปากบุรุษร่างยักษ์สั่นเทามือที่กำลังจะตบโต๊ะชะงักค้างกลางอากาศ ก่อนจะกลืนน้ำลายดังอึก

            ‘แย่แล้วนี่มันคนของหอเงินตระกูลหง แถมชุดที่ใส่นี่ยังเป็นชุดที่ใช้ต้อนรับแขกคนสำคัญอีกต่างหากหลายปีมานี้มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ได้สวมชุดนี้ เกือบจำไม่ได้แล้วเชียว’ บุรุษร่างยักษ์คิดหวาดหวั่นอยู่ในใจ

                ภรรยาของเขาร่างกายอ่อนแอป่วยกระเสาะกระแสะ ต้องคอยหาหมอและกินยาอยู่เสมอรายได้อันน้อยนิดจากร้านน้ำชาไม่อาจประทังค่ารักษาของนางได้ เขาจึงต้องไปขอยืมเงินจากหอเงินตระกูลหง

            หากคนของตระกูลหงรู้ว่าแขกคนสำคัญของพวกเขามาถูกกระทำเช่นนี้ในร้านน้ำชาของเขาชีวิตนี้คงไม่ต้องสงบสุขอีกแล้ว

            บุรุษร่างยักษ์จึงประคองลู่เต้าขึ้นด้วยท่าทางหวาดหวั่นมือไม้สั่นเทารินชาให้พลางหัวเราะแห้งๆ “คุณชายนี่ก็ช่าง...จะเกรงใจอะไรกัน ต่อไปถ้ากระหายน้ำเชิญมารับชาที่ร้านข้าได้ตลอดไม่คิดเงินสักแดงเดียวเลยขอรับ”

            ลู่เต้าเห็นท่าทีของบุรุษร่างยักษ์ที่เปลี่ยนไปราวกับคนละคนก็ยิ้มกว้างคิดว่าอีกฝ่ายซาบซึ้งใจกับคำขอโทษของตน จึงรับจอกชามาดื่มอึกใหญ่ด้วยความสดชื่น ก่อนจะเอ่ยชม“ชื่นใจจริงๆ!”

            บุรุษร่างยักษ์เห็นลู่เต้าพอใจก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอกกำลังจะรินชาถ้วยที่สามให้ แต่ลู่เต้ากลับปฏิเสธ “พอแล้ว ข้าจะจ่ายสองถ้วยนี้ให้ทีเดียวคราวหน้า”

            “ไม่ต้องๆไม่ต้องเกรงใจ” บุรุษร่างยักษ์โบกมือปฏิเสธ “สองถ้วยนี้ข้าเลี้ยงเอง ขอเพียงคุณชายพอใจก็พอแล้ว!”

            ท่าทีของบุรุษร่างยักษ์เปลี่ยนไปมากจนลู่เต้าจับต้นชนปลายไม่ถูกจึงพึมพำขึ้นว่า “คนผู้นี้ช่างแปลกคนจริงๆ…”

            ลู่เต้ากำลังจะออกจากร้านสายตาก็เหลือบไปเห็นเด็กเมื่อครู่ อีกฝ่ายแอบแลบลิ้นปลิ้นตาใส่เขาลู่เต้ายิ้มเจ้าเล่ห์หันไปบอกบุรุษร่างยักษ์ว่า “ที่ลูกชายของเจ้าพูดเมื่อครู่...”

            บุรุษร่างยักษ์ตบอกตอบอย่างไม่ใส่ใจ“ข้ารู้ว่ามันหาเรื่องด่าข้าทางอ้อม คุณชายไม่ต้องกังวล ปล่อยให้ข้าจัดการมันเอง!”

            เด็กน้อยเห็นท่าไม่ดีรีบวิ่งหนีทันทีบุรุษร่างยักษ์ก็วิ่งไล่ตามไปราวกับกระทิงดุ ไม่นานก็ได้ยินเสียงเด็กน้อยร้องไห้จ้าและเสียงตีก้นดังสนั่น

            ลู่เต้าสะบัดแขนเสื้อจากไปอย่างเงียบเชียบราวกับผู้ผดุงคุณธรรมเขาขบคิดอย่างภาคภูมิใจในใจ ‘เห็นหรือไม่! ข้าบอกแล้วว่าคำขอโทษใช้ได้ผล’

            “ปัญญาอ่อน”ไป๋เสียที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดมาโดยตลอดย่อมรู้ดีว่าเกิดอะไรขึ้น เขาเหลือบมองลู่เต้าพลางครุ่นคิด‘แต่นี่ก็เป็นนิสัยของเขาจริงๆ’

            แต่ทว่า...

            ในโลกอันโหดร้ายใบนี้ความเมตตาเช่นนี้จะคงอยู่ได้นานแค่ไหนกัน

            หากวันหนึ่งความเชื่อที่ยึดมั่นพังทลายลงต่อหน้าเด็กคนนี้จะมีสีหน้าเช่นไรหนอ

            เพิ่งจะหลุดพ้นจากเรื่องวุ่นวายได้ไม่นานภาพฟุ้งซ่านก็ผุดขึ้นมาในหัวอีกครั้ง ลู่เต้าพยายามอย่างยิ่งที่จะไม่คิดถึง แต่ทันใดนั้นที่ปลายถนนก็มีกลุ่มคนกำลังมุ่งหน้ามาทางนี้

            ที่แท้ก็เป็นคนของภัตตาคารตระกูลเกาที่กำลังขนวัตถุดิบกลับร้านส่วนคนที่จูงม้านำขบวนอยู่ข้างหน้าก็คือกู่เสี่ยวอวี่!

            การพบกันโดยบังเอิญเช่นนี้ทำให้ลู่เต้าตื่นเต้นจนขนลุกซู่

            สาวใช้คนหนึ่งยกอ่างไม้เล็กๆที่ด้านในบรรจุปลากะพงระยิบระยับราวกับไข่มุกดำตัวหนึ่งเดินออกมาจากขบวนไปหากู่เสี่ยวอวี่แล้วเอ่ยถามอย่างกังวล “พี่เสี่ยวอวี่ ปลาสองตัวนี้ตัวเล็กนิดเดียว คุณชายจะโกรธหรือไม่เจ้าคะ”

            กู่เสี่ยวอวี่มองอ่างไม้แวบหนึ่งดวงตาฉายแววจนใจก่อนเอ่ยปลอบ “ไม่เป็นไร มีข้าอยู่ทั้งคน”

            ช่วงนี้...ไม่รู้ว่าทะเลสาบเกิดอะไรขึ้นกันแน่ทั้งขนาดและปริมาณของปลาที่จับได้ก็ลดลงเรื่อยๆ หากเป็นแบบนี้ต่อไป ปลาที่จับได้คงจะตัวเล็กลงกว่านี้อีก

            กู่เสี่ยวอวี่สาวเท้าพลางครุ่นคิดส่วนลู่เต้าที่กำลังเดินตรงเข้ามาหาด้วยความประหลาดใจและตื่นเต้น ละล้าละลังอยู่นานก็ยังไม่กล้าเอ่ยทัก

            ภาพที่อีกฝ่ายมองเขาเป็นตัวประหลาดยังคงติดตาไม่รู้ว่าครั้งนี้กู่เสี่ยวอวี่จะมองเขาเป็นพวกโรคจิตอีกหรือไม่

            ลู่เต้าชะงักฝีเท้าสุดท้ายก็ไม่กล้าก้าวขาออกไป ได้แต่มองขบวนรถม้าหายลับไปตรงหัวมุมถนนด้วยแววตาละห้อย

            เมื่อได้สติกลับคืนมาลู่เต้าที่ยิ่งรู้สึกเสียใจคิดรีบฉวยโอกาสในตอนนี้...

            “ไม่ได้!ข้าจะไป!” ขณะที่เขากำลังจะตามไป ก็ถูกมือใหญ่และมือเล็กคว้าไหล่ทั้งสองข้างเอาไว้

            “โอ๊ะ? นี่ไม่ใช่ลู่เต้าหรอกหรือ” เสียงชายหนุ่มเอ่ยแฝงแววหยอกล้อดังมาจากทางด้านซ้าย

            “ฮ่าๆใช่แล้วขอรับ ท่านพี่” อีกเสียงหนึ่งก็เป็นบุรุษเช่นกัน แต่แหลมเล็กกว่าเสียงแรกเล็กน้อย

            ลู่เต้าคุ้นเคยสองเสียงนี้เป็นอย่างดีและเพื่อยืนยันความคิดของตน เขาก็หันไปมอง ซึ่งเป็นดังที่คาดไว้ใบหน้าทั้งสองช่างคุ้นเคยเสียจริง

            บุตรชายของหวังหู่ที่มาจากหมู่บ้านเดียวกันและออกจากหมู่บ้านไปเมืองมังกรทมิฬก่อนลู่เต้าสามปีกับพ่อครัวคนสนิท! หวังเหล่ยกับหลี่หู!

            ลู่เต้าไม่ยินดีเลยสักนิดที่ได้เจอกับคนรู้จักกลับคิดในใจว่า ‘ช่างเป็นคนที่น่ารำคาญเสียจริง...’