กระทะเหล็กกู้โลก

    ตอนที่ 38 พี่ใหญ่กุ้ยและน้องเล็กกุ้ย

    ตอนที่ 38 พี่ใหญ่กุ้ยและน้องเล็กกุ้ย

             

            “อ้อ โอเค! ได้เลย!”ซ่งเจิงเปลี่ยนจากอาการตกใจเป็นความยินดีเขารีบหยิบกระทะเหล็กขึ้นมาทำข้าวผัดไข่อย่างไม่รอช้า

            “สอง... สองจานนะ!”ร่างเล็กของพี่ใหญ่กุ้ยทำมือขึ้นชูสองนิ้วให้ซ่งเจิงหลังจากนั้นจึงกระโดดเข้าไปในจานและกินข้าวผัดไข่อย่างตละกละตะกลาม

            “สองจานเหรอ?”ซ่งเจิงนิ่งไปครู่หนึ่ง เขาคิดว่าพี่ใหญ่กุ้ยคงหิวโหยแน่ ๆ จึงยิ้มออกมาพลางพูดว่า“จานเดียวก็อิ่มแล้ว”

            “ฉันไง... ฉันเอง!ของฉันล่ะ!”ขณะนั้นเองก็มีร่างเล็กอีกร่างที่คล้ายคลึงกับพี่ใหญ่กุ้ยไม่มีผิดโผล่ออกมาจากเสื้อผ้าของเขาหลังจากนั้นจึงตะโกนออกด้วยเสียงอันอ่อนแรง

            “เฮ้ย! อะไรวะเนี่ย!”ซ่งเจิงร้องลั่น เขาตกใจจนเกือบจะล้มลงไปกับพื้น

            “พี่ใหญ่กุ้ยไซซ์มินิสองคนเนี่ยนะ?!”ลิงผอมที่เพิ่งจะยันตัวลุกขึ้นได้ล้มลงไปที่พื้นด้วยความตกใจอีกครั้งแต่ครั้งนี้เขาไม่ได้พูดอะไรออกมา

            “ดะ... ได้!จะรีบทำให้เดี๋ยวนี้แหละ!” ซ่งเจิงสงบสติอารมณ์จากอาการตกตะลึงก่อนหยิบกระทะขึ้นมาทำข้าวผัดไข่อีกจานพี่ใหญ่กุ้ยตัวเล็กอีกคนก็ปีนขึ้นมาบนกระทะแล้วกินอย่างหิวกระหาย

            “นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?”หลังจากที่ฉู่อี้ฟื้นฟูร่างกายเสร็จเรียบร้อยแล้วเขาก็มองไปยังร่างเล็กของพี่ใหญ่กุ้ยทั้งสองร่าง

            “นายถามฉันแล้วฉันจะไปถามใครวะ?!” ซ่งเจิงมองอีกฝ่ายด้วยแววตาโมโห

            “ไม่ อย่าไปโทษเขา!”ร่างเล็กของพี่ใหญ่กุ้ยที่กำลังกินข้าวผัดไข่อยู่รีบแก้ตัวแทนฉู่อี้ทันที

            “ตัวโตขึ้นแล้ว! ว้าว!”ลิงผอมลุกขึ้นยืนอีกครั้งพลางเบิกตากว้างจนลูกตาแทบถลน

            สิ่งที่เขาเห็นคือพี่ใหญ่กุ้ยตัวเล็กทั้งสองคนมีร่างกายที่ใหญ่โตขึ้นเรื่อยๆ หลังจากได้ทานข้าวผัดไข่ในที่สุดก็โตขึ้นจนเทียบเท่ากับความสูงครึ่งหนึ่งของร่างเดิมและหยุดโตแค่นั้น

            “แยกร่างงั้นเหรอ?แต่ก็เหมือนจะไม่ใช่นะ” ฉู่อี้ที่อยู่อีกด้านมองด้วยสายตาสงสัยแบบเดียวกัน 

            “พลังของฉันตื่นขึ้นแล้ว!เรียกว่าพลังคู่แฝด ฉันคือพี่ใหญ่กุ้ยคนเดิม ส่วนคนนี้... เอ่อ...เรียกว่าน้องเล็กกุ้ยก็แล้วกัน” พี่ใหญ่กุ้ยที่ตัวโตกว่าอธิบาย

            “ยังจะมองกันอยู่ได้เป็นบ้ากันไปหมดแล้วรึไง? ยังไม่รีบหาเสื้อผ้ามาให้พวกฉันใส่อีก!”น้องเล็กกุ้ยอีกคนหนึ่งพูดขึ้นมาแต่หลังจากพูดจบทั้งสี่คนรวมถึงพี่ใหญ่กุ้ยต่างก็อยากจะจัดการเจ้านี่ให้หายไปจากโลกนี้ซะ 

            “ลิงผอมมือไม่เป็นตะคริวแล้วใช่ไหม?” ซ่งเจิงมองไปยังลิงผอมด้วยสีหน้ากังวล

            “ไม่เป็นไรแล้วล่ะอย่างน้อยก็ได้จัดการไอ้คนไม่รักดีนั่น!” ลิงผอมนวดมือของตัวเองจนเกิดเสียงดังกระดูกลั่น

            “ตะกี้นี้ฉันถูกทำร้ายอย่างหนักตอนนี้สภาพจิตใจไม่ค่อยดีเลย”ฉู่อี้ทำหน้าเศร้า

            “ทำไมมือฉันมันคัน ๆแบบนี้เนี่ย?” พี่ใหญ่กุ้ยมีสีหน้าเคร่งขรึม

            “ไม่เอา!”

            “ฉันไม่กล้าทำแล้ว!”

            “พี่ใหญ่...ทำไมยังไม่หยุดอีก!”

            “นี่เป็นพลังแท้จริงของนายเหรอ?”ทั้งสามกรูเข้ามาล้อมรอบพี่ใหญ่กุ้ยแล้วถามออกมาไม่สนใจว่าน้องเล็กกุ้ยจะเจ็บตัวเพราะถูกพี่ใหญ่ของเขาทุบตีมากแค่ไหน 

            “เฮ้! ไม่ใช่แบบนี้สิพวกนายดูนี่นะ!”พี่ใหญ่กุ้ยยืนขึ้นก่อนเอื้อมมือไปยังดวงอาทิตย์ที่ลอยอยู่กลางท้องฟ้าทันใดนั้นก็เกิดลูกบอลไฟขึ้นบนกลางฝ่ามือจากนั้นเขาจึงขว้างลูกบอลไฟนั้นไปยังก้อนหินที่อยู่ไกลออกไปก้อนหนึ่งดวงไฟนั้นพุ่งหลาวออกไปแล้วลอยหยุดอยู่เหนือหินก้อนนั้น 

            “ไม่เห็นเกิดอะไรขึ้นสักอย่างเลย?หรือว่าทำไปเพื่อความสวยงามเฉย ๆ?” สีหน้าสงสัยปรากฏขึ้นบนใบหน้าของลิงผอมซ่งเจิงและฉู่อี้หันมองหน้ากันด้วยสีหน้าสับสน

            “ตูม!”เสียงระเบิดดังสนั่นพร้อมรอยแยกที่เกิดขึ้นบนพื้นผิวของหินก้อนนั้นหินแข็งระเบิดออกจนแตกกระจายออกเป็นเสี่ยง ๆ

            “ว้าว!  สุดยอดไปเลย!”ทั้งสามคนอ้าปากค้างและอุทานออกมาพร้อมกัน

            “เชอะ! ตกใจอะไรกัน?!พลังของฉันแข็งแกร่งกว่านี้ตั้งหลายเท่ารู้ไหมเจ้าพวกโง่!ทำอย่างกับไม่เคยเห็นอย่างนั้นแหละ” น้องเล็กกุ้ยพูดพร้อมแสดงสีหน้าเหยียดหยาม

            “ให้ตายสิ!ฉันคันไม้คันมืออีกแล้ว” พี่ชายกุ้ยขมวดคิ้ว

            “ฉันก็เหมือนกัน!”  คนทั้งสามที่อยู่รอบ ๆ เอ่ยออกมาพร้อมกัน 

            หลังจากนั้นน้องเล็กกุ้ยจึงเอาแต่ร้องตะโกนขอชีวิตด้วยความเจ็บปวด

            “ถ้าอย่างนั้นพลังของพวกนายคือหยินหยางงั้นเหรอ?”ซ่งเจิงถามอย่างตื่นเต้น

            “อืม!แต่ว่าข้อจำกัดของมันค่อนข้างเยอะ หนึ่งวันใช้พลังได้แค่สามครั้งแถมยังมีข้อจำกัดเรื่องอากาศอีก วันข้างหน้าร่างกายฉันอาจจะหยุดโตแค่เท่านี้”พี่ใหญ่กุ้ยยิ้มออกมาอย่างขมขื่น

            “อย่าพึ่งใจเสียไปสิไม่แน่ว่าเมื่อพวกนายพัฒนาพลังไปได้อีกระดับ ร่างกายอาจจะกลับมาเป็นปกติก็ได้”ซ่งเจิงมองพี่ใหญ่กุ้ยที่ทำหน้าเศร้าพลางพูดปลอบใจ

            “ยังมีข้อจำกัดอื่นอีกไหม?เช่นเรื่องระยะห่าง?” ฉู่อี้ถามเพิ่มเติม

            ‘เขาคาดเดาถูกเผงเลย!แม้แต่พลังที่แข็งแกร่งแบบนี้ก็จัดการได้อยู่หมัด’ ซ่งเจิงเหลือบมองฉู่อี้ในใจแอบชื่นชมอยู่ลึกๆ

            “ฉันจะลองดู”พี่ใหญ่กุ้ยยืดตัวขึ้นก่อนพุ่งตัวเข้าไปในป่า

            เขาวิ่งไปไม่ถึงสองร้อยเมตรพลังเหล่านั้นก็ส่งผลสะท้อนจนร่างย้อนกลับมาหาทั้งสามในจุดเดิม“ไม่ได้ ระยะที่ไกลที่สุดในตอนนี้คือสองร้อยเมตร แถมศักยภาพทางกายยังลดฮวบเลยล่ะวิ่งไปไม่กี่ก้าวก็หอบแล้ว” พี่ใหญ่กุ้ยพูดขณะที่นั่งหอบอยู่กับพื้น

            ซ่งเจิงยื่นขนมเปี๊ยะทอดให้อีกฝ่ายกินทำให้พลังของเขาค่อยๆ ฟื้นฟูกลับคืน

            “พลังนี้ไม่ได้มีค่าอะไรมากเลยนะ”ฉู่อี้พูดพลางหันไปมองซ่งเจิง

            “ฉันว่ามันก็ใช้ได้อยู่นะแค่ตอนนี้เรายังมองไม่ออกเฉย ๆ” ซ่งเจิงหัวเราะ

            “ไอ้พวกโง่! พวกนายคงไม่เคยเห็นว่าพวกเราเก่งกาจแค่ไหนตอนที่พวกเรารวมพลังกันใช่ไหมล่ะ?”น้องเล็กกุ้ยพูดด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม

            “เด็กนี่พูดไม่รู้เรื่องเลยจริงๆ!”ซ่งเจิงคว้ากระทะเหล็กออกมาถือไว้

            “ไม่มีพ่อมีแม่ไร้มารยาทแบบนี้แหละ!”ลิงผอมหยิบมีดสั้นสองเล่มออกมาควงเพื่อข่มขวัญ

            “เจ้านี่เป็นเสี้ยนหนามจริงๆ!”มือทั้งสองข้างของฉู่อี้เกิดไฟลุกพรึ่บ

            “เจ้านี่เป็นใครกันฉันไม่เห็นจะรู้จักเขาสักนิด!”พี่ใหญ่กุ้ยหยิบมีดสปาตาร์ขึ้นมา

            ...

            ครึ่งชั่วโมงผ่านไป

            “พี่ซ่งเจิง พี่ฉู่อี้พี่ลิงผอม พี่ใหญ่สุดที่รักของฉัน พวกนายอยากจะเห็นจริง ๆ เหรอฮะ?” น้องเล็กกุ้ยคุกเข่าลงกับพื้นแล้วพูดกับคนทั้งสี่ด้วยน้ำเสียงเคารพยำเกรงเสียเต็มประดา

            “เรียกฉันว่าพี่ซ่งก็พอ!”ซ่งเจิงหยิบกระทะเหล็กขึ้นจากศีรษะของน้องเล็กกุ้ย

            “เรียกพี่ฉู่อี้ก็ไม่ได้แย่หลังจากนี้ก็เรียกแบบนี้แล้วกัน” ฉู่อี้ใช้มือขวาลูบหัวน้องเล็กกุ้ยด้วยความเอ็นดูเปลวไฟลุกโชนบนมือซ้ายก็ดับลง

            “เรียกฉันว่าพี่ลิงโอเคไหม?” ลิงผอมเช็ดรอบเปื้อนบนมีดสั้นลงบนเสื้อผ้าที่เพิ่งผลัดเปลี่ยนของอีกฝ่าย

            “ส่วนแกไม่ต้องมาเรียกฉันว่าพี่ใหญ่!” พี่ใหญ่กุ้ยปักมีดสปาตาร์ลงกับพื้นอย่างรุนแรง

            “เริ่มกันเลย!”เขาจ้องตาน้องเล็กกุ้ยเขม็งและอีกฝ่ายก็พยักหน้าอย่างว่าง่าย

            พระอาทิตย์ตกลับไปทางทิศตะวันตกแล้วท้องฟ้าเริ่มมืดลงเรื่อย ๆ พี่ใหญ่กุ้ยและน้องเล็กของเขาจับมือกันแน่นหลังจากนั้นจึงเกิดลูกบอลไฟที่มีแสงสว่างเจิดจ้าส่องออกมาจากระหว่างหน้าผากของทั้งสองแสงนั้นสว่างสดใสมาก ราวกับเป็นพระอาทิตย์ดวงหนึ่งทั้งยังมีลูกบอลสีดำมืดอีกลูกหนึ่งปรากฏขึ้นบอลลูกนี้เหมือนหลุมดำที่คอยดูดทุกอย่างเข้าไปภายในไม่นานลูกบอลทั้งสองลูกก็เคลื่อนตัวเข้าหากันจนหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวและเปลี่ยนแปลงเป็นรูปหยินหยาง!

            พอทั้งสองปล่อยมือออกจากกันและหันหน้าไปทางทิศตะวันตกลูกบอลหยินหยางจึงหมุนรอบตัวเองอย่างรวดเร็วก่อนพุ่งไปทางทิศตะวันตกด้วยความเร็วเหนือแสง

            “ตูม!”ทันทีที่ลูกบอลหยินหยางร่วงลงกระทบพื้นก็เกิดเสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวพร้อมกับลมพายุรุนแรงตรงจุดที่เกิดการระเบิดนั้น 

            เมื่อพายุฝนสงบลงแล้วซ่งเจิง ฉู่อี้ และลิงผอมต่างตกตะลึงกับภาพที่เห็นตรงหน้า

            “ภูเขาลูกเล็ก ๆตรงนั้นหายไปไหนซะแล้วล่ะ?!” ซ่งเจิงกะพริบตาถี่อย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง

            “แล้วพืชไร่ที่อยู่ตรงนั้นล่ะ?”ฉู่อี้ทั้งกะพริบตาถี่ทั้งโคลงศีรษะ

            “กลุ่มซอมบี้ที่อยู่ตรงนั้นก็หายไปด้วย!”ลิงผอมรีบหยิกข้อศอกตัวเองเพื่อพิสูจน์ว่าตัวเองไม่ได้ฝันไป

            พวกเขาเห็นเพียงหลุมใหญ่ที่คล้ายหลุมอุกกาบาตบนพื้นเท่านั้นรอบข้างไม่มีสิ่งอื่นอยู่เลย เหมือนสิ่งเหล่านั้นถูกทำลายล้างจนหายไปหมด

            “พลังแบบนี้วันหนึ่งใช้ได้กี่ครั้งเหรอ?”ซ่งเจิงกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่

            “ถ้าเป็นช่วงอากาศปกติพลังนี้จะใช้ได้วันละสองครั้ง” พี่ใหญ่กุ้ยพูดขณะที่ร่างกายซวนเซเหมือนจะล้มลงเขายืนพิงกำแพงทั้งที่ในมือยังถือมีดสปาตาร์และหอบหายใจอย่างหนักส่วนน้องเล็กกุ้ยนอนราบไปกับพื้นโดยไม่พูดอะไรสักคำเดียว

            ซ่งเจิงรีบทำข้าวผัดไข่สองจานให้ทั้งสองกินเพื่อฟื้นฟูพลังหลังจากพวกเขาทานอาหารเสร็จก็หลับผล็อยไปชัดเจนว่าร่างกายของพวกเขาถึงขีดจำกัดแล้ว

            ลิงผอมก็แยกตัวไปพักผ่อนเช่นกันส่วนซ่งเจิงกับฉู่อี้ยังนั่งอยู่ที่เดิมเพราะยังมีบางเรื่องที่ต้องสะสาง

            ....................................................................